จานักปูร์
วันที่นำเข้าข้อมูล 16 ก.ค. 2561
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 30 พ.ย. 2565
| 13,745 view
นางขันธ์ทอง อูนากูล เอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ และนางจิราพร สุดานิช อัครราชทูตที่ปรึกษา ณ กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล เดินทางไปยังเมืองจานักปูร์ (Janakpur) เมื่อวันที่ 5 - 6 พฤษภาคม 2556 พร้อมด้วยพระภิกษุอีก 2 รูปคือ พระมหาสุพจน์ กิตติวัณโณ เลขานุการวัดไทยลุมพินี และพระมหาสมัย จากวัดไทยฯ เช่นกัน โดยมูลเหตุของการเดินทางในครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสานต่อโครงการสร้างฌาปนสถาน ให้กับประชาชนของเมือง ดังที่ เอกอัครราชทูต (ออท.) มาริษ เสงี่ยมพงศ์ได้ริเริ่มไว้ นอกจากนี้ ประธานาธิบดี Ram BaranYadav แห่งเนปาลก็ได้ปรารภกับ ออท.อีกครั้ง ถึงเรื่องการพัฒนาจานักปูร์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน ในระหว่างที่ ออท. เข้าเยี่ยมคารวะเพื่อยื่นพระราชสาส์นตราตั้งเมื่อกลางปี 2555 กอปรกับภาคเอกชนไทยก็พร้อมให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ และวัดไทยลุมพินีก็พร้อมผลักดันให้โครงการนี้เดินหน้าไป เราจึงไปสำรวจสถานที่ร่วมกัน
.jpg)
นางขันธ์ทอง อูนากูล เอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ เข้าเยี่ยมคารวะ ประธานาธิบดี Ram BaranYadav แห่งเนปาล
จานักปูร์ (Janakpur) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเนปาล อยู่ห่างจากอินเดียเพียงแค่ 20 กิโลเมตร แต่ถ้าจะเดินทางมาจากกาฐมาณฑุซึ่งห่างกันกว่า 400 กิโลเมตร วิธีที่ง่ายที่สุดคือทางเครื่องบิน ซึ่งมีสายการบินในประเทศบินมาจานักปูร์ทุกวัน และใช้เวลาบินเพียง 25 นาทีเท่านั้น
ลักษณะภูมิประเทศของจานักปูร์จะต่างกับหลาย ๆ เมืองสำคัญที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของเนปาล ตรงที่ จานักปูร์เป็นที่ราบโดยรอบ ไม่มีภูเขา แต่มีแหล่งน้ำอยู่ทั่วไป จึงมีความชุ่มชื้น และเป็นแหล่งเพาะปลูกธัญญาหารที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะมะม่วงจากจานักปูร์ ซึ่งหวานอร่อยและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายและมะม่วงจานัก ปูร์นี้เองที่ปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์เรื่อง "พระมหาชนก" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีตอนที่เกี่ยวกับมะม่วงคือ พระมหาชนกได้พระราชทาน 9 วิธีฟื้นฟูต้นมะม่วงให้กับชาวเมือง
บางคนอาจจะสงสัยว่า จานักปูร์เกี่ยวข้องกับพระมหาชนกอย่างไร
จานักปูร์ก็คือเมือง "มิถิลา" หรือมิถิลานครในชาดกและในพระราชนิพนธ์ หากจะกล่าวให้ลึกลงไปอีก คำว่า Janak มาจากคำว่า "ชนก" คำว่า "Pur" มาจาก "ปุระ" ซึ่งแปลว่า "เมือง" จานักปูร์จึงมีความหมายว่า "เมืองแห่ง
พระชนก" นั่นเอง ซึ่งเราจะค่อย ๆ เล่าถึงเรื่องนี้ต่อไป
.jpg)
ภาพด้านซ้าย: ภาพแรกที่เห็นในเมืองจานักปูร์
ภาพด้านขวา: ด้านหน้าโรงแรม Welcome
เมื่อเราไปถึง เทศบาลเมืองจานักปูร์ได้จัดขบวนรถมารับอย่างเอิกเกริก มีรถตำรวจนำ (ให้ความรู้สึกเหมือนเดินทางไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีผิด) ซึ่งมีนายตำรวจรักษาความปลอดภัย 6 นาย และ PSO ประจำตัว ออท. หน้าตาขึงขัง 1 คน ตามประกบไม่ห่าง ขบวนรถพาเราไปถึงโรงแรม "Welcome" ซึ่งเป็นโรงแรมที่พักที่ดีที่สุดของเมือง (!) เปิดมาได้เพียงปีครึ่ง แต่สภาพอากาศที่ร้อนชื้นและการปรับปรุงต่อเติม ทำให้โรงแรมมีสภาพที่ดูเก่า เจ้าของโรงแรมยืนยันกับเรา (ด้วยความภาคภูมิใจ) ว่า มีการจองห้องเต็มถึง 90 % และได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดีย ยุโรป และจีน อย่างสม่ำเสมอ
.jpg)
ภาพการประชุมกับผู้แทนของเมืองจานักปูร์
เราได้ประชุมกับผู้แทนจากเทศบาลจานักปูร์ วิศวกร นักธุรกิจ และสื่อมวลชน รวม 15 คน ที่โรงแรมที่พัก โดยผู้แทนจานักปูร์ได้เริ่มด้วยการพูดถึงข้อเสนอโครงการพัฒนาจานักปูร์ถึง 9 โครงการ และยืนยันว่า ได้ส่งข้อเสนอทั้ง 9 ให้เราเมื่อหลายเดือนก่อน ผ่านกระทรวงพัฒนาท้องถิ่นของเนปาล ซึ่งเราไม่เคยได้รับมาก่อน อย่างไรก็ดี เราก็ไม่ได้ปฏิเสธหรือตอบรับในช่วงของการหารือ แต่เราได้ขอให้พิจารณาโครงการที่เคยมีการหารือกันมาก่อนหน้านี้คือ การสร้างฌาปนสถานให้แก่ชาวเมืองจานักปูร์เป็นโครงการแรก และเมื่อเห็นประโยชน์ของโครงการดังกล่าวอย่างชัดเจนแล้ว เราจึงจะพิจารณาโครงการอื่น ๆ เป็นลำดับต่อไป ซึ่งผู้แทนเทศบาลฯ ได้แสดงความเข้าใจ และขอบคุณเราในที่สุด
.jpg)
ภาพการเข้าสำรวจที่ดิน
จากนั้น ก็ถึงเวลาสำรวจสถานที่และเมืองนี้อย่างจริงจัง ฝ่ายเนปาลพาเราไปดูที่ดิน 2 แห่ง สำหรับสร้างฌาปนสถาน และได้พาไปดูฌาปนสถานที่คุณ BawanSingha Yan นักธุรกิจชาวจานักปูร์ได้รวบรวมเงินบริจาคจากประชาชนมาสร้างไว้ ซึ่งในที่สุด เราก็ตกลงกันว่า จะช่วยสนับสนุนต่อยอดการก่อสร้างฌาปนสถานที่มีอยู่เดิมแล้วของคุณ Bawan เสียก่อน ซึ่งยังต้องปรับปรุงเพิ่มเติมอีก โดยเฉพาะการทำหลังคากันฝนของฌาปนสถานที่ใช้อยู่ปัจจุบัน รวมทั้งการสร้างฌาปนสถานสำหรับเด็กแยกต่างหาก ซึ่งเราก็ได้ย้ำขอให้เทศบาลเมืองจานักปูร์ส่งรายละเอียดโครงการพร้อมงบ ประมาณสำหรับการปรับปรุงฌาปนสถานแห่งนี้ให้เรา เพื่อที่เราจะได้ประสานกับวัดไทยลุมพินีและระดมทุนจากนักธุรกิจที่สนใจและมี กำลังสนับสนุนต่อไป ซึ่งการต่อยอดฌาปนกิจสถานแห่งนี้ต้องถือว่าเป็นโครงการระดับประชาชนต่อ ประชาชนอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณของรัฐ และใช้เวลาไม่นานที่จะเห็นผลด้วย หลังจากนั้น เราจะได้พิจารณาโครงการอื่น ๆ ที่จะเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาเมืองต่อไป
.jpg)
ภาพบรรยากาศตัวเมืองยามเย็น
เราใช้เวลาในช่วงบ่ายสำรวจเมืองต่อ และเห็นว่าเมืองมีฝุ่นมาก ไม่ต่างจากกาฐมาณฑุนัก เพียงแต่มีความชื้นมากกว่าทำให้ฝุ่นเจือจาง และมีถนนสายเดียวที่เป็นถนนลาดยางวิ่งผ่านเมือง เท่าที่สังเกต ไม่มีรถโดยสารสาธารณะ แต่มีสามล้อถีบมีหลังคาคลุม และเมื่อเข้าไปในใจกลางเมืองซึ่งอยู่ใกล้กับโรงแรมที่พักของเรา ก็เห็นว่ามีร้านค้าเปิดอย่างแน่นขนัด 2 ข้างถนน โดยเฉพาะร้านขายเสื้อผ้า และเครื่องไฟฟ้าซึ่งนำเข้ามาจากอินเดีย ซึ่งทำให้เรารู้สึกแปลกใจ เพราะได้รับคำเตือนก่อนจะมาว่า เมืองนี้เป็นเมืองที่ยากจนที่สุดเมืองหนึ่งของเนปาล แต่เมื่อสอบถามคนที่นี่ ก็ได้ทราบว่า ด้วยความยากจน ทำให้ประชากรที่อยู่ในวัยทำงานของเมืองออกเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เป็นจำนวนหลายหมื่นคน ซึ่งถือว่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ คนเหล่านี้ได้ส่งเงินกลับมาให้ครอบครัวที่อยู่ทางนี้จับจ่ายใช้สอย จึงไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า เหตุใดเศรษฐกิจของเมืองจึงค่อนข้างคึกคัก
ระหว่างทางออกนอกเมือง เราได้เห็นว่ามีการเลี้ยงสัตว์แบบปล่อย โดยเฉพาะแพะซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจของเมือง และหมูป่า ซึ่งตอนที่ได้เห็นมันวิ่งเล่นอย่างร่าเริงอยู่ใจกลางเมือง เราก็ตั้งข้อสังเกตกับ PSO เนปาลซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้ารถเราว่า หมูที่นี่ตัวใหญ่ดีจัง คุณทานมันด้วยสินะ คุณ PSO ปฏิเสธเสียงหลง เมื่อรู้สึกตัว ก็เชิดหน้า และพูดด้วยน้ำเสียงแข็ง ๆ ว่า "Only the low caste eats it. We are high caste. We don't eat it. We don't even touch it" คำตอบนี้ทำให้เราหันมามองหน้ากัน นึกในใจว่า งั้นเราคงเป็น "low caste" ละมัง เพราะเราก็กินหมูเป็นอาหารหลัก แถมยังชอบเสียด้วย!
.jpg)
ภาพแรงงานสำคัญของเมือง
พอเข้าเขตหมู่บ้านนอกเมืองถนนลาดยางก็เปลี่ยนเป็นถนนดินแดงและโรยกรวด มีหลุมบ่ออยู่ทั่วไป ชาวบ้านที่ผ่านไปมาใช้เกวียนเป็นพาหนะ เมื่อเราได้เห็นเกวียนเทียมวัวก็รู้สึกแปลกใจนิด ๆ ไม่ใช่เพราะไม่เคยเห็นวัว แต่เพราะไม่เคยเห็นสัตว์ที่คนเนปาลบูชาว่าเป็นพาหนะแห่งพระศิวะมหาเทพมาใช้ แรงงานอย่างหนักขนาดนี้ (โดยเฉพาะในกาฐมาณฑุที่แม้จะเป็นเมืองหลวง แต่ประชากรวัวก็แสดงให้เราเห็นว่า เขานี่แหละเจ้าของประเทศตัวจริง เพราะใช้ถนนได้อย่างชนิดที่ประชากรคนต้องยอมหลบให้) ส่วนใหญ่เราจะเห็นคนทั่วไปใช้ควายเป็นพาหนะในการเทียมเกวียน ไถนา ฯลฯ จนเมื่อพูดคุยกับคน จานักปูร์จึงได้รู้ว่า แม้จะเป็นฮินดูเหมือนกัน แต่คนที่นี่นับถือไวษณวนิกาย ซึ่งบูชาพระวิษณุ หรือพระนารายณ์ ผิดกับคนเนปาลส่วนมากที่นับถือศาสนาฮินดู ไศวะนิกาย ซึ่งบูชาพระศิวะ ทั้งนี้ เพราะเชื่อกันว่า มิถิลานครแห่งนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีแต่งงานของนางสีดากับพระราม หรืออวตารของพระนารายณ์ ตามมหากาพย์รามายณะ หรือรามเกียรติ์ของไทยนั่นเอง
ตำนานความรักของพระรามกับนางสีดาที่เกิดขึ้นที่เมืองมิถิลาแห่งนี้ ทำให้เราไม่ลังเลที่จะให้ชื่อจานักปูร์ว่า "โรแมนติกนคร"
ทุกปีโดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม จานักปูร์จะจัดเทศกาล "วิวาหะ ปัญจมี" (Vibhaha Panchami) เพื่อระลึกถึงพิธีแต่งงานระหว่างพระรามกับนางสีดา นักท่องเที่ยวจากอินเดียและเนปาลนับแสนคนจะเดินทางมาร่วมพิธีดังกล่าว และมาสักการะวัด Janaki ซึ่งเป็นศาสนสถานที่สำคัญของชาวฮินดู วัดแห่งนี้ได้ชื่อว่า "Janaki" ซึ่งหมายถึง ธิดาของพระชนก หรือนางสีดา เพราะเชื่อกันว่า ณ ที่ที่มีการสร้างวัดนี้ เป็นจุดที่พระชนก (คนละคนกับพระมหาชนกในพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกข้างต้น) กษัตริย์มิถิลา ได้พบนางสีดาซึ่งเป็นทารก ผุดขึ้นมาจากรอยไถ ระหว่างทำพิธีแรกนาขวัญ จึงถือว่า นางสีดาได้ถือกำเนิดที่เมืองมิถิลานี้
วัด Janaki ถือเป็น landmark ที่สำคัญของเมือง สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1911 ลักษณะสถาปัตยกรรมของวัดเป็นแบบ "ฮินดู-ราชบุตร" ซึ่งได้รับอิทธิพลจากอินเดียตอนเหนือ มีลักษณะเป็นกลุ่มปราสาท 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา ขณะที่ชั้นบนเป็นพิพิธภัณฑ์ว่าด้วยเรื่องของนางสีดา มีข้าวของเครื่องใช้ เครื่องแต่งกาย และหุ่นจำลองที่เคลื่อนไหวได้โดยจัดฉากเป็นตอน ๆ ตั้งแต่กำเนิดของนางสีดา ไปจนถึงพิธี ยกศรเลือกคู่ ตามเนื้อเรื่องในรามายณะ
.jpg)
ภาพบรยากาศภายในวัด Janaki
เราทำทักษิณาวัตรรอบวัดดังกล่าว 1 รอบก่อนจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายในสถานที่ประกอบพิธีหลังจากที่มีการทำ วัตรเย็นไปแล้ว นักบวชได้เจิม Tikka ซึ่งทำจากเมล็ดข้าวย้อมสีแดงที่หน้าผากให้เรา และมอบดอกไม้ที่ใช้ประกอบพิธีให้คนละดอก ภายในสถานที่ประกอบพิธี (ซึ่งห้ามถ่ายภาพ) มีหิ้งบูชาขนาดใหญ่ทำด้วยเงินแท้ ๆ ขนาดน่าจะหลายตันอยู่ แกะสลักลวดลายสวยงาม และน่าจะได้รับการขัดถูอย่างสม่ำเสมอจึงไม่เกิดรอยดำ บนหิ้งมีหุ่น จำลองของพระราม พระลักษณ์ นางสีดา และหนุมาน ซึ่งชาวฮินดูนับถือเสมือนเป็นเทพเจ้า ด้านหน้ามีลูกกรงกั้นไว้ คนที่มากราบไหว้จะทำได้เพียงจุดเทียนและโปรยดอกไม้จากด้านนอกเท่านั้น บรรยากาศภายในศักดิ์สิทธิ์ ขรึมขลัง แต่ไม่อึดอัด เราได้รู้มาว่า โดยปกติเขาจะไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปถึงข้างในขนาดนี้ ยกเว้นก็แต่บุคคลสำคัญเท่านั้น
เมื่อเราเดินออกไปนอกวัดไม่ไกลนัก ก็เห็นศาลาทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาดใหญ่อยู่ภายในสวนที่ร่มรื่น ภายในมีการจำลองพิธีแต่งงานของพระรามกับนางสีดา และทั้งสี่มุมของศาลาจะมีหุ่นจำลองของพระราม และพี่น้องอีก 3 องค์ และพระมเหสีของแต่ละองค์ โดยมีการตั้งแท่นบูชาเอาไว้ในแต่ละมุมด้วย หลังจากได้เห็นแล้วเราก็รู้สึกว่า หากได้อ่านรามเกียรติ์ หรือมหากาพย์รามายณะก่อนหน้านี้ น่าจะทำให้สนุกกับการเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ได้มากกว่านี้เป็นแน่

จานักปูร์มีสระน้ำหลายแห่ง ซึ่งชาวเมืองได้ใช้ประโยชน์ในการบริโภค ไปจนถึงการประกอบพิธีทางศาสนา แต่เมื่อเราเห็นสภาพน้ำซึ่งค่อนข้างขุ่น สกปรก และไม่มีการถ่ายเทที่ดี ซึ่งอาจเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ ทำให้นึกไปถึง "กังหันน้ำชัยพัฒนา" สิ่งประดิษฐ์จากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเสียในหลายพื้นที่ของไทย ว่า น่าจะช่วยทำให้แหล่งน้ำของจานักปูร์สะอาด ไร้มลพิษ และเป็นอีกโครงการหนึ่งที่เราจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาจานักปูร์ได้ ไม่ยาก อีกทั้งจะเป็น win-win situation เพราะนอกจากจานักปูร์จะได้แหล่งน้ำที่สะอาดแล้ว ยังจะเป็นการเผยแพร่พระอัจฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่แผ่ไพศาล ไปในระดับโลก ให้ชาวเนปาลได้ตระหนักอีกด้วย
เย็นนั้น คณะผู้แทนของเทศบาลเมืองจานักปูร์ รวมทั้งบุคคลที่เราได้พบทั้งหมดในวันนี้ได้จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่เรา มีคนมาร่วมงานกว่า 20 คน มีเราเพียง 2 คนที่เป็นคนไทย ผู้แทนฝ่ายเนปาลได้กล่าวขอบคุณ ออท. และฝ่ายไทยที่จะช่วยพัฒนาเมืองจานักปูร์ และได้มอบของที่ระลึกให้เรา คือภาพเขียน "ศิลปะมิถิลา" หรือ Mithila Art อันเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล คนละ 1 ภาพ
หากมาที่จานักปูร์แล้วไม่ได้ไปเยี่ยมชม "ศิลปะมิถิลา" แล้ว ก็คงต้องถือว่า มาไม่ถึงจานักปูร์ซึ่งตามประสาผู้รักศิลปะอย่างเราแล้ว ก็คงไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นแน่ ดังนั้น ในวันรุ่งขึ้น เราจึงได้ขอไปเยี่ยมชมศิลปะดังกล่าวก่อนที่จะเดินทางกลับ

ศิลปะมิถิลาได้รับอิทธิพลจากอินเดียตอนเหนือ เดิมเป็นการวาดภาพด้วยนิ้วมือ และกิ่งไม้ ลงบนปูนเปียก และบนพื้นดิน ใช้สีที่ทำจากธรรมชาติ ขณะที่ปัจจุบัน ศิลปินจะใช้ปากกาหรือพู่กัน เขียนภาพลงบนกระดาษสา ผ้า หรือบนเครื่องปั้นดินเผา โดยใช้สีน้ำมันบ้าง acryllic บ้าง ภาพที่เขียนหลัก ๆ จะเป็นภาพในชีวิต ประจำวันของคน คนกับธรรมชาติ ดอกไม้ สัตว์ พิธีทางศาสนาต่าง ๆ ลักษณะของภาพจะมีสีสันสดใส มี 2 มิติ ไม่มีความลึก แสดงภาพด้านข้าง (side view) และภาพด้านหน้า (profile view) ของวัตถุของภาพ ซึ่งลักษณะดังกล่าวคล้ายคลึงกับภาพเขียนของอียิปต์โบราณ ปัจจุบัน ศิลปะมิถิลาได้รับความสนใจและได้รับการสนับสนุนจากนานาประเทศทั้งในด้านการ เงิน การบริหารจัดการ และเทคนิค ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างกว้างขวาง แต่สิ่งที่ทำให้ศิลปะมิถิลาแตกต่างจากศิลปะของที่อื่น ๆ ก็คือ มันเป็นศิลปะของผู้หญิง!!! และที่พิเศษไปกว่านั้น คือ ผู้หญิงมิถิลารังสรรค์ศิลปะนี้ขึ้นในขณะที่เธอตั้งครรภ์!!
ว่ากันว่า ศิลปะมิถิลาไม่มีการสอนในโรงเรียน แต่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น จากยายสู่แม่ จากแม่สู่ ลูกสาว นั่นคือจะถ่ายทอดให้กับผู้หญิงเท่านั้น ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมต้องเป็นผู้หญิง ยังคงคลุมเครือ บ้างก็ว่า สมัยก่อน ผู้หญิงต้องอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้ออกไปข้างนอกเหมือนผู้ชาย อีกทั้งไม่ได้รับการศึกษา จึงใช้เวลาว่างผ่อนคลายด้วยการเขียนภาพ แทนการอ่านหนังสือ หรือหย่อนใจด้วยวิธีอื่น ๆ ส่วนสาเหตุของการวาดภาพในช่วงที่เธอตั้งครรภ์นั้น ก็เพื่อให้จิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน และว่ากันว่า ตอนมีครรภ์นี่แหละที่จะวาดรูปได้สวยงาม เพราะนึกถึงลูกในท้องไปด้วย
ศูนย์กลางศิลปะมิถิลา อยู่ระหว่างทางจากใจกลางเมืองก่อนจะถึงสนามบิน เพียง 5 นาที ตรงทางเข้ามีป้ายบอกชื่อศูนย์ และป้ายชื่อผู้สนับสนุน ซึ่งจากที่เห็นมีทั้งรัฐบาลญี่ปุ่น EU และออสเตรเลียเป็นหลัก เมื่อเข้าไปด้านในจะมีลานกว้างกลางแจ้ง ล้อมรอบด้วยอาคารชั้นเดียว ทอดยาวติดกัน 4 อาคาร เป็นรูปครึ่งวงกลม ในแต่ละอาคารจะเป็นห้องแยกย่อย อาคารหลังแรกเป็นอาคารวาดภาพเขียนศิลปะมิถิลา อีกอาคารเป็นอาคารย้อมผ้า และอาคารเครื่องปั้นดินเผา ตรงกลางจะเป็นร้านขายผลงาน มีสมุดลงนามรวมทั้งจดหมายแสดงความคิดเห็นของผู้ที่เคยมาเยี่ยมชม ซึ่งเราเห็นว่า มีจดหมายจากนางฮิลลารี คลินตัน เมื่อสมัยยังดำรงตำแหน่ง first lady แสดงความขอบคุณรัฐบาลเนปาลที่ได้พามาเยี่ยมชมศูนย์ศิลปะแห่งนี้ ติดอยู่ด้วย
เราช่วยอุดหนุนของที่ระลึกจากศูนย์ฯ โดยพระอาจารย์สุพจน์ได้ภาพเขียนมากว่า 10 ภาพ ท่านบอกว่าจะเอาไปติดที่โรงเรียนที่วัดไทยลุมพินีให้ความช่วยเหลือในการจัด สร้าง ซึ่งหากใครจะมาแสวงบุญ ก็อาจแวะไปเยี่ยมชมได้ จะได้รู้ว่าศิลปะมิถิลาหน้าตาเป็นอย่างไร ส่วนใครที่มากาฐมาณฑุ และหวังจะหาซื้อได้ที่ย่าน Thamel ก็คงต้องผิดหวัง เพราะมีที่ทำเนียบ ออท. ที่เดียวเท่านั้น!
ความประทับใจที่ได้รับจากจานักปูร์ ซึ่งแม้จะได้เห็นและสัมผัสเพียง 1 วันเต็ม ๆ แต่ก็ทำให้เราได้ข้อคิดที่แอบแฝงภายใต้คราบความยากจนของเมือง โดยเฉพาะบทบาทของผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นนางสีดา ผู้หญิงที่ได้รับการยกย่องประหนึ่งเทพเจ้า ผู้หญิงชาวเมืองที่ต้องออกไปใช้แรงงานในต่างประเทศ ผู้หญิงชาวบ้านที่รังสรรค์ผลงาน สวย ๆ อย่างมิถิลาอาร์ท ผู้หญิงเหล่านี้แหละที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองที่แท้จริง
สิ่งที่เราได้คิดต่อยอดต่อไปจากเรื่องนี้ก็คือ จานักปูร์เป็นเมืองที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาไปได้อีกมากมายหลายสาขา โดยอาศัย gimmick ที่เชื่อมโยงกับตำนานความเชื่อ ศาสนา และวัฒนธรรม ดึงดูดการลงทุนและการท่องเที่ยว ซึ่งหากได้มีการแบ่งปันประสบการณ์ในลักษณะ best practice กับไทย ก็น่าจะช่วยให้เมืองได้พ้นจากสภาพการเป็นเมืองที่ยากจนที่สุดของเนปาล ไม่ว่าจะเป็น (1) การพัฒนาด้านการเกษตร อาทิ การพัฒนาพันธุ์มะม่วงที่มีชื่อเสียงของเมืองให้สามารถผลิตได้ทั้งปี (เราไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสมะม่วงจานักปูร์ในครั้งนี้ เนื่องจากยังไม่ใช่ฤดูมะม่วง) หรือการพัฒนาแหล่งน้ำของเมือง (2) การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาทิ การจัดงานแต่งงานในตำนาน เหมือนกับงานแต่งงานของพระรามกับนางสีดา หรือการส่งเสริมศิลปะแบบมิถิลาเพื่อเป็นจุดขายของเมือง เป็นต้น

ภาพภายในห้อง VIP ของสนามบินจานักปูร์ทีี่ประดับด้วยศิลปะมิถิลา
ด้านซ้าย: นางขันธ์ทอง อูนากูล เอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ
ด้านขวา: นางจิราพร สุดานิช อัครราชทูตที่ปรึกษา ณ กรุงกาฐมาณฑุ
เราเดินทางกลับจากจานักปูร์ด้วยความรู้สึกอิ่มเอมและภาคภูมิใจ ที่ได้มีส่วนช่วยพัฒนาเมืองที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นเมืองที่ยากจนที่สุด และไม่สะอาดที่สุดของเนปาล แม้ว่าจะเป็นการเริ่มดำเนินโครงการเพียงน้อยนิด แต่การให้ความช่วยเหลือตามความต้องการเร่งด่วนของชาวเมือง ก็ถือว่าเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ อีกทั้งการมาเยือนของเราในครั้งนี้ยังได้รับการกล่าวขานและเผย แพร่อย่างกว้างขวางทั้งในสื่อระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ แม้กระทั่งเมื่อเรากลับมาแล้ว และได้มีโอกาสพบปะกับคณะทูตประเทศต่าง ๆ นักธุรกิจ รวมทั้งบุคคลสำคัญของเนปาล โดยเฉพาะชาวเมืองจานักปูร์แท้ ๆ อย่างประธานาธิบดี Yadav บุคคลเหล่านั้นต่างก็ให้ความสนใจสอบถาม และกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า การไปเยือนจานักปูร์ของเราเป็นการริเริ่มที่ดียิ่งและเราจะต้องกลับไปมิถิลา นครอีกครั้งในไม่ช้านี้อย่างแน่นอน ตอนนี้ขอตัวไปอ่านรามเกียรติ์ก่อน สวัสดี
เรียบเรียงโดย
นางขันธ์ทอง อูนากูล เอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ
นางจิราพร สุดานิช อัครราชทูตที่ปรึกษา ณ กรุงกาฐมาณฑุ
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ เนปาล
ภาพจาก
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ เนปาล
http://wikimapia.org/10407875/Janakpurdham
TOP
กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา
เลขที่ 443 ถ. ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น. (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
0-2203-5000 ต่อ 12015
0-2643-5054
Copyright © 2018 MFA All rights reserved.