Benin / เบนิน

สาธารณรัฐเบนิน
Republic of Benin

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Benin / เบนิน

ที่ตั้ง ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐไนเจอร์และบูร์กินาฟาโซ ทิศใต้ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกบริเวณอ่าวกินี ทิศตะวันออกติดกับสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย และทิศตะวันตกติดกับสาธารณรัฐโตโก มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 121 กิโลเมตร

พื้นที่112,622  ตารางกิโลเมตร (เล็กกว่าไทยประมาณ 4.5 เท่า)

เมืองหลวง กรุงปอร์โต-โนโว (Porto-Novo)

ประชากร 11.34 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ แบ่งเป็น 2 ฤดู คือ ฤดูร้อนตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคมและช่วงเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนกันยายน อุณหภูมิเฉลี่ย 31 องศาเซลเซียส ฤดูฝนตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนและ ช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน อุณหภูมิเฉลี่ย 27 องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ ฝรั่งเศส

ศาสนา ศาสนาอิสลาม ร้อยละ 27.7 ศาสนาคริสต์ ร้อยละ 48.5 ความเชื่อดั้งเดิมและศาสนาอื่น ๆ ร้อยละ 18
ไม่ระบุศาสนา ร้อยละ 5.8

ประธานาธิบดี นายพาทริซ ตาลง (Mr. Patrice Talon) (เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 6 เมษายน 2559)

รมว. กต. นายโอเรเลียง อักเบนองซี (Mr. Aurélien Agbénonci) (เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 8 เมษายน 2559)

วันชาติ 1 สิงหาคม

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 5 ตุลาคม 2523

หน่วยเงินตรา CFA Franc (XOF) (1 บาท = 19.01 XOF) (สถานะ ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2562)

ระบอบการปกครอง ฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ และผู้นำรัฐบาล รวมทั้งเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี

ฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐสภา (National Assembly) แบบสภาเดี่ยว (Unicameral) ประกอบด้วยสมาชิก 83 คน

มาจากการเลือกตั้งทั่วไป อยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี

ฝ่ายตุลาการ ประกอบด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา และศาลสูง

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 10.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย: 504.993 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) (ปี 2561)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 902 ดอลลาร์สหรัฐ (ไทย: 7,273.6 ดอลลาร์สหรัฐ) (ปี 2561)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 6.9 (ไทย: ร้อยละ 4.1) (ปี 2561)

เงินทุนสำรอง 698.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ* (ไทย: 205.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) (ปี 2561)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 1.0 (ไทย: ร้อยละ 1.1) (ปี 2561)

ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมัน หินปูน หินอ่อน ไม้ท่อน

อุตสาหกรรมหลัก สิ่งทอ การแปรรูปอาหาร อุปกรณ์ก่อสร้าง ปูนซีเมนต์

สินค้านำเข้าที่สำคัญ ฝ้ายทอ น้ำมันปาล์ม ข้าว รถยนต์

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ จีน อินเดีย มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ฝ้าย มะพร้าว ถั่วบราซิลและเม็ดมะม่วงหิมพานต์ น้ำมันปิโตรเลียม ทอง ลวดทองแดง

ตลาดส่งออกที่สำคัญ อินเดีย จีน มาลี เลบานอน เกาหลีใต้

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ฝรั่งเศส ประเทศในทวีปยุโรป แคนาดา

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป 

ในศตวรรษที่ 17 ชายฝั่งทะเลของเบนินเป็นศูนย์กลางการค้าทาสและการค้าขายระหว่างพ่อค้าชาวฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และโปรตุเกส ชนพื้นเมืองกระจุกตัวอยู่ที่ศูนย์กลางอำนาจหลัก 3 แห่ง ได้แก่ เมือง Abomey ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ เมือง Porto Novo ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และเมือง Bariba ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมาประชาชนในเมือง Abomey ได้มีอิทธิพลและสามารถรวบรวมกลุ่มต่าง ๆ ก่อตั้งเป็นอาณาจักรดาโฮเมย์ (Dahomey) เมื่อปี 2168 ต่อมาในปี 2436 ดินแดนดังกล่าวได้ตกอยู่ภายใต้การปกครอง (Protectorate) ของฝรั่งเศส และในปี 2447 ดาโฮเมย์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสมาพันธ์แอฟริกาตะวันตกของฝรั่งเศส (French West African Federation) โดยมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการบริหารของภูมิภาค และศูนย์กลางการศึกษาของฝรั่งเศสสำหรับอาณาจักรของฝรั่งเศสในแอฟริกา ทั้งนี้ เบนินได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2503 โดยมี นาย Hubert Maga เป็นประธานาธิบดีคนแรก

      นับตั้งแต่เบนินได้รับเอกราชจนถึงปี 2515 ได้เกิดรัฐประหารเปลี่ยนผู้นำถึง 5 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2515 นำโดย พันตรี Mathieu Kerekou ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี และได้ประกาศใช้การปกครองระบอบสังคมนิยมมาร์กซ์-เลนิน ฝักใฝ่สหภาพโซเวียต จีน และคิวบา โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2518 ได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นสาธารณรัฐประชาชนเบนิน (People’s Republic of Benin) และในปี 2532 นาย Kerekou ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งหนึ่ง และได้ยกเลิกการปกครองระบอบสังคมนิยมมาร์กซ์-เลนิน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศส และประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย

      เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2533 สาธารณรัฐประชาชนเบนิน (People’s Republic of Benin) เปลี่ยนชื่อเป็นสาธารณรัฐเบนิน (Republic of Benin) และต่อมาในเดือนมีนาคม 2534 นาย Nicephore Soglo รักษาการนายกรัฐมนตรีได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี จนถึงเมื่อเดือนมีนาคม 2539 นาย Mathieu Kerekou ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปและกลับเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง จนกระทั่งในปัจจุบัน ประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาลคือ นายพาทริซ ตาลง (Patrice Talon) ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2559

การเมืองการปกครอง

เบนินมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญปี 2533 ซึ่งกำหนดให้ประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล โดยมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี จำกัดไม่เกิน 2 สมัย และมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายพาทริซ ตาลง (Patrice Talon) เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2559

นโยบายต่างประเทศ 

      ปัจจุบัน รัฐบาลเบนินมุ่งพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้ารายใหญ่ อาทิ จีน ลิเบีย และบราซิล พร้อม ๆ ไปกับการส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะไนจีเรีย บูร์กินาฟาโซ และไนเจอร์ ซึ่งมีข้อพิพาทด้านดินแดนระหว่างกัน โดยเฉพาะกรณีการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะต่าง ๆ ในแม่น้ำไนเจอร์ และเมครู (Mekrou) อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งระหว่างเบนินกับไนเจอร์ได้คลี่คลายลงในปี 2548 เมื่อศาลโลกได้ตัดสินให้เกาะจำนวน 16 เกาะเป็นกรรมสิทธิ์ของไนเจอร์ และจำนวน 9 เกาะเป็นกรรมสิทธิ์ของเบนิน ในขณะที่ข้อพิพาทเรื่องดินแดนระหว่างเบนินกับบูร์กินาฟาโซตามแนวชายแดนความยาว 10 กิโลเมตร กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดีของศาลโลก โดยในชั้นนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดการพื้นที่ทับซ้อนร่วมกันไปก่อน

      ปัจจุบัน รัฐบาลเบนินมุ่งพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้ารายใหญ่ อาทิ จีน ลิเบีย และอินเดีย พร้อม ๆ ไปกับการส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะไนจีเรีย บูร์กินาฟาโซ และไนเจอร์ ซึ่งมีข้อพิพาทด้านดินแดนระหว่างกัน โดยเฉพาะกรณีการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะต่าง ๆ ในแม่น้ำไนเจอร์ และเมครู (Mekrou) อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งระหว่างเบนินกับไนเจอร์ได้คลี่คลายลงในปี 2548 เมื่อศาลโลกได้ตัดสินให้เกาะจำนวน 16 เกาะเป็นกรรมสิทธิ์ของไนเจอร์ และจำนวน 9 เกาะเป็นกรรมสิทธิ์ของเบนิน ในขณะที่ข้อพิพาทเรื่องดินแดนระหว่างเบนินกับบูร์กินาฟาโซตามแนวชายแดนความยาว 10 กิโลเมตร กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดีของศาลโลก โดยในชั้นนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดการพื้นที่ทับซ้อนร่วมกันไปก่อน

      สำหรับความสัมพันธ์กับไนจีเรียนั้น มีแนวโน้มจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากที่ไนจีเรียได้เปิดถนนชายแดน 3 สายเพื่อการขนส่งสินค้าจากระหว่างกัน ในเดือนพฤศจิกายน 2547 ทั้งยังได้ยกเลิกการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ สิ่งทอ น้ำ เมล็ดฝ้าย น้ำมันพืช และต้นปาล์มจากเบนิน นอกจากนี้ โครงการ West African Gas Pipeline (WAGP) ที่จะสร้างท่อขนส่งก๊าซจากไนจีเรียมายังเบนิน ซึ่งคาดว่าน่าจะแล้วเสร็จในปี 2553 ก็น่าจะมีส่วนช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้ดียิ่งขึ้น

      สำหรับบทบาทของเบนินในระดับภูมิภาคนั้น เบนินเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้ง Economic Community of West African States (ECOWAS) เมื่อปี 2518 เป็นสมาชิกองค์กรเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างภูมิภาคหลายองค์กรในเวที ระหว่างประเทศ เบนินได้รับเลือกเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ดำรงวาระในปี 2547 - 2549

      นอกจากนี้ เบนินยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่พูดภาษาฝรั่งเศส (Francophone) โดยมีความตกลงเรื่องการใช้เงินสกุลเดียวกัน คือ สกุล CFA franc (Franc Zone) และการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและการเงินในแอฟริกาตะวันตกตามสนธิสัญญาก่อตั้ง Union Economique et Monetaire Ouest-Africaine หรือ UFMOA (Economic and Monetary Union of West Africa) สำหรับมิตรประเทศนอกภูมิภาคแอฟริกานั้น ฝรั่งเศสนับเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือรายใหญ่ อีกทั้งยังเป็นคู่ค้าสำคัญของเบนินอีกด้วย

เศรษฐกิจและสังคม

      เศรษฐกิจของเบนินจัดอยู่ในขั้นปฐมภูมิ รายได้ส่วนใหญ่มาจากภาคบริการและภาคการเกษตรโดยมีฝ้ายเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก (ร้อยละ 16.7 ของการส่งออกทั้งหมด) นโยบายเพิ่มความหลากหลายทางผลผลิตทางการเกษตรไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากเกษตรการยังคงหวังผลกำไรจากราคาฝ้ายที่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น การนำเข้าสินค้าเพื่อส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (Re-export) คิดเป็นร้อยละ 41.2 ของการส่งออกทั้งหมด หรือร้อยละ 30 ของ GDP นอกจากนี้ยังมีการลักลอบส่งสินค้าออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับไนจีเรีย (กว่าร้อยละ 75 เป็นสินค้าที่นำเข้าผ่านท่าเรือ Cotonou ของเบนินเพื่อส่งต่อไปยังไนจีเรีย) นอกจากนี้ การค้าชายแดนมีความอ่อนไหวสูง พึ่งพาตลาดและนโยบายการค้าของไนจีเรีย เบนินจึงมักได้รับผลกระทบเมื่อไนจีเรียดำเนินนโยบายกีดกันสินค้าข้ามพรมแดนจากเบนิน อาทิ การออกระเบียบด้านการนำเข้าให้เคร่งครัดยิ่งขึ้น รวมทั้งการปิดพรมแดน

      แม้ว่าจะเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตฝ้ายรายใหญ่ที่สุดของแอฟริกา เบนินยังคงถูกจัดให้เป็นประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เศรษฐกิจของเบนินยังคงพึ่งพาไนจีเรียเป็นอย่างมาก ในฐานะที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อกันตลอดชายแดนภาคตะวันออกของเบนิน (773 กิโลเมตร) อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าจากเบนินไปยังไนจีเรียมักได้รับผลกระทบจากนโยบายกีดกันสินค้าข้ามพรมแดนของไนจีเรีย อาทิ การออกระเบียบที่เคร่งครัด และการปิดพรมแดน นอกจากนี้ เบนินยังต้องพึ่งพาพลังงานจากไนจีเรีย ในปัจจุบันมีโครงการ West African Gas Pipeline (WAGP) ในความร่วมมือระหว่างไนจีเรียและเบนินเพื่อสร้างท่อลำเลียงน้ำมันจาก ไนจีเรียไปยังเบนิน กานา และโตโก ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2553 (แต่เดิมกำหนดไว้ให้แล้วเสร็จในปี 2550) และน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเบนิน และพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้ดีขึ้นในอนาคต

ในปี 2548 กลุ่ม G8 ได้ออกมาตรการปลดหนี้ให้กับเบนินและประเทศอื่น ๆ ในแอฟริกา ซึ่งทำให้สถานการณ์ทางด้านหนี้สินต่างประเทศบรรเทาลงบ้าง แต่รัฐบาลเบนินก็ยังคงต้องแบกรับภาระจากการที่รัฐวิสาหกิจประสบปัญหาขาดทุน และการมีระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลเบนินจึงได้ริเริ่มดำเนินโครงการปรับโครงสร้างระบบราชการและรัฐ วิสาหกิจต่าง ๆ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกตั้งแต่ปี 2534

      รัฐบาลเบนินมุ่งดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่จะเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ โดยการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในประเทศ โดยเฉพาะในด้านโทรคมนาคม การประปา การไฟฟ้า และการเกษตร ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่ปี 2544 แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จนัก ปัจจุบัน ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกส่งผลให้โครงการก่อสร้างและพัฒนาระบบสาธารณูปโภคอาจจะต้องเลื่อนออกไปก่อน แม้ว่ารัฐบาลจะได้อนุมัติให้บริษัท Bollore ของฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนในโครงการพัฒนาท่าเรือและสนามบินในเมืองโกโตนู มูลค่ากว่า 247 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้วก็ตาม

      ปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้ายังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเบนิน (มีศักยภาพการผลิตเพียง 120 ล้าน kWh ในขณะที่มีความต้องการบริโภค 595 ล้าน kWh) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจของบริษัทผลิตไฟฟ้า SBEE (Societe Beninoise d'energie electrique) ยังคงได้รับแรงต่อต้านจากกลุ่มพนักงานลูกจ้างของบริษัท ในขณะที่ภาคเอกชนยังคงมีความลังเลที่จะเข้ามาดำเนินการรับช่วงต่อเนื่องจาก ปัญหาหนี้ค้างชำระของบริษัท จึงมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะชะลอการแปรรูปบริษัทดังกล่าวไว้ก่อนจนกว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเสร็จสิ้นลง 

      ปัจจุบัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเสนอแนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2553 IMF ได้อนุมัติโครงการเงินกู้ Extended credit facility หรือ ECF ในวงเงิน 109 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับเบนินในระยะเวลา 3 ปี โดยในเบื้องต้น IMF ได้อนุมัติเงินกู้ในวงเงิน 15.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ก่อน และได้เรียกร้องให้รัฐบาลเบนินลดการเสียดุลงบประมาณ สร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค และเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศโดยเร็ว สำหรับธนาคารโลกนั้น ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือจำนวน 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐและเงินกู้ในวงเงิน 229 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและโครงการ สาธารณสุขของเบนิน อย่างไรก็ตาม แผนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของรัฐบาลได้รับการต่อต้านจากประชาชนจำนวนมากที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในบริบทของการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งทั่วไปที่ใกล้เข้ามา

      โครงการปฏิรูปเศรษฐกิจของเบนินที่ได้รับเงินสนับสนุนจากธนาคารโลก ได้แก่ การบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาความยากจน การปรับปรุงระบบสารสนเทศและการส่งเสริม e-business การปรับปรุงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข การปรับปรุงเครือข่ายถนนเชื่อมต่อจากเมือง Abidjan ของโกตดิวัวร์ ผ่านกานา โตโก เบนิน ไปสู่เมืองลากอสในไนจีเรีย ซึ่งเป็นเครือข่ายถนนเชื่อมโยงประเทศที่สำคัญที่สุดในแอฟริกาตะวันตก นอกจากนี้ เบนินยังได้รับเงินสนับสนุนทั้งในรูปแบบเงินกู้และเงินช่วยเหลือจากธนาคาร เพื่อการพัฒนาแห่งแอฟริกา (African Development Bank หรือ AfDB) เป็นจำนวนรวมกว่า 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้ในโครงการก่อสร้างถนน Ndali-Nikki-Chicandou บริเวณชายแดนที่ติดต่อกับไนจีเรียด้วย

ความสัมพันธ์

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราได้ที่สถานกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐเบนินประจำประเทศไทย

สำนักงานของไทยที่ดูแลเบนิน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูจา

สำนักงานของเบนินที่ดูแลไทย 

สถานกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐเบนินประจำประเทศไทย

กงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐเบนินประจำประเทศไทย คือ นายอัมรินทร์ คอมันตร์

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเบนินประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน 

ความสัมพันธ์ทางการทูต 

ไทยและสาธารณรัฐเบนินสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2523 โดยฝ่ายไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูจา สหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย มีเขตอาณาครอบคลุมสาธารณรัฐเบนิน ขณะที่ฝ่ายเบนินได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเบนินประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย และแต่งตั้งให้นาย Simon Pierre Adovelande) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเบนินประจำประเทศไทยคนใหม่ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงปักกิ่ง สืบแทนนายเซโดซาน ชองโกลด อาปีที  Sedozan Jean-Claude Apithy และแต่งตั้งให้ นายอัมรินทร์ คอมันตร์ เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐเบนินประจำประเทศไทย

ความสัมพันธ์ทางการเมือง 

ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเบนินดำเนินไปอย่างราบรื่นแต่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเบนินยังมีไม่มากนัก

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

การค้า

ในปี 2561 ไทยและเบนินมีมูลค่าการค้ารวม 646.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นการส่งออก 645.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 1.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้า 644.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปเบนิน ได้แก่ ข้าว ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง เหล็กและเหล็กกล้า เครื่องปรับอากาศ และสินค้านำเข้าที่สำคัญจากเบนิน ได้แก่ ด้ายและเส้นใย พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช สัตว์มีชีวิต สิ่งพิมพ์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก

        สถิติการค้าระหว่างไทย - เบนิน (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ปี

ปริมาณการค้า

ไทยส่งออก

ไทยนำเข้า

ดุลการค้า

2550

288.58

280.41

8.17

+272.24

2551

447.81

423.72

24.09

+399.63

2552

365.23

356.31

8.92

+347.39

2553

268.36

257.39

10.98

+246.41

2554

147.67

132.18

15.48

+116.70

2555

221.09

213.71

7.38

+206.32

2556

506.10

497.69

8.40

+489.29

2557

517.24

508.28

8.95

+499.33

2558

319.24

312.41

6.82

+305.59

2559

533.15

530.04

3.11

+526.93

2560

705.30

699.99

5.31

+694.68

2561

646.76

645.44

1.32

+644.12

                                  ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพาณิชย์

การลงทุน

        ปัจจุบัน มีคนไทยลงทุนเปิดกิจการร้านอาหารไทย Bangkok Terrasse ที่นครโกโตนู (Cotonou) เมืองสำคัญทางเศรษฐกิจของสาธารณรัฐเบนิน

การท่องเที่ยว

        ปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวเบนินเดินทางมาไทย จำนวน 235 คน (จากประชากรของประเทศที่มีจำนวน 11.34 ล้านคน) แต่ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปสาธารณรัฐเบนิน

ความร่วมมือด้านวิชาการ

        ความร่วมมือส่วนใหญ่ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเบนินอยู่ในรูปแบบทุนฝึกอบรมนานาชาติประจำปี (Annual International Training Course - AITC) และทุนศึกษาระดับปริญญาโทหลักสูตรนานาชาติ (Thai International Postgraduate Program - TIPP) ที่กรมความร่วมมือระหว่างประเทศแจ้งเวียนให้แก่ประเทศต่าง ๆ ในแอฟริกาเป็นประจำทุกปี ซึ่งสาธารณรัฐเบนินส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมฝึกอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ในปี 2561 ไทยได้ให้ทุนการศึกษา/ฝึกอบรมและศึกษาดูงานแก่เบนิน รวมจำนวน 1 ทุน

การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายไทย

        ยังไม่ปรากฏการเยือนสาธารณรัฐเบนินของฝ่ายไทย

ฝ่ายเบนิน

การเยือนระดับรัฐบาล

        รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

                วันที่ 24 - 25 ธันวาคม 2534 นายธีโอดอร์ โฮโล (Theodore Holo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือสาธารณรัฐเบนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ

ความตกลงและความร่วมมือ