Kuwait / คูเวต

รัฐคูเวต
State of Kuwait

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Kuwait / คูเวต ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอ่าวอาหรับ ทิศเหนือและทิศตะวันตกติดกับอิรัก ทิศตะวันออกติดกับอ่าวเปอร์เซีย ทิศใต้ติดกับซาอุดีอาระเบีย 
 
พื้นที่ : ประมาณ 17,818 ตารางกิโลเมตร 
 
เมืองหลวง : คูเวตซิตี้ (Kuwait City) 
 
ประชากร : 4,136,528 ล้านคน (2560)
 
สัญชาติ : คูเวตร้อยละ 45, อาหรับอื่นๆ ร้อยละ 35, อื่นๆ ร้อยละ 20 
 
ภูมิอากาศ : ภูมิอากาศแบบทะเลทราย
                       ช่วงเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม อากาศร้อนจัด
                       ช่วงเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ อากาศหนาว 
 
ภาษาราชการ : อาหรับ ภาษาอังกฤษใช้กันอย่างแพร่หลาย 
 
ศาสนา : อิสลาม (ซุนนี ร้อยละ 70 ชีอะฮ์ ร้อยละ 30)
 
วันชาติ : 25 กุมภาพันธ์ 

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต : 14 มิถุนายน 2506
 
เจ้าผู้ครองรัฐ : เชค ซอบะห์ อัลอะห์มัด อัล จาเบอร์ อัล ซอบะห์ (H.H. Sheikh Sabah Al-Ahmad Al- Jaber Al-Sabah)

นายกรัฐมนตรี : เชค จาเบอร์ อัลมูบารัค อัล ฮะหมัด อัล ซอบะห์ (H.H. Sheikh Jaber Al Mubarak Al Hamed Al Sabah)

รอง.นรม/รมว.กต. : เชค ซอบะห์ คาหลิด อัล ฮะหมัด อัล ซอบะห์ (H.E. Sheikh Sabah Khalid Al Hamed Al Sabah)

หน่วยเงินตรา : หน่วยเงินตรา คูเวตดีนาร์ (Kuwait Dinar: KWD) 
 
อัตราแลกเปลี่ยน : 1 คูเวตดีนาร์ เท่ากับประมาณ 118.79 บาท (สถานะ ณ ส.ค. 2558) 

เงินทุนสำรอง : 36.889 พันล้าน USD (ไทย: 183 พันล้าน USD) 

อัตราเงินเฟ้อ : ร้อยละ 2.2 (ไทย: ร้อยละ 0.2) 
    
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 179.332 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2557) 
 
รายได้ประชาชาติต่อหัว 44,849 ดอลลาร์สหรัฐ (2557) 
 
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 1.39 (2557) 

อุตสาหกรรมหลัก ผลิตน้ำมัน ปูนซีเมนต์ การต่อและซ่อมเรือ

สินค้านำเข้าที่สำคัญ : อาหาร วัสดุก่อสร้าง ยานพาหนะ และอะไหล่ เครื่องนุ่งห่ม 
สินค้าส่งออกที่สำคัญ : น้ำมัน ผลิตภัณฑ์น้ำมัน ปุ๋ย

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ : จีน สหรัฐฯ ซาอุดีอาระเบีย ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อินเดีย

ตลาดส่งออกที่สำคัญ : เกาหลีใต้ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหรัฐฯ ปากีสถาน
ระบอบการปกครอง         ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) และมีเจ้าผู้ครองรัฐ (The Amir) เป็นประมุข ซึ่งเจ้าผู้ครองรัฐจะมีอำนาจสูงสุดในด้านบริหาร โดยทรงคัดเลือกและแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ คูเวตมีรัฐสภาเพียงแห่งเดียวคือ The National Assembly สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งจำนวน 50 คน รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐสภามีอำนาจด้านนิติบัญญัติในการออกกฎหมาย และสามารถอภิปรายการทำงานหรือไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้

การเมืองการปกครอง

1. ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

    ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของคูเวตเริ่มต้นจากการสร้างเมืองคูเวตในศตวรรษที่ 18 โดยชนเผ่า Uteiba
ซึ่งเร่ร่อนมาจากทางเหนือของกาตาร์ ในระหว่างศตวรรษที่ 19 คูเวตพยายามที่จะขอความช่วยเหลือจากอังกฤษเพื่อให้พ้นจากการยึดครองของพวกเติร์กและกลุ่มต่างๆ ที่เรืองอำนาจในคาบสมุทรอาระเบีย

     ในปี 2442 Sheikh Mubarak Al Sabah ได้ลงนามในข้อตกลงกับอังกฤษว่า ตนและผู้สืบทอดอำนาจจะไม่ยอมให้ดินแดนและต้อนรับผู้แทนของต่างประเทศใดๆ โดยไม่ได้ความยินยอมจากอังกฤษเสียก่อน
ส่วนอังกฤษได้ตกลงที่จะให้เงินช่วยเหลือประจำปีแก่ Sheikh Mubarak และทายาทและให้ความคุ้มครองคูเวต โดยอังกฤษได้ดูแลกิจการด้านการต่างประเทศและความมั่นคงให้กับคูเวต

     ในช่วงต้นปี 2504 อังกฤษได้ถอนสิทธิสภาพนอกอาณาเขตสำหรับตัดสินคดีของชาวต่างชาติในคูเวตออกไป และรัฐบาลคูเวตได้เริ่มการใช้กฎหมายของตนเองซึ่งยกร่างโดยนักกฎหมายชาวอียิปต์ ต่อมาคูเวตได้รับอิสรภาพสมบูรณ์เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2504 ภายหลังการแลกเปลี่ยนหนังสือ (exchange of notes) กับอังกฤษมีการกำหนดเขตแดนระหว่างคูเวตกับซาอุดีอาระเบียในปี 2535 โดยสนธิสัญญา Uqair หลังจากการ
สู้รบที่เมือง Jahrah สนธิสัญญานี้ยังได้กำหนดเขตเป็นกลางระหว่างคูเวตและซาอุดีอาระเบีย (Kuwaiti – Saudi Arabia Neutral Zone) ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 5,180 ตารางกิโลเมตร ติดกับเขตแดนทางใต้ของคูเวต ในเดือนธันวาคม 2512 คูเวตและซาอุดีอาระเบียได้ลงนามในข้อตกลงแบ่งเขตเป็นกลาง (ปัจจุบันเรียกว่า Divided Zone) และปักปันเส้นเขตแดนระหว่างประเทศใหม่ โดยทั้งสองประเทศได้แบ่งน้ำมันทั้งนอกฝั่งและบนฝั่งในเขต Divided Zone อย่างเท่าเทียมกัน

2. การเมืองการปกครอง

     2.1 คูเวตอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ Al-Sabah มีความเจริญรุ่งเรืองมากนับตั้งแต่สมัยของ
His Highness Sheikh Sabah Al-Salem Al-Sabah เจ้าผู้ครองรัฐองค์ที่ 12 โดยที่ผ่านมา ราชวงศ์ Al-Sabah ได้พัฒนาเป็นรัฐสวัสดิการที่มีระดับการพัฒนาสูงมากมีความร่ำรวยและมีระบบเศรษฐกิจแบบเสรี His Highness Sheikh Sabah Al-Ahmad Al-Jaber Al-Sabah เจ้าผู้ครองรัฐองค์ปัจจุบัน ได้ทรงมีพระราชดำรัสต่อประชาชนชาวคูเวต ในโอกาสขึ้นครองราชย์เป็นเจ้าผู้ครองรัฐคูเวต แสดงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัย โดยประชาชนทุกคนมีความเสมอภาค มีอิสระเสรีภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และมีสิทธิเสรีในการแสดงความคิดเห็น

     2.2 รัฐธรรมนูญคูเวตได้ระบุว่า ผู้ที่ได้รับการสถาปนาหรือได้รับการเสนอพระนามให้เป็นเจ้าผู้ครองรัฐพระองค์ใหม่ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา (National Assembly) โดยการลงมติให้ความเห็นชอบอย่างน้อยด้วยเสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมด จึงจะสามารถปฏิบัติพระกรณียกิจในฐานะประมุขของประเทศได้อย่างสมบูรณ์ การลงมติให้ความเห็นชอบดังกล่าว ยังถือว่าเป็นการแสดงความสวามิภักดิ์ (Mubaya-a) ตามประเพณีของชาวอาหรับที่มีมาแต่โบราณกาล

     2.3 เจ้าผู้ครองรัฐ (Amir) มีอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี โดยอาจคัดเลือกจากบุคคลนอกรัฐสภาก็ได้ ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งดังกล่าวจะได้เป็นสมาชิกรัฐสภาด้วย นอกจากนี้ เจ้าผู้ครองรัฐยังสามารถใช้อำนาจบริหารผ่านคณะรัฐมนตรีซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะ และที่สำคัญ ในคูเวตไม่มีระบบพรรคการเมือง แต่แบ่งเป็นกลุ่มการเมืองต่างๆ อาทิ The Islamic Constitutional Movement, The Shi’ite Islamists of the National Islamic Alliance และ Kuwait Democratic Forum เป็นต้น

     2.4 ปัจจุบัน คูเวตเป็นประเทศมุสลิมที่เสรีนิยมมากที่สุดประเทศหนึ่ง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ปี 2505) กำหนดให้มีรัฐสภาแบบสภาเดียว (Unicameral National Assembly) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจำนวน 50 คน ซึ่งในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 ได้มีสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรที่เป็นสุภาพสตรี 4 คนผ่านการเลือกตั้งเข้าสู่รัฐสภาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของคูเวต

     2.5 รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐสภามีอำนาจด้านนิติบัญญัติในการออกกฎหมาย และสามารถอภิปรายการทำงานหรือไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้ โดยในช่วงที่ผ่านมา นอกจากการแสดงบทบาทในด้านนิติบัญญัติโดยการออกกฎหมายที่สำคัญหลายฉบับแล้ว รัฐสภาคูเวตได้เพิ่มบทบาทในการกำกับดูแลการบริหารงานของรัฐบาลมากขึ้นอีกด้วย

     2.6 อย่างไรก็ดี คูเวตนับเป็นประเทศที่ขาดเสถียรภาพทางการเมืองมากที่สุดในกลุ่มประเทศ GCC
เนื่องจากการไม่ลงรอยของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ส่งผลให้มีการยุบสภาหลายครั้ง โดยล่าสุดคือเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2552 H.H. Sheikh Nasser Al-Mohammad Al-Ahmad Al-Jaber Al-Sabah ได้ประกาศยุบสภา และทรงรับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกเป็นสมัยที่ 6 โดยทรงจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ (ชุดปัจจุบัน) ขึ้นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2552 นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2552 ได้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากฝ่ายค้านอภิปรายนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นสมาชิกระดับสูงของราชวงศ์ Al-Sabah และรัฐมนตรีต่างๆ นับว่าเป็นครั้งแรกในประเทศ GCC ที่ราชวงศ์ถูกอภิปรายและยอมให้มีการซักถามตอบประเด็นข้อกล่าวหาต่างๆ ในรัฐสภา

     2.7 ในปี 2553 ที่ผ่านมาได้เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อคือปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านในรัฐสภา โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีทุกครั้งที่มีการเปิดประชุมรัฐสภาและแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามใช้วิธียุบสภาเลือกตั้งใหม่เพื่อให้ฝ่ายค้านได้รับเลือกตั้งเข้ามาน้อยลงแต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านผู้ได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาก็ไม่เคยละทิ้งความตั้งใจเดิม

     2.8 เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2554 นายกรัฐมนตรีคูเวตได้รับชัยชนะแบบเฉียดฉิวในการลงมติไม่ไว้วางใจแต่ฝ่ายค้านหลายกลุ่มยังก่อกวนการทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะนอกรัฐสภา ฝ่ายรัฐบาลสร้างความนิยมจากประชาชนด้วยการใช้งบประมาณราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มอบเป็นของขวัญประชาชนในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 โดยอ้างว่าเป็นการเฉลิมฉลองวันได้รับเอกราชครบ 50 ปี     การได้รับการปลดปล่อยจากอิรักครบ 20 ปี แลเจ้าผู้ครองรัฐขึ้นครองราชย์ครบ 5 ปี ตามลำดับ

3. นโยบายต่างประเทศ

     3.1 ในอดีต คูเวตดำเนินนโยบายการทูตเชิงป้องกัน (Preventive Diplomacy) มุ่งเน้นการรักษา ความปลอดภัยของประเทศที่อาจถูกรุกรานจากอิรัก โดยมีนโยบายนิยมตะวันตกและพึ่งพิงสหรัฐฯ ในด้านความมั่นคงมาโดยตลอด ปัจจุบันภายหลังสิ้นสุดภัยคุกคามจากอิรัก คูเวตได้ดำเนินนโยบาย "การทูตทางเศรษฐกิจ" เน้นการใช้ประโยชน์ทางการทูตเพื่อผลทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ชาวคูเวตได้รับผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยงบประมาณทั้งหลายจะนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจ

     3.2 ในด้านนโยบายต่างประเทศ คูเวตมุ่งกระชับความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะคณะมนตรีความร่วมมือแห่งรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) รวมทั้งกลุ่มสันนิบาตอาหรับ (Arab League) เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ตลอดจนมุ่งส่งเสริมความร่วมมือกับกลุ่มประเทศมุสลิม ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ คูเวตได้ให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้นโยบาย “Look East Policy” เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และเพิ่มพูนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของคูเวตกับประเทศในภูมิภาคนี้ ผ่านความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนต่างๆ

     3.3 สำหรับบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ คูเวตให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน และการต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งในเวทีสหประชาชาติ คูเวตสนับสนุนการปฏิรูปองค์กรของสหประชาชาติโดยเฉพาะการสนับสนุนให้ชาติอาหรับหรือประเทศมุสลิมเข้าร่วมเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง และเมื่อปี 2546 คูเวตเข้าเป็นสมาชิก Asia Cooperation Dialogue (ACD) ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มของไทย แต่ขณะนี้ คูเวตยังไม่ได้เป็นประเทศผู้ขับเคลื่อนร่วม (Co-Prime Mover) ในสาขาใด

     3.4 ปัจจุบัน ภายใต้วิสัยทัศน์ของเจ้าผู้ครองรัฐคูเวตที่ทรงหวังให้คูเวตเป็น Regional Financial Hub ในอนาคตและโอกาสที่คูเวตเป็นประเทศประธานกลุ่ม GCC ปี 2552 – 2553 คูเวตได้พยายามแสดงบทบาทเป็นผู้นำในองค์กรระดับภูมิภาคเพื่อรับมือกับความท้าทายทางด้านการเมือง ความมั่นคงและเศรษฐกิจ อันเห็นได้จากความสำเร็จของคูเวตในการจัดประชุม The First Arab Economic, Social and Development Summit เมื่อเดือนมกราคม 2552 และ GCC Summit สมัยที่ 30 เมื่อเดือนธันวาคม 2552

เศรษฐกิจและสังคม

เศรษฐกิจ

     1.คูเวตเป็นประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีและร่ำรวยจากการส่งออกน้ำมันดิบ (2.78 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือร้อยละ 3.5 ของปริมาณน้ำมันดิบสำรองทั่วโลก) และก๊าซธรรมชาติ

     2. มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ทั้งทางด้านการค้า และการลงทุน โดยสำนักงานการลงทุนคูเวต (Kuwait Investment Authority - KIA) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐ มีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศ โดยบริหารจัดการทรัพย์สินมูลค่า 61.4 พันล้านดีนาร์คูเวต หรือ 213 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีผลกำไรปีละประมาณ 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

     3. คูเวตใช้นโยบายการค้าเสรีไม่มีระบบโควต้าหรือมาตรการกีดกันการนำเข้าสินค้า โดยเก็บ
ภาษีนำเข้าสินค้า (Across the board) ในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่า CIF (ภายใต้ GCC Customs Union Regime) ทั้งนี้ เนื่องจากโครงสร้างอุตสาหกรรมซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมด้าน ปิโตรเคมี ขณะที่
ภาคการผลิตอื่นๆ มีประมาณร้อยละ 7 ของ GDP ทำให้คูเวตต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค

     4.แม้ระดับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้เศรษฐกิจคูเวตเติบโตสูงมากทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นและงบประมาณเกินดุล อย่างไรก็ดี คูเวตได้จัดเตรียมแผนเพื่อรองรับกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่อาจมีการผันผวน โดยได้เริ่มดำเนินแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ (Economic Reform Package) มาตั้งแต่
ปี 2542 ซึ่งครอบคลุมการปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายของรัฐ การลดรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคม การแปรรูปวิสาหกิจ และการผลักดันให้บรรจุคนคูเวตเข้าทำงานแทนคนต่างชาติ (Kuwaitization) ส่งเสริมการค้าและ
การลงทุน โดยออกกฎหมายและกฎระเบียบด้านการลงทุน อาทิ กฎหมายการครอบครองหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ การคุ้มครองลิขสิทธิ์ การปรับปรุงกฎระเบียบการค้า และการอำนวยความสะดวกต่างๆ แก่นักลงทุนต่างประเทศ เป็นต้น

     5. คูเวตเป็นรัฐสวัสดิการ ชาวคูเวตสามารถรับการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลของรัฐโดย
ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนี้ การส่งชาวคูเวตไปรักษาพยาบาลในต่างประเทศจะกระทำเฉพาะในกรณีที่คูเวต
ไม่มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญหรืออุปกรณ์ (Specialized equipments) ซึ่งอยู่ในดุลพินิจของกระทรวงสาธารณสุขคูเวต โดยรัฐจะออกค่าใช้จ่ายในทั้งหมด รวมทั้งสนับสนุนเงินจำนวนหนึ่งให้กับผู้ติดตาม 1 คน

     6. รัฐบาลคูเวตมีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนชาวคูเวต ช่วยเหลือเด็ก คนชรา ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสในสังคม รวมทั้งการพัฒนาทักษะด้านแรงงานให้กับชาวคูเวต โดยที่ปัจจุบันมีชาวต่างชาติทำงานอยู่ในคูเวตประมาณ 1.4 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากอียิปต์ อินเดีย บังกลาเทศ และฟิลิปปินส์  รัฐบาลจึงมีนโยบายผลักดันให้บรรจุคนคูเวตเข้าทำงานแทนคนต่างชาติ (Kuwaitization) 

     7. คูเวตใช้นโยบายการค้าเสรี ไม่มีระบบโควตา หรือมาตรการกีดกันการนำเข้าสินค้า โดยเก็บภาษีนำเข้าสินค้า (across the board) ในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่า CIF (ภายใต้ GCC Customs Union Regime) ทั้งนี้ เนื่องจากโครงสร้างอุตสาหกรรมซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมด้านปิโตรเคมี ขณะที่ภาคการผลิตอื่นๆ
มีประมาณร้อยละ 7 ของ GDP ทำให้คูเวตต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค

     8. แม้ระดับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้เศรษฐกิจคูเวตเติบโตสูงมาก ทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นและงบประมาณเกินดุล อย่างไรก็ดี คูเวตได้จัดเตรียมแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่อาจมีการผันผวน โดยได้เริ่มดำเนินแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ (Economic Reform Package) มาตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งครอบคลุมการปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายของรัฐ การลดรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคม การแปรรูปวิสาหกิจ และการผลักดันให้บรรจุคนคูเวตเข้าทำงานแทนคนต่างชาติ (Kuwaitization) ส่งเสริมการค้าและการลงทุน โดยออกกฎหมายและกฎระเบียบด้านการลงทุน อาทิ กฎหมายการครอบครองหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
การคุ้มครองลิขสิทธิ์ การปรับปรุงกฎระเบียบการค้า และการอำนวยความสะดวกต่างๆ แก่นักลงทุนต่างประเทศ เป็นต้น

     9. ล่าสุด รัฐบาลคูเวตได้ประกาศโครงการพัฒนา (Mega Projects) ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ 5 ปี (2009/2010 – 2013/2014) งบประมาณ 37 พันล้านดีนาร์คูเวต (125 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งประกอบด้วย การลงทุนก่อสร้างและพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันในคูเวตเพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำมัน การก่อสร้างเมืองธุรกิจใหม่ (Silk City) โครงการขยายท่าเรือที่เกาะ Bubiyan โครงการสร้างที่พักอาศัยและโรงพยาบาล 8 แห่ง รวมทั้งระบบทางรถไฟบนดินและใต้ดิน ซึ่งคาดว่าความต้องการแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานมีฝีมือนั้น จะเพิ่มมากขึ้นภายในระยะเวลาอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับโครงการต่างๆ รวมทั้งการบริหารจัดการและการดูแลช่อมบำรุง

ความสัมพันธ์

1. ความสัมพันธ์ทั่วไป

   1.1 การทูต

        ไทยและคูเวตสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2506 โดยไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ คูเวต เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2526 ในอดีตคูเวตได้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำมาเลเซียเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยอีกตำแหน่งหนึ่ง แต่ต่อมาสถานเอกอัครราชทูตคูเวตได้เริ่มเปิดทำการตั้งแต่เดือนมกราคม 2540 และมีเอกอัครราชทูตคูเวตประจำประเทศไทยตั้งแต่นั้นมา

   1.2 ด้านราชวงศ์

        เชค ซอบะห์ อัลอะห์มัด อัลจาบีร์ อัลซอบะห์ (His Highness Sheikh Sabah Al-Ahmad Al-Jaber Al-Sabah) เจ้าผู้ครองรัฐคูเวตเสด็จฯ ร่วมพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อเดือนมิถุนายน 2549 ส่วน His Highness Sheikh Nawaf Al-Ahmad Al-Jaber Al-Sabah มกุฏราชกุมารคูเวต ทรงชื่นชอบประเทศไทยมากเช่นกัน และล่าสุด เชค นัสเซอร์ อัลโมฮัมมัด อัลอะห์มัด อัลจาบีร์ อัลซอบะห์ นายกรัฐมนตรีคูเวตได้เสด็จเยือนประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคม 2551

        ปัจจุบัน ยังไม่มีการเสด็จฯ เยือนคูเวตอย่างเป็นทางการของราชวงศ์ไทย

   1.3 การเมือง

        ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างไทยและคูเวตดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยคูเวตตระหนักถึงความสำคัญของไทยที่เคยช่วยเหลือและสนับสนุนคูเวตมาโดยตลอดในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย เนื่องจาก
ไทยได้สนับสนุนข้อมติทุกข้อเกี่ยวกับปัญหาคูเวตและอิรัก นอกจากนี้ ไทยได้ส่งทหารเข้าร่วมในกองกำลังสังเกตการณ์แห่งสหประชาชาติประจำชายแดนอิรัก – คูเวต (United Nations Iraq – Kuwait Observer Mission – UNIKOM) รวมทั้งได้ส่งคณะแพทย์และพยาบาลไปช่วยเหลือคูเวตด้วย ซึ่งได้สร้างความรู้สึกอันดีให้กับคูเวตเป็นอย่างมาก

    1.4 เศรษฐกิจ

        1.4.1 การค้า

        การค้าระหว่างไทยและคูเวตมีมูลค่าการค้าไม่มากนัก โดยไทยจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้า เนื่องจากสินค้าที่ไทยนำเข้าจากคูเวตส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบ และคูเวตเป็นตลาดเล็ก ไม่ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนไทยมากนัก ในปี 2552 การค้าไทยกับคูเวตมีมูลค่า 744.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยมีมูลค่าการนำเข้า 401.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าการส่งออก 343.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้า 58.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

        กลไกทวิภาคีที่สำคัญระหว่างไทย - คูเวต ได้แก่ คณะกรรมาธิการร่วม (JC) ไทย - คูเวต ซึ่งมีการประชุมครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2542 ที่กรุงเทพฯ ต่อมาเมื่อเดือนสิงหาคม 2551 ได้มีการลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ปัจจุบัน ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาเรื่องกำหนดการประชุม JC ครั้งต่อไป

        1.4.2 การลงทุน

        คูเวตเริ่มให้ความสนใจไปลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน โดยมีสำนักงานการลงทุนของรัฐ (Kuwait Investment Authority - KIA) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบการลงทุนภาคการเงิน มีมูลค่าสินทรัพย์ประมาณ ๒๖๔.๔ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (อันดับ ๖ ของโลก) ปัจจุบัน KIA ได้เริ่มกลับเข้าไปลงทุนในเอเชียอีกครั้งหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา และจากความตื่นตัวกับกระแสวิกฤตอาหารโลก โดยกำลังแสวงหาลู่ทางที่จะลงทุนด้านเกษตรกรรมเพื่อความมั่นคงด้านอาหารในอนาคต ที่ผ่านมา มีนักธุรกิจคูเวตจำนวนหนึ่งสนใจที่จะสร้างพันธมิตรกับฝ่ายไทย เพื่อทำธุรกิจในคูเวตโดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ ธุรกิจร้านอาหาร เสริมสวย ความงาม สปา เป็นต้น

   1.5 ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม

        1.5.1 ด้านแรงงาน มีแรงงานไทยอยู่ในคูเวตประมาณ 3,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานประเภทกึ่งฝีมือ โดยทำงานในภาคเอกชนในประเภทกิจการรับเหมาขุดเจาะและประกอบท่อส่งน้ำมัน รับเหมาก่อสร้าง อู่ต่อเรือ อู่ซ่อมรถยนต์ โรงงานเฟอร์นิเจอร์ ร้านเสริมสวย และตัดเย็บเสื้อผ้าสตรี

        1.5.2 ด้านวิชาการ คูเวตให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยไปศึกษาในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาทุกปี โดยศึกษาในสาขาด้านศาสนา กฎหมายอิสลาม ศึกษาศาสตร์ และภาษาอาหรับ ปัจจุบัน มีนักเรียนไทยในคูเวตประมาณ 45 คน นอกจากนี้กระทรวงศาสนาสมบัติและกิจการอิสลาม (Ministry of Awqaf and Islamic Affairs) ยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักศึกษาไทยที่จบการศึกษาในคูเวต และกับชุมชนมุสลิมทางภาคใต้ของไทย

         1.5.3 ด้านการท่องเที่ยว คูเวตเป็นตลาดเล็กแต่มีศักยภาพสำหรับการส่งเสริมการท่องเที่ยวมาก โดยนักท่องเที่ยวจากคูเวตเดินทางมาประเทศไทยเฉลี่ยปีละประมาณ 35,000 คน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี และสนใจที่จะเข้ารับบริการด้านการแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชนของไทย ในการนี้ สถานเอกอัครราชทูตคูเวตประจำประเทศไทย ได้แจ้งว่าต้องการที่จะตั้ง Health Office เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชาวคูเวต ในการเข้ารับบริการจากโรงพยาบาลในประเทศไทย แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้

2. การเยือนที่สำคัญ

    ฝ่ายไทย

    พระราชวงศ์


         -   ปัจจุบัน ยังไม่มีการเสด็จฯ เยือนคูเวตอย่างเป็นทางการของราชวงศ์ไทย

    รัฐบาล

  • นายกรัฐมนตรี/ รองนายกรัฐมนตรี
        -   วันที่ 15 – 20 พฤศจิกายน 2548 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนคูเวต และกลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC)
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
        -   วันที่ 1 – 4 กุมภาพันธ์ 2548 พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนคูเวต

        -   วันที่ 29 ธันวาคม 2533 – 2 มกราคม 2534 ในระหว่างการเยือนซาอุดีอาระเบีย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าเฝ้าเจ้าผู้ครองรัฐคูเวตที่เมือง Taif ซาอุดีอาระเบีย (ขณะลี้ภัยสงครามอยู่ในซาอุดีฯ) เพื่อแสดงการสนับสนุนต่อรัฐบาลคูเวตในการต่อต้านการยึดครองของอิรัก

        -   วันที่ 10 – 11 มิถุนายน 2541 ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนคูเวต

    ฝ่ายคูเวต

    พระราชวงศ์

        -   วันที่ 10 – 12 เมษายน 2538 H.H. Sheikh Saad Al-Abdullah Al-Salem Al-Sabah อดีต เจ้าผู้ครองรัฐคูเวต องค์ที่14 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารคูเวต ได้เสด็จฯ เยือนไทย นับเป็นการเยือนระดับสูงครั้งประวัติศาสตร์ในความสัมพันธ์ไทย – คูเวต

        -   วันที่ 26 – 28 กุมภาพันธ์ 2546 H.H. Sheikh Sabah Al-Ahmad Al-Jaber Al-Sabah เสด็จฯ เยือนจังหวัดภูเก็ตเป็นการส่วนพระองค์ เมื่อครั้งทรงดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 และรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

        -   วันที่ 11 – 14 มิถุนายน 2549 H.H. Sheikh Sabah Al-Ahmad Al-Jaber Al-Sabah เจ้าผู้ครองรัฐคูเวต เสด็จฯ เข้าร่วมพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

    รัฐบาล
  • นายกรัฐมนตรี/ รองนายกรัฐมนตรี
        -   วันที่ 13 – 14 สิงหาคม 2551 H.H. Sheikh Nasser Al-Mohammad Al-Ahmad Al-Jaber Al-Sabah นายกรัฐมนตรีรัฐคูเวตเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในระหว่างการเสด็จเยือนประเทศในแถบเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน 2551

        -   วันที่ 7 – 10 ตุลาคม 2552 H.E. Rashed Abdul Mohsen Al-Hammaad รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศาสนสมบัติและกิจการอิสลามคูเวตเยือนไทยเพื่อเป็นประธานในพิธีเปิดมัสยิดกลางประจำวิทยาลัยอิสลามยะลาซึ่งรัฐบาลคูเวตให้การสนับสนุนด้านการเงิน

        -   วันที่ 2 – 4 ตุลาคม 2553 H.E. Rashed Abdul Mohsen Al-Hammaad  รองนายกรัฐมนตรี
ฝ่ายกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศาสนสมบัติและกิจการอิสลาม เยือนไทยเพื่อเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์หอพักนักเรียนชายโรงเรียนอัตตัรกียะห์ อิสลามียะห์ ซึ่งรัฐบาลคูเวตให้การสนับสนุนด้านงบประมาณก่อสร้าง
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทน
        -   วันที่ 31 สิงหาคม – 4 กันยายน 2533 Dr. Rasheed Al-Ameeri รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันคูเวตเดินทางเยือนไทยในฐานะผู้แทนพิเศษของเจ้าผู้ครองรัฐคูเวตเพื่อขอความสนับสนุนจากไทยต่อรัฐบาลที่ชอบธรรมของคูเวต ในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย และยืนยันการดำเนินการลงทุนต่อไปใน ประเทศไทย

        -   วันที่ 22 – 25 สิงหาคม 2536 นาย Ghazi Al-Rayes เอกอัครราชทูตคูเวตประจำกรุงปักกิ่ง เยือนไทยในฐานะผู้แทนพิเศษของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคูเวต

        -   วันที่ 27 – 29 สิงหาคม 2551 H.E. Dr. Ismail Khundhr Al-Shatti ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคูเวตเยือนไทยอย่างเป็นทางการเพื่อติดตามผลการเยือนของนายกรัฐมนตรีรัฐคูเวตเมื่อวันที่ 13 – 14 สิงหาคม 2551

        -   วันที่ 14 – 16 ธันวาคม 2553 H.E. Mr. Mohamad A. Al-Mijrin Al-Roumi อธิบดีกรมเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศคูเวต เยือนไทยในฐานะผู้แทนพิเศษของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคูเวตเพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย -
ตะวันออกกลาง ครั้งที่ 3

ข้อมูลด้านกงสุล

ผู้แทนทางการทูต

ฝ่ายไทย

Royal Thai Embassy
Jabriya, Block No.6,
Street No. 8, Villa No.1
P.O. Box 66647 Bayan 43757 Kuwait
Tel. (+965) 607-19-888 
Fax. (96-5) 531-7532
E-mail : thaiemkw@kems.net , thaiemk2@kems.net , thaiemk3@kems.net

ฝ่ายคูเวต

The Embassy of the State of Kuwait
Sathorn Nakhon Tower, 24A Fl.,
100/44 North Sathorn Rd.,
Bangrak, Bangkok 10500
Tel. 0-2636-6600, 0-2636-7461-3
Fax. 0-2636-7360

ความตกลงและความร่วมมือ

  • ความตกลงระหว่างไทย - คูเวตว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ
    วันที่ลงนาม 13 สิงหาคม 2551
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการดำเนินการปรึกษาหารือทวิภาคีระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทย - คูเวต
    วันที่ลงนาม 13 สิงหาคม 2551
  • ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและรัฐคูเวตเพื่อการเว้นการเก็บภาษีและการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้
    วันที่ลงนาม 29 กรกฎาคม 2546
  • ความตกลงทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งรัฐคูเวต
    วันที่ลงนาม 07 มีนาคม 2530
  • ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งรัฐคูเวตว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างอาณาเขตของแต่ฝ่ายและพ้นจากนั้นไป
    วันที่ลงนาม 27 เมษายน 2519