Uganda / ยูกันดา

สาธารณรัฐยูกันดา
Republic of Uganda

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Uganda / ยูกันดา

ที่ตั้ง                                            ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของทวีปแอฟริกาบริเวณเส้นศูนย์สูตร
เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง มีพรมแดนทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐเซาท์ซูดาน ทิศใต้ติดกับ
สหสาธารณรัฐแทนซาเนีย ทิศตะวันออกติดกับสาธารณรัฐเคนยา ทิศตะวันตกติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

และทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับทะเลสาบวิกตอเรีย





พื้นที่                                                   197,000 ตารางกิโลเมตร      

เมืองหลวง                                          กรุงกัมปาลา (Kampala)

ประชากร                                            40.85 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ                                           แบ่งเป็น 2 ฤดู คือ ฤดูฝนตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม และตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน อุณหภูมิเฉลี่ย 27 องศาเซลเซียส และฤดูแล้งตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม และตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ย 29 องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ                                     อังกฤษ

ศาสนา                                                     ศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนท์ ร้อยละ 42 ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิกร้อยละ 41.9 ศาสนาอิสลาม ร้อยละ 12.1 และอื่น ๆ ร้อยละ 4

หน่วยเงินตรา                                      ชิลลิงยูกันดา (Ugandan Shilling) อัตราแลกเปลี่ยน 1 ชิลลิงยูกันดา เท่ากับประมาณ                                                                                         0.008 บาท (สถานะวันที่ 22 เมษายน 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ             25.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

รายได้ประชาชาติต่อหัว                      604.04 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2561)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ                  ร้อยละ 6.1 (ปี 2561)

ระบอบการปกครอง                             ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐที่ใช้ระบบประธานาธิบดี โดยมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งเป็นประมุขและ ฝ่ายบริหาร วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี และมีนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายโยเวรี คากูทา มูเซเวนี (Yoweri Kaguta Museveni) (ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2529)

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
ยูกันดา ตกเป็นดินแดนในอารักขาของอังกฤษตั้งแต่ปี 2436 (ค.ศ. 1893) จากข้อตกลงระหว่างกษัตริย์แห่ง Buganda ซึ่งเป็นเผ่าที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดกับรัฐบาลอังกฤษ หลังจากการเป็นรัฐอารักขาของอังกฤษ อิทธิพลทางเศรษฐกิจของชนผิวขาวจากเคนยาซึ่งอพยพมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในยูกันดา เริ่มขยายตัวมากขึ้น ทำให้กลุ่มผู้นำ Buganda ไม่พอใจและระแวงว่าคนเหล่านี้จะมีอำนาจครอบงำทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจโดย สิ้นเชิง ดังนั้น เมื่อมีการเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับการจัดตั้งสหพันธรัฐแอฟริกาตะวันออก (East African Federation) ซึ่งเป็นรัฐเอกราชใหม่ที่จะรวมอดีตอาณานิคมอังกฤษในแอฟริกาตะวันออกเข้าด้วย กัน ผู้นำ Buganda จึงคัดค้านข้อเสนอนี้ และต้องการที่จะแยกตัวออกเป็นประเทศเอกราชต่างหาก เพราะเกรงว่าชนผิวขาวในเคนยาจะมีอิทธิพลเหนือยูกันดา ข้อเรียกร้องดังกล่าวก่อให้เกิดความขัดแย้งกับนักการเมืองจากเผ่าอื่น ซึ่งต้องการให้ยูกันดาได้รับเอกราชแล้วรวมตัวกันเป็นรัฐเดียว ผู้นำที่สำคัญ ได้แก่ นาย Milton Obote หัวหน้าพรรค Uganda People's Congress (UPC) ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ยูกันดาได้รับเอกราช เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2505 (ค.ศ. 1962) และนาย Obote ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

รัฐธรรมนูญฉบับแรกกำหนดให้ยูกันดาเป็นสหพันธรัฐ มีลักษณะพิเศษ คือ ประกอบด้วยอาณาจักรต่าง ๆ โดยอาณาจักรที่สำคัญที่สุด คือ Buganda ต่อมาในปี 2510 (ค.ศ. 1967) นาย Obote ได้ยึดอำนาจตั้งตนเป็นประธานาธิบดี พร้อมกับยกเลิกการปกครองแบบสหพันธรัฐ อย่างไรก็ดี นาย Obote เป็นประธานาธิบดีได้เพียง 4 ปีเศษ ก็ถูกพลตรี Idi Amin ทำรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2515 (ค.ศ. 1972) ประธานาธิบดี Amin ปกครองประเทศแบบเผด็จการ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง รวมทั้งได้ประกาศสงครามเศรษฐกิจยึดทรัพย์สินของเอกชนเป็นของรัฐประมาณ 3,500 ธุรกิจ มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และขับไล่ชาวเอเชียประมาณ 75,000 คน ทำให้คนงานซึ่งทำงานในสาขาพาณิชย์และอุตสาหกรรมว่างงานจำนวนมาก เศรษฐกิจของยูกันดา (ซึ่งหลังได้รับเอกราช เคยเป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองและเป็นศูนย์กลางของแอฟริกาตะวันออก) เริ่มตกต่ำ ผลผลิตลดลงร้อยละ 16 เกิดภาวะเงินเฟ้อ ต่อมาในปี 2522 (ค.ศ. 1979) กลุ่มต่อต้านโดยความช่วยเหลือของกองทหารแทนซาเนียสามารถโค่นล้มอำนาจ ประธานาธิบดี Amin ได้สำเร็จ นาย Obote กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งโดยชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2523 (ค.ศ. 1980) แต่ความขัดแย้งระหว่างเผ่าที่ดำรงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เผ่า Acholi ซึ่งอยู่ทางเหนือ ไม่พอใจต่อการที่นาย Obote ให้ตำแหน่งสำคัญกับคนในเผ่าอื่นจึงทำให้พลโท Tito Okello ซึ่งเป็นคนเผ่า Acholi ก่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2528 (ค.ศ. 1985) คณะทหารที่ปกครองประเทศได้กวาดล้างศัตรูทางการเมืองอย่างรุนแรง ทำให้ประชาชนไม่พอใจและหันไปสนับสนุนขบวนการต่อต้านแห่งชาติ (National Resistance Movement - NRM) ซึ่งมีนาย Yoweri Museveni เป็นผู้นำ นาย Museveni เคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของประธานาธิบดี Obote ระหว่างปี 2510-2515 (ค.ศ. 1967-1972) และหลบหนีไปแทนซาเนียในช่วงที่ประธานาธิบดี Amin ก่อการรัฐประหาร และได้ก่อตั้งขบวนการ NRM ขึ้น ขบวนการ NRM สามารถยึดอำนาจจากรัฐบาลของพลโท Okello ได้ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2529 (ค.ศ. 1986) และนาย Museveni เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบุคคลจากพรรคต่าง ๆ รัฐบาลประกาศว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 3-5 ปีข้างหน้า และอนุญาตให้พรรคการเมืองต่าง ๆ ยังคงอยู่ได้แต่ให้ระงับกิจกรรมชั่วคราวรัฐบาลของประธานาธิบดี Museveni มีเป้าหมายอันดับแรก คือ การสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในชาติและฟื้นฟูการปกครองด้วยการจัด ตั้งรัฐบาลที่มาจากผู้แทนหลายฝ่าย เนื่องจากยูกันดามีขบวนการหลายกลุ่มและแตกแยกสู้รบกันเป็นเวลา 20 ปี ทำให้บ้านเมืองถูกทำลายและเศรษฐกิจอยู่ในสภาวะตกต่ำ

รัฐบาล ประกอบด้วยสมาชิกจากขบวนการ National Resistance Movement (NRM), Uganda Patriotic Movement, Democratic Party, Uganda People's Congress, Conservative Party และขบวนการกองโจรเล็ก ๆ 2 องค์การ รัฐบาลทหารชั่วคราวได้ปกครองประเทศตั้งแต่ปี 2529 (ค.ศ. 1986) รับผิดชอบในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สภา National Resistance Council ประกอบด้วยสมาชิก 268 คน ซึ่งนำโดยประธาน คือ ประธานาธิบดีเดิมขบวนการ NRM ประกาศว่าจะปกครองประเทศเพียง 4 ปี แต่ในเดือนตุลาคม 2532 (ค.ศ. 1989) เนื่องจากสภาวะสงครามทางตอนเหนือและตะวันออกของประเทศ ทำให้รัฐบาลต้องขอเวลาอีก 5 ปี เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และการขอยืดอายุรัฐบาลประธานาธิบดี Museveni เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป เพราะเห็นว่าไม่มีใครที่จะปกครองประเทศแทนประธานาธิบดี Museveni ได้ รัฐบาลได้รับความนิยมจากประชาชนในด้านความปลอดภัย เศรษฐกิจเสรีและนำความสงบสุขสู่ยูกันดา

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2539 (ค.ศ. 1996) ประธานาธิบดี Museveni ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง มีวาระ 5 ปี และสมาชิกของขบวนการ NRM ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนที่นั่ง 276 ที่นั่ง จึงทำให้ขบวนการ NRM มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ประธานาธิบดี Museveni ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

การเมืองการปกครอง

ยูกันดาปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดี ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เป็นประมุขแห่งรัฐ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นาย Yoweri Museveni มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี

ฝ่ายบริหารมีนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี

ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบสภาเดียว คือ National Assembly มีสมาชิกทั้งหมด 388 คน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 3 ส่วน ได้แก่
(1) สมาชิกที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน 350 คน
(2) สมาชิกที่ได้รับการสรรหาจากกลุ่มบุคคลต่าง ๆ อาทิ กองทัพ เยาวชน ผู้ใช้แรงงาน และคนพิการ 25 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี และ
(3) เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้สิทธิเป็นสมาชิกรัฐสภาโดยตำแหน่ง 13 คน

ยูกันดาแบ่งการปกครองออกเป็น 4 ภูมิภาค ได้แก่ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคตะวันตก และประกอบด้วย 112 เขตการปกครอง

นโยบายรัฐบาล ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อปี 2529 (ค.ศ. 1986) นาย Museveni ได้ปฏิรูปการเมือง โดยพยายามส่งเสริมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม ความเป็นประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจตามแบบตะวันตก เน้นการเพิ่มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และลดอัตราเงินเฟ้อ ทำให้นาย Museveni ได้รับความนิยมและนับถือจากประชาชนอย่างสูงในฐานะที่นำสันติภาพและความเจริญไปสู่ประเทศ   

ล่าสุด ในการเลือกตั้งปี 2554 (ค.ศ. 2011) นาย Museveni ได้รับชัยชนะอีกครั้งเป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดียูกันดาเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2554 นาย Museveni ประกาศเป้าหมายที่จะเร่งรัดการพัฒนาเศรษฐกิจของยูกันดาให้เป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลางในปี 2559 (ค.ศ. 2016) โดยจะเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และพัฒนาระบบการศึกษาและสาธารณสุข

อย่างไรก็ดี นาย Museveni ถูกองค์กรสิทธิมุนษยชนแห่งสหประชาชาติ ชาติตะวันตก และฝ่ายค้านซึ่งนำโดย นพ. Kizza Besigye อดีตแพทย์ประจำตัวนาย Museveni ซึ่งผันตัวมาเป็นคู่แข่งทางการเมือง วิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลใช้อำนาจคุกคามประชาชน โดยหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุด นพ. Besigye ได้ปลุกระดมให้ประชาชนประท้วง โดยการเดินขบวนบนท้องถนน เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเช่นประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ แต่กลับถูกรัฐบาลยูกันดาปราบปรามอย่างเด็ดขาด เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าความเป็นผู้นำของนาย Museveni เริ่มถูกท้าทาย เพราะอยู่ในตำแหน่งนานถึง 25 ปี

นโยบายต่างประเทศ
ความสัมพันธ์กับชาติแอฟริกา
เคนยาและแทนซาเนีย - ยูกันดามีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันดีกับเคนยาและแทนซาเนีย เนื่องจากทั้งสามประเทศอยู่ภายใต้อาณานิคมของสหราชอาณาจักร และยังคงรักษาสัมพันธภาพอันดีหลังจากได้รับเอกราช ความสัมพันธ์อันยาวนานส่งผลให้ทั้ง 3 ประเทศ มีนโยบายกระชับความร่วมมือระหว่างกัน นำไปสู่การจัดตั้ง EAC เมื่อปี 2543 (ค.ศ. 2000)  

รวันดา - ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างยูกันดาและรวันดาไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากทั้งสองประเทศมีข้อพิพาทอันเกิดจากการแทรกแซงการเมืองภายในของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก จนทำให้เกิดการปะทะกับระหว่างสองประเทศในปี 2542 (ค.ศ.1999)  และ 2543 (ค.ศ. 2000) อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ระหว่างสองประเทศเริ่มคลี่คลายลงเพราะปัจจุบันชาวรวันดาเชื้อสาย Tutsi เริ่มมีความเกี่ยวพันและเชื่อมโยงกับชาวยูกันดาเชื้อสาย Banyarwanda ที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของยูกันดามากขึ้น และผู้อพยพชาวรวันดาเชื้อสาย Tutsi ที่อาศัยในยูกันดาหลายคนเริ่มเข้าเป็นสมาชิกของ National Resistance Army ซึ่งอยู่ภายใต้การบัญชาการของประธานาธิบดี Museveni นอกจากนี้ ยูกันดายังเป็นผู้สนับสนุนให้รวันดาเข้าเป็นสมาชิก EAC ด้วย ดังนั้น จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ อย่างไรก็ตาม หากปัญหาภายในประเทศของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกยังไม่คลี่คลาย ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศยังมีโอกาสกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง

สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก - ยูกันดาพยายามพัฒนาและยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับ สป.คองโกตั้งแต่ยูกันดาถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ในปี 2544 (ค.ศ. 2001) และเริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2546 (ค.ศ. 2003) อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้ยังคงคลุมเครือ เนื่องจาก สป.คองโกยังเชื่อว่ายูกันดาเป็นผู้จัดหาอาวุธให้แก่กลุ่มติดอาวุธต่างๆ ใน สป.คองโกเพื่อต่อต้านกลุ่ม Lord’s Resistance Army (LRA) ความขัดแย้งระหว่างยูกันดาและ LRA นี้ สืบเนื่องมาจากการที่  LRA ได้ทำสงครามกลางเมืองกับกองกำลังของยูกันดา (Uganda People’s Defense Forces – UPDF) และกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายมายาวนานกว่า 20 ปี อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองรัฐบาลยังอยู่ในเกณฑ์ดี และทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมมือกันต่อต้านกลุ่มกบฏและได้ทำปฏิญญา  ว่าด้วยการสำรวจน้ำมันบริเวณชายแดนร่วมกัน

ซูดาน - เดิมความสัมพันธ์ระหว่างยูกันดาและซูดานมีความตึงเครียด เนื่องจากยูกันดาสนับสนุนกลุ่ม Sudan People’s Liberation Army (SPLA) ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนในซูดาน ในขณะที่ซูดานสนับสนุน LRA ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ต่อมา ในปี 2546 (ค.ศ. 2003) ทั้งสองฝ่ายทำการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน เนื่องจากยูกันดาและซูดานมีพรมแดนเชื่อมต่อกันมากกว่า 400 กิโลเมตร และประชาชนมีการเดินทางข้ามพรมแดนเป็นประจำ โดยรัฐบาลซูดานได้ให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือในการต่อต้าน LRA ในขณะเดียวกันรัฐบาลยูกันดาจะผลักดันให้กลุ่ม SPLA ถอยร่นกลับเข้าไปในซูดาน อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศมีทีท่าว่าจะซับซ้อนยิ่งขึ้นหลังจากกลุ่ม SPLA ได้แปรสภาพเป็นรัฐบาลซูดานใต้ (Government of Southern Sudan – GOSS) ตามข้อตกลง Comprehensive Peace Agreement (CPA) ในปี 2548 (ค.ศ. 2005)  เนื่องจากรัฐบาลซูดานใต้พยายามทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่าง LRA และยูกันดา รวมทั้งให้ความช่วยเหลือเพื่อต่อต้าน LRA ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างซูดานและยูกันดายังไม่มีเสถียรภาพ เนื่องจากขึ้นอยู่กับขั้วอำนาจของผู้นำทางการเมืองของรัฐบาลซูดานที่จะนำไปสู่การกำหนดท่าทีของทั้งสองฝ่ายต่อไป

ความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก
แม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลนาย Museveni ใช้ความรุนแรงในการปราบปรามฝ่ายค้าน แต่รัฐบาลชาติตะวันตกยังเกรงใจนาย Mueseveni เนื่องจากนาย Museveni มีผลงานโดดเด่นในระดับประเทศ และระดับภูมิภาคหลายประการ อาทิ การลดอัตราการติดเชื้อ HIV ในยูกันดา และการส่งทหารไปช่วยรักษาสันติภาพในโซมาเลีย

ความสัมพันธ์กับชาติเอเชีย
ยูกันดาได้ดำเนินนโยบาย Look East Policy เช่นเดียวกับประเทศแอฟริกาส่วนใหญ่ โดยจากเดิมที่ขยายความสัมพันธ์กับจีน อินเดีย และเกาหลีใต้เป็นหลัก ได้เริ่มสนใจสินค้าและวิทยาการจากเวียดนาม มาเลเซีย และไทยมากขึ้น ในขณะนี้ มาเลเซียได้เริ่มเข้ามาตั้งโรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรมของยูกันดาแล้ว

บทบาทของยูกันดาในภูมิภาคแอฟริกา
ยูกันดาเป็นประเทศแอฟริกาไม่กี่ประเทศประสบความสำเร็จในลดอัตราผู้ติดเชื้อเอดส์ใหม่ จนได้รับคำชมเชยจากสหประชาชาติในนโยบายการป้องกันโรคเอดส์เช่นเดียวกับไทย โดยอัตราผู้ติดเชื้อเอดส์ในยูกันดาลดลงจากร้อยละ 20 ในปี 2538 (ค.ศ. 1995) เหลือร้อยละ 6.4 ในปี 2548 (ค.ศ. 2005) ด้วยนโยบายส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัย และพยายามรณรงค์ไม่ให้ประชาชนมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส

ยูกันดาให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจของแอฟริกาหลังจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นอย่างมาก โดยกระตุ้นให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในแอฟริกา เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้จากประเทศร่ำรวยไปสู่ประเทศที่ยากจน ซึ่งจะเป็นการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมภายในประชาคมโลก และจะทำให้ประชากรในประเทศยากจนสามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้อย่างทั่วถึง

ยูกันดามีส่วนในการสร้างเสริมสันติภาพในภูมิภาคแอฟริกา โดยส่งกองกำลังทหารไปช่วยรัฐบาลโซมาเลียรักษาสันติภาพในภารกิจของสหภาพแอฟริกาในโซมาเลีย (African Union Mission in Somalia - AMISOM) ร่วมกับบุรุนดี อย่างไรก็ดี การที่ยูกันดาเข้าไปมีส่วนร่วมในโซมาเลียส่งผลให้ยูกันดาตกเป็นเป้าหมายการก่อการร้ายจากกลุ่ม al-Shabaab ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลโซมาเลีย เมื่อเดือนกรกฎาคม 2553 (ค.ศ. 2010) เกิดเหตุระเบิดในร้านอาหารกลางกรุงกัมปาลาในช่วงที่ประชาชนออกมาชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกช่วงฟุตบอลโลก ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 74 คน

เศรษฐกิจและสังคม

รัฐบาลยูกันดามีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจในยูกันดา ซึ่งได้ดำเนินมาเป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษ โดยภาคเกษตรกรรมถูกปรับลดระดับความสำคัญลง ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการทวีความสำคัญขึ้น โดยปัจจุบัน ภาคบริการได้รับความสำคัญมากที่สุด  คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 45 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ โดยเกิดจากการเติบโตของภาคโทรคมนาคม โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ และการบริการเพื่อการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ยูกันดายังคงประสบปัญหาในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ภายในประเทศ เนื่องจากขาดแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างชาติ โดยมีสาเหตุจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา

รัฐบาลยูกันดาได้ใช้นโยบาย “Prosperity for All” ซึ่งเน้นสร้างเสริมความเข้มแข็งของกลุ่มชนชั้นกลางเป็นตัวขับเคลื่อน เศรษฐกิจด้วยการปฏิรูปการศึกษา การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุนโอกาสทางธุรกิจและหุ้นส่วนกับต่างชาติ โดยได้จัดตั้ง Private Sector Foundation Uganda (PSFU) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 20-40 ปี เพื่อเป็นจุดประสานงานกลางในการติดต่อกับภาคเอกชนของประเทศต่าง ๆ และสร้างพลวัตทางเศรษฐกิจ ทดแทนนักธุรกิจรุ่นปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุ 40-60 ปี

ยูกันดาและประเทศในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาตลาดร่วม แห่งภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตอนใต้ (Common Market for Eastern and Southern African States - COMESA) และเป็นสมาชิกก่อตั้งประชาคมแอฟริกาตะวันออก (East African Community - EAC) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความร่วมมือกันในด้านเศรษฐกิจ การค้า และการพัฒนา โดยในปัจจุบัน EAC ได้เป็นตลาดร่วม (Common Market) ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2553 (ค.ศ. 2010)

สาขาที่ยูกันดามีศักยภาพในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการลงทุน ได้แก่ ภาคการเกษตร อาทิ มันสำปะหลัง ข้าว ผลิตภัณฑ์และเครื่องจักรทางการเกษตร เนื่องจากชาวยูกันดานิยมบริโภคและมีศักยภาพในการปลูกมันสำปะหลัง แต่ปัจจุบัน ยูกันดานำเข้าแป้งมันสำปะหลังจากต่างประเทศทั้งสิ้น และภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากยูกันดามีภูมิประเทศที่สวยงามและค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ และมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างชาติเพื่อพัฒนาด้านการ บริหารจัดการการท่องเที่ยว

ถึงแม้ว่านโยบายการปฏิรูปของประธานาธิบดี Museveni จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่ผู้บริจาคระหว่างประเทศต่างๆ โดยเฉพาะกองทุนการเงินโลก (International Monetary Fund – IMF) ก็ยังไม่มั่นใจในการปราบปรามการทุจริตภายในรัฐบาล นอกจากนี้ ความไม่พอใจอย่างเงียบๆ ของประชาชนยูกันดาต่อกลุ่มนักธุรกิจเชื้อสายเอเชียใต้ก็ยังคุกรุ่นอยู่ ดังจะเห็นได้จากการปะทะกันระหว่างการประท้วงทางการเมืองเป็นครั้งคราว นอกจากนี้ ยูกันดาเป็นประเทศที่มีปัญหาเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของต่างชาติ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ระบบเศรษฐกิจ และภาคธุรกิจของยูกันดาอ่อนแอ

ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

1.  ความสัมพันธ์ทั่วไป

ไทยและสาธารณรัฐยูกันดาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2528 โดยฝ่ายไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา มีเขตอาณา ครอบคลุมสาธารณรัฐยูกันดา ปัจจุบัน นายเชิดเกียรติ อัตถากร ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐยูกันดา โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา ทั้งนี้ ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 นอกจากนี้ รัฐบาลไทย ได้แต่งตั้งให้นางบาร์บารา โซโลม มุลวานา (Barbara Solome Mulwana) ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ กรุงกัมปาลา เมื่อปี 2559 ขณะที่ฝ่ายยูกันดาได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐยูกันดาประจำมาเลเซียมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย และแต่งตั้งให้นางดอโรที ซามาลี ฮยูฮา  (Dorothy Samali Hyuha) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐยูกันดาประจำประเทศไทย คนใหม่โดยมีถิ่นพำนัก ณ
กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย โดยได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้สามารถปฏิบัติ หน้าที่ได้ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2562
นอกจากนี้ รัฐบาลสาธารณรัฐยูกันดาได้แต่งตั้งให้ 
นายโอฬาร วีรวรรณ ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐยูกันดาประจำประเทศไทย

1.1  การเมือง

             ความสัมพันธ์ด้านการเมืองระหว่างไทยกับสาธารณรัฐยูกันดาดำเนินไปด้วยความปกติ  

1.2  การค้า

             ในปี 2561 ไทยและสาธารณรัฐยูกันดามีปริมาณการค้ารวม 22.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นการส่งออก 19.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้า 3.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้า 15.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

             สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปสาธารณรัฐยูกันดา ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง รองเท้าและชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ และสินค้านำเข้าที่สำคัญจากสาธารณรัฐยูกันดา ได้แก่ ด้ายและเส้นใย สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช ไม้ซุง ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ

1.3 การลงทุน

             นักลงทุนไทยยังไม่สนใจลงทุนในสาธารณรัฐยูกันดามากนัก เนื่องจากสาธารณรัฐยูกันดาไม่มีทางออกสู่ทะเลทำให้ค่าขนส่งสินค้าค่อนข้างสูง ค่าเงินสกุลท้องถิ่นยังไม่มีเสถียรภาพ การมีอัตราดอกเบี้ยสูงส่งผลให้ยากต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการดำเนินธุรกิจต้องอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น

1.4 การท่องเที่ยว

             ปี 2561 นักท่องเที่ยวสาธารณรัฐยูกันดาเดินทางมาไทยจำนวน 2,657 คน (จากประชากรของประเทศที่มีจำนวน 40.85
ล้านคน
) แต่ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปสาธารณรัฐยูกันดา 

1.5 ความร่วมมือด้านวิชาการ

             ไทยมีนโยบายกระชับความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐยูกันดาในลักษณะหุ้นส่วนเพื่อ การพัฒนาภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (South-South Cooperation) โดยกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้เวียนทุนฝึกอบรมนานาชาติประจำปี (Annual International Training Course - AITC) ให้สาธารณรัฐยูกันดาพิจารณาส่งบุคลากรเข้าร่วมเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ จากผลการเยือนสาธารณรัฐยูกันดาอย่างเป็นทางการของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2556 กรมความร่วมมือ ระหว่างประเทศได้ให้การสนับสนุนแก่สาธารณรัฐยูกันดาในด้านต่าง ๆ ได้แก่

               1) ทุนการศึกษาระดับปริญญาโท จำนวน 10 ทุน ระยะเวลา 3 ปี ในสาขาที่เป็นความต้องการของสาธารณรัฐยูกันดา

               2) การฝึกอบรมหลักสูตรการจัดการและบริหารโรงพยาบาลซึ่งจัดร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ตามคำขอของฝ่ายยูกันดา ระหว่างวันที่ 17 - 28 สิงหาคม 2558

               ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2553 - 2562 มีผู้รับทุนจากสาธารณรัฐยูกันดา รวม 75 คน โดยแบ่งเป็นทุน AITC จำนวน 41 คน ทุนฝึกอบรมทวิภาคี จำนวน 19 คน ทุนปริญญาโทหลักสูตรนานาชาติ จำนวน 2 คน ทุนปริญญาโทหลักสูตรนานาชาติทวิภาคี จำนวน 10 คน และทุนดูงาน จำนวน 3 คน

1.6  ความสัมพันธ์ในระดับประชาชน

             ปี 2562 มีชาวไทยอาศัยอยู่ในสาธารณรัฐยูกันดา จำนวน 20 คน เป็นนักเรียน 1 คน นักธุรกิจ 5 คน พนักงานนวดและพนักงานสปา 5 คน พ่อครัวและแม่ครัว 7 คน เจ้าหน้าที่องค์การระหว่างประเทศ 1 คน และผู้ติดตามครอบครัว 1 คน     

2.  ข้อมูลการเยือนในระดับราชวงศ์

2.1  ฝ่ายไทย

             ยังไม่เคยมีการเสด็จฯ เยือนในระดับพระราชวงศ์ไทย

  2.2  ฝ่ายยูกันดา

              กษัตริย์ Ronald Muwenda Mutebi ที่ 2 แห่งราชอาณาจักรบูกันดา

             วันที่ 25 สิงหาคม - 5 กันยายน 2548 กษัตริย์ Ronald Muwenda Mutebi ที่ 2 แห่งราชอาณาจักรบูกันดาเสด็จฯ เยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์ โดยได้เสด็จฯทอดพระเนตรศูนย์ศิลปาชีพบางไทร โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ และดอยอินทนนท์

             การนี้พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออกแทนพระองค์ ณ วังศุโขทัย ทรงรับกษัตริย์ Ronald Muwenda Mutebi ที่ 2 แห่งราชอาณาจักรบูกันดา เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2548 ทั้งนี้ รัฐบาลสาธารณรัฐยูกันดายอมรับการดำรงอยู่ของราชอาณาจักรดั้งเดิมต่าง ๆ รวมถึงราชอาณาจักรบูกันดาอย่างเป็นทางการภายใต้รัฐธรรมนูญสาธารณรัฐยูกันดาซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลสาธารณรัฐยูกันดาที่ให้ความเคารพรากฐานทางวัฒนธรรมของประชาชนที่เป็นประชากรของ ชนเผ่านั้น ๆ ทั้งนี้ ผู้นำของราชอาณาจักรเหล่านี้มีอำนาจและบทบาทด้านวัฒนธรรมอย่างจำกัดเพียงภายในเผ่าของตน โดยไม่มีอำนาจทางการเมืองใด ๆ จึงไม่ถือเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีฐานะเป็นประมุขแห่งรัฐ

3. สาส์นถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่ขึ้นทรงราชย์        

  กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้รับรายงานการมีสาส์นถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่ขึ้นทรงราชย์จากประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐยูกันดา

4. ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทรงทราบ

4.1  สาธารณรัฐยูกันดามีบทบาทด้านความมั่นคงในทวีปแอฟริกา โดยส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไปในสหพันธ์สาธารณรัฐโซมาเลีย และเป็นผู้นำในการเจรจาสันติภาพในภาคตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐบุรุนดี

4.2 สาธารณรัฐยูกันดามีแหล่งน้ำมันดิบประมาณ 6.5 พันล้านบาร์เรล ซึ่งใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ในเขตตอนใต้ทะเลทรายซาฮาราและมีแผนร่วมมือกับสหสาธารณรัฐแทนซาเนียในการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เส้นทาง Tanga - Dares Salaam ระยะทางรวม 1,120 กิโลเมตร ทั้งนี้ รัฐบาลสาธารณรัฐยูกันดากำลังก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันดิบที่ Hoima District ทางตอนใต้ของประเทศ มูลค่า
4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นโรงกลั่นน้ำมันแห่งแรกของสาธารณรัฐยูกันดา

5. ข้อมูลเชิงลึกของนางดอโรที ซามาลี ฮยูฮา เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐยูกันดาประจำประเทศไทย

นางดอโรที ซามาลี ฮยูฮา เป็นผู้มีอัธยาศัยดี มีทัศนคติเชิงบวกต่อประเทศไทย รวมทั้งมีความสนใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศไทย ตลอดจนมีความปรารถนาที่จะกระชับความสัมพันธ์กับประเทศไทยในด้านที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม นางดอโรที ซามาลี ฮยูฮา เข้าร่วมกิจกรรมของคณะทูตที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีความสนใจประเด็นด้านสังคม ได้แก่ เด็ก สตรี ความเท่าเทียมทางเพศ การส่งเสริมการศึกษาสำหรับสตรี
โดยเคยเป็นประธานกลุ่มการบริการสังคม (
social services) ในรัฐสภาสาธารณรัฐยูกันดา ด้านชีวิตครอบครัว นางดอโรที ซามาลี ฮยูฮา สมรสกับนาย Daniel Haumba Hyuha เสียชีวิตเมื่อเดือนมกราคม  2558

ความตกลงและความร่วมมือ