ต้นกำเนิดแห่งแม่น้ำไนล์ (1)


แม่น้ำไนล์ (the Nile) อยู่ในทวีปแอฟริกา รู้จักกันในนามสายน้ำแห่งอารยธรรมอียิปต์ เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของชีวิต การเกิดใหม่ และความเป็นอมตะของชาวอิยิปต์โบราณ เรื่องราวเกี่ยวกับแม่น้ำไนล์นั้นมีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และอารยธรรมอียิปต์อย่างมาก ก็ต้องศึกษา นอกจากนี้ แม่น้ำไนล์ยังมีอิทธิพลและความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับอารยธรรมอื่นๆ ของโลกอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เรื่องถิ่นกำเนิดของแม่น้ำไนล์ ยังไม่ค่อยเป็นที่กล่าวถึงกันมากนัก


ภาพทางภูมิศาสตร์ของแม่น้ำไนล์ พร้อมภาพขยายแสดงจุดกำเนิดและบริเวณปากแม่น้ำ

ด้วยสายน้ำที่ยาวถึง 6,400 กิโลเมตร (4,000 ไมล์) ไนล์จึงเป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดในโลก ประเทศที่ถือว่าอยู่ในเขตลุ่มแม่น้ำไนล์นั้น ได้แก่ บุรุนดี รวันดา คองโก (Congo DR เดิมชื่อ ซาอีร์) แทนซาเนีย เคนยา ยูกันดา เอธิโอเปีย ซูดาน และอียิปต์ มีคนจำนวนมากพยายามหาคำตอบเกี่ยวกับต้นกำเนิดของแม่น้ำไนล์เป็นเวลากว่า 2,000 ปี โดยในยุคแรกนั้น นักปราชญ์ชาวกรีก ชื่อ โตเลมี (Ptolemy) แย้งความคิดของนักภูมิศาสตร์รุ่นก่อนที่ว่าแม่น้ำไนล์เกิดขึ้นจากมหาสมุทรอินเดีย แต่เชื่อว่ามีแหล่งกำเนิดจากที่สักแห่งหนึ่งใต้เส้นศูนย์สูตรในทวีปแอฟริกา อยู่ระหว่างแม่น้ำกับทะเลสาบในบริเวณเทือกเขาลึกลับที่เรียกว่า “เทือกเขาแห่งพระจันทร์” (Mountains of the Moon) ปัจจุบันคือ เทือกเขารูเวนโซรี (Ruwenzori Mountains) อยู่ทางตะวันตกของประเทศยูกันดา อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีผู้ใดพิสูจน์ได้ ดังนั้น ต้นกำเนิดของแม่น้ำไนล์จึงยังเป็นปริศนาไปอีกนาน แม้ว่าได้มีคณะนักสำรวจ อีกมากมายเดินทางเข้าไปในทวีปแอฟริกาเพื่อพยายามค้นหาคำตอบดังกล่าว รวมถึงคณะนักสำรวจจากสมาคมภูมิศาสตร์ (Royal Geographic Society) ของอังกฤษ

ในที่สุด จากการสำรวจในระยะเวลาต่อมาทำให้ค้นพบได้แน่ชัดว่า แม่น้ำไนล์มีแหล่งกำเนิด ที่อยู่ในประเทศยูกันดาและเอธิโอเปีย นั่นคือ จากแม่น้ำ 2 สาย ได้แก่ แม่น้ำไนล์ขาว (the White Nile) ซึ่งเกิดจากทะเลสาบวิกตอเรีย (Lake Victoria) ในเขตประเทศยูกันดา และแม่น้ำไนล์น้ำเงิน (the Blue Nile) ซึ่งเกิดจากทะเลสาบทานา (Lake Tana) บริเวณที่ราบสูงในประเทศเอธิโอเปีย แม่น้ำทั้งสองสายไหลไปบรรจบเป็นแม่น้ำสายเดียวกันที่เมืองคาร์ทูม (Khartoum) ประเทศซูดาน รวมเรียกว่า แม่น้ำไนล์ ไหลขึ้นทางเหนือไปยังเมืองไคโร (Cairo) ประเทศอียิปต์ จากจุดนี้ แม่น้ำไนล์แยกออกเป็น 2 ช่องทาง ทางหนึ่งไหลลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่เมืองดามิตตา (Damietta) ตั้งอยู่อยู่ห่างจากเมืองท่าซาอิด (Said) ประมาณ 40 ไมล์ อีกทางหนึ่งไหลไปทางเมืองราชิด (Rashid) เดิมคือเมืองโรเซตตา (Rosetta) อันเป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะเป็นที่ที่ค้นพบแท่งหินโรเซตตา (Rosetta Stone) ทำให้นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีสามารถเรียนรู้และเข้าใจภาษาภาพเฮียโรกลิฟ (hieroglyph) ของอียิปต์โบราณได้

ที่เรียกแม่น้ำสายที่ไหลออกจากประเทศยูกันดาว่าเป็นแม่น้ำไนล์ขาวนั้น เนื่องจากน้ำในแม่น้ำออกสีขาวและเขียวจางๆ ในขณะที่แม่น้ำอีกสายหนึ่งที่มีขนาดสั้นกว่าแม่น้ำไนล์ขาวและไหลจากประเทศเอธิโอเปียนั้น มีสีออกฟ้าน้ำเงิน จึงเรียกแม่น้ำสายนั้นว่าแม่น้ำไนล์น้ำเงิน


   แม่น้ำไนล์ขาวในประเทศยูกันดา                           แม่น้ำไนล์น้ำเงินในประเทศเอธิโอเปีย

แม่น้ำไนล์ขาว มีต้นกำเนิดที่บริเวณ จินจา (Jinta) ริมฝั่งทะเลสาบวิกตอเรีย (Lake Victoria) ที่อยู่ในเขตประเทศยูกันดา ตามประวัติกล่าวว่า นายจอห์น ฮันนิ่ง สปีค (John Hanning Speke) นักสำรวจชาวอังกฤษ ได้พยายามค้นหาถิ่นกำเนิดของแม่น้ำไนล์ ซึ่งเขาได้พบทะเลสาบใหญ่แห่งหนึ่งระหว่างการเดินทางลึกเข้าไปในเคนยา และได้ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่พระราชินีวิกตอเรียแห่งอังกฤษ ในปีค.ศ. 1862 เขาเดินทางไปสำรวจฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสายหนึ่งที่ไหลมาจากทะเลสาบวิกตอเรียและอยู่ฝั่งตรงข้ามกับหมู่บ้าน เอจจินจา (Ejjinja) และได้ระบุว่าจุดนั้นคือต้นกำเนิดของแม่น้ำไนล์นั่นเอง โดยในช่วงแรก คำกล่าวของนายสปีคได้รับการคัดค้านจากนักสำรวจอื่นๆ อย่างรุนแรง เพราะพวกเขาเชื่อกันว่าต้นกำเนิดของแม่น้ำไนล์น่าจะอยู่ลึกลงไปทางใต้ของทวีปแอฟริกาใกล้ๆ กับทะเลสาบแทนกันยิกา (Lake Tanganyika) จนกระทั่งในปีค.ศ. 1875 การค้นพบของนายสปีคได้รับการยืนยันจากนักสำรวจอีกผู้หนึ่งชื่อ นายเฮนรี่ มอร์ตัน แสตนลี่ (Henry Morton Stanley)

คนท้องถิ่นเรียกแม่น้ำสายนี้ว่า คีรา (Kiira) พวกเขาอยู่กับแม่น้ำสายนี้มาโดยตลอด แม้ไม่เคยทราบว่าแม่น้ำสายนี้ไหลต่อไปยังที่ใดและจบลง ณ ที่ใด หรือแม่น้ำสายนี้มีความสำคัญต่ออารยธรรมของมวลมนุษยชาติอย่างใด เมื่อคราวที่นายสปีคค้นพบต้นกำเนิดของแม่น้ำไนล์นั้น เขาได้บรรยายไว้ในบันทึกว่า เขาได้พบน้ำตกที่มีทัศนียภาพน่าประทับใจที่สุดเท่าที่เคยพบเห็นมาในแอฟริกา ชนพื้นเมืองเผ่าวากันดา (Waganda) ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นเรียกน้ำตกนี้ว่า เอจจินจา (Ejjinja) ซึ่งเป็นคำภาษาถิ่น แปลว่าก้อนหิน เพราะตรงแม่น้ำมีก้อนหินใหญ่อยู่ก้อนหนึ่ง ต่อมา บริเวณนั้นจึงได้ชื่อว่า จินจา (Jinja) นั่นเอง นายสปีคได้ตั้งชื่อน้ำตกนั้นว่า ริปอน (Ripon Falls) เพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานสมาคมภูมิศาสตร์แห่งอังกฤษในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปีค.ศ. 1974 น้ำตกแห่งนี้ก็หายไปเนื่องจากการก่อสร้างเขื่อนในบริเวณนั้น


            ทะเลสาบวิกตอเรียในปัจจุบัน มองจากเมืองกัมปาลา                    น้ำตกริปอนในอดีต ก่อนมีการสร้างเขื่อน         

บันทึกของนายสปีคได้กล่าวถึงความงดงามของธรรมชาติของน้ำตกที่เขาค้นพบ และยังได้กล่าวถึงชนพื้นเมืองเผ่า วาโกซา (Wagosa) และวากันดา ที่มักไปตกปลาในบริเวณนั้น นอกจากนี้ ยังมีเรือแคนูที่ล่องอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ เพื่อข้ามจากฝั่งของชนเผ่าบูโซกา (Busoga) ไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงแห่งอาณาจักรบูกันดา (Buganda Kingdom) แต่นายสปีคไม่เคยล่องเรือข้ามฟากไป จนกระทั่งนายเฮนรี่ มอร์ตัน แสตนลี่ เป็นชาวยุโรปคนแรกที่เดินทางเข้าไปถึงอาณาจักรบูกันดาเมื่อปีค.ศ. 1875 ในระหว่างที่สำรวจทะเลสาบวิกตอเรีย

ปีค.ศ. 1901 ผู้บริหารเขตอาณานิคมในบูโซกา ได้ย้ายสำนักงานจากเมืองอิกังกา (Iganga) ซึ่งอยู่ห่างไปทางตะวันออก 20 กิโลเมตร มายังจินจา และทางรถไฟจากเมืองมอมบาซา (Mombasa) ชายฝั่งตะวันออกของเคนยา ก็ได้เข้าถึงเมืองคิซูมู (Kisumu) ทางฝั่งตะวันตกของเคนยาซึ่งอยู่ด้านตะวันออกของทะเลสาบวิกตอเรียตรงฝั่งจินจานั่นเอง รถไฟที่วิ่งทางสายดังกล่าวจึงช่วยบริการให้กับทั้งสองฝั่งของทะเลสาบ จากนั้น จินจาได้พัฒนาขึ้นเป็นเมืองสำคัญทางด้านการค้า โดยในระยะแรกนั้น มีการค้าขายงาช้างเป็นหลัก แต่ต่อมาในปีค.ศ. 1903 ได้มีการนำฝ้ายเข้าไปปลูกในเขตบูกันดาและกลายเป็นสินค้าสำคัญอีกชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ จินจายังได้ชื่อว่าเป็นเขตอุตสาหกรรมและการลงทุนที่สำคัญด้วย โดยในปีค.ศ. 1908 เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้เรียกยูกันดาว่าเป็น "ไข่มุกแห่งแอฟริกา" เพราะเห็นว่าจินจาจะกลายเป็นเมืองสำคัญของแอฟริกาตอนกลาง อีกทั้งจะเป็นที่ตั้งของสำนักงาน โรงงาน และคลังสินค้าต่างๆ อีกด้วย ในกาลต่อมา คำพูดของเซอร์วินสตัน เชอร์ชิลก็กลายเป็นจริง

เมืองจินจาตั้งอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร ที่ความสูง 3,750 ฟุตจากระดับน้ำทะเล เมืองนี้อยู่ห่างจากเมืองกัมปาลา (Kampala) เมืองหลวงของประเทศยูกันดาประมาณ 80 กิโลเมตร เมืองจินจายังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญทางด้านการเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกฝ้ายและพืชเกษตรอื่นๆ ได้แก่ น้ำตาล กาแฟ และถั่ว นอกจากนี้ ที่บริเวณต้นแม่น้ำไนล์ของเมืองจินจา ยังมีป้ายปักไว้ ณ จุดที่แม่น้ำสายนี้ไหลออกจากทะเลสาบวิกตอเรียด้วย ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 4,070 ฟุต


ตลาดในเมืองจินจา ประเทศยูกันดา

จากจุดเริ่มต้นที่เมืองจินจา ริมฝั่งทะเลสาบวิกตอเรีย แม่น้ำที่ไหลไปนั้นเรียกว่า วิกตอเรียไนล์ (Victoria Nile) ไหลขึ้นไปทางเหนือ ผ่านเขตอาณาจักรบูกันดา ไปทางหุบเขาแห่งทะเลสาบคโยกา (Lake Kyoga) ซึ่งในบริเวณนั้นมีทางน้ำสายเล็กๆ ไหลมาจากที่ราบสูงทางตะวันออกลงไปรวมกันด้วย จากทะเลสาบคโยกา แม่น้ำสายนี้ไหลขึ้นไปทางเหนือ ผ่านน้ำตกคารูมา (Karuma Falls) ต่อไปยังน้ำตกเมอร์ชิสัน (Murchison Falls) ซึ่งมีความลึกถึง 147 ฟุต แล้วเลียบหุบเขาทรุดไปลงทะเลสาบอัลเบิร์ต (Lake Albert) จากจุดนั้นเรียกชื่อว่า อัลเบิร์ตไนล์ (Albert Nile) ไหลขึ้นทางเหนือไปจนถึงเขตประเทศซูดานที่เมืองนิมูเล (Nimule) เปลี่ยนเป็นชื่อ ไนล์ขาว (White Nile) จากนั้นไปรวมกับแม่น้ำไนล์น้ำเงินที่เมืองคาร์ทูม ประเทศซูดาน เป็นแม่น้ำไนล์ผ่านประเทศอียิปต์ลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในที่สุด

**************

จากบทความ
"แม่น้ำไนล์…ถิ่นกำเนิดจากยูกันดาและเอธิโอเปีย"
โดย สุภาศิริ อมาตยกุล
รายการหน้าต่างโลกกว้าง วิทยุสราญรมย์
27 มีนาคม - 3 เมษายน 2555
และ
ลงพิมพ์ในหนังสือวิทยุสราญรมย์ ปีที่ 8 ฉบับที่ 29
เดือนตุลาคม-ธันวาคม พ.ศ. 2548

ภาพจาก
 


หากท่านใดต้องการเผยแพร่บทความหรือข้อมูลจากเว็บไซต์ เพื่อความรู้หรือประโยชน์ทางการศึกษา โปรดอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลให้ชัดเจน

และกรุณาแจ้งให้ทราบที่   »  E-mail : sameaf.info@gmail.com