สาระน่ารู้เกี่ยวกับโลกมุสลิม

  
01/08/2011

แนวคิดและทิศทางการธนาคารอิสลาม

              ในปัจจุบันมีประชากรมุสลิมทั่วโลกจำนวน 1.57 พันล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 23 ของประชากรโลกทั้งหมด) ประชากรกลุ่มนี้มีอัตราการเติบโตสูง และให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์ของตน (affirm their Muslim identity) นักลงทุนและธนาคารจึงเล็งเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจและให้บริการทางการเงินและ การธนาคารอิสลามแก่กลุ่มคนเหล่านี้ รายงานของ “Standard & Poor’s” ชี้ให้เห็นว่า ธนาคารอิสลามขยายตัวในอัตราร้อยละ 10 – 15 ต่อปี

              สถาบันทางการเงินและธนาคารอิสลามที่มีอยู่ในขณะนี้ (มีธนาคารอิสลามกว่า 300 แห่งใน 51 ประเทศ) สามารถให้บริการลูกค้าชาวมุสลิมได้เพียงร้อยละ 15 ของความต้องการของชาวมุสลิมทั่วโลก และธนาคารเหล่านี้ดูแลทรัพย์สินที่เป็นไปตามหลักศาสนาอิสลาม (Shari’a – compliant assets) มูลค่า 822 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (The Economist)

              ระบบการเงินและการธนาคารอิสลาม (Islamic Finance and Banking) คือ ระบบการเงินการธนาคาร หรือ ธุรกรรมด้านธนาคารที่ดำเนินงานตามหลักศาสนาอิสลาม หรือที่รู้จักกันว่า หลักชารีอะห์ (Islamic law หรือ Shari’a) ซึ่งให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมในการทำสัญญาหรือความตกลงทางการเงิน เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกเอารัดเอาเปรียบ และห้ามไม่ให้มีการจ่ายหรือรับดอกเบี้ย (interest หรือ Riba) ในการกู้และให้กู้เงิน แต่ให้ใช้หลักการของการแบ่งปันกำไร – ขาดทุน และรับผิดชอบความเสี่ยงร่วมกัน หลักศาสนาอิสลามยังห้ามไม่ให้มีการลงทุน หรือดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุรา หมู การพนัน อาวุธ สื่อลามกอนาจาร สิ่งที่ผิดศีลธรรมและกฎของสังคม

              เหตุผลของการห้ามจ่ายหรือรับดอกเบี้ย สืบเนื่องจากหลักศาสนาอิสลามเห็นว่า ดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือหนึ่งของการเอารัดเอาเปรียบ ดังเช่นในกรณีของการให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้าน ธนาคารสากลจะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้กู้เงินที่มีรายได้น้อยจ่ายค่าดอกเบี้ยใน อัตราสูง เป็นเครื่องสะท้อนถึงอัตราความเสี่ยง ซึ่งไม่เป็นธรรมสำหรับผู้มีรายได้น้อย หากตกงาน ก็ไม่สามารถที่จะจ่ายเงินค่าดอกเบี้ยของเงินที่กู้มาได้

              หลักศาสนาอิสลามสนับสนุนแนวคิดว่า ความเสี่ยงในการกู้และให้กู้เงินควรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ระบบธนาคารอิสลามจึงเสนอสินเชื่อที่มีชื่อว่า musharaka (partnership) กล่าวคือ เมื่อบุคคลหนึ่งประสงค์ที่จะซื้อบ้าน แต่ไม่มีเงินพอ ก็จะไปติดต่อธนาคาร และทั้งสองฝ่ายทำสัญญาความเป็นหุ้นส่วน โดยธนาคารจะเป็นผู้จ่ายเงินค่าบ้านมากสุด ร้อยละ 90 ของราคาบ้าน ในขณะที่บุคคลนั้นจ่ายเงินค่าบ้านอย่างน้อยร้อยละ 10 ของราคาบ้าน ภายในช่วงเวลา 10 – 25 ปีข้างหน้า บุคคลนั้นจะซื้อส่วนแบ่งความเป็นเจ้าของบ้าน (ownership share) จากธนาคาร โดยจ่ายเงินค่างวดในจำนวนที่สองฝ่ายตกลง และธนาคารได้กำไรบางส่วนจากเงินค่างวดนั้น ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้ซื้อบ้านไม่สามารถจ่ายเงิน ค่างวดแต่ละเดือนได้ ธนาคารอาจจะให้กู้เงินอีกจำนวนหนึ่ง โดยไม่คิดกำไร เพื่อให้ผู้ซื้อบ้านมีเงินจ่ายค่างวด และอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นต่อไป โดยไม่ถูกขับไล่ และเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ผู้ซื้อบ้านจะต้องคืนเงินกู้จำนวนดังกล่าวทั้งหมดให้แก่ธนาคาร และจ่ายเงินค่างวดตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ต่อไป

              องค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลธนาคารอิสลาม คือ The Islamic Financial Services Board (IFSB) เป็นผู้ให้คำแนะนำและออกระเบียบแนวทางการดำเนินธุรกรรมการเงินการธนาคารที่ สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม นอกจากนี้ ธนาคารอิสลามทุกแห่งจำเป็นต้องดำเนินงานตาม The Basel II capital adequacy requirements and standards กำหนดโดย The Bank of International Settlements (BIS) เช่นเดียวกับธนาคารสากลอื่น

โดยทั่วไป ผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคารอิสลาม ประกอบด้วย

              1) เงินฝาก - ผู้ฝากจะได้หรือไม่ได้ผลตอบแทน ขึ้นอยู่กับประเภทของเงินฝาก สำหรับเงินฝากที่มีผลตอบแทน (ต้องเป็นบัญชีเงินฝากประจำเพื่อการลงทุน กำหนดเงินฝากวงเงินขั้นต่ำในแต่ละครั้ง หรือ มีเงินฝากขั้นต่ำเป็นจำนวนสูง จะถอนได้เมื่อครบกำหนดตามสัญญา) จะเป็นไปตามสัดส่วนกำไรที่ธนาคารหามาได้ ในอัตรา 50:50 สำหรับเงินฝาก 3 เดือน 60:40 สำหรับเงินฝาก 6 เดือน เป็นต้น

              2) สินเชื่อ - ลักษณะการให้สินเชื่อของธนาคารจะเป็นตามสัญญา โดยมีกำหนดงวดการผ่อน อัตรากำไรอย่างชัดเจน ไม่มีการขึ้น –ลง เหมือนดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา การดำเนินการเป็นลักษณะการค้า –ขาย เช่น เมื่อลูกค้าต้องการของชิ้นหนึ่ง ธนาคารจะทำการซื้อให้ โดยขายต่อให้ลูกค้าเป็นราคาของ บวกกำไรที่ธนาคารต้องการ แล้วลูกค้าก็ผ่อนกับธนาคารตามสัญญา

              หลักความเชื่อและความสำคัญกับอัตลักษณ์ของตน ของชาวมุสลิม ทำให้ระบบการเงินการธนาคารของชาวมุสลิมมีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งเหตุดังกล่าวทำให้ธนาคารอิสลามในปัจจุบันมีจำนวนไม่พอเพียงต่อความต้อง การของชาวมุสลิมทั่วโลกที่ปัจจุบันสามารถบริการได้เพียงร้อยละ 15 ของความต้องการของชาวมุสลิมทั่วโลก

              ความไม่พอเพียงของธนาคารอิสลามทำให้ธนาคารอิสลามมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั่วโลก โดยเฉพาะอังกฤษ ปัจจุบันมีธนาคารอิสลามกว่า 5 แห่ง ให้บริการทางด้านการเงินตามหลักศาสนาอิสลาม ในขณะธนาคารอิสลามทั่วโลกมีการเติบโตร้อยละ 10 -15 (ข้อมูลจาก “Standard & Poor’s”) เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของชาวมุสลิม ธนาคารอิสลามจึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีทิศทางและโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจ และน่าจับตาของนักลงทุนในปัจจุบัน


โดย
สถานเอกอัครราชทูต ณ คูเวต



ภาพจาก http://memrieconomicblog.org/bin/content.cgi?news=861

 


หากท่านใดต้องการเผยแพร่บทความหรือข้อมูลจากเว็บไซต์ เพื่อความรู้หรือประโยชน์ทางการศึกษา โปรดอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลให้ชัดเจน

และกรุณาแจ้งให้ทราบที่   »  E-mail : sameaf.info@gmail.com