Niger / ไนเจอร์

สาธารณรัฐไนเจอร์
Republic of Niger

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Niger / ไนเจอร์

      ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางตอนกลางของทวีปแอฟริกา เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล มีพรมแดนทิศเหนือ ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนแอลจีเรียและรัฐลิเบีย ทิศใต้ติดกับสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียและสาธารณรัฐเบนิน ทิศตะวันออกติดกับสาธารณรัฐชาด ทิศตะวันตกติดกับสาธารณรัฐมาลี  

พื้นที่ 1,267,000 ตารางกิโลเมตร  

เมืองหลวง กรุงนีอาเม (Niamey)

ประชากร 21.5 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ สภาพภูมิอากาศมี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อนตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ย 23 - 41 องศาเซลเซียส ฤดูฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน อุณหภูมิเฉลี่ย 23 - 37 องศาเซลเซียส และฤดูหนาวตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ย 16 - 38 องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ ฝรั่งเศส (French)

ศาสนา ศาสนาอิสลาม ร้อยละ 99.3 และศาสนาคริสต์ ร้อยละ 0.3 ศาสนาอื่น ๆ ร้อยละ 0.4

ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐที่ใช้ระบบกึ่งประธานาธิบดี โดยมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งเป็นประมุขแห่งรัฐและฝ่ายบริหาร มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2 วาระ และมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้ง โดยประธานาธิบดีเป็นหัวหน้ารัฐบาล

ประธานาธิบดี นายมาฮามาดู อีซูฟู (Mahamadou Issoufou) (ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2554)

นายกรัฐมนตรี นายบริกี ราฟินี (Brigi Rafini) (ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2554)

รมว. กต. นาย Kalla Andourao (ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2561)  

วันชาติ 3 สิงหาคม

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 30 กรกฎาคม 2525

หน่วยเงินตรา ฟรังก์เซฟา (1 บาท = 18.30 ฟรังก์เซฟา)  (สถานะ ณ วันที่ 10 เมษายน 2562)   

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 8.12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)  

รายได้ประชาชาติต่อหัว 378.1 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 4.9 (ปี 2560)

เงินทุนสำรอง พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 2.4 (ปี 2560)

ทรัพยากรธรรมชาติ ยูเรเนียม ถ่านหิน แร่เหล็ก ดีบุก ฟอสเฟต ทอง โมลิบดีนัม ยิปซัม เกลือ ปิโตรเลียม

อุตสาหกรรมหลัก เหมืองแร่ยูเรเนียม ปิโตรเลียม ซีเมนต์ อิฐ สบู่ สิ่งทอ การแปรรูปอาหาร เคมีภัณฑ์

สินค้านำเข้าที่สำคัญ เครื่องบิน ข้าว รถยนต์ รถบรรทุก น้ำมันปาล์ม

สินค้าส่งออกที่สำคัญ สารกัมมันตรังสี ทอง ข้าว น้ำมันปาล์ม ปิโตรเลียม

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ นำเข้าจาก ฝรั่งเศส อินเดีย กานา จีน เบลเยียม - ลักเซมเบิร์ก ส่งออกไปยัง ฝรั่งเศส มาลี จีน เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
หลังจากได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 2503 ไนเจอร์ปกครองประเทศด้วยระบบพรรคการเมืองเดียวและการปกครองของฝ่ายทหารจนถึงปี 2534 เมื่อนายพล Ali Saibou ยอมจัดให้มีการเลือกตั้งแบบหลายพรรค อันนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยในปี 2536 อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางภายในได้ก่อให้เกิดภาวะชะงักงันทางการเมือง จนในปี 2539 ได้มีการทำรัฐประหารขึ้นภายใต้การนำของนายพัน Ibrahim Bare

ในปี 2542 ฝ่ายทหารได้ทำรัฐประหารเพื่อโค้นล้มนายพัน Ibrahim Bare และจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้น ซึ่งนาย Mamadou Tandja เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งและเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนธันวาคม 2542 ต่อมา ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่ออีกวาระหนึ่งในปี 2547

การเมืองการปกครอง

ไนเจอร์ปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ แต่เดิม ประธานาธิบดี Mamadou Tandja ดำรงตำแหน่งเป็นประมุขแห่งรัฐ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี สามารถดำรงตำแหน่งได้ 2 สมัย และมีอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ทั้งนี้ ประธานาธิบดีอำนาจในการยุบสภาด้วย ฝ่ายนิติบัญญัติ มีรัฐสภาแบบสภาเดียว ประกอบด้วยสมาชิก 113 คน มาจากการเลือกตั้งทั่วไป ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี ฝ่ายตุลาการ ประกอบไปด้วย ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลสูง

อดีตประธานาธิบดี Tandja ซึ่งได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเป็นวาระที่ 2 ตั้งแต่ปี 2542 และมีกำหนดจะพ้นจากตำแหน่งในเดือนธันวาคม 2552 ได้พยายามขยายวาระดำรงตำแหน่งของตนโดยอ้างความจำเป็นในการดำรงตำแหน่งต่อไปเพื่อสานต่อโครงการพัฒนาประเทศต่าง ๆ ของรัฐบาล โดยให้มีการจัดทำประชามติในเดือนสิงหาคม 2552 เพื่อรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งขยายวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีออกไปอีก 3 ปี และอนุญาตให้ประธานาธิบดีสามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้เป็นวาระที่ 3 ทั้งยังได้มีคำสั่งยุบศาลรัฐธรรมนูญและยุบสภา ซึ่งมีทัศนะขัดแย้งกับการทำประชามติดังกล่าว และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป และการเลือกตั้งท้องถิ่นในปลายปี 2552 ซึ่งฝ่ายค้านประท้วงด้วยการไม่ส่งผู้สมัครเข้าร่วม (boycott) ทั้งสองครั้ง

เหตุการณ์ความตึงเครียดได้พัฒนาไปสู่วิกฤติทางการเมืองที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงกระแสต่อต้านและแรงกดดันของประชาคมนานาชาติ โดยเฉพาะจากสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ส่งผลประทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากในปัจจุบัน ไนเจอร์ยังคงพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ในขณะที่ความพยายามของประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐ
แอฟริกาตะวันตก (ECOWAS) ในการเป็นตัวกลางจัดให้มีการเจรจาระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านไม่ประสบผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมเท่าใดนัก

การก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 18 กพ 2553 นับเป็นการรัฐประหารครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ไนเจอร์ ตั้งแต่ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 2503 โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 รายจากการปะทะกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายทหาร ในภาพรวม ปฏิกริยาของประชาชนชาวไนเจอร์ในกรุงนีอาเม มีท่าทีสนับสนุนการรัฐประหารในครั้งนี้ ซึ่งอาจเป็นเพราะความเบื่อหน่ายการบริหารประเทศภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี Tandja อยู่แล้วในระดับหนึ่ง โดยเมื่อวันที่ 20 กพ 2553 มีประชาชนกว่าหนึ่งพันคนรวมตัวกันเดินขบวนสนับสนุนการทำรัฐประหารในกรุงนีอาเม

พันตรี Djibo ผู้นำคณะรัฐประหารได้เข้าดำรงตำแหน่งประมุขรัฐและผู้นำรัฐบาล โดยแต่งตั้งนาย Mahamadou Danda อดีตรัฐมนตรีสารนิเทศในรัฐบาลชุดที่แล้ว ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งคณะรัฐมนตรีจำนวน 20 คน เพื่อทำหน้าที่บริหารประเทศจนกว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป อย่างไรก็ตาม ฝ่ายทหารไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการจัดการเลือกตั้งและนำประเทศกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย

ต่อมา นาย Mamadou Tandja ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อเนื่องมา 2 สมัย ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2542 นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น คือ นาย Ali Badjo Gamatie ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีให้เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2552 คณะรัฐมนตรีอีกทั้ง 26 คนก็ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีเช่นกัน

นโยบายต่างประเทศ

ไนเจอร์ดำเนินนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่ในทางปฏิบัติมีนโยบายที่สอดคล้องกับกลุ่มประเทศตะวันตก เดิมไนเจอร์มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีนแต่เมื่อ 30 ก.ค. 2535 ไนเจอร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน ซึ่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ทำการประท้วงอย่างรุนแรงและประกาศตัดความ สัมพันธ์กับไนเจอร์ในทันที ไนเจอร์มีความสัมพันธ์ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจอย่างแน่นแฟ้นกับไนจีเรีย ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านทางใต้ เนื่องจากจำเป็นต้องอาศัยไนจีเรียเป็นทางออกสู่ทะเล แม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีภาษาราชการที่แตกต่างกัน แต่ผูกพันกันด้วยภาษา Huasa อันเป็นภาษาท้องถิ่นเดียวกัน

ไนเจอร์และประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เบนิน ไนจีเรีย ยังคงมีพรมแดนที่ยังมิได้มีการปันปันเขตแดนร่วมกัน

เศรษฐกิจและสังคม

ไนเจอร์เป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ตามการจัดอันดับขององค์การสหประชาชาติ ภูมิอากาศของประเทศที่มีความแห้งแล้งยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำการเกษตร แบบยังชีพ ประกอบกับข้อจำกัดของการเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลทำให้ไนเจอร์ต้องพึ่ง พิงประเทศเพื่อนบ้านทั้งในการนำเข้าและส่งออก

ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ ยูเรเนียม น้ำมัน ทองคำ สังกะสี โดยยูเรเนียมเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 45 ของการส่งออกทั้งหมด สินค้าส่งออกที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ สินค้าปศุสัตว์ หัวหอม และทองคำ อุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ การทำเหมืองแร่ยูเรเนียม ซีเมนต์ อิฐ สบู่ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และเคมีภัณฑ์อื่นๆ

สินค้านำเข้าที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ สินค้าทุน และสินค้าแปรรูป อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และปิโตรเคมีภัณฑ์ ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไนเจอร์ คือ ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแหล่งสินค้าส่งออกรายใหญ่ของประเทศ นอกจากนั้น ได้แก่ ฝรั่งเศส จีน ไนจีเรีย แอลจีเรีย

ไนเจอร์เป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจและการเงินแห่งแอฟริกากลาง (Communaute Économique et Monétaire de l'Afrique Centrale หรือ CEMAC) จึงมีธนาคารแห่งรัฐในแอฟริกากลาง (Banque des États de l'Afrique Centrale หรือ BEAC) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงยาอุนเด ประเทศแคเมอรูน ทำหน้าที่กำหนดนโยบายทางด้านการเงินของประเทศ โดยมุ่งควบคุมระดับเงินเฟ้อและรักษาการตรึงค่าเงิน CFA franc ไว้กับเงินสกุลยูโร (1 ยูโร เท่ากับ 655.957 ฟรังก์เซฟา) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นมา

ในเดือนธันวาคม 2543 ไนเจอร์เข้าร่วมโครงการประเทศผู้มีหนี้สินล้นตัวของ IMF (Highly Indebted Poor Countries หรือ HIPC) ทั้งยังได้ลงนามในโครงการลดความยากจนและกระตุ้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Poverty Reduction and Growth Facility หรือ PRGF) ด้วย และต่อมา IMF ยังได้ปลดหนี้ทั้งหมดให้แก่ไนเจอร์ในปี 2548 ด้วย

ความสัมพันธ์

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราได้ที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐไนเจอร์ประจำสาธารณรัฐอินเดีย

สำนักงานของไทยที่ดูแลไนเจอร์ ไทยกำลังดำเนินการมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ มีเขตอาณาครอบคลุมสาธารณรัฐไนเจอร์  

สำนักงานของไนเจอร์ที่ดูแลไทย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐไนเจอร์ประจำสาธารณรัฐอินเดีย

ความสัมพันธ์ทางการทูต

ไทยและสาธารณรัฐไนเจอร์สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2525 ปัจจุบัน นายอรุณ จิวาศักดิ์อภิมาศ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ (ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560) ขณะที่ฝ่ายไนเจอร์แต่งตั้งให้นาย Inoussa Moustapha ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐไนเจอร์ประจำประเทศไทยคนใหม่ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงปักกิ่ง สืบแทนนายอาลี อิลเลียสซู (Ali Illiassou)

ความสัมพันธ์ทางการเมือง

ความสัมพันธ์ด้านการเมืองระหว่างไทยกับสาธารณรัฐไนเจอร์ดำเนินมาด้วยความราบรื่น แต่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐไนเจอร์ยังมีไม่มากนัก

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

การค้า

ในปี 2561 ไทยและไนเจอร์มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 20.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นการส่งออก 20.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้า 0.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้ดุลทางการค้า 19.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปสาธารณรัฐไนเจอร์ ได้แก่ ข้าว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ ผลิตภัณฑ์ยาง ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าที่สำคัญจากสาธารณรัฐไนเจอร์ ได้แก่ เครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้านเรือน เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ กระดาษ และผลิตภัณฑ์กระดาษ เครื่องประดับอัญมณี

การลงทุน

ไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนระหว่างกัน

การท่องเที่ยว

ปี 2561 นักท่องเที่ยวชาวไนเจอร์เดินทางมาไทย จำนวน 145 คน (จากประชากรของประเทศที่มีจำนวน 21.5 ล้านคน) แต่ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปไนเจอร์  

ความร่วมมือด้านวิชาการ

ความร่วมมือส่วนใหญ่ระหว่างไทยกับไนเจอร์อยู่ในรูปแบบทุนฝึกอบรมนานาชาติประจำปี (Annual International Training Course - AITC) และทุนการศึกษาระดับปริญญาโทหลักสูตรนานาชาติ (Thai International Postgraduate Programme - TIPP) ที่กรมความร่วมมือระหว่างประเทศแจ้งเวียนให้แก่ประเทศต่างๆในแอฟริกาเป็นประจำทุกปี

การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายไทย

ยังไม่ปรากฏการเยือนสาธารณรัฐไนเจอร์ของฝ่ายไทย
ฝ่ายไนเจอร์

ยังไม่ปรากฏการเยือนประเทศไทยของฝ่ายไนเจอร์

ความตกลงและความร่วมมือ