Burkina Faso / บูร์กินาฟาโซ

บูร์กินาฟาโซ
Burkina Faso

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Burkina Faso / บูร์กินาฟาโซ ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกของทวีปแอฟริกา ทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา  ทิศเหนือและตะวันตกติดกับประเทศมาลี  ทิศตะวันออกติดกับประเทศไนเจอร์และเบนิน  ทิศใต้ติดกับประเทศเบนิน โตโก กานา และ โกตดิวัวร์  

พื้นที่
274,122 ตารางกิโลเมตร หรือ 105,807 ตารางไมล์  

เมืองหลวง
กรุงวากาดูกู (Ouagadougou)  

ประชากร 
18.9 ล้านคน (ประมาณการปี 2558)  

ภูมิอากาศ
บูร์กินาฟาโซมีภูมิอากาศร้อนและแห้งแล้ง จะมีฝนตกชุกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม โดยเฉพาะทางภาคใต้ของประเทศ ในขณะที่ทางตอนเหนือ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย จะมีฝนไม่มากนัก ส่วนฤดูแล้ง จะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม อุณหภูมิเฉลี่ยระหว่าง 14–35 องศาเซลเซียส

ภาษา
ฝรั่งเศส (ภาษาราชการ) นอกจากนั้นมีภาษา More, Gurma, Fulfulde และ Tamasheq ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมือง ที่ใช้พูดกันทั่วไป

ประธานาธิบดี  นายรอช มาร์ก คริสติยอง กาโบเร (Mr. Roch Marc Christian Kaboré) เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2558

นายกรัฐมนตรี นายพอล คาบา ทีเยบา (Mr. Paul Kaba Thieba) เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2559

รมว.กต.
นายอาลฟา  บาร์รี (Mr. Alpha Barry) เข้ารับตำแหน่งวันที่ 6 ม.ค. 2559

ศาสนา อิสลามร้อยละ 50 ความเชื่อดั้งเดิมร้อยละ 40 คริสต์ร้อยละ 10 (ส่วนมากเป็นโรมันคาทอลิก)

วันชาติ 11 ธันวาคม

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 12 กรกฎาคม 2528

อัตราแลกเปลี่ยน : 1 บาท = 16.90 ฟรังก์เซฟา (สถานะ ณ วันที่ 1 ส.ค.  2559)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ : 11.32 พันล้าน USD* (ไทย: 395.2 พันล้าน USD)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 5* (ไทย: ร้อยละ 2.8)

รายได้ประชาชนต่อหัว 614.50 USD (IMF) (ไทย: 5,878.2 USD)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ -0.2* (ไทย: ร้อยละ -0.9)

เงินทุนสำรอง 362.5 ล้าน USD* (ไทย: 156.5 พันล้าน USD)

ทรัพยากรธรรมชาติ แมงกานีส หินปูน หินอ่อน ทองคำ ฟอสเฟต หินภูเขาไฟ หินปูน เกลือ

อุตสาหกรรมหลัก ผ้าฝ้ายสำหรับพันแผล เครื่องดื่ม แปรรูปเกษตรกรรม สบู่ บุหรี่ สิ่งทอ ทอง 

สินค้านำเข้าที่สำคัญ สินค้าที่ใช้เป็นทุน ผลิตภัณฑ์ปิโตเลียม อาหาร

สินค้าส่งออกสำคัญ ทองคำ ฝ้าย

ประเทศคู่ค้าสำคัญ นำเข้าจาก โกตดิวัวร์ ฝรั่งเศส กานา โตโก

สินค้าส่งออกไปยัง จีน ตุรกี เบลเยี่ยม มาเลเซีย

การเมืองการปกครอง

ประธานาธิบดี นายเบลส กอมเปาโอเร (Blaise Compaoré)

นายกรัฐมนตรี นายเบอยง ลุค อะดอล์ฟ ติโอ (Beyon Luc-Adolphe Tiao)

รัฐมนตรีต่างประเทศ นายจิบริล อีแปน บาสโซเล (Djibrill Yipènè Bassolé)

การเมืองการปกครอง

บูร์กินาฟาโซ เดิมใช้ชื่อว่า สาธารณรัฐอัปเปอร์โวลต้า (The Republic of Upper Volta) เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมแอฟริกาตะวันตกของฝรั่งเศส ได้รับสิทธิในการปกครองตนเองภายใต้อาณัติของฝรั่งเศสในเดือนธันวาคม 2501 และได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2503

นับแต่ได้รับเอกราชเมื่อปี 2503 บูร์กินาฟาโซต้องประสบกับความขัดแย้งทางการเมืองและระบบการปกครองหลายรูปแบบ อันเป็นสาเหตุหลักที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ การปฏิวัติเมื่อปี 2530 ได้ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในระยะสิบปีที่ผ่านมา การเมืองภายในของบูร์กินาฟาโซค่อนข้างมีเสถียรภาพ โดยมีผลมาจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตย และการเปิดให้มีพรรคการเมืองหลายพรรคเข้าร่วมในกิจกรรมทางการเมือง สภาวะดังกล่าวได้ส่งผลให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บูร์กินาฟาโซจึงมีความโดดเด่นขึ้นในภูมิภาคและเวทีระหว่างประเทศ นักลงทุนจึงเริ่มเล็งเห็นถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจและโอกาสในการลงทุนในบูร์กินาฟาโซ

กลไกในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชนเผ่าต่าง ๆ เป็นตัวแปรสำคัญต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ และมีส่วนส่งเสริมความปรองดองในบูร์กินาฟาโซเป็นอย่างมาก ภายหลังประธานาธิบดี Thomas Sankara ถูกลอบสังหารในปี 2530 นายเบลส กอมเปาโอเร (Blaise Compaoré) จึงสืบทอดอำนาจและดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจากประธานาธิบดี Sankara โดยอาศัยฐานคะแนนเสียงสนับสนุนจากเครือข่ายกลุ่มชนเผ่าต่าง ๆ และสามารถดับชนวนความขัดแย้งก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่สงบอันนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมือง นอกจากนี้ การที่รัฐบาลมีเสียงข้างมากอย่างท่วมท้น ทำให้การดำเนินนโยบายต่าง ๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและส่งผลให้มีความต่อเนื่องยิ่งขึ้น อำนาจของประธานาธิบดี Compaoré จึงขึ้นอยู่กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้จะต้องคงดุลยภาพทางสังคมระหว่างกลุ่มชนเผ่าพันธ์ต่างๆ เพื่อมิให้เกิดความขัดแย้ง อันอาจนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองได้อีก

ในปี 2543 มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญจากเดิมประธานาธิบดีสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ 7 ปี ลดลงเหลือเพียง 5 ปี รวมทั้งมีการกำหนดให้ประธานาธิบดีสามารถดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ อย่างไรก็ตาม ในปี 2548 ประธานาธิบดี Compaoré ได้ประกาศลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 3 ทั้งนี้ ฝ่ายสนับสนุนของนาย Blaise Compaoré อ้างว่า ขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญนาย Blaise Compaoré ยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงกฎนี้จึงไม่มีผลบังคับใช้จนกว่านาย Blaise Compaoré จะหมดจากอำนาจในปี 2553

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2553 มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปของบูร์กินาฟาโซ ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงมากถึงร้อยละ 54.8 โดยพรรค Congres pour la Democratie et le Progress – CDP ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลได้รับเสียงข้างมากถึงร้อยละ 80.2 และนาย Blaise Compaoré ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อเป็นสมัยที่ 42 หลังจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้มีการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยประธานาธิบดี Compaoré ได้ประกาศแต่งตั้งนาย Beyon Luc-Adolphe Tiao ซึ่งเคยเป็นอดีตเอกอัครราชทูตบูร์กินาฟาโซประจำประเทศฝรั่งเศส ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้แต่งตั้งนาย Djibrill Yipene Bassole ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่อ (นาย Bassole ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตั้งแต่ปี 2550)

หลังจากการดำรงอยู่ในอำนาจอย่างยาวนาน กว่า 25 ปี ของประธานาธิบดี Compaoré ได้เกิดแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้น มีการเคลื่อนไหวต่อต้านการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 5 ของนาย Blaise Compaoré ที่จะมีขึ้นในปี 2558 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดการประท้วงในปี 2554 ที่ประชาชนไม่พอใจในการคอรัปชั่น การมีค่าครองชีพที่สูงและความไม่เพียงพอของบริการจากภาครัฐ อีกทั้งการปราบปรามเป็นไปด้วยความรุนแรงอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ประธานาธิบดี Compaoré จึงตัดสินใจที่จะรักษาดุลอำนาจและควบคุมกองทัพไว้เอง โดยขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (minister of defense) ควบคู่อีกตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งเป็นการบ่งชี้ ให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจในตัวผู้นำกองทัพ

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2557 ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลได้ออกมาประท้วงอย่างสงบทั่วประเทศเนื่องจากค่าครองชีพสูง ปัญหาคอรัปชั่น และเกี่ยวกับวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ของนาย Compaoré ที่ต้องการอยู่ในอำนาจต่อไป 

เศรษฐกิจและสังคม

บูร์กินาฟาโซเป็นประเทศยากจนลำดับต้น ๆ ตามการจัดลำดับของสหประชาชาติ ประสบปัญหาขาดแคลนอาหารเนื่องจากภัยแล้ง ความเสื่อมของดินซึ่งกำลังแปรสภาพเป็นทะเลทราย (Desertification) การขาดแคลนน้ำ ไม่มีทางออกทางทะเล นอกจากนี้ ยังเผชิญกับปัญหาด้านความมั่นคงมนุษย์ (human security) เช่น อัตราการรู้หนังสือของประชาชนเพียงร้อยละ 28.7 และประชากรมีอายุเฉลี่ย 54.43 ปี เนื่องจากประสบปัญหาโรคระบาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเอดส์และมาลาเรีย รัฐบาลจึงให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสังคมโดยเน้นด้านการศึกษาและการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน

บูร์กินาฟาโซมีทรัพยากรธรรมชาติประเภทแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ แหล่งแร่ธาตุในบูร์กินาฟาโซครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 22 ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าวมิได้เป็นไปอย่างเต็มที่ เนื่องจากยังไม่มีการพัฒนากิจการเหมืองแร่อย่างจริงจัง การสำรวจแหล่งแร่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและส่วนใหญ่ยังมิได้มีการขุดเจาะ

บูร์กินาฟาโซเป็นประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพึ่งพา โดยต้องอาศัยความช่วยเหลือจากต่าง ประเทศมาโดยตลอด นอกจากนี้ บูร์กินาฟาโซยังได้รับผลกระทบจากการลดค่าเงินฟรังก์เซฟา (Franc CFA) ของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก เมื่อปี พ.ศ. 2537 ภายใต้นโยบายการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจตามคำแนะนำของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก ซึ่งมีผลทำให้บูร์กินาฟาโซ ต้องขาดดุลการชำระเงินเป็นจำนวนมากในการสั่งสินค้าเข้า อย่างไรก็ดี บูร์กินาฟาโซประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในการดำเนินนโยบายปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อันนำมาซึ่งความไว้วางใจจากกลุ่มประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ ทำให้บูร์กินาฟาโซได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรเหล่านั้นในการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนให้ระบบเศรษฐกิจและสินค้ามีความสามารถในการแข่งขันกับกลไกราคาในตลาดโลกได้

รากฐานทางเศรษฐกิจของบูร์กินาฟาโซขึ้นอยู่กับการส่งออกสินค้าเกษตรและวัตถุดิบซึ่งมีจำนวนจำกัด อย่างไรก็ดี มูลค่าส่วนใหญ่ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติมาจากรายได้ด้านบริการ การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของบูร์กินาฟาโซ เป็นผลจากการลงทุนทั้งในภาครัฐและเอกชน กอปรกับเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศและการปฏิบัติตามแผนปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการลดค่าเงินฟรังก์เซฟาเมื่อปี 2537 ได้ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาในประเทศมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม บูร์กินาฟาโซยังขาดความพร้อมในการรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะใน การลงทุน ดังนั้น นักลงทุนที่เข้าไปส่วนใหญ่จึงมุ่งไปที่โครงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน อันเป็นปัจจัยหลัก ในการพัฒนาประเทศ โดยในระยะยาวรัฐบาลจะต้องเร่งลดการขาดดุลทางการค้า และหามาตรการรักษาระดับ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้ต่อเนื่อง เพื่อเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนมิใช่เป็นการเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ในช่วงระยะสั้นๆ ของนักลงทุนต่างชาติ

ประธานาธิบดี Compaoré ได้เคยกล่าวในระหว่างการพบปะกับนักลงทุนว่า บูร์กินาฟาโซมีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจอีกมาก แม้ฐานแรงงานส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงานที่ไร้ฝีมือ และจะรักษาเสถียรภาพทาง การเมืองตามระบอบประชาธิปไตยเพื่อสร้างบรรยากาศส่งเสริมเศรษฐกิจและการลงทุนที่ดี ทั้งนี้ เมื่อปี 2550 บูร์กินาฟาโซได้ออกมาตรการรองรับการลงทุนโดยมีการทบทวน ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ศุลกากร เหมืองแร่ และแรงงาน เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ผู้ลงทุนมากขึ้น นอกจากนั้นกระบวนการยุติธรรมก็ได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาวะทางการเมืองและเศรษฐกิจด้วย โดยเฉพาะการที่จะต้องรองรับระบบเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนมากขึ้น รวมทั้งการกระจายอำนาจการบริหารสู่ภูมิภาคเพื่อให้หน่วยงานราชการมีอำนาจบริหารอิสระมากขึ้น

รัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ในการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับการพัฒนาเพื่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งได้เตรียมมาตรการจูงใจนักลงทุน และรองรับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2539 ได้มีการรับรองกฎระเบียบว่าด้วยการทำสัญญาระหว่างคู่ค้า มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รัฐให้มีความรอบรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบการค้าภายใน และกระบวนการรับเงินทุนพัฒนาจากประเทศผู้ให้ นอกจากนี้ มีมาตรการตรวจสอบและควบคุมโครงการพัฒนาของภาครัฐ

ปัจจุบันมีข้อริเริ่ม ที่ชื่อว่า stratégie de croissance accélérée et de développement durable ระหว่างปี 2011 – 2015 ซึ่งมีความพยายามที่จะสร้างความหลากหลายของเศรษฐกิของประเทศ เพิ่มการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาชนบท และเพิ่มการปฏิรูปโครงสร้าง รวมทั้งการพัฒนาธรรมาภิบาล อย่างไรก็ดี ยังคงมีความล้าช้าในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ (Privatisation) ทั้งนี้ ในรายงาน the 2014 Doing Business Report ของธนาคารโลกได้จัดให้บูร์กินาฟาโซเป็นประเทศที่น่าลงทุนอันดับที่ 154 จาก 189 ประเทศ

เศรษฐกิจหลักของประเทศมาจาก การเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ สินค้าส่งออกสำคัญคือ ทองคำ ฝ้าย ประเทศที่ส่งออกหลักๆได้แก่ จีน ตุรกี เบลเยียม มาเลเซีย สำหรับสินค้านำเข้าได้แก่ สินค้าที่ใช้เป็นทุน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อาหาร โดยนำเข้ามาจากประเทศโกตดิวัวร์ ฝรั่งเศส กานา และโตโก เป็นหลัก  

หน่วยเงินตรา เงินฟรังก์เซฟา (Communaute Financiere Africaine Franc - XOF) 

อัตราแลกเปลี่ยน
 1 บาท = 14.71 ฟรังก์เซฟา (ปี 2556) 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
 12.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณการปี 2556) 

รายได้ประชาชาติต่อหัว
 728 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2556) 

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ 
 ร้อยละ 6.6 (ประมาณการปี 2556) 

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 3.8 (ประมาณการปี 2556)

เงินทุนสำรอง 908 ล้าน USD (ประมาณการปี 2556)

อุตสาหกรรมที่สำคัญ ผ้าฝ้ายสำหรับพันแผล เครื่องดื่ม แปรรูปเกษตรกรรม สบู่ บุหรี่ สิงทอ ทอง

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ฝ้าย ปศุสัตว์ ทอง

สินค้านำเข้าที่สำคัญ สินค้าที่ใช้เป็นทุน อาหาร ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ส่งออกไปสิงคโปร์ เบลเยี่ยม จีน กานา อินเดีย เดนมาร์ก ไนเจอร์ ไทย นำเข้าจากโกตดิวัวร์ ฝรั่งเศส โตโก 

ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ด้านการทูต
ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับบูร์กินาฟาโซเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2528 โดยมอบหมาย ให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ มีเขตอาณาทางการทูตครอบคลุมบูร์กินาฟาโซ และได้แต่งตั้งนาย Mahamadi Savadogo ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ไทย ประจำบูร์กินาฟาโซ ส่วนบูร์กินาฟาโซได้เคยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตบูร์กินาฟาโซประจำกรุงปักกิ่งมีเขตอาณาครอบคลุมไทย แต่เมื่อปี พ.ศ. 2537 สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับบูร์กินาฟาโซ เนื่องจากบูร์กินาฟาโซได้หันไปรับรองและสถาปนาความสัมพันธ์กับไต้หวัน ดังนั้น บูร์กินาฟาโซจึงได้ขอปรับเปลี่ยนเขตอาณาทางการทูตใหม่ โดยให้สถานเอกอัครราชทูตบูร์กินาฟาโซประจำประเทศอินเดียมีเขตอาณาครอบคลุมไทย ปัจจุบัน นายไอดริส ราอัว อูเอดราโอโก (Idriss Raoua Ouedraogo) เอกอัครราชทูตบูร์กินาฟาโซประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุง นิวเดลี และนายอนุศักดิ์ อินทรภูวศักดิ์ ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์บูร์กินาฟาโซ ประจำประเทศไทย 

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
การค้า

มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับบูร์กินาฟาโซอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่สูงนัก ที่ผ่านมาไทยเป็นฝ่ายเสียดุลการค้ามาโดยตลอด เนื่องจากไทยนำเข้าเส้นใยใช้ในการทอเป็นจำนวนมาก ในขณะที่บูร์กินาฟาโซนำเข้าสินค้าไทยเป็นมูลค่าไม่มากนัก ในปี 2556 การค้าระหว่างไทยกับบูร์กินาฟาโซ มีมูลค่า 59.58 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยส่งออกไปยังบูร์กินาฟาโซ มูลค่า 18.61 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากบูร์กินาฟาโซ มูลค่า 40.97 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยขาดดุลจำนวน 22.27 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังบูร์กินาฟาโซ ได้แก่ ข้าว รรถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม รถจักรยานและส่วนประกอบ โลหะสิ่งทอ สำหรับสินค้าที่ไทยนำเข้าจากบูร์กินาฟาโซ มีเพียงด้ายและเส้นใย พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 
 
การลงทุน
            ปัจจุบันไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนระหว่างกัน 
 
การท่องเที่ยว 
            ในปี 2554 มีนักท่องเที่ยวชาวบูร์กินาฟาโซเดินทางมาไทย 254 คน และมีคนไทยอยู่ในบูร์กินาฟาโซ 4 คน

ความร่วมมือทางวิชาการ
        ปัจจุบันไม่ปรากฏข้อมูลความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกัน

ความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ
บูร์กินาฟาโซให้เสียงสนับสนุนไทยในการสมัครสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) สำหรับวาระปี ค.ศ. 2017-2018
        บูร์กินาฟาโซให้เสียงสนับสนุนไทยในการสมัครสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council – HRC) สำหรับวาระปี ค.ศ. 2015-2017

ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม
        ในช่วงการประชุม Francophonie (24-25 พฤศจิกายน 2547) บูร์กินาฟาโซได้จัดงาน International Arts and Crafts Show of Ouagadougou และไทยได้ส่งคณะนาฏศิลป์เข้าร่วมงานดังกล่าว ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ร่วมงาน

ความตกลงที่สำคัญ ๆ กับไทย
บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการหารือและความร่วมมือระหว่างไทยกับบูร์กินาฟาโซ (ลงนามเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547) 

การเยือนที่สำคัญ
ฝ่ายไทย
        รัฐบาล    
        ระดับรัฐมนตรี

         - วันที่ 27 - 29 มิถุนายน 2542 ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางไปร่วมการประชุม OIC ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ที่กรุงวากาดูกู เมืองหลวงของบูร์กินาฟาโซ
        - วันที่ 23 - 24 พฤศจิกายน  2547 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปร่วมการประชุม Francophonie Summit ที่กรุงวากาดูกู

ฝ่ายบูร์กินาฟาโซ
        รัฐบาล
ระดับประธานาธิบดี

        - วันที่ 18 พฤษภาคม 2547 นาย Blaise Compaoré ประธานาธิบดี แวะผ่านประเทศไทยเพื่อเดินทางไปเข้าร่วมพิธีเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีไต้หวัน
        - วันที่ 8 - 11 เมษายน 2548 นาย Blaise Compaoré ประธานาธิบดีบูร์กินาฟาโซ และนาง Chantal Compaoré ภริยา พร้อมด้วย นาย Youssouf Ouedraogo รัฐมนตรีต่างประเทศบูร์กินาฟาโซ เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ (Official Visit)
        - วันที่ 18 พฤษภาคม 2551 นาย Blaise Compaoré ประธานาธิบดีบูร์กินาฟาโซและนาง Chantal Compaoré ภริยา พร้อมด้วยคณะรวม 29 คน แวะผ่านประเทศไทย เพื่อเดินทางต่อไปยังไต้หวัน

ระดับนายกรัฐมนตรี
        - วันที่ 24-28 สิงหาคม 2555 นาย Beyon Luc Adolphe Tiao นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนไทยในฐานะแขกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

        ระดับรัฐมนตรี
        - เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2536 นาย Thomas Sanon รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางแวะผ่านประเทศไทย ในการเดินทางจากฮ่องกงไปการาจี
        - วันที่ 22 - 23 มิถุนายน  2543 นาย Youssouf Ouedraogo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ
        - วันที่ 19 - 22 กรกฎาคม 2547 นาย Youssouf Ouedraogo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทยอย่างเป็นทางการอีกครั้งในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ  
        - วันที่ 24 - 31 ธันวาคม 2547 นาย Youssouf Ouedraogo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบูร์กินาฟาโซเยือนไทยพร้อมครอบครัวในฐานะแขกของรัฐมนตรีต่างประเทศ         
         - วันที่ 8 - 10 พฤศจิกายน  2547 นาย Seydou Bouda รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการพัฒนาของบูร์กินาฟาโซเดินทางเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีเรื่องทางเลือกในการพัฒนา: เศรษฐกิจพอเพียงที่ประเทศไทย 
- วันที่ 24 - 28 สิงหาคม 2556 นาย Beyon Luc Adolphe Tiao นายกรัฐมนตรีบูร์กินาฟาโซ เดินทางเยือนประเทศไทย 

ความตกลงและความร่วมมือ

  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการหารือและความร่วมมือ ระหว่างไทยกับบูร์กินาฟาโซ
    วันที่ลงนาม 24 พฤศจิกายน 2547