Kyrgyzstan / คีร์กีซสถาน

สาธารณรัฐคีร์กีซ
Kyrgyz Republic

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Kyrgyzstan / คีร์กีซสถาน

ที่ตั้ง อยู่ในเอเชียกลาง ทางทิศตะวันตกของจีนและทิศใต้ของคาซัคสถาน (ระหว่างเทือกเขาเทียนชานและพาเมียร์)

พื้นที่ 199,951 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 1 ใน 3 ของไทย) เป็นพื้นที่เพาะปลูก 7%

เมืองหลวง กรุงบิชเคก (Bishkek)                            

เขตการปกครอง แบ่งเป็น 8 จังหวัดและ 1 เมืองปกครองอิสระ* ได้แก่ Bishkek, Batken, Chui, Jalal-Abad, Naryn, Osh, Talas Issyk-Kul Osh*

อากาศ ภูเขาสูงแบบภาคพื้นทวีป 

ประชากร  6.03 ล้านคน  (2559) เป็นชาวคีร์กีซ (70.9 %) ชาวอุซเบก (14.3 %) ชาวรัสเซีย (7.7 %) อื่น ๆ (7.1 %)

ศาสนา อิสลาม (สุหนี่) 75 % คริสต์ (ออร์ทอดอกซ์)  20 %

ภาษาราชการ คีร์กิซและรัสเซีย

เวลา เร็วกว่ามาตรฐาน GMT 5 ชั่วโมง 

วันชาติ 31 สิงหาคม (เรียกว่าวันประกาศเอกราช เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2534 หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต)

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 6 สิงหาคม 2535 (1992)  

ประธานาธิบดี นายอัลมาซเบ็ค อาตัมบาเยฟ (Mr. Almazbek Atambayev)

นายกรัฐมนตรี นายโซรอนบัย แชแอนเบคอฟ (Mr. Sooronbay Zheenbekov)

รมว.กต. นายเยอร์ลาน เบเคโชวิช อับดุลลาเยฟ (Mr. Erlan Bekeshovich Abdyldaev)

อัตราการแลกเปลี่ยน ซุม KGS 1บาท = 1.97 KGS (สถานะ ณ เม.ษ. 2558)

เงินทุนสำรอง  1.79 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  (ไทย: 156.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

อัตราเงินเฟ้อ  7.50% (ไทย: ร้อยละ -0.9)

GDP   7.60 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย: 404.8 พันล้าน ดอลลาร์สหรัฐ)

GDP per Capita 1,269.14 ดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 5,572.85 ดอลลาร์สหรัฐ)

Real GDP Growth 3.5% (ไทย: ร้อยละ 2.8)

อุตสาหกรรมหลัก  เครื่องจักรขนาดเล็ก สิ่งทอ อาหารแปรรูป ซีเมนต์ รองเท้า ไม้ซุง ตู้เย็น เฟอร์นิเจอร์

สินค้านำเข้าที่สำคัญ  น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและเชื้อเพลิง อุปกรณ์การขนส่ง เครื่องจักรและอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ อาหาร โหละ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ทองคำ น้ำมันปิโตรเลียม สินค้าโภคภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ พลังงานไฟฟ้า ฝ้าย ขนสัตว์ เนื้อสัตว์ ยาสูบ ปรอท ยูเรเนียม

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ รัสเซีย (ร้อยละ 33) จีน (ร้อยละ 23) คาซัคสถาน (ร้อยละ 10) อื่นๆ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี

ตลาดส่งออกที่สำคัญ สวิตเซอร์แลนด์ (33%) คาซัคสถาน (24%) รัสเซีย (13%) อุซเบกิสถาน (11%) อื่นๆ ได้แก่ จีน ตุรกี เติร์กเมนิสถาน  สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อัฟกานิสถาน

การเมืองการปกครอง

รูปแบบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข

ประธานาธิบดี นายอัลมาซเบ็ค อาตัมบาเยฟ (Mr. Almazbek Atambaev)

นายกรัฐมนตรี นายโซรอนบัย แชแอนเบคอฟ (Mr. Sooronbay Zheenbekov)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเยอร์ลาน อับดุลดาเยฟ (Mr. Erlan Abdyldaev)

การเมืองหลังการประกาศเอกราช

นับแต่สาธารณรัฐคีร์กีซได้แยกตัวเป็นเอกราชจากสหภาพโซเวียตเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2534 ได้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีการปกครองระบบสภาเดียวเรียกว่า Jogorku Kenesh มีวาระ 5 ปี โดยภายหลังจากการลงประชามติเมื่อเดือนมิถุนายน 2554 ที่นั่งของผู้แทนรัฐสภาเพิ่มขึ้นจาก 90 ที่นั่ง เป็น 120 ที่นั่ง

การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2554 ก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งลดอำนาจประธานาธิบดี โดยให้รัฐสภาและนายกรัฐมนตรีมีอำนาจเพิ่มขึ้น กำหนดให้ประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่งได้เพียง 6 ปี วาระเดียว โดยไม่สามารถลงเลือกตั้งซ้ำในวาระต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดียังคงเป็นผู้นำแห่งรัฐและผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ มีหน้าที่กำหนดนโยบายการต่างประเทศ ความมั่นคง และแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีในกรณีที่พรรคใดพรรคหนึ่งไม่ได้รับเสียงข้างมากในรัฐสภา

สมัยประธานาธิบดี Askar Akayev 2534-2548

เมื่อสาธารณรัฐคีร์กีซแยกตัวเป็นเอกราชจากสหภาพโซเวียต เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2534  นาย Askar Akayev ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของคีร์กีซภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียตตั้งแต่ ปี 2533 ได้รับการลงประชามติให้เป็นประธานาธิบดี

คนแรกของสาธารณรัฐคีร์กีซ ในปี 2534 และได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีต่อเนื่องอีกสองสมัยในปี 2538 และ 2543 ตามลำดับ ต่อมา ประชาชนเกิดความไม่พอใจต่อการบริหารประเทศของประธานาธิบดี Akayev กอปรกับมีความผิดปกติเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา ทำให้ประชาชนประท้วงและในที่สุดได้โค่นล้มรัฐบาลประธานาธิบดี Akayev ออกจากอำนาจได้สำเร็จในปี 2548

สมัยประธานาธิบดี Kurmanbek Bakiev 2548-2553

ภายหลังประธานาธิบดี Akayev ถูกโค่นล้มอำนาจและนาย Kurmanbek Bakiev ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีในปี 2548 แต่ก็เกิดการชุมนุมต่อต้านประธานาธิบดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2549 เป็นต้นมา โดยผู้นำฝ่ายค้านและผู้นำการชุมนุมเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากไม่ได้ดำเนินการปฏิรูปรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย จนในที่สุดเมื่อเดือนเมษายน 2553 ประชาชนได้รวมกันขับไล่ประธานาธิบดี Bakiev ให้ลาออกจากตำแหน่งสำเร็จ

สมัยประธานาธิบดี Almazbek Atambayev 2553 – ปัจจุบัน

ภายหลังจากการลาออกของนาย Bakiev ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว นำโดยนาง Roza Otunbayeva ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งที่นำไปสู่การปะทะและความรุนแรงระหว่างชาวคีร์กีซเชื้อสายอุซเบกและเชื้อสายคีร์กีซ และในปี 2553 รัฐบาลชั่วคราวได้จัดให้มีการลงประชามติรับรัฐธรรมนูญใหม่และรับรองการดำรงตำแหน่งของนาง Otunbayeva จนกว่าจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่ และเมื่อเดือนตุลาคม 2554 นาย Almazbek Atambayev นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ลาออกจากตำแหน่งเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดี โดยประกาศนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวคีร์กีซ อนึ่ง การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปกำหนดจะมีขึ้นในปี 2560

สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน        

ในเดือนตุลาคม 2558 สาธารณรัฐคีร์กีซได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งผลปรากฏว่าพรรค SDPK ยังคงได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดแต่ไม่ได้ชนะเสียงข้างมาก จึงต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับอีก 3 พรรค ได้แก่ พรรค Onuguu-Progress พรรค Ata-Meken และพรรค Kyrgyzstan และนาย Temir Sariyev ได้รับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558

อย่างไรก็ดี เมื่อเดือนเมษายน 2559 ประธานาธิบดี Atambayev ได้ลงนามในกฤษฎีกาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยนาย Sooronbay Zheenbekov ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนนาย Temir Sariyev อดีตนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐคีร์กีซซึ่งได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากคณะกรรมาธิการซึ่งจัดตั้งโดยรัฐสภาคีร์กีซกล่าวหา นรม. ว่าฉ้อราษฎร์บังหลวงด้วยการทุจริตการประมูลโครงการสร้างถนนแก่บริษัทเอกชนจีน ส่วนรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดเดิมยังคงได้รับการตั้งแต่งให้ดำรงตำแหน่งต่อไปเกือบทั้งหมด

เศรษฐกิจและสังคม

ในช่วงแยกตัวมาจากสหภาพโซเวียต สาธารณรัฐคีร์กีซก็ยังเผชิญสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผกผัน อย่างไรก็ตามรัฐบาลคีร์กีซได้พยายามสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยการดำเนินนโยบายที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว การบูรณาการทางเศรษฐกิจของรัฐบาลส่งผลให้สามารถเข้าเป็นสมาชิก WTO ในปี 2541 ทั้งนี้ รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างเคร่งครัด 

โครงสร้างเศรษฐกิจของสาธารณรัฐคีร์กีซเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่พึ่งการภาคการเกษตรเป็นหลักมาเป็นการพัฒนาภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม ในปี 2558 ผลผลิตมวลรวมในประเทศสาธารณรัฐคีร์กีซในภาคบริการเป็นภาคส่วนที่สร้างรายได้สูงสุดให้กับประเทศกว่าร้อยละ 50.3 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 35.7  และภาคเกษตรกรรมร้อยละ 14.0 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลจากนโยบายพัฒนาภาคบริการ อาทิ การท่องเที่ยวและโรงแรม การค้า การเงิน อสังหาริมทรัพย์ และโทรคมนาคม และการสื่อสาร ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการผลิต การไฟฟ้า อุตสากรรมพลังงาน และการก่อสร้าง แสดงบทบาทสำคัญในภาคอุตสากรรมของประเทศ

ปัจจุบันสาธารณรัฐคีร์กีซอยู่ระหว่างการพัฒนาด้านการค้า การธนาคาร ระบบตลาดหุ้น และการส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของสาธารณรัฐคีร์กีซที่ดำเนินมาตั้งแต่ได้รับเอกราชก็ประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยร้อยละ 70 ของกิจการของรัฐได้แปรรูปเป็นของเอกชนแล้ว แต่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไปยังประเทศตะวันตกมีเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ดี สาธารณรัฐคีร์กีซได้รับเงินช่วยเหลือจากต่างชาติจำนวนมาก อาทิ จากรัฐบาลญี่ปุ่นด้านโครงสร้างพื้นฐาน จากธนาคารยุโรปเพื่อการบูรณะและพัฒนา (European Bank for Reconstruction and Development - EBRD) ในการฟื้นฟูและปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจไปสู่ระบบการตลาด นอกจากนี้ สาธารณรัฐคีร์กีซยังได้รับความช่วยเหลือจาก IMF และ World Bank ในการสร้างเสถียรภาพให้กับระบบเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ สำหรับความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ มักจะอยู่ในรูปความช่วยเหลือทางเทคนิค

ด้านการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศ

รัสเซียเป็นคู่ค้าสำคัญของสาธาณรัฐคีร์กีซนับตั้งแต่ได้รับเอกราช อย่างไรก็ดี รัฐบาลคีร์กีซได้เริ่มขยายการค้ากับต่างประเทศและเสาะหาตลาดใหม่ๆ นอกเหนือจากรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ได้แก่ จีน คาซัคสถาน ตุรกี และอุซเบกิสถาน รวมทั้งประเทศในเครือรัฐเอกราช โดยสาธารณรัฐคีร์กีซเข้าเป็นสมาชิกเขตการค้าเสรีเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States Free Trade Area - CISFTA) ในปี 2557

รัฐบาลคีร์กีซได้ออกกฎหมายต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนในประเทศ อาทิ กฎหมายคุ้มครองการลงทุนจากต่างประเทศ กฎหมายให้สัมปทานแก่นักลงทุนต่างชาติ กฎหมายว่าด้วยการโอนกิจการของรัฐให้เป็นของเอกชน และกฎหมายเกี่ยวกับระบบภาษี แต่ยังไม่สามารถดึงดูดการลงทุนได้เท่าที่ควร และสำหรับการลงทุนในด้านเหมืองแร่ทองคำและพลังงานซึ่งเป็นภาคที่ยังคงมีกำไรสูงที่สุดก็ยังอยู่ภายใต้การดูแลของภาครัฐ ทำให้มีประเทศที่เข้ามาลงทุนทำเหมืองแร่มีอย่างจำกัด

ล่าสุดรัฐบาลคีร์กีซส่งเสริมการดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ ได้แก่ การเข้าเป็นสมาชิกสหภาพเศรษฐกิจ   ยูเรเชีย (The Eurasian Economic Union - EEU) ในปี 2558 สาธารณรัฐคีร์กีซเป็นประเทศที่ไม่ติดทะเล (landlocked)      การคมนาคมหลักจึงอาศัยทางรถไฟและรถยนต์ผ่านจีน รัสเซีย อินเดีย และอิหร่าน โดยมีการสร้างเส้นทางรถไฟจากเอเชียกลาง    ไปยังเมืองท่าบันดาร์ อับบาส (Bandar Abbas) ของอิหร่าน ซึ่งเป็นความร่วมมือของเหล่าประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Economic Cooperation Organization - ECO) เพื่อให้เอเชียกลางสามารถมีทางออกสู่ทะเล

ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ด้านการทูต

ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐคีร์กีซเมื่อปี 2535 โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา มีเขตอาณาครอบคลุมสาธารณรัฐคีร์กีซ ปัจจุบัน ไทยอยู่ระหว่างการเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ กรุงบิชเคก โดยมีนายฟาซิล อะฮุนดอฟ (Fazil Ahundov) เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ ซึ่งรัฐบาลคีร์กีซได้ออกอนุมัติบัตร (Exequatur) ให้กับนาย Ahundov เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2559 ในขณะที่สาธารณรัฐคีร์กีซได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคีร์กีซ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศดำเนินไปอย่างราบรื่น ในกรอบพหุภาคีไทยกับสาธารณรัฐคีร์กีซต่างมีปฏิสัมพันธ์ภายใต้สหประชาชาติ การประชุมว่าด้วยการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ และมาตรการเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในภูมิภาคเอเชีย (CICA) กรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD) และองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) นอกจากนี้ รัฐบาลคีร์กีซได้รับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐคีร์กีซในเดือนเมษายน 2559 อย่างสมพระเกียรติ

ความสัมพันธ์ด้านการเมือง

ทั้งสองฝ่ายยังไม่เคยแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างเป็นทางการในระดับผู้นำหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระหว่างกันในกรอบทวิภาคี อย่างไรก็ดี ปฏิสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐคีร์กีซได้เพิ่มขึ้นในระยะหลัง โดยล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พบหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐคีร์กีซ เมื่อเดือนกันยายน 2558 ในช่วงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 70 ณ นครนิวยอร์ก และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองต่างตอบรับคำเชิญเยือนซึ่งกันและกันในปี 2559

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

ในปี 2558 การค้าระหว่างไทย-สาธารณรัฐคีร์กีซ มีมูลค่ารวม 1.487 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 1.472 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 0.015 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 1.457 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกหลักของไทยไปสาธารณรัฐคีร์กีซ ได้แก่ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เตาอบไมโครเวฟ เครื่องปรับอากาศ สินค้านำเข้าหลักจากสาธารณรัฐคีร์กีซ ได้แก่ เครื่องมือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ไดโอด ทรานซิสเตอร์และผลิตภัณฑ์กึ่งตัวนำ ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก และปัจจุบันยังไม่ปรากฏการลงทุนระหว่างกัน

ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม 

ไทยและสาธารณรัฐคีร์กีซได้พัฒนาความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับประชาชน อาทิ 1) ในปี 2554 ฝ่ายคีร์กีซขอให้ไทยนำวรรณกรรมที่แต่งโดยนักเขียนชาวคีร์กีซ คือ นายชิงกิซ เอ็ทมาทอฟ (Chingiz Aitmatov) แปลเป็นภาษาไทยโดยนายธนิต ธรรมสุคติ ไปแสดงในเทศกาลหนังสือนานาชาติและ 2) ในปี 2557 มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) ส่งคณะนักเรียนผู้แทนประเทศไทยและอาจารย์เข้าร่วมการแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 19 ณ กรุงบิชเคก และเมืองชอลพอน อาตา สาธารณรัฐคีร์กีซ

ความช่วยเหลือทางวิชาการ

กรมความร่วมมือระหว่างประเทศได้จัดหลักสูตรฝึกอบรมนานาชาติและการศึกษาดูงานระหว่างปี 2553-2558 โดยให้ทุนฝึกอบรมสาธารณรัฐคีร์กีซ  อาทิ หลักสูตร From Sufficiency Economy to the Wealthiness of the Nation หลักสูตร Global Warming Mitigation and Adaptation by Balancing Sustainable Energy Management (GSEM) หลักสูตร Thailand’s Experience in Attracting Foreign Direct Investment หลักสูตร Tax Administration หลักสูตร The Pricing Mechanism of Export and Import of Goods in Foreign Trade หลักสูตร Towards Green Growth with Waste Utilization หลักสูตร World Experience in Creating Free Industrial-economics Zone รวมทั้งภายใต้โครงการบัวแก้วสัมพันธ์ในการดูงานโครงการตามแนวพระราชดำริ การจัดตลาดท่องเที่ยวในประเทศไทย และการท่องเที่ยวแบบชุมชน

การพัฒนาข้าราชการพลเรือน

ไทยและสาธารณรัฐคีร์กีซมีความร่วมมือในด้านการพัฒนาข้าราชการพลเรือนผ่านกรอบความร่วมมือระหว่าง Regional Hub of Civil Service กับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ภายใต้การสนับสนุนของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) โดยมีผู้แทนชาวคีร์กีซจาก State Personnel Service เข้าร่วมการประชุมที่ ก.พ. จัดขึ้น ณ กรุงเทพฯ เมื่อปี 2557 และครั้งล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 นอกจากนี้ ก.พ. และ State Personnel Service ของสาธารณรัฐคีร์กีซกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนกับ The State Personnel Service แห่งสาธารณรัฐคีร์กีซ 

การท่องเที่ยว

ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจากกลุ่มเครือรัฐเอกราช (CIS) เป็นกลุ่มตลาดใหม่ที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในปี 2558 มีชาวคีร์กีซเดินทางมาไทยจำนวน 2,680 คน

การแลกเปลี่ยนการเยือน

ฝ่ายไทย

พระราชวงศ์

                - ในเดือนเมษายน 2559 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐคีร์กีซอย่างเป็นทางการตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานาธิบดีสาธารณรัฐคีร์กีซ

รัฐบาล

- เมื่อเดือนกันยายน ตุลาคม 2554 นายเฉลิมพล ทันจิตต์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก เยือนสาธารณรัฐคีร์กีซอย่างเป็นทางการ โดยได้พบหารือกับนาย Ruslan Kazakbaev รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนาย Oleg Pankratyev รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ และผู้แทนระดับสูงของสาธารณรัฐคีร์กีซ

                - เมื่อเดือนมิถุนายน 2556 นายจุลพงษ์ โนนศรีชัย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนสาธารณรัฐคีร์กีซอย่างเป็นทางการ โดยได้พบนาย Djoomart Otorbaev รองนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่ง นาย Kanybek Imanaliev ประธานกรรมาธิการต่างประเทศรัฐสภาคีร์กีซ และนาย Erlan Abdyldaev รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นาง Samagul Adamkulova รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนาย Daniyar Kazakov รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงท่องเที่ยว

ฝ่ายคีร์กีซ

รัฐบาล

                - เมื่อเดือนธันวาคม 2553 นาย Nurland Aitmurzaev รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐคีร์กีซ เยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม AMED ครั้งที่ 3 โดยได้พบหารือกับนายกษิตย์ ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

                - เมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 นาย Ruslan Kazakbaev รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐคีร์กีซ เยือนประเทศไทยเพื่อร่วมการประชุม UNESCAP และได้พบหารือกับนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

                - เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 นาง Samargul Adamkulova รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐคีร์กีซ เดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมประชุม SPECA (UN Special Programme for the Economics of Central Asia) จัดโดย UNESCAP และได้เข้าเยี่ยมคารวะนายจุลพงษ์ โนนศรีชัย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ

                - เมื่อเดือนมกราคม 2556 นาย Djoomart Otorbaev รองนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่งสาธารณรัฐคีร์กีซ เดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม Frontier Asia: Economic Transformation and Inclusive Growth ซึ่งจัดโดย IMFและ JICA และได้เข้าเยี่ยมคารวะนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ความตกลงที่ลงนามแล้ว

ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศไทย-สาธารณรัฐคีร์กีซ

ความตกลงที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

(1) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทย-สาธารณรัฐคีร์กีซ

(2) บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและกระทรวงเศรษฐกิจแห่งสาธารณรัฐคีร์กีซ  

(3) สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางอาญาไทย-สาธารณรัฐคีร์กีซ

(4) ความตกลงว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางแพ่งและพาณิชย์ไทย-สาธารณรัฐคีร์กีซ

(5) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ

(6) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในสาขาวิทยาศาสตร์และการศึกษาไทย-สาธารณรัฐคีร์กีซ

(7) บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนกับ The State Personnel Service แห่งสาธารณรัฐคีร์กีซ

(8) ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนไทย-สาธารณรัฐคีร์กีซ

(9) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทยแห่งสาธารณรัฐคีร์กีซกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  

(10) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าไทย-สาธารณรัฐคีร์กีซ

ความตกลงและความร่วมมือ

  • ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศ
    วันที่ลงนาม 02 กรกฎาคม 2544