Eritrea / เอริเทรีย

รัฐเอริเทรีย
State of Eritrea

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Eritrea / เอริเทรีย ที่ตั้ง เป็นประเทศทางตอนเหนือของแอฟริกาตะวันออก มีชายฝั่งทะเลติดกับทะเลแดงเกือบหนึ่งพันกิโลเมตร ทิศเหนือและทิศตะวันออกติดทะเลแดง ทิศตะวันตกติดซูดาน ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดจิบูตี ทิศใต้ติดเอธิโอเปีย

พื้นที่ 124,320 ตารางกิโลเมตร (เล็กกว่าไทยประมาณหนึ่งในสี่)    

เมืองหลวง
กรุงแอสมารา (Asmara)

ประชากร
6.5 ล้านคน  (ประมาณการปี 2558)

ภาษาราชการ
Afar, อารบิก

ศาสนา
อิสลาม  คริสต์  (Coptic, โรมันคาทอลิก, โปรเตสแตนท์)

วันชาติ
24 พฤษภาคม

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย
  7 ธันวาคม 2536

ภาษาราชการ
Afar, อารบิก

ระบบการปกครอง รัฐบาลและสภานิติบัญญัติชั่วคราว ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาล โดยได้รับการเลือกตั้งจากสภานิติบัญญัติ

ประธานาธิบดี นายอีไซอัส อาฟเวอร์คี (Mr. Isaias Afwerki) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 17 เมษายน 2534

รัฐมนตรีต่างประเทศ นายออสมัน โมฮัมเหม็ด ซาเหละห์ (Mr. Osman Mohammed Saleh ) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 18 เมษายน 2550 

สกุลเงิน แนกฟาเอริเทรีย (ERN) (1 ERN=3.32 บาท) (สถานะ ณ วันที่ 1 ส.ค. 2559)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 4.256 พันล้านUSD* (ไทย: 395.2 พันล้าน USD)  

รายได้ประชาชาติต่อหัว
  694.75 USD (IMF) (ไทย: 5,878.2 USD)    

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ  ร้อยละ 0.2* (ไทย: ร้อยละ 2.8)

อัตราเงินเฟ้อ
  ร้อยละ 10.1* (ไทย: ร้อยละ -0.9)  

เงินทุนสำรอง 247.8 ล้าน USD* (ไทย: 156.5 พันล้าน USD)     

อุตสาหกรรมที่สำคัญ การแปรรูปอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้าและสิ่งทอ อุตสาหกรรมเบา เกลือ ซีเมนต์

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ปศุสัตว์ ข้าวฟ่าง สิ่งทอ อาหาร สินค้าอุตสาหกรรมขนาดเล็ก

สินค้านำเข้าที่สำคัญ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อาหาร สินค้าอุตสาหกรรม

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ส่งออกไปยังอินเดีย อิตาลี ซูดาน จีน ฝรั่งเศส ซาอุดีอาระเบีย นำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย อินเดีย อิตาลี จีน สหรัฐอเมริกา เยอรมนี     

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
ดินแดนของเอริเทรียเป็นที่ตั้งของอาณาจักรต่าง ๆ มาแต่โบราณ ตั้งแต่ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 1 เคยอยู่ภายใต้อาณัติของอาณาจักรออตโตมาน และภายใต้การปกครองของอียิปต์ อิตาลีได้เข้ายึดครองดินแดนเอริเทรียเมื่อปี 2412 กษัตริย์แห่งอิตาลีได้ประกาศตั้งแคว้นเอริเทรียและกำหนดให้เป็นอาณานิคมของ อิตาลีเมื่อปี 2433 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษได้เข้ายึดเอริเทรียและประกาศให้เอริเทรียเป็นรัฐภายใต้อารักขาของ อังกฤษจากช่วงปี 2484 ถึงปี 2495 ซึ่งในช่วงนี้ เอริเทรียมีพัฒนาการในด้านเศรษฐกิจและการเมืองอย่างชัดเจน โดยเมือง Massawa และ Assaf กลายเป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลแดงของจักรภพอังกฤษในปี 2493 จากนั้นสหประชาชาติได้มีข้อมติที่ 380 A (V) ให้เอริเทรียเป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้จักรวรรดิเอธิโอเปีย

ในปี 2505 เอธิโอเปียได้ทำการผนวกดินแดนเอริเทรียเป็นส่วนหนึ่งของประเทศซึ่งเป็นจุด เริ่มต้นของการต่อสู้ระหว่างชาวเอริเทรียกับฝ่ายเอธิโอเปียเพื่อเรียกร้อง เอกราชตลอดมาในปี 2534 กลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยประชาชนเอริเทรีย (EPLF : Eritrean People's Liberation Front) ได้ร่วมกับกลุ่ม Ethiopian People's Revolutionary Democratic Front (EPRDF) ซึ่งเป็นกลุ่มกบฎต่อต้านรัฐบาลเอธิโอเปีย ทำการล้มล้างรัฐบาลสังคมนิยมเอธิโอเปียได้สำเร็จ และสามารถยึดพื้นที่ดินแดนเอริเทรียได้ทั้งหมด นอกจากนี้ได้เจรจากับกลุ่ม EPRDF ขอแยกตัวออกจากการร่วมจัดตั้งรัฐบาลเอธิโอเปีย เพื่อจัดตั้งรัฐบาลเอริเทรียชั่วคราว (PGE : Provisional - Government of Eritrea) ขึ้นบริหารดินแดนเอริเทรียเอง โดยมีนาย Issayas Afewerki เลขาธิการ EPLF ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราว ทั้งนี้ รัฐบาลชั่วคราวได้จัดให้ประชาชนในดินแดนเอริเทรียออกเสียงลงประชามติระหว่าง วันที่ 23 - 25 เมษายน 2536 เพื่อแยกตัวเป็นประเทศเอกราชออกจากเอธิโอเปีย ผลปรากฏว่า มีผู้สนับสนุนให้เอริเทรียแยกออกจากเอธิโอเปียถึงร้อยละ 99.8 รัฐบาลชั่วคราวจึงได้ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2536 ซึ่งเป็นวันฉลองครบรอบการเข้ายึดเมือง Asmara เมืองหลวงของเอริเทรียโดยกลุ่ม EPLF ด้วย

นับแต่แยกตัวเป็นเอกราชจากเอธิโอเปียในปี 2536 เอริเทรียยังคงปกครองประเทศด้วยคณะรัฐบาล และสภานิติบัญญัติแห่งชาติชั่วคราว มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว คือ พรรค People's Front for Democracy and Justice (PFDJ) ซึ่งพัฒนามาจาก Eritrean People's Liberation Front (EPLF) ทั้งนี้ ในการประชุมใหญ่พรรคครั้งที่ 3 เมื่อปี 2537 มีมติยืนยันว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งในระบบหลายพรรคในเดือนพฤษภาคม 2540 แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้โดยอ้างว่าประชาชนยังไม่ได้รับการศึกษาเพียง พอและโครงสร้างทางสถาบันยังไม่พร้อม

ปัญหาระหว่างเอริเทรียกับเอธิโอเปีย
นับตั้งแต่รัฐบาลชั่วคราวของเอริเทรียจึงได้ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2536 เอริเทรียยังคงมีปัญหาขัดแย้งตามแนวชายแดนกับเอธิโอเปียมาโดยตลอด โดยเฉพาะปัญหาการปักปันเขตแดน จนเกิดการสู้รบแย่งชิงดินแดนในระหว่างปี 2541-2543 ส่งผลให้ผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ประชาคมโลกและองค์การระหว่างประเทศ ทั้งสหประชาชาติและสหภาพแอฟริกาได้เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้งดัง กล่าว จนกระทั่งนำไปสู่การยินยอมถอนกำลังของทั้งสองฝ่ายออกในเดือนกรกฎาคม 2542 โดยเอริเทรียและเอธิโอเปียเห็นชอบร่วมกันในข้อตกลงการยุติความเป็นปฏิปักษ์ ต่อกัน (Agreement of Cessation of Hostilities) นอกจากนี้ ได้ร้องขอให้สหประชาชาติเข้าวางกองกำลังรักษาสันติภาพเพื่อสนับสนุนให้ทั้ง สองฝ่ายดำเนินการตามข้อตกลง และร่วมกันกำหนดเขตปลอดภัยชั่วคราว (Temporary Security Zone: TSZ) ขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความรุนแรงต่อกัน

ต่อมาในปี 2543 ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในข้อตกลงสันติภาพ Comprehensive Peace Agreement (CPA) หรือ Algiers Peace Agreement ที่ระบุให้ยกเลิกการใช้กำลังทางทหาร ยุติการใช้กำลังเผชิญหน้า เคารพและดำเนินการตามข้อตกลงการยุติความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันอย่างเคร่งครัด ปล่อยและส่งตัวนักโทษสงครามหรือผู้ที่ถูกกักขังอันเนื่องจากสงครามกลับ ประเทศ โดยเฉพาะยินยอมให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการพื้นที่กลาง (Neutral Boundary Commission) ซึ่งจะทำหน้าที่กำหนดและปักปันเขตแดนระหว่างสองประเทศ และในปีเดียวกัน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จึงได้รับรองข้อมติ UNSC ที่ 1312 (2000) จัดตั้งภารกิจสหประชาชาติในเอธิโอเปียและเอริเทรีย (United Nations Mission in Ethiopia and Eritrea: UNMEE) เพื่อดูแลการดำเนินการตามข้อตกลงการยุติความเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน สนับสนุนและสังเกตการณ์ความตกลงด้านความมั่นคงระหว่างสองฝ่าย ดูแลและตรวจสอบการวางกำลังของฝ่ายเอธิโอเปีย ประเมินสถานะกองกำลังของทั้งสองฝ่ายเมื่อจะเข้าวางกำลังอีกครั้ง ตรวจสอบพื้นที่ TSZ ประสานงานและจัดหาความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมให้แก่ผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิด ในพื้นที่ TSZ และบริเวณใกล้เคียง ตลอดจนประสานงานกับหน่วยงานสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศด้าน มนุษยธรรม

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดตามแนวชายแดนเอธิโอเปียและเอริเทรียทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ในเดือนตุลาคม 2549 เมื่อกลุ่มทหารติดอาวุธ พร้อมรถถังและปืนใหญ่ของเอริเทรีย ลุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ TSZ ซึ่งละเมิดข้อตกลงการยุติความเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน และเสริมกำลังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ฝ่ายเอธิโอเปียเสริมกำลังทหารของตนตามบริเวณแนวชายแดนเช่นกัน โดยทั้งสองฝ่ายได้เสริมกำลังเพิ่มขึ้นสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน 2550 และยังไม่มีทีท่าถอนกำลัง ทั้งสองฝ่ายยังคงเผชิญหน้ากันในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะทางตอนใต้ของพื้นที่ TSZ และมีการปะทะกันประปรายในบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้ รัฐบาลของสองฝ่ายต่างพยายามกล่าวโจมตีกันและกันตลอดเวลาในเวทีระหว่างประเทศ ต่อมาในปี 2551 เอริเทรียมีท่าทีไม่สนับสนุนการดำเนินภารกิจ UNMEE และไม่ปฏิบัติตามอาณัติของภารกิจ และ CPA ส่งผลให้ภารกิจ UNMEE สิ้นสุดลงในวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเอริเทรียและจิบูตี
ในปี 2551 เอริเทรียใช้กำลังทางทหารเข้ายึดบริเวณยอดเขาในพื้นที่ Cape Doumeira และ Doumeira Islandsซึ่งมีบางส่วนเป็นพื้นที่สากล (international boundary) และเขตปลอดทหาร โดยสร้างป้อมปราการ ขุดสนามเพลาะ และอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าว ทำให้จิบูตีจึงร้องขอความช่วยเหลือจากสหประชาชาติ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวติดกับชายแดนทางตอนเหนือของจิบูตี

ในที่สุด ความขัดแย้งระหว่างเอริเทรียกับจิบูตีปะทุขึ้น เมื่อวันที่ 10-13 มิถุนายน 2551 ทหารเอริเทรียได้รุกล้ำเข้าไปในดินแดนทางตอนเหนือของจิบูตี ทำให้จิบูตีต้องใช้กำลังทางทหารภายใต้ความช่วยเหลือทาง logistic และการแพทย์จากฝรั่งเศสขับไล่เอริเทรียออกจากพื้นที่ ถึงแม้ว่า UNSC และกลุ่มประเทศสันนิบาติอาหรับได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความพยายามอดทน อดกลั้นไม่ใช้กำลังและความรุนแรง แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จากการปะทะดังกล่าวทำให้ทหารจิบูตีเสียชีวิต 44 นาย บาดเจ็บ 55 นาย และทหารเอริเทรียเสียชีวิต 100 นาย และถูกจับ 100 นาย

ในวันที่ 24 มิถุนายน 2552 UNSC ได้จัดประชุม เพื่อสรุปสถานการณ์และรับฟังคำชี้แจงจากนาย Mohamed Deleita ประธานาธิบดีสาธารณรัฐจิบูตี และเอกอัครราชทูตเอริเทรีย จากนั้นสหประชาชาติได้ส่งคณะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง (UN fact-finding mission) เข้าไปในพื้นที่เพื่อประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่รัฐบาลเอริเทรียไม่ให้ความร่วมมือ และล่าสุด UNSC ได้รับรองข้อมติที่ 1862 (2009) เรียกร้องให้จิบูตีและเอริเทรียเคารพเอกราชและอธิปไตย ยึดมั่นในความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ไม่แทรกแซงกัน ตลอดจนประนามการกระทำทางทหารของเอริเทรียต่อจิบูตีในบริเวณ Cape Doumeira และ Doumeira Islands ขอให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นให้มากที่สุด กระตุ้นให้แก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีโดยวิธีทางการทูตและอยู่ภายใต้กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องการให้เอริเทรียถอนกำลังและยุทโธปกรณ์ทั้งหมดเพื่อให้ สถานการณ์ในพื้นที่กลับสู่สภาวะปกติ และยืนยันว่า จะไม่มีกิจกรรมทางทหารใดๆ ในพื้นที่ที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง

การเมืองการปกครอง

เอริเทรียปกครองโดยรัฐบาลชั่วคราว (transitional government) ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2540 มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ หัวหน้ารัฐบาล และประธานรัฐสภา โดยสภานิติบัญญัติ Unicameral National Assembly มีสมาชิก 150 คนมาจากพรรค People's Front for Democracy and Justice (PFDJ) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเดียวที่ถูกกฎหมาย

ระบบการศาล ประกอบด้วย ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ แต่ระบบการศาลยังไม่พัฒนามากนัก เนื่องจากขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ งบประมาณ และโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังไม่มีสำนักงานทนายความเปิดกิจการอย่างเป็นทางการ คดีแพ่งและอาญาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดในชนบทจะได้รับการตัดสินชี้ขาดโดยผู้อาวุโสในท้องถิ่นตามจารีต ประเพณี

การปกครองท้องถิ่นของเอริเทรียแบ่งออกเป็น 6 เมือง ได้แก่ Anseba, Debub ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ Debubawi K'eyih Bahri ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของทะเลแดง) Gash Barka, Ma'akel (ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศ) และ Semenawi Keyih Bahri (ตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของทะเลแดง) 

การต่างประเทศ  
ความสัมพันธ์ระหว่างเอริเทรียกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากมีความขัดแย้งตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง หลังจากเอริเทรียแยกตัวออกจากเอธิโอเปียและได้รับเอกราชในปี 2536 ก็มีปัญหาขัดแย้งกับเอธิโอเปียมาโดยตลอด โดยเฉพาะปัญหาการปักปันเขตแดนระหว่างกัน เกิดการสู้รบแย่งชิงดินแดนในปี 2541 ส่งผลให้ผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ประชาคมโลกและองค์การระหว่างประเทศ ทั้งองค์การสหประชาชาติและสหภาพแอฟริกา ได้เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว จนกระทั่งนำไปสู่การยินยอมถอนกำลังของทั้งสองฝ่ายออกในเดือนกรกฎาคม 2542 อย่างไรก็ตาม ยังมีการปะทะกันระหว่างกองกำลังของเอธิโอเปียและเอริเทรียอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลของสองฝ่ายต่างพยายามกล่าวโจมตีกันและกันตลอดเวลาในเวทีระหว่าง ประเทศ

ความสัมพันธ์กับซูดาน ซึ่งเคยเย็นชาและมีความขัดแย้งถึงขั้นปิดแนวพรมแดนในปี 2545 ได้รับการฟื้นฟูในปี 2548 และในปัจจุบันมีแนวโน้มพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงหลายครั้งในปี 2549 ส่วนความสัมพันธ์กับเยเมนและจิบูตีซึ่งเคยมีความขัดแย้งในอดีตนั้น ปัจจุบันได้รับการฟื้นฟูจนกระทั่งสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันแล้ว

ความสัมพันธ์กับโซมาเลียยังคงเย็นชา เนื่องจากรัฐบาลโซมาเลียเชื่อว่า รัฐบาลเอริเทรียให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏต่างๆ ในโซมาเลีย เช่นเดียวกับความสัมพันธ์กับจิบูตีเนื่องจากมีข้อพิพาทเรื่องพรมแดน
เอริเทรียมีทัศนคติที่เย็นชาต่อต่างประเทศ รวมทั้งไม่เชื่อถือคำประกาศต่างๆ ในเวทีระหว่างประเทศเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือในการสร้างสันติภาพกับ เอธิโอเปีย เพราะเอริเทรียเห็นว่า นานาชาติรวมทั้งสหประชาชาติ ไร้สมรรถภาพในการบังคับให้เอธิโอเปียปฏิบัติตามข้อตกลงปักปันเขตแดน ในปี 2545 ดังนั้น เอริเทรียจึงดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่ค่อนข้างปิดกั้นตัวเองและไม่แสดง ความประสงค์กระชับความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะมหาอำนาจตะวันตกมากนัก

นโยบายของเอริเทรียในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกที่เด่นชัดในเวทีระหว่างประเทศ คือ การสนับสนุน Union of Islamic Court (UIC) กลุ่มอิสลามหัวรุนแรงที่เคยครองอำนาจอยู่ในโซมาเลีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้เคยขับไล่รัฐบาลพลัดถิ่นของโซมาเลีย (Transitional Federal Government - TFG) ที่ได้รับการรับรองจากประชาคมระหว่างประเทศและสหประชาชาติออกจากประเทศ สร้างความขัดแย้งโดยตรงระหว่างเอริเทรียกับสหรัฐอเมริกาและเอธิโอเปีย ซึ่งสนับสนุน TFG อยู่

เศรษฐกิจและสังคม

เอริเทรียเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา และรัฐบาลมีนโยบายเน้นการพึ่งพาตนเองเป็นหลักประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม ผลิตผลทางการเกษตรมีความหลากหลายซึ่งเป็นการยกระดับความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ

ประชากรส่วนใหญ่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจต่ำ รายได้สำคัญจากเมืองท่าต่างๆ ของเอริเทรีย รวมทั้งอุตสาหกรรมการคมนาคมขนส่งและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลกระทบทางลบจากสงครามกับเอธิโอเปีย เพราะรัฐบาลเอธิโอเปียปิดการค้าและการติดต่อตามแนวพรมแดนทั้งหมดทำให้เอริเท รียขาดรายได้อย่างมาก

ในส่วนของนโยบายด้านเศรษฐกิจในปัจจุบัน เอริเทรียได้กำหนดแนวทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม เปิดเสรีทางด้านการค้าและการลงทุน เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนใน เอริเทรียเพื่อบูรณะฟื้นฟูประเทศ ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของรัฐบาลคือการปรับปรุงคุณภาพชีวิตประชากร โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหาร (ภาคเกษตรกรรมของเอริเทรียยังผลิตอาหารได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของ ประชากร) การสาธารณสุขและการวางรากฐานสาธารณูปโภค ปัจจุบันรัฐบาลมีหนี้สูงราวร้อยละ 30 ของรายได้ประชาชาติ อัตราเงินเฟ้อก็อยู่ในระดับสูง ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายไม่พึ่งพาต่างประเทศ แต่ด้วยความจำเป็น ก็ยังต้องขอรับความช่วยเหลือ โดยเฉพาะโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารโลก (World Bank) เพื่อการสร้างระบบสาธารณูปโภค 

ภาคเกษตรกรรม นับเป็นภาคที่สำคัญที่สุดของระบบเศรษฐกิจ โดยประชากรร้อยละ 75 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่ยังไม่พัฒนามากนัก เนื่องจากการเกษตรต้องพึ่งพาฝน ปีใดฝนแล้งก็ไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอแก่การบริโภค

ภาคการประมง ผู้เชี่ยวชาญด้านการประมงของสหประชาชาติประมาณว่า เอริเทรียมีศักยภาพในการประมงได้ถึงปีละ70,000 ตันต่อปีเพราะเอริเทรียมีชายฝั่งทะเลยาว 1,000 กม. ครอบคลุมพื้นที่ 52,000 ตารางกิโลเมตร โดยมีผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำ เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาฉลาม ปลาทู กุ้ง จำนวนมาก แต่ในปัจจุบันเอริเทรียมีผลผลิตในทางการประมงเพียงปีละ 4,000 ตันต่อปีเท่านั้น เนื่องจากและยังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเรือประมงอียิปต์ที่เข้าไปจับปลาใน น่านน้ำของเอริเทรียอย่างผิดกฎหมาย อันเนื่องมาจากยังมิได้มีการกำหนดแบ่งอาณาเขตทางทะเลที่แน่ชัด การประมงถือว่าเป็นเป้าหมายหลักของการลงทุน เพื่อการสร้างงานและการส่งออก

ภาคเหมืองแร่ รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ แต่ยังขาดแคลนเงินทุน โดยมีการคาดการณ์ว่า เอริเทรียมีทรัพยากรทองคำประมาณ 30,000 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังมีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ใต้ทะเลแดง ในปี 2538 รัฐบาลเอริเทรียได้ลงนามในความตกลงกับบริษัท Anadarko แห่งสหรัฐฯ เพื่อทำการสำรวจหาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ นอกจากน้ำมันแล้ว ยังมีแร่ธาตุสำคัญอื่น ๆ อีกคือ หินอ่อน ซัลเฟอร์และโปรแตซ ภายใต้กฎหมายการทำเหมืองแร่ฉบับใหม่มีการเสนอแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้าไปลง ทุนโดยรัฐบาลเป็นเจ้าของทรัพยากรดังกล่าว ในปี 2539 มีการลงนามในความตกลงฉบับแรกด้านการสำรวจทองคำกับบริษัท Ashanti Goldfields Corporation แห่งกานา ครอบคลุมพื้นที่ 2 แหล่งกว่า 1,550 ตร.กม.

ภาคอุตสาหกรรม ในสมัยอาณานิคมเอริเทรียมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างมาก แต่หลังจากที่ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเอธิโอเปีย อันเป็นชนวนให้เกิดสงครามกู้เอกราชยาวนานถึง 30 ปี จนเกิดสภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ เนื่องจากโครงสร้างต่าง ๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมและพื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตรถูกทำลายในระหว่างสงคราม และอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเบาใช้เทคโนโลยีล้าสมัย อุตสาหกรรมร้อยละ 80 ต้องพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากการนำเข้า ในปี 2535 ผลผลิตต่ำกว่าตัวเลขเป้าหมายร้อยละ 50 การสูญเสียทางการผลิตส่วนใหญ่ เนื่องมาจากขาดแคลนวัตถุดิบและไม่มีพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องหนัง และในปี 2537 รัฐบาลเอริเทรียประกาศยกเลิกนโยบายช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคเอกชน ทำหภาคอุตสาหกรรมของเอริเทรียยิงทรุดหนักลง ถึงแม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลมีนยาบายกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมแต่เนื่องจากความไม่ มั่นคงทางการเมืองและการขาดเงินลงทุนจากต่างชาติ ทำหภาคอุตสาหกรรมเอริเทรียไม่พัมนามากนัก

ภาคการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นภาคบริการที่มีศักยภาพในการนำเงินตราต่างประเทศ เข้าประเทศ มีการวางแผนการท่องเที่ยวร่วมกับ UNDP และ World Tourism Organisation ที่ได้เริ่มปฏิบัติในปี 2540 เอริเทรียมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย รวมทั้งชายฝั่งทะเลกว่า 1,000 กิโลเมตร ที่ยังเป็นธรรมชาติอยู่ และสถานที่ทางประวัติศาสตร์ แต่ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงแรมที่ได้มาตรฐาน

ความสัมพันธ์

สถิติที่สำคัญ ไทย-เอริเทรีย (2555)
มูลค่าการค้าไทย-เอริเทรีย 12.37 ล้าน USD (ไทยส่งออก 12.34 ล้าน USD ไทยนำเข้า 0.03 USD ไทยได้ดุลการค้า 12.31 ล้าน USD)

สินค้าส่งออกของไทย น้ำตาลทราย อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เคหะสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม

การท่องเที่ยว ชาวเอริเทรียมาไทยจำนวน 233 คน

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราตามปกติได้ที่สถานเอกอัครราชทูตเอริเทรียประจำอินเดีย

สำนักงานไทยที่ดูแลเอริเทรีย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี

สำนักงานเอริเทรียที่ดูแลไทย กรุงเทพมหานคร (สถานกงสุล) (กงสุลกิตติมศักดิ์เอริเทรียประจำไทย คือ นายสุนทร เก่งวิบูล) หรือ สถานเอกอัครราชทูตเอริเทรียประจำอินเดีย 

ความสัมพันธ์ทั่วไป
ไทยและเอริเทรียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 2536 (ค.ศ. 1993) โดยความสัมพันธ์ยังห่างเหิน ไม่มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกัน และยังไม่มีการจัดทำความตกลงใด ๆ ระหว่างกัน ไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี มีเขตอาณาครอบคลุมเอริเทรีย ในขณะที่ฝ่ายเอริเทรียมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตเอริเทรียประจำอินเดีย มีเขตอาณาครอบคลุมไทย และแต่งตั้งให้นายสุนทร เก่งวิบูล เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์รัฐเอริเทรียประจำประเทศไทย

เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2550 (ค.ศ. 2007) เรือ อ. ศิริชัยนาวา 9 พร้อมด้วยลูกเรือประมงไทย 25 คน และเจ้าหน้าที่ประมงเยเมน 6 คน รวม 31 คน ซึ่งทำประมงภายใต้สัมปทานประมงของเยเมน ถูกกองทัพเรือ เอริเทรียจับระหว่างเดินทางกลับไปยังท่าเรือ Aden ประเทศเยเมน ต่อมา เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2551(ค.ศ. 2008) ศาลทหารและศาลพิเศษของเอริเทรียได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า เรือลำดังกล่าวเข้าสู่น่านน้ำเอริเทรียและทำการประมงโดยไม่มีใบอนุญาต รัฐบาลไทยได้พยายามติดต่อรัฐบาลเอริเทรียเพื่อให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด แต่ไม่ได้รับการติดต่อกลับจากรัฐบาลเอริเทรีย จนกระทั่งไทยได้ขอให้รัฐบาลกาตาร์ช่วยเจรจา ต่อมา เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2551 (ค.ศ. 2008) ออท. กาตาร์/ปทท. แจ้งว่า รัฐบาลเอริเทรียยินยอมปล่อยตัวลูกเรือไทยแล้ว และนายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ เจ้าของบริษัทฯ ได้เดินทางไปเจรจาและจ่ายค่าปรับกับรัฐบาลเอริเทรีย

เศรษฐกิจ
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเอริเทรียเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในปี 2553 (ค.ศ. 2010) การค้าระหว่างทั้งสองประเทศมีมูลค่า 2.7 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ไทยส่งออก 2.5 แสนดอลลาร์สหรัฐนำเข้า 2 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 2.3 แสนดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มเป็น 30.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ   ในปี 2554 (ค.ศ. 2011) และไม่มีการนำเข้าสินค้าจากเอริเทรีย สินค้าที่ส่งออกไปเอริเทรีย คือ น้ำตาลทราย หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์พลาสติก

แม้ว่าปัจจุบันผลประโยชน์ของไทยในเอริเทรีย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ยังมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในแอฟริกา แต่ไทยจำเป็นจะต้องรักษาช่องทางการติดต่อและเสริมสร้างความสัมพันธ์มิให้ อยู่ในระดับที่ห่างเหิน เนื่องจากเอริเทรียเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญในทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญ ในขณะเดียวกัน เอริเทรียก็แสวงหาความเข้าใจ ตลอดจนการสนับสนุนทางการเมืองจากไทยในกรอบเวทีระหว่างประเทศต่าง ๆ

ความตกลงทวิภาคี

ยังไม่มีความตกลงระหว่างกัน

การเยือนที่สำคัญ
ฝ่ายเอริเทรีย

เมื่อวันที่ 6-11 สิงหาคม 2552 นายอาเลม เซฮาเย โวลเดมาริอัม (Mr. Alem Tsehaye Woldemariam) เอกอัครราชทูตเอริเทรียประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงนิวเดลี เดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายอักษรสาส์นตราตั้ง และได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ความตกลงและความร่วมมือ