Equatorial Guinea / อิเควทอเรียลกินี

สาธารณรัฐอิเควทอเรียลกินี
Republic of Equatorial Guinea

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Equatorial Guinea / อิเควทอเรียลกินี ที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร ตอนกลางของทวีปแอฟริกา
ทิศเหนือ ติดกับแคเมอรูน
ทิศตะวันออกและทิศใต้ ติดกับกาบอง
ทิศตะวันตก ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก บริเวณอ่าวกินี

พื้นที่ 28,051 ตร.กม. (ใหญ่กว่าเชียงใหม่ประมาณ 1.5 เท่า)

เมืองหลวง กรุงมาลาโบ (Malabo) ตั้งอยู่บนเกาะบิโอโก (Bioko)

ประชากร  1,222,442 คน (ปี 2558) 

ภูมิอากาศ อากาศร้อนชื้น ฝนตกชุก ปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยกว่า 2,000 มิลลิเมตร

อุณหภูมิ โดยเฉลี่ย 25 องศาเซลเซียส เดือนที่ร้อนที่สุดในช่วงเดือนมกราคม  เมษายน อุณหภูมิโดยเฉลี่ย 23-32 องศาเซลเซียส อากาศหนาวที่สุดในช่วงเดือนกรกฎาคม  สิงหาคม เฉลี่ย 22-27 องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ สเปนและฝรั่งเศส

ศาสนา คริสต์ (โรมันคาทอลิก) และความเชื่อดั้งเดิม

วันชาติ 12 ตุลาคม

ระบอบการปกครอง แบบสาธารณรัฐ ประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล

ประธานาธิบดี พันเอกพิเศษ เตโอโดโร โอเบียง อึงเกมา อึมบาโซโก (Brigadier General Teodoro Obiang Nguema Mbasogo) เข้ารับตำแหน่งเป็นสมัยที่ 7 ติดต่อกัน (ตั้งแต่ 3 สิงหาคม 2522)

นายกรัฐมนตรี นายวีเชนเต เอฮาเต โตมิ (Mr. Vicente Ehate Tomi) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 21 พ.ค. 2555

รัฐมนตรีต่างประเทศ นายอากาปิโต อึมบา โมคุย (Mr.Agapito Mba Mokuy) เข้ารับตำแหน่ง 22 พ.ค. 2555

หน่วยเงินตรา ฟรังก์เซฟา (CFA franc) (1 บาท = 16.90 ฟรังก์เซฟา) (สถานะ ณ วันที่ 1 ส.ค. 2559)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ  10.03 พันล้าน USD* (ไทย: 395.2 พันล้าน USD)

รายได้ประชาชาติต่อหัว  11,762.38 USD (IMF) (ไทย: 5,878.2 USD)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ -10.2* (ไทย: ร้อยละ 2.8)

เงินทุนสำรอง 1.903 พันล้าน USD* (ไทย: 156.5 พันล้าน USD)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 3.5* (ไทย: ร้อยละ -0.9)

อุตสาหกรรมหลัก ปิโตรเลียม ประมง เลื่อยไม้ ก๊าซธรรมชาติ

สินค้านำเข้าที่สำคัญ อุปกรณ์ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเลียม อุปกรณ์อื่นๆ

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ปิโตรเลียม เมทิลแอลกอฮอล์ ไม้ซุง โกโก้

ประเทศคู่ค้าสำคัญ นำเข้าจาก สเปน จีน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อิตาลี สหราชอาณาจักร
ส่งออกไปยัง สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น สเปน เกาหลีใต้ ไต้หวัน อิตาลี เนเธอร์แลนด์
 
เว็บไซต์ทางการ http://guinea-equatorial.com

ประวัติโดยสังเขป
อิเควทอเรียลกินีเคยอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกส และตกเป็นอาณานิคมของสเปนเป็นเวลาถึง 190 ปี ตั้งแต่ปี 2321 จนได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2511 โดยมีนาย Macias Nguema ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกและเป็นผู้สถาปนาระบบการปกครองแบบพรรค เดียวในปี 2513

ภายใต้ระบบการปกครองเผด็จการของประธานาธิบดี ประชาชนกว่า 1 ใน 3 ของประเทศถูกสังหารหรือหนีออกนอกประเทศ จนเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2515 นาย Macias Nguema ได้สถาปนาตนเองเป็นประธานาธิบดีตลอดกาล (President-for-Life) แต่ต่อมา ได้ถูกโค่นล้มโดยรัฐประหารในเดือนสิงหาคม 2522 ภายใต้การนำของพันเอก Teodoro Obiang Nguema Mbasogo รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นหลานชายของนาย Macias Nguema จากนั้น คณะนายทหารจึงเป็นองค์กรทางการเมืองที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารปกครอง ประเทศ

รัฐธรรมนูญ ฉบับวันที่ 12 ตุลาคม 2525 เปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งพรรคฝ่ายค้านที่ถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากนั้น ในปี 2534 ประธานาธิบดี Obiang ได้สถาปนาระบบการเมืองหลายพรรคขึ้น โดยจัดให้มีการเลือกตั้งแบบหลายพรรคขึ้นครั้งแรกในปี 2539 อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแล้ว พรรค Partido Democratico de Guinea Ecuatorial (PDGE) ของนาย Obiang ยังคงเป็นพรรคการเมืองที่ถือครองเสียงข้างมากเพียงพรรคเดียว และมักมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการจำกัดคู่แข่งทางการเมืองและความไม่โปร่งใสใน การเลือกตั้งเสมอๆ

การเมืองการปกครอง

การเมืองการปกครอง 
อิเควทอเรียลกินี เป็นอาณานิคมเพียงแห่งเดียวของสเปนในแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา (Sub-Sahara Africa)  ซึ่งสเปนไม่ได้ให้ความสนใจในการพัฒนา จนกระทั่งได้รับเอกราชในปี 2511

นาย Francisco Macias Nguema เป็นประธานาธิบดีคนแรก โดยเริ่มโน้มเอียงเข้าหาสหภาพโซเวียต และปกครองประเทศแบบเผด็จการโดยมีพรรคการเมืองเดียว ทำการควบคุมและบริหารประเทศแบบเบ็ดเสร็จโดยอาศัยเครือข่ายเครือญาติ ประชากร 1 ใน 3 ของประเทศถูกสังหารหรือลี้ภัยทางการเมืองออกนอกประเทศ ทำให้ความสัมพันธ์กับสเปน ตลอดจนประเทศตะวันตกและประเทศเพื่อนบ้านเสื่อมทรามลง

ในปี 2522 เมื่อนาย Macias เริ่มสงสัยและกำจัดศัตรูทางการเมืองในกลุ่มเครือญาติของตน ส่งผลให้นาย Teodoro Obiang Nguema Mbasogo หลานชายของนาย Macias ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทำการรัฐประหารโดยได้รับการสนับสนุนจากโมร็อกโกและสเปน รัฐบาลชุดใหม่เริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก

หลังจากทำรัฐประหารสำเร็จ นาย Obiang ให้คำมั่นสัญญากับประเทศตะวันตกว่า จะไม่ก่อการรัฐประหารอีก อย่างไรก็ตาม ในยุคแรกของนาย Obiang ก็มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเรื่อยมา และไม่มีการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลทำให้ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือกับอิเควทอเรียลกินีกดดันให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองให้เป็นระบบการเมืองหลายพรรคในปี ๒๕๓๔ โดยหวังว่าจะมีการปรับปรุงให้การเมืองของอิเควทอเรียลกินีดีขึ้นและโปร่งใส

รัฐธรรมนูญปี 2534 กำหนดให้ประธานาธิบดีและผู้แทนราษฎรจำนวน 100 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้งโดยทั่วไป ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำรัฐบาล ประธานาธิบดีจะอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลา 7 ปี และไม่จำกัดวาระในการดำรงตำแหน่ง

การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2552 โดยนาย Obiang ได้รับชัยชนะการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2551 พรรค Partido Democratio de Guinea Ecuatorial (PDGE) ของประธานาธิบดี Obiang ได้รับการเลือกตั้งจำนวน 94 ที่นั่ง

อนึ่ง การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปจะมีขึ้นในเดือนธันวาคม 2559 อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดี Obiang เริ่มมีปัญหาด้านสุขภาพ จึงทำให้เริ่มมีความขัดแย้งในกลุ่มผู้ใกล้ชิดเกี่ยวกับการกำหนดผู้ที่จะรับตำแหน่งสืบต่อไป

นโยบายต่างประเทศ
หลังจากที่นาย Obiang ยึดอำนาจไว้ได้ในปี 2522 อิเควทอเรียลกินีได้ดำเนินการปรับความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสเปนกับฝรั่งเศส โดยความสัมพันธ์กับสเปนนั้น 

ทั้งสองฝ่ายมีการลงนามในความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการอย่างถาวร ในส่วนของความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสนั้น ประธานาธิบดี Obiang ออกกฎบังคับให้เรียนภาษาฝรั่งเศสในโรงเรียนเพื่อให้ทั้งภาษาฝรั่งเศสและสเปนเป็นภาษาราชการ ต่อมา ในปี 2543 ฝรั่งเศสดำเนินโครงการลดความยากจนและปรับปรุงสาธารณูปโภคในท้องถิ่นเพื่อช่วยเหลืออิเควทอเรียลกินี และส่งที่ปรึกษาชาวฝรั่งเศสไปทำงานในกระทรวงการคลังและการวางแผนเพื่อให้คำปรึกษาด้านโครงการ

ความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศทางตะวันตกเริ่มสั่นคลอน เนื่องมาจากหลายฝ่ายเห็นว่าอิเควทอเรียลกินีไม่ได้ปรับปรุงพัฒนาการเมืองให้ดีขึ้น แม้จะได้รับความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแล้วก็ตาม อย่างไรก็ดี การค้นพบทรัพยากรน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญที่มีการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างอิเควทอเรียลกินีกับประเทศตะวันตกอย่างรวดเร็ว โดยสหรัฐอเมริกาเปิดสถานเอกอัครราชทูตที่กรุงมาลาโบอีกครั้งในเดือนตุลาคม ปี ๒๕๔๖ หลังจากได้ปิดทำการไปเมื่อปี 2539 เนื่องจากเหตุผลทางด้านสิทธิมนุษยชน เมื่อปี 2549 นาง Condoleezza Rice รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า นาย Obiang เป็นมิตรที่ดี และล่าสุด ประธานาธิบดี Barack Obama ได้ถ่ายรูปคู่กับนาย Obiang ที่งานเลี้ยงรับรองในนครนิวยอร์ก

ในขณะเดียวกัน การค้นพบน้ำมันสำรองนอกชายฝั่งทะเลได้กลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบทางลบต่อความสัมพันธ์ระหว่างอิเควทอเรียลกินีกับหลายประเทศในภูมิภาค มีกรณีพิพาทเรื่องอาณาเขต

ทางทะเลกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ อิเควทอเรียลกินีเคยโต้แย้งกับไนจีเรียเรื่องการแบ่งเขตน่านน้ำ และยังมีข้อพิพาทเรื่องการครอบครองดินแดนกับกาบอง โดยทั้งสองฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะ Mbanie Cocotier และ Conga และอิเควทอเรียลกินียังไม่ยอมรับข้อเสนอของกาบองในการจัดสรรทรัพยากรร่วมกัน

เศรษฐกิจและสังคม

ก่อนการได้รับเอกราชของอิเควทอเรียลกินี ภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ การเกษตร โดยเฉพาะการปลูกโกโก้ และกาแฟ การทำปศุสัตว์ ป่าไม้และการประมง  แต่ในปัจจุบัน การพัฒนาภาคการเกษตรของ  อิเควทอเรียลกินีไม่ได้รับการเอาใจใส่จากภาครัฐ ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้ลดลงและมีการส่งขายภายในตลาดท้องถิ่นเท่านั้น จากที่เคยผลิตโกโก้ได้มากถึง 36,161 ตัน ในปี 2512 เหลือเพียง 76 ตัน ในปี 2547 นอกจากนี้ ผลผลิตอื่นๆ ลดลงเรื่อยมา

ในปี 2538 มีการค้นพบแหล่งสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ในอ่าวกินี ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของอิเควทอเรียลกินีอย่างมาก โดยการส่งออกน้ำมันกลายเป็นรายได้หลักของประเทศ นอกจากนี้ อิเควทอเรียลกินียังได้ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติ และมีการจัดตั้งบริษัท Sonagaz ในปี 2548 จากการค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินี้ ทำให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในอิเควทอเรียลกินี เช่น สหรัฐฯ ลงทุนในสาขาน้ำมันตั้งแต่ปี 2550 ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ร้อยละ 93 มาจากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และเป็นรายได้ของรัฐบาลร้อยละ 94 และส่งออกร้อยละ 99 ในปี 2548 ทั้งนี้ ข้อมูลรายได้ทั้งหมดจากน้ำมันนั้นไม่ปรากฏ เนื่องจากประธานาธิบดีถือว่าเป็นความลับของประเทศ 

การเติบโตในภาคธุรกิจน้ำมันทำให้รัฐบาลมีการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะด้านสาธารณูปโภค ในระหว่างปี 2546-2548 มีการใช้จ่ายสูงกว่าร้อยละ 70 อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลจากหลายฝ่ายเรื่องความไม่โปร่งใสของรัฐบาลในการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าว

แม้อิเควทอเรียลกินีจะมีรายได้ต่อหัวสูง แต่อิเควทอเรียลกินีประสบปัญหาความแตกต่างระหว่างคนจนและคนรวยอย่างมาก นอกจากนี้  การพัฒนาในส่วนภูมิภาคและชนบทของอิเควทอเรียลกินีไม่ได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึง อันเนื่องมาจากการที่รัฐบาลมุ่งพัฒนาพื้นที่ที่มีการค้นพบแหล่งน้ำมันเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมืองหลวง Malabo เมืองท่า Luba และเมือง Bata

นอกจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อิเควทอเรียลกินียังมีทรัพยากรธรรมชาติที่ยังไม่ได้มีการนำมา ใช้อย่างจริงจัง เช่น ไททาเนียม แร่เหล็ก แมงกานีส ยูเรเนียม และสินแร่ทองคำ

ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ทั่วไป
ด้านการทูต
ไทยและอิเควทอเรียลกินีได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์  2534 โดยอิเควทอเรียลกินีได้แต่งตั้งให้เอกอัครราชทูตอิเควทอเรียลกินีประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย เอกอัครราชทูตคนปัจจุบัน คือ นาย  Narciso Ntugu

สำหรับไทย คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2549 มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูจา มีอาณาเขตครอบคลุมอิเควทอเรียลกินี เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐอิเควทอเรียลกินีคนปัจจุบัน คือ นายสมชาย เภาเจริญ (อยู่ระหว่างการดำเนินการยื่นพระราชสาส์นตราตั้ง)

ด้านการเมือง
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิเควทอเรียลกินีค่อนข้างห่างเหิน ไม่ปรากฏการเยือนของผู้นำระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม มีการพบหารือระหว่างผู้นำระดับสูงในการประชุมระหว่างประเทศ อาทิ นายสรจักร เกษมสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิเควทอเรียลกินี ในระหว่างการประชุม South Summit ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2548 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรีได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิเควทอเรียลกินีระหว่างงาน Festival d’Assilah ที่ประเทศโมร็อกโก เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ปี 2548

ด้านเศรษฐกิจ
การค้าระหว่างไทยและอิเควทอเรียลกินีมีปริมาณไม่มากนัก โดยในปี 2554 มีมูลค่าการค้ารวมเป็นจำนวน 188.37 ล้านบาท ในปี 2554 ไทยส่งออกไปอิเควทอเรียลกินี จำนวน 175.39 ล้านบาท และไทยนำเข้าจากอิเควทอเรียลกินีจำนวน 12.98 ล้านบาท ได้ดุลการค้าอิเควทอเรียลกินีจำนวน 162.41 ล้านบาท มูลค่าการค้าได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปี 2555 (ข้อมูลการค้าเดือนมกราคม - พฤศจิกายน) โดยมีมูลค่าการค้ารวม 1,554.19 ล้านบาท โดยไทยส่งออก 131.64 ล้านบาท และไทยนำเข้าจากอิเควทอเรียลกินี จำนวน 1,422.55 ล้านบาท ไทยขาดดุลการค้า 1,290.90 ล้านบาท สินค้าที่ไทยส่งออกไปอิเควทอเรียลกินี ได้แก่ ข้าว ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ  เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ เครื่องดื่ม ก๊อก วาล์วและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ ผลิตภัณฑ์ยาง

สินค้าที่ไทยนำเข้าจากอิเควทอเรียลกินี ได้แก่ น้ำมันดิบ ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ และสิ่งพิมพ์

ด้านสังคมและวัฒนธรรม
ไม่ปรากฏข้อมูล

ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
ไม่มีความตกลงกับประเทศอิเควทอเรียลกินี

การเยือนที่สำคัญ
ในชั้นนี้ยังไม่มีการเยือนระหว่างกัน (เมื่อปี 2550 ประธานาธิบดีอิเควทอเรียลกินีได้ทาบทามการเยือน แต่ฝ่ายไทยไม่สะดวก เนื่องจากไทยกำลังจะจัดตั้งให้มีการเลือกตั้งทั่วไป)

ความตกลงและความร่วมมือ