Eritrea / เอริเทรีย

รัฐเอริเทรีย
State of Eritrea

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Eritrea / เอริเทรีย

ที่ตั้ง เป็นประเทศทางตอนเหนือของแอฟริกาตะวันออก มีชายฝั่งทะเลติดกับทะเลแดงเกือบหนึ่งพันกิโลเมตร ทิศเหนือและทิศตะวันออกติดทะเลแดง ทิศตะวันตกติดซูดาน 
ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดจิบูตี ทิศใต้ติดเอธิโอเปีย

พื้นที่ 124,320 ตารางกิโลเมตร (เล็กกว่าไทยประมาณหนึ่งในสี่)

เมืองหลวง กรุงแอสมารา (Asmara)

ประชากร 5.97 ล้านคน (กรกฎาคม ปี 2561)

ภาษาราชการ อาฟาร์ (Afar), อารบิก

ศาสนา อิสลามนิกายซุนนี ร้อยละ 50 คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ ร้อยละ 40 และอื่น ๆ 

ร้อยละ 7

ระบอบการปกครอง รัฐบาลและสภานิติบัญญัติชั่วคราว ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาล โดยได้รับการเลือกตั้งจากสภานิติบัญญัติ   

ประธานาธิบดี นายอีไซอัส อาฟเวอร์คี (Mr. Isaias Afwerki) (ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. 2536 โดยก่อนหน้านี้

ดำรงตำแหน่งรักษาการ ปธน. ระหว่าง 27 เม.ย. 2534 23 พ.ค. 2536)

รมว. กต. นายออสมัน ซาเหละห์ โมฮัมเหม็ด (Mr. Osman Saleh Mohammed) (ตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย. 2550)

วันชาติ 24 พฤษภาคม

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 7 ธันวาคม 2536

หน่วยเงินตรา แนกฟาเอริเทรีย (ERN) (1 บาท = 0.48 ERN) (สถานะ ณ วันที่ 20 มิถุนายน 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 5,813 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560) (ข้อมูลจาก CIA)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 1,600 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560) (ข้อมูลจาก CIA)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 5 (ปี 2560) (ข้อมูลจาก CIA)

เงินทุนสำรอง 236.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560) (ข้อมูลจาก CIA)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 9  (ข้อมูลจาก CIA)

ทรัพยากรธรรมชาติ ทองคำ โพแทช สังกะสี ทองแดง เกลือ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทรัพยากรประมง

อุตสาหกรรมหลัก การแปรรูปอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้าและสิ่งทอ อุตสาหกรรมเบา เกลือ ซีเมนต์

สินค้านำเข้าที่สำคัญ แป้งสาลี ข้าวฟ่าง เส้นพาสต้า น้ำมันถั่วเหลือง น้ำตาลทรายดิบ

สินค้าส่งออกที่สำคัญ แร่สังกะสี แร่ทองแดง แร่โลหะ เภสัชภัณฑ์ อัญมณี

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ นำเข้าจาก อียิปต์ จีน อิตาลี ซูดาน บราซิล ส่งออกไปยัง จีน เกาหลีใต้ สเปน ฟิลิปปินส์ ซูดาน  

การเมืองการปกครอง

เอริเทรียปกครองโดยรัฐบาลชั่วคราว (transitional government) ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2540 มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ หัวหน้ารัฐบาล และประธานรัฐสภา โดยสภานิติบัญญัติ Unicameral National Assembly มีสมาชิก 150 คนมาจากพรรค People's Front for Democracy and Justice (PFDJ) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเดียวที่ถูกกฎหมาย

ระบบการศาล ประกอบด้วย ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ แต่ระบบการศาลยังไม่พัฒนามากนัก เนื่องจากขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ งบประมาณ และโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังไม่มีสำนักงานทนายความเปิดกิจการอย่างเป็นทางการ คดีแพ่งและอาญาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดในชนบทจะได้รับการตัดสินชี้ขาดโดยผู้อาวุโสในท้องถิ่นตามจารีต ประเพณี

การปกครองท้องถิ่นของเอริเทรียแบ่งออกเป็น 6 เมือง ได้แก่ Anseba, Debub ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ Debubawi K'eyih Bahri ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของทะเลแดง) Gash Barka, Ma'akel (ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศ) และ Semenawi Keyih Bahri (ตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของทะเลแดง) 

เศรษฐกิจและสังคม

เอริเทรียเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา และรัฐบาลมีนโยบายเน้นการพึ่งพาตนเองเป็นหลักประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม ผลิตผลทางการเกษตรมีความหลากหลายซึ่งเป็นการยกระดับความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ

ประชากรส่วนใหญ่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจต่ำ รายได้สำคัญจากเมืองท่าต่างๆ 
ของเอริเทรีย รวมทั้งอุตสาหกรรมการคมนาคมขนส่งและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลกระทบทางลบจากสงครามกับเอธิโอเปีย เพราะรัฐบาลเอธิโอเปียปิดการค้าและการติดต่อตามแนวพรมแดนทั้งหมดทำให้เอริเทรียขาดรายได้อย่างมาก

ในส่วนของนโยบายด้านเศรษฐกิจในปัจจุบัน เอริเทรียได้กำหนดแนวทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม เปิดเสรีทางด้านการค้าและการลงทุน เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนใน เอริเทรียเพื่อบูรณะฟื้นฟูประเทศ ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของรัฐบาลคือการปรับปรุงคุณภาพชีวิตประชากร โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหาร (ภาคเกษตรกรรมของเอริเทรียยังผลิตอาหารได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของ ประชากร) การสาธารณสุขและการวางรากฐานสาธารณูปโภค ปัจจุบันรัฐบาลมีหนี้สูงราวร้อยละ 30 ของรายได้ประชาชาติ อัตราเงินเฟ้อก็อยู่ในระดับสูง ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายไม่พึ่งพาต่างประเทศ แต่ด้วยความจำเป็น ก็ยังต้องขอรับความช่วยเหลือ
โดยเฉพาะโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารโลก (
World Bank) เพื่อการสร้างระบบสาธารณูปโภค 

ภาคเกษตรกรรม 

นับเป็นภาคที่สำคัญที่สุดของระบบเศรษฐกิจ โดยประชากรร้อยละ 75 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่ยังไม่พัฒนามากนัก เนื่องจากการเกษตรต้องพึ่งพาฝน ปีใดฝนแล้งก็ไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอแก่การบริโภค

ภาคการประมง 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการประมงของสหประชาชาติประมาณว่า เอริเทรียมีศักยภาพในการประมงได้ถึงปีละ 70,000 ตันต่อปีเพราะเอริเทรียมีชายฝั่งทะเลยาว 1,000 กม. ครอบคลุมพื้นที่ 52,000 ตารางกิโลเมตร โดยมีผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำ เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาฉลาม ปลาทู กุ้ง จำนวนมาก แต่ในปัจจุบันเอริเทรียมีผลผลิตในทางการประมงเพียงปีละ 4,000 ตันต่อปีเท่านั้น เนื่องจากและยังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเรือประมงอียิปต์ที่เข้าไปจับปลาใน น่านน้ำของเอริเทรียอย่างผิดกฎหมาย อันเนื่องมาจากยังมิได้มีการกำหนดแบ่งอาณาเขตทางทะเลที่แน่ชัด การประมงถือว่าเป็นเป้าหมายหลักของการลงทุน เพื่อการสร้างงาน
และการส่งออก

ภาคเหมืองแร่ 

รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ แต่ยังขาดแคลนเงินทุน โดยมีการคาดการณ์ว่า เอริเทรียมีทรัพยากรทองคำประมาณ 30,000 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังมีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ใต้ทะเลแดง ในปี 2538 รัฐบาลเอริเทรียได้ลงนามในความตกลงกับบริษัท Anadarko แห่งสหรัฐฯ เพื่อทำการสำรวจหาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ นอกจากน้ำมันแล้ว ยังมีแร่ธาตุสำคัญอื่น ๆ อีกคือ หินอ่อน ซัลเฟอร์และโปรแตซ ภายใต้กฎหมายการทำเหมืองแร่ฉบับใหม่มีการเสนอแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้าไปลง ทุนโดยรัฐบาลเป็นเจ้าของทรัพยากรดังกล่าว ในปี 2539 มีการลงนามในความตกลงฉบับแรกด้านการสำรวจทองคำกับบริษัท Ashanti Goldfields Corporation แห่งกานา ครอบคลุมพื้นที่ 2 แหล่งกว่า 1,550 ตร.กม.

ภาคอุตสาหกรรม 

ในสมัยอาณานิคมเอริเทรียมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างมาก แต่หลังจากที่ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเอธิโอเปีย อันเป็นชนวนให้เกิดสงครามกู้เอกราชยาวนานถึง 30 ปี จนเกิดสภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ เนื่องจากโครงสร้างต่าง ๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมและพื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตรถูกทำลายในระหว่างสงคราม และอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเบาใช้เทคโนโลยีล้าสมัย อุตสาหกรรมร้อยละ 80 ต้องพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากการนำเข้า ในปี 2535 ผลผลิตต่ำกว่าตัวเลขเป้าหมายร้อยละ 50 การสูญเสียทางการผลิตส่วนใหญ่ เนื่องมาจากขาดแคลนวัตถุดิบและไม่มีพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องหนัง และในปี 2537 รัฐบาลเอริเทรียประกาศยกเลิกนโยบายช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคเอกชน ทำให้ภาคอุตสาหกรรมของเอริเทรียยิงทรุดหนักลง ถึงแม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลมีนยาบายกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมแต่เนื่องจากความไม่ มั่นคงทางการเมืองและการขาดเงินลงทุนจากต่างชาติทำให้ภาคอุตสาหกรรมเอริเทรียไม่พัฒนามากนัก

ภาคการท่องเที่ยว 
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นภาคบริการที่มีศักยภาพในการนำเงินตราต่างประเทศ เข้าประเทศ มีการวางแผนการท่องเที่ยวร่วมกับ UNDP และ World Tourism Organisation ที่ได้เริ่มปฏิบัติในปี 2540 เอริเทรียมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย รวมทั้งชายฝั่งทะเลกว่า 1,000 กิโลเมตร ที่ยังเป็นธรรมชาติอยู่ และสถานที่ทางประวัติศาสตร์ แต่ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงแรมที่ได้มาตรฐาน

ความสัมพันธ์

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราได้ที่สถานเอกอัครราชทูตรัฐเอริเทรียประจำสาธารณรัฐอินเดีย

สำนักงานของไทยที่ดูแลเอริเทรีย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร (มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ปี 2559)

สำนักงานของเอริเทรียที่ดูแลไทย สถานกงสุลกิตติมศักดิ์รัฐเอริเทรียประจำประเทศไทย (นายสุนทร เก่งวิบูล)

/ สถานเอกอัครราชทูตรัฐเอริเทรียประจำสาธารณรัฐอินเดีย

ความสัมพันธ์ทั่วไป

ไทยและเอริเทรียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 2536 (ค.ศ. 1993) โดยความสัมพันธ์ยังห่างเหิน ไม่มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกัน และยังไม่มีการจัดทำความตกลงใด ๆ ระหว่างกัน ไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี 

มีเขตอาณาครอบคลุมเอริเทรีย ในขณะที่ฝ่ายเอริเทรียมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตเอริเทรียประจำอินเดีย มีเขตอาณาครอบคลุมไทย และแต่งตั้งให้นายสุนทร เก่งวิบูล เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์รัฐเอริเทรียประจำประเทศไทย 

เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2550 (ค.ศ. 2007) เรือ อ. ศิริชัยนาวา 9 พร้อมด้วยลูกเรือประมงไทย 25 คน และเจ้าหน้าที่ประมงเยเมน 6 คน รวม 31 คน ซึ่งทำประมงภายใต้สัมปทานประมงของเยเมน ถูกกองทัพเรือเอริเทรียจับระหว่างเดินทางกลับไปยังท่าเรือ Aden ประเทศเยเมน ต่อมา เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2551 (ค.ศ. 2008) ศาลทหารและศาลพิเศษของเอริเทรียได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า เรือลำดังกล่าวเข้าสู่น่านน้ำเอริเทรียและทำการประมงโดยไม่มีใบอนุญาต รัฐบาลไทยได้พยายามติดต่อรัฐบาลเอริเทรียเพื่อให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด แต่ไม่ได้รับการติดต่อกลับจากรัฐบาลเอริเทรีย จนกระทั่งไทยได้ขอให้รัฐบาลกาตาร์ช่วยเจรจา ต่อมา เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2551 (ค.ศ. 2008) ออท. กาตาร์/ปทท. แจ้งว่า รัฐบาลเอริเทรียยินยอมปล่อยตัวลูกเรือไทยแล้ว และนายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ เจ้าของบริษัทฯ ได้เดินทางไปเจรจาและจ่ายค่าปรับกับรัฐบาลเอริเทรีย 

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

การค้า

ในปี 2561 ไทยกับเอริเทรียมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 17.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 17.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

นำเข้า 0.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 17.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ น้ำตาลทราย เคมีภัณฑ์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ 

และสินค้านำเข้าสำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้านเรือน เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ สิ่งพิมพ์

การลงทุน       

ไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนระหว่างกัน

การท่องเที่ยว

ในปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวเอริเทรียเดินทางมาไทย จำนวน 623 คน

การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายเอริเทรีย 
เมื่อวันที่ 6 - 11 สิงหาคม 2552 นายอาเลม เซฮาเย โวลเดมาริอัม (Mr. Alem Tsehaye Woldemariam) เอกอัครราชทูตเอริเทรียประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงนิวเดลี เดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายอักษรสาส์นตราตั้ง และได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

ความตกลงและความร่วมมือ