14/11/2011

เมกกะ : นครอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม

ทุกปี เมื่อถึงเดือนซุลฮิจญะฮ์ (Zulhijjah) ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายตามปฏิทินอิสลาม[i] เรามักจะคุ้นเคยกับภาพของนครเมกกะที่เนืองแน่นไปด้วยชาวมุสลิมผู้มีศรัทธาอย่างแรกกล้าจากทั่วทุกมุมโลกมารวมกันเพื่อประกอบพิธีฮัจย์ (Hajj) ซึ่งถือเป็นหลักศาสนาบัญญัติประการที่ 5[ii] (Fifth Pillar of Islam) โดยได้กำหนดให้สามารถกระทำได้ ณ นครแห่งนี้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ด้วยความสำคัญดังกล่าวจึงทำให้สามารถเข้าใจได้ไม่ยากนักถึงเหตุผลที่ทำให้นครแห่งนี้เป็นนครศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลามมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของนครเมกกะหาได้มีเพียงเท่านั้นไม่ เนื่องจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา นครแห่งนี้ได้มีบทบาทสำคัญต่อความเป็นไปของคาบสมุทรอาระเบียและภูมิภาคตะวันออกกลางอีกด้วย

ชื่อ เมกกะ เป็นชื่อที่ชาวตะวันตกใช้เรียกนครแห่งนี้ ซึ่งสำหรับชาวมุสลิมทั่วไป จะเรียกว่า มักกะห์ (Makkah) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า มักกะห์ อัล มูกัรรามะห์ (Makkah al-Mukarramah) แปลว่า เมกกะ เมืองอันทรงเกียรติ (Mecca the Honored) นอกจากนี้ หากย้อนไปในยุคก่อนการเกิดขึ้นของศาสนาอิสลาม นครแห่งนี้ก็มีชื่อเรียกว่า บักกะห์ (Bakkah) ซึ่งยังสามารถพบได้ในบางบทของคัมภีร์อัลกุรอ่าน

ตามความเชื่อของศาสนาอิสลามนั้น จุดแรกของนครเมกกะคือ วิหารกะบะห์ (Ka’bah) สร้างขึ้นโดยท่านนบีอะดัม (Adam) และพระนางเฮาวาอ์ (Hawwah) ซึ่งเป็นมนุษย์ชายหญิงคู่คนแรกของโลก ตามเทวบัญชาขององค์อัลเลาะห์ เพื่อเป็นสถานที่แสดงความเคารพสักการะพระองค์ และต่อมาก็ได้รับการบูรณะโดยท่านนบีอิบรอฮีม (Ibrahim) และท่านนบีอิสมาอิล[iii] (Isma’il) โดยหลังจากที่ท่านนบีทั้งสองได้บูรณะวิหารดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว เทวทูตได้ปรากฏกายขึ้น และนำหินดำอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประทานจากองค์อัลเลาะห์มาให้ท่านทั้งสอง ณ เนินเขาญะบัล กูบิส (Jabal Qubais) ท่านนบีมูฮัมหมัดกล่าวว่า เมื่อครั้งอยู่ในสรวงสวรรค์ หินดังกล่าวเคยมีสีขาวบริสุทธิ์ยิ่งกว่าน้ำนม แต่ต้องมากลายเป็นสีดำในช่วงที่ตกลงมาสู่ภูมิของมนุษย์ เนื่องจากมลทินที่มนุษย์ได้กระทำไว้

สำหรับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของนครแห่งนี้เริ่มขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 5 เมื่อเส้นทางการค้าระหว่างตะวันออก – ตะวันตก เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น โดยเส้นทางการค้าผ่านทะเลแดง ซึ่งถูกควบคุมโดยจักรวรรดิไบแซน-ไทน์ (Byzantine Empire) เริ่มถูกใช้น้อยลง เนื่องจากปัญหาโจรสลัด ในขณะที่เส้นทางอ่าวเปอร์เซีย (The Persian Gulf) ผ่านแม่น้ำไทกริส – ยูเฟรติส (The Tigris – Euphrates) อยู่ในสภาพสงครามเรื้อรังระหว่างจักรวรรดิซาซานิด (Sasanid Empire) ของเปอร์เซียกับจักรวรรดิไบแซนไทน์ ซึ่งต่างต้องการครอบครองคาบสมุทรอาระเบีย รวมไปถึงภัยจากชนเผ่าอาหรับคริสเตียนในคาบสมุทรอาระเบียอย่างชนเผ่าลัคมิด[iv] (The Lakhmids) และชนเผ่ากาสสานิด[v] (The Ghassanids)

ปัจจัยด้านการเมืองร่วมสมัยนี้ ทำให้เกิดความพยายามที่จะหาเส้นทางการค้าใหม่ที่เลี่ยงสองเส้นทางดังกล่าว โดยหันมาใช้เส้นทางเลียบชายฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรอาระเบีย ที่เรียกกันว่า หิญาซ (Hejaz) ซึ่งมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการตั้งถิ่นฐานมากกว่าบริเวณอื่น ส่งผลให้เกิดชุมชนเมืองขึ้นในบริเวณดังกล่าว โดยมีชุมชนเมืองสามแห่งเจริญเติบโตมากกว่าทื่อื่น ได้แก่ เมืองยัสริบ (Yathrib) ซึ่งต่อมาเรียกว่า เมืองมะดินะห์ (Medina) เมืองตาอีฟ (Ta’if) และเมืองเมกกะ



ในบรรดาสามเมืองดังกล่าว เมกกะ ถือเป็นเมืองที่มีความเจริญมากที่สุดเนื่องจากตั้งอยู่บนจุดนัดพบของเส้นทางการค้าถึง 4 สาย ได้แก่

1) เส้นทางสายเหนือที่มุ่งไปยังกรุงดามัสกัส (Damascus) ของซีเรียและเมืองกาซา (Gaza) ของปาเลสไตน์

2) เส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือไปยังอิรัก

3) เส้นทางสายใต้ที่มุ่งสู่เยเมน

4) เส้นทางสายตะวันตกที่มุ่งไปยังชายฝั่งทะเลแดง โดยมีเมืองท่าเจดดาห์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งต้อนรับเรือที่วิ่งมาจากอะบิสสิเนีย[vi] (Abyssinia) ในฝั่งภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก และเมืองท่าอื่นๆในมหาสมุทรอินเดีย


นอกจากนี้ ปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ยังมีอิทธิพลด้านศาสนาของเมืองนี้อีกด้วย กล่าวคือ พื้นที่ของนครเมกกะเป็นที่ราบระหว่างเทือกเขาอัล ตานีม (Al Taneem) เทือกเขาบักกะห์ (Bakkah) และเทือกเขาอับการ์ (Abqar) ซึ่งมีพื้นที่ใจกลางเมืองต่ำกว่าบริเวณอื่นๆ และพื้นที่ใจกลางนี้เองที่เป็นสถานที่ตั้งของวิหารกาบะห์ ซึ่งประดิษฐานรูปเคารพของเทพเจ้าของชาวอาหรับเผ่าต่างๆในคาบสมุทรอาระเบียตอนใต้ สภาพดังกล่าวสร้างความรู้สึกแห่งความเป็นศูนย์กลางให้กับนครแห่งนี้ ดังจะเห็นได้จากการที่ชาวอาหรับเผ่าต่างๆ ซึ่งในยุคนั้นมักจะรบราฆ่าฟันกันเองเพื่อครอบครองปัจจัยการดำรงชีวิตที่มีอยู่อย่างจำกัด เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งเหลือคณานับ ต่างยอมพักรบเพื่อที่จะเดินทางมารวมกันที่เมืองนี้ เพื่อบูชาเทพเจ้าของตนเอง โดยในขณะเดียวกันก็จะใช้โอกาสนี้ยุติข้อพิพาทต่างๆให้เสร็จสิ้น

ชนเผ่ากุเรช (Quresh, Quraysh) ซึ่งเข้ามายึดครองและตั้งถิ่นฐานในบริเวณนครเมกกะแทนที่ชนเผ่าคุซาอะ (Khuza’a) ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้รับอานิสงฆ์จากปัจจัยเหล่านี้เป็นอย่างมาก ส่งผลให้ชนเผ่านี้มีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการค้า โดยเป็นพ่อค้าคนกลางที่มั่งคั่งและทรงอิทธิพล สามารถควบคุมการค้าระหว่างดินแดนแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและมหาสมุทรอินเดีย ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ศาสนาในบริเวณนี้ โดยยกให้เทพเจ้าฮูบัล (Hubal) มีสถานภาพเหนือเทพเจ้าองค์ใดที่ชาวอาหรับเคยบูชา ดังจะเห็นจากการอุทิศวิหารกะบะห์ ซึ่งมีเทวรูปของเทพเจ้าองค์อื่นกว่า 360 องค์ ให้แก่เทพเจ้าองค์นี้

นครเมกกะภายใต้การปกครองของชนเผ่ากุเรชยิ่งเติบโตมากขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงแห่งการเกิดศาสนาอิสลาม โดยเป็นสถานที่ประสูติของท่านนบีมูฮัมหมัด ซึ่งมาจากครอบครัวฮัชไมต์[vii] (Hashmite) ของชนเผ่ากุเรช และก็ยังเป็นสถานที่ท่านนบีฯ ได้รับสาสน์จากองค์อัลเลาะห์ผ่านทางเทวทูตญี- บรีล[viii] (Jibreel) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ศาสนาอิสลามได้เริ่มขึ้น ณ นครแห่งนี้นั่นเอง

นอกจากนี้ ท่านนบีฯ ยังได้ทำลายรูปเคารพของเทพเจ้าฮูบัลของชาวกุเรชและรูปเคารพของเทพเจ้าองค์อื่นในวิหารกาบะห์จนหมดสิ้น และประกาศให้สถานที่ดังกล่าวที่สถานที่ปราศจากรูปเคารพเทพเจ้าของชาวอาหรับ เป็นการถาวร โดยถือว่าเป็น”บ้านขององค์อัลเลาะห์”หรือ”บัยตุลเลาะห์” (Baitullah) ในภาษาอาหรับนั่นเอง

ชาวมุสลิมที่มีความพร้อมจากทั่วทุกสารทิศก็จะมารวมตัวกันที่นี่เพื่อประกอบพิธีฮัจย์ ซึ่งพระคัมภีร์อัลกุรอ่านได้กำหนดให้กระทำอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต อีกทั้งยังจะเป็นโอกาสที่ชาวมุสลิมทำพิธีละหมาดในสถานที่ที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาอิสลามและเป็นการปฏิบัติตามหลักศาสนบัญญัติให้ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้ง 5 ประการอีกด้วย ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าพิธีฮัจย์ได้สร้างความหมายเชิงสัญลักษณ์ใหม่ให้แก่นครเมกกะนั่นเอง

พิธีฮัจย์มีอยู่หลายขั้นตอนด้วยกัน[ix] โดยแต่ละขั้นตอนนั้นจะกระทำในบริเวณต่างๆทั้งในและนอกบริเวณนครเมกกะ ซึ่งสำหรับขั้นตอนที่กระทำกันในนครเมกกะนี้มีอยู่ 3 ขั้นตอนสำคัญด้วยกันคือ การทำตอวาฟ (Tawaf) ซึ่งเป็นการเดินรอบวิหารกะบะห์หรือบัยตุลเลาะห์ 7 รอบในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา การทำซะอฺย์ (สะแอ – sa’y) ซึ่งเป็นพิธีเดินหรือวิ่งไปมาระหว่างเนินเขาซอฟาและมัรวะห์[x] (Al-Safa and Al-Marwah) 7 เที่ยว และการทำตอวาฟวิดะอฺ (Tawaf Wada’a) หรือตอวาฟอำลา (Farewell Tawaf)

ขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้นจะกระทำกันภายในมัสยิดอัลฮะรอม (Al Haram Mosque) ซึ่งสร้างขึ้นโดยท่านอุมัร อิบนู อัล ค็อฏฏอบ (Umar Ibn al Khattab) กาหลิบท่านที่สองแห่งจักรวรรดิกาหลิบรอชีดูน[xi] (Rashidun Caliphate) โดยสร้างล้อมรอบวิหารกาบะห์ไว้และบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ซัมซัม (Zamzam Well) ซึ่งเป็นตาน้ำที่ผุดขึ้นกลางทะเลทรายและไม่เคยเหือดแห้ง โดยชาวมุสลิมผู้ประกอบพิธีฮัจย์มักจะใช้ดื่มกินในระหว่างการทำตอวาฟ

มัสยิดแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์มากกว่าบริเวณอื่นของนครเมกกะจนได้รับการขนานนามว่าเป็นแผ่นดิน”ต้องห้าม” ซึ่งเรียกกันในภาษาอาหรับว่า”ฮะรอม” (Haram) โดยคำว่า”แผ่นดินต้องห้าม” นี้มีความหมายอยู่สองประการ ได้แก่

1) เป็นสถานที่ต้องห้ามการประพฤติผิดของชาวมุสลิม เมื่อได้เข้ามาอยู่ในบริเวณแห่งนี้

2) เป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับผู้ที่มิใช่มุสลิม (Non- Muslims)

ด้วยเหตุที่จำนวนชาวมุสลิมผู้เดินทางมาประกอบพิธีฮัจย์นั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตามการขยายตัวของศาสนาอิสลาม จึงทำให้มัสยิดแห่งนี้ได้รับการต่อเติมและขยายอาณาบริเวณอย่างต่อเนื่องโดยกษัตริย์มุสลิมราชวงศ์ต่างๆ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่มัสยิดแห่งนี้จะเป็นมัสยิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

ความสำคัญทางศาสนาทำให้นครเมกกะได้รับการอุปถัมภ์ด้านวัตถุปัจจัยจากชาวมุสลิมเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากชนชั้นปกครอง อย่างไรก็ดี ความสำคัญดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นหลักประกันความปลอดภัยของนครแห่งนี้เสมอไป เนื่องจากในบางโอกาส นครแห่งนี้ได้ถูกกลุ่มการเมืองหัวรุนแรงบางกลุ่มเข้าโจมตีอย่างหนัก เช่น ใน ค.ศ. 930 พวกการ์มาเชียน[xii] (The Qarmatians) ซึ่งเป็นมุสลิมนิกายชีอะห์สาขาอิสมาอิลียะห์ (Isma’iliyah – Isma’ilism) ที่ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านจักรวรรดิกาหลิบอับบาซิด (The Abbasid Caliphate) ได้บุกเข้าไปขโมยหินดำศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งยังปล้นสะดมและเข่นฆ่าผู้แสวงบุญที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์อีกด้วย

นับตั้งแต่ในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา นครเมกกะตกอยู่ภายใต้การปกครองของเหล่าชารีฟ (Sharif) ซึ่งเป็นข้าหลวงที่กษัตริย์มุสลิมแต่งตั้งให้ดูแลนครศักดิ์สิทธิ์ แม้การเมืองที่ผันผวนในโลกมุสลิมจะทำให้นครเมกกะเปลี่ยนมือจากราชวงศ์มุสลิมหนึ่งไปยังอีกราชวงศ์หนึ่งอยู่เป็นประจำ แต่นครแห่งนี้ก็ได้รับการรับรองให้มีสถานะเสมือนเขตปกครองพิเศษที่มีอิสระในตัวเองค่อนข้างสูง

ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 จักรวรรดิออตโตมานได้เข้ามาครอบครองเขตหิญาซ ชารีฟแห่งเมกกะให้การยอมรับอำนาจของจักรวรรดิดังกล่าว ในขณะเดียวกัน จักรพรรดิแห่งออตโตมานเองก็ยังคงความเป็นอิสระในการปกครองตนเองของนครแห่งไว้เช่นเดิม และได้ทำนุบำรุงนครแห่งนี้ด้วยวัตถุปัจจัยเป็นจำนวนมาก

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 จักรวรรดิออตโตมานต้องพบกับความระส่ำระสายทางการเมืองและเริ่มเสื่อมอำนาจ อันเนื่องมาจากภัยคุกคามจากมหาอำนาจตะวันตกอย่างรัสเซีย ออสเตรีย อังกฤษ และฝรั่งเศส ส่งผลให้การปกครองในมณฑลต่างๆ ผ่อนคลายความเคร่งครัดลงไปอย่างมาก ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้เองที่ทำให้รัฐซาอุดี ที่ 1[xiii] (The First Saudi State) ซึ่งสามารถยึดครองพื้นทื่ทางตะวันออกของคาบสมุทรอาระเบียในขณะนั้น ถือโอกาสเข้ายึดครองนครเมกกะ

แม้จักรวรรดิออตโตมานจะสามารถทวงนครเมกกะคืนจากรัฐซาอุดีที่ 1 ได้ในปี ค.ศ. 1818 ก็ตาม แต่ก็ต้องเสียนครแห่งนี้ไปอีกใน ค.ศ. 1916 โดยฮุสเซน บิน อะลี (Hussein bin Ali) ชารีฟแห่งเมกกะ ได้ร่วมกับนายทหารอังกฤษโทมัส เอ็ดเวิร์ด ลอว์เรนซ์ (Thomas Edward Lawrence) หรือที่รู้จักกันในนาม”ลอว์เรนซ์แห่งอาระเบีย” (Lawrence of Arabia) ก่อการกบฏและประกาศแยกตัวเป็นเอกราชจากจักรวรรดิออตโตมาน ชารีฟฮุสเซน ได้สถาปนาราชอาณาจักรหิญาซ (The Kingdom of Hejaz) โดยมีนครแห่งนี้เป็นเมืองหลวง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อิสลามที่นครที่ความสำคัญที่สุดในทางศาสนากลายเป็นศูนย์กลางทางการเมืองด้วย

อย่างไรก็ตาม ราชอาณาจักรหิญาซก็ตั้งอยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากอีก 8 ปีต่อมา กษัตริย์อิบนู ชาอุด (Ibn Saud) แห่งราชวงศ์ชาอุด (House of Saud) ซึ่งเคยเป็นผู้ปกครองรัฐซาอุดีมาแล้วในศตวรรษก่อนหน้านั้น ได้โค่นล้มอำนาจของชารีฟอะลี บิน ฮุสเซน (Ali bin Hussein) และผนวกนครเมกกะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม”ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย[xiv] ในเวลาต่อมา ภายใต้การปกครองของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย นครเมกกะไม่ได้มีอิสระในการปกครองตนเองเช่นแต่ก่อน หากแต่เป็นมณฑลหนึ่งของอาณาจักรนี้เท่านั้น

กษัตริย์แห่งซาอุดีอาระเบีย ได้ทำนุบำรุงนครเมกกะเป็นอย่างดีเช่นเดียวกันกษัตริย์มุสลิมก่อนหน้านั้น โดยได้พัฒนาระบบสาธารณูปโภคขึ้นพื้นฐานเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้แสวงบุญที่มาประกอบพิธีฮัจย์อย่างขนานใหญ่ ส่งผลให้นครเมกกะขยายออกไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ชื่อเสียงของนครแห่งนี้ในฐานะนครอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลามได้ช่วยทำให้เศรษฐกิจของเมืองนี้เติบโตมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจบริการที่เกียวข้องกับการแสวงบุญ การเจริญเติบโตธุรกิจภาคบริการเหล่านี้ทำให้เกิดการจ้างงานเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็ทำให้ธุรกิจประเภทอื่นเติบโตตามไปด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น หลักภราดรภาพของศาสนาอิสลามที่แสดงออกมาชัดเจนในช่วงการประกอบพิธีฮัจย์ ยังช่วยสร้างความเป็นพหุสังคมให้แก่นครแห่งนี้อีกด้วย เนื่องจากพิธีฮัจย์ได้ดึงดูดให้ชาวมุสลิมหลากหลายเชื้อชาติจากทั่วทุกมุมโลกอพยพเข้ามาทำงานและตั้งถิ่นฐานในนครแห่งนี้เสมอมา

นอกจากจะเป็นศูนย์รวมของชาวมุสลิมทั่วโลกแล้ว ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมายังชี้ให้เห็นว่านครแห่งนี้เป็นจุดนับพบที่ผสานความแตกต่างหลายรูปแบบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการผสานความแตกต่างด้านเชื้อชาติ หรือการผสานความสำคัญทางศาสนากับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ โดยในปัจจุบัน แม้นครเมกกะจะพัฒนาเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ไปมากแล้ว แต่ความผสมผสานดังกล่าวก็ยังได้รับการรักษาไว้เป็นอย่างดี



โดย
ปวินท์ มินทอง
กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
14 พฤศจิกายน 2554





เอกสารอ้างอิง
หนังสือ
Bosworth, Edmund C., (ed). “Historic Cities of the Islamic World”, Leiden: Brill Academic Publisher, 2007.
เสาวนีย์ จิตต์หมวด, ผศ., “วัฒนธรรมอิสลาม”, ครั้งที่ 3, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นำทาง), 2535.

เว็บไซต์
http://archnet.org/library/sites/one-site.jsp?site_id=8803
http://prophetmuhammadillustrated.com/the-history-of-mecca.html
http://www.historylearningsite.co.uk/lawrence_of_arabia.htm
http://www.historyworld.net/wrldhis/PlainTextHistories.asp?historyid=aa51
http://www.mideastweb.org/islamhistory.htm
http://kabahinfo.net/default.aspx
http://www.hajinformation.com/main/f.htm
http://www.quraysh.com/en/quraysh-tribe
http://www.religionfacts.com/islam/places/mecca.htm
http://www.scaruffi.com/politics/islam.html
http://history-world.org/islam.htm
http://www.historyofmecca.com/index.htm
http://www.majorreligions.com/mecca.php
http://ismaili.net/histoire/history05/history509.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Abraham
http://en.wikipedia.org/wiki/Ghassanids
http://en.wikipedia.org/wiki/Hajj
http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_Islam
http://en.wikipedia.org/wiki/House_of_Saud
http://en.wikipedia.org/wiki/Hubal
http://en.wikipedia.org/wiki/Kaaba
http://en.wikipedia.org/wiki/Lakhmids
http://en.wikipedia.org/wiki/Masjid_al-Haram
http://en.wikipedia.org/wiki/Mecca
http://en.wikipedia.org/wiki/Qarmatians
http://en.wikipedia.org/wiki/Quraysh_%28tribe%29
http://en.wikipedia.org/wiki/Rashidun_Caliphate
http://en.wikipedia.org/wiki/Sharif
http://en.wikipedia.org/wiki/Sharif_of_Mecca
http://en.wikipedia.org/wiki/T.E.Lawrence
http://en.wikipedia.org/wiki/Zamzam_Well

ภาพจาก
http://www.chlive.org/WENGLISH/Islam/1HistoryofIslam/web%20page.htm
http://www.pakways.com/islamiccalendar.html
http://www.historytoday.com/raoul-mclaughlin/rome-lure-orient
http://www.picturetrail.com/sfx/album/main/295264/16923904
http://ed-thelen.org/LordOfArabia.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Black_Stone
http://www.areweprepared.ca/?tag=/saee
http://www.historytoday.com/raoul-mclaughlin/rome-lure-orient
http://www.flickr.com
http://macaulay.cuny.edu/eportfolios/rosenbergspring2011/celebrating-eid-al-fitr-on-different-continents/
http://www.constructionweekonline.com/article-9166-governor-pledges-more-development-in-mecca/
http://www.photowallz.com/2011-islamic-calendar-wallpaper/high-resolution-2011-islamic-calendar-wallpaper/
http://anthrocivitas.net/forum/showthread.php?p=149935
http://www.jesusneverexisted.com/islam1.html
http://www.zum.de/whkmla/region/arabworld/xhejaz.html
http://www.netours.com/content/view/143
http://www.loyarburok.com/2011/08/25/sultan-palaces-islamic/
http://muxlim.com/images/taintedmemory/the-beautiful-kabah-in-ksa/
http://navedz.wordpress.com/tag/pilgrim/
http://www.sacred-destinations.com/saudi-arabia/mecca-haram-pictures/slides/kaba-and-station-of-abe-c-transp.htm
http://www.areweprepared.ca/?tag=/saee
http://en.wikipedia.org/wiki/File:Ibn_Saud.jpg
http://en.wikipedia.org/wiki/Sayyid_Hussein_bin_Ali
http://www.mideastweb.org/Middle-East-Encyclopedia/ottoman.htm
http://meena7241.wordpress.com/2007/01/26/phil-collins-tawaf-eyes-ears-heart-mind/
http://en.wikipedia.org/wiki/File:Ibn_Saud.jpg

http://abdurrahman.org/umrah/umrah-images.html
http://www.flickr.com/photos/aahadk/4540127068/
http://wanhassan953.blogspot.com/2010/05/mecca-and-medina-saudi-arabia.html
http://members.virtualtourist.com/m/p/m/cf2db/#2
http://makkah-and-madina.blogspot.com
http://shuangxingfu.blogspot.com/2009_11_01_archive.html
http://www.businessinsider.com/the-10-greatest-empires-in-history-2011-9?op=1
http://www.zonu.com/fullsize-en/2010-01-01-11553/The-Abbasid-Caliphate-7501258.html
http://comfibook.com/n/Hussein+Sharif
http://www.thecornerreport.com/index.php?p=6451&more=1&c=1&tb=1&pb=1
http://en.wikipedia.org/wiki/File:First_Saudi_State_Big.png
http://en.wikipedia.org/wiki/Muhammad_in_Mecca



[i] ปฏิทินอิสลามเป็นจันทรคติ โดยแต่ละเดือนจะมีเพียง 29 – 30 วัน เท่านั้น คือ ไม่มีเดือนใดมี 28 หรือ 31 วัน ใน 1 ปีมี 12 เดือน

[ii] ศาสนบัญญัติมีทั้งหมด 5 ประการ ได้แก่ 1) การกล่าวปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากองค์อัลเลาะห์ และนบีมูฮำหมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์ 2) ดำรงละหมาด 3) บริจาคทาน (ซะกาต) 4) ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และ 5) ประกอบพิธีฮัจย์ที่นครเมกกะฮ์

[iii] ในศาสนาคริสต์เรียกว่า อับราฮัม (Abraham) และอิชมาเอล (Ishmael) ตามลำดับ โดยท่านแรกเป็นบิดาของท่านที่สอง ทั้งสองต่างเป็นหนึ่งในนบี 25 ท่านของศาสนาอิสลาม ซึ่งเริ่มต้นที่นบีอะดัมและสิ้นสุดลงที่นบีมูฮัมหมัด นอกจากนี้ ในความเชื่อของศาสนาอิสลาม นบีอิบรอฮีมเป็นบรรพบุรุษของชนชาติต่างในคาบสมุทรอาระเบีย ซึ่งรวมถึงชาวยิวด้วย โดยท่านมีบทบาทสำคัญในการขจัดลัทธิบูชารูปเคารพที่มีอยู่อย่างแพร่หลายในคาบสมุทรอาระเบียในขณะนั้น

[iv] อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิรักในปัจจุบัน มีเมืองอัล ฮิเราะห์ (Al Hirah) เป็นเมืองหลวง ชื่อลัคมิด นั้นมาจากชื่อบานู ลัคม์ (Banu Lakhm) ซึ่งเป็นผู้นำของชนเผ่านี้

[v] อาศัยอยู่ในซีเรีย จอร์แดน และเลบานอน โดยอพยพมาจากเยเมนในคริสต์ศตวรรษที่ 3

[vi] หมายถึงดินแดนประเทศเอธิโอเปียในปัจจุบัน

[vii] สาขานี้สืบเชื้อสายมาจากท่านฮะชิม อิบนู อับดุล มานัฟ (Hashim ibn Abd al-Manaf) ซึ่งเป็นปู่ของทวดของนบีมูฮัหมัด

[viii] คำว่าเทวทูต ภาษาอาหรับเรียกว่า มาลาอีกะห์ (Malaikah) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Angel โดยเทวทูตที่ทำหน้าที่ส่งสารจากพระเจ้าก็คือ กาเบรียล (Gabriel) ในภาษาอังกฤษ และญีบรีล (Jibreel) ในภาษาอาหรับ

[ix] การประกอบพิธีฮัจย์มีสามารถกระทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมที่สุดสามารถสรุปได้พอสังเขปดังนี้ คือ 1) เข้าครองเอียะห์รอม (ตั้งเจตนาและนุ่งห่มผ้าสีขาว) 2) ทำพิธีอุมเราะห์ (ฮัจย์แบบย่อ) เสร็จแล้วก็สามารถเปลี่ยนจากชุดเอียะห์รอมเป็นชุดธรรมดา 3) เข้าครองเอียะห์รอมอีกครั้ง 4) เริ่มพิธีฮัจย์ โดยจะต้องไปอยู่ที่ทุ่งมินา (Mina) ทางตะวันออกเมกกะ ตั้งแต่เช้าวันที่ 8 ของเดือนซุลฮิจญะฮ์ จนถึงเช้าวันที่ 9 ของเดือนเดียวกัน 5) ไปยังทุ่งอะรอฟะห์หรืออะรอฟัต (The Plain of Arafah, Arafat) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมินา ในวันที่ 9 เพื่อทำวุกุฟ (Wuquf) ซึ่งก็คือการสงบนิ่งเพื่อขอพรจากองค์อัลเลาะห์ 6) ไปยังทุ่งมุซดาลิฟะห์ (Muzdalifah) ทางตะวันตกของทุ่งอะรอฟะห์ จากช่วงอาทิตย์ตกดินของวันที่ 9 จนถึงรุ่งสางของวันที่ 10 โดยควรจะเก็บก้อนหินจากที่ให้เพื่อใช้ในพิธีปาหินที่ทุ่งมินา 7) กลับไปยังทุ่งมินาอีกครั้ง เพื่อทำพิธีปาหินใส่เสาสามเสา 7 ครั้ง และทำพิธีกุรบาน (Qurban - พิธีเชือดสัตว์พลี) จากนั้นก็ทำตะฮัลลุลฮฺ โดยหลังจากสิ้นสุดขั้นตอนเหล่านี้ ผู้ประกอบพิธีฮัจย์สามารถถอดชุดเอียะห์รอมได้ 8) กลับมาเมกกะเพื่อทำตอวาฟ สะอฺย์ หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการนี้ถือว่าครองเอียะห์รอมสิ้นสุดโดยสมบูรณ์ 9) กลับไปค้างคืนที่ทุ่งมินา 3 คืน จากวันที่ 11 ถึงวันที่ 13 ซึ่งในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวก็จะมีการทำพิธีปาหินใส่เสาสามเสาอีกครั้ง 10) กลับไปเมกกะเพื่อทำตอวาฟอำลา

[x] ปัจจุบันตั้งอยู่ในมัสยิดอัล ฮะรอม ตามความเชื่อของศาสนาอิสลามนั้น กล่าวกันว่าพื้นที่ระหว่างเนินเขาสองลูกนี้เป็นที่ที่ท่านนบีอิบรอฮีมได้รับเทวบัญชาจากองค์อัลเลาะห์ให้ทิ้งท่านหญิงฮาญัร (Hajar) หรือฮาการ์ (Hagar) ในศาสนาคริสต์ และท่านอิสมาอิล บุตรของท่าน ไว้ตามลำพังพร้อมกับเสบียงจำนวนหนึ่ง เพื่อทอดสอบศรัทธาต่อองค์อัลเลาะห์ของท่านหญิงฯ เมื่อเสบียงหมด ท่านหญิงฯ ได้ออกไปเดินหาเสบียงมาทดแทน จึงตัดสินใจทิ้งท่านอิสมาอิล ซึ่งตอนอยู่ในวัยทารก ไว้ตามลำพัง ท่านหญิงได้ปีนเนินเขาทั้งกลับไปกลับอยู่ทั้งหมดเจ็ดเที่ยว แต่ก็ไม่พบสิ่งใดเลย แต่เมื่อท่านหญิงกลับไปยังบริเวณเดิม ก็พบว่าทารกอิสมาอิลกำลังกระทืบเท้าร้องไห้ เนื่องจากความกระหายน้ำ และทันใดนั้นก็มีน้ำผุดออกมาจากบริเวณที่ทารกอิสมาอิลกระทืบเท้า ซึ่งช่วยต่อชีวิตให้ท่านและทารกอิสมาอิลได้ ท่านหญิงเชื่อว่าน้ำดังกล่าวเกิดจากพระประสงค์ขององค์อัลเลาะห์ อย่างไรก็ตาม มีบางตำนานกล่าวว่าน้ำที่ผุดขึ้นมานั้นเกิดจากการกระทืบเท้าของเทวทูตญีบรีล ซึ่งปรากฏกายมาช่วยท่านทั้งสองตามพระบัญชาขององค์อัลเลาะห์ ต่อมาจุดที่น้ำผุดออกมานี้ก็กลายเป็นบ่อน้ำซัมซัมนั่นเอง

[xi] จักรวรรดิกาหลิบนี้ถือเป็นจักรวรรดิกาหลิบแรกในประวัติศาสตร์อิสลาม ซึ่งประกอบด้วยกาหลิบสี่พระองค์ ได้แก่ กลิบอะบู บักรฺ (Abu Bakr) กาหลิบอุมัร อิบนู อัล ค็อฏฏอบ (Umar Ibn al Khattab) กาหลิบอุษมัน อิบนู อัฟฟาน (Uthman Ibn Affan) และกาหลิบอะลี อิบนู อะบี ตอลิบ (Ali Ibn Abi Talib) ซึ่งทั้งสี่พระองค์นี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นกาหลิบผู้ทรงธรรม โดยคำว่า ทรงธรรม ในภาษาอาหรับคือคำว่า รอชีดูน (Rashidun) ซึ่งได้กลายเป็นที่มาของจักรวรรดิกาหลิบนี้ไปโดยปริยาย จักรวรรดิกาหลิบนี้เรื่องอำนาจอยู่ระหว่าง ค.ศ. 632 – 661 โดยในช่วงที่เรืองอำนาจที่สุดนั้นได้มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่คาบสมุทรอาระเบียทั้งหมด เลบานอน ซีเรีย จอร์แดน อิสราเอล ปาเลสไตน์ บางส่วนของตุรกี อิรัก อิหร่าน ดินแดนคอเคซัสระหว่างทะเลสาบแคสเปียนและทะเลดำ อิยิปต์ ลิเบีย แอลจีเรีย บางส่วนของตูนิเซีย

[xii] คำว่า qarmatian มาจากคำว่า กะรามิตะ (qaramita) ในภาษาอาหรับ ซึ่งแปลว่า ผู้เขียนจดหมายฉบับย่อม มุสลิมกลุ่มนี้ก่อตั้งโดยกัรมัต (Qarmat) ซึ่งเดิมชื่อฮัมดาน (Hamdan) เป็นชาวเมืองคูฟาในอิรัก กัรมัตได้รับอิทธิพลความคิดทางศาสนาจากท่านอัล ฮุสเซน อัล อะห์วาซี (al-Husayn al-Ahwazi) ผู้นำนิกายชีอะห์สาขาอิสมาอิลิยะห์ในมณฑลคุเสสถาน (Khuzestan Province) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่านในปัจจุบัน มุสลิมกลุ่มนี้ต้องการจะสร้างสังคมที่ตั้งอยู่บนหลักเหตุผลและความเสมอภาค

[xiii] รัฐนี้ก่อตั้งโดยกษัตริย์มูฮัมหมัด อิบนู ซาอุด (Muhammad Ibn Saud) ในปี ค.ศ. 1744 รัฐนี้ได้รับอิทธิพลจากลัทธิวาห์ฮะบี (Wahhabism) ที่ต้องการฟื้นฟูความเป็นอิสลามดั้งเดิมขึ้นมา โดยขจัดสิ่งที่ไม่ใช่อิสลามออกไป รัฐซาอุดีที่ 1 มีอาณาเขตพื้นส่วนใหญ่ของประเทศซาอุดีอาระเบีย ในปัจจุบัน

[xiv] ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1932


 


หากท่านใดต้องการเผยแพร่บทความหรือข้อมูลจากเว็บไซต์ เพื่อความรู้หรือประโยชน์ทางการศึกษา โปรดอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลให้ชัดเจน

และกรุณาแจ้งให้ทราบที่   »  E-mail : sameaf.info@gmail.com