Nigeria / ไนจีเรีย

สหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย
Federal Republic of Nigeria

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Nigeria / ไนจีเรีย

ที่ตั้ง ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือติดกับไนเจอร์ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับชาด ทิศตะวันออกติดกับแคเมอรูน ทิศตะวันตกติดกับเบนิน ทิศใต้ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกบริเวณอ่าวกินี มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 853 กิโลเมตร

พื้นที่ 923,773 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่กว่าไทยประมาณ 1.8 เท่า)

เมืองหลวง กรุงอาบูจา (Abuja) 

ประชากร 203 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ แบ่งเป็น 2 ฤดู ฤดูฝนช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม มีอุณหภูมิเฉลี่ย 32 องศาเซลเซียส ฤดูร้อนช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม มีอุณหภูมิเฉลี่ย 38 องศาเซลเซียส และจะมีฝุ่นละอองซึ่งพัดมาจากทะเลทรายซาฮาราปกคลุมทั่วท้องฟ้า เรียกว่า ฮาร์มาตัน (Harmattan)

ภาษาราชการ อังกฤษ (English)

ศาสนา ศาสนาอิสลาม ร้อยละ 51.6 ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 11.2 นิกายอื่น ๆ ร้อยละ 35.7 ความเชื่อดั้งเดิม ร้อยละ 0.9 ไม่ระบุศาสนา ร้อยละ 0.6

ประธานาธิบดี นายมูฮัมมาดู บูฮารี (Mr. Muhammadu Buhari)  (ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2558)

รมว. กต. นายจอฟฟรีย์ ออนเยมา (Mr. Geoffrey Onyema) (ตังแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2558)

วันชาติ 1 ตุลาคม

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 1 พฤศจิกายน 2505

หน่วยเงินตรา Nigeria Naira (NGN) (1 บาท = 11.41 ไนร่า) (สถานะ ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2562)

ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นประมุขและหัวหน้ารัฐบาล วาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ พลเอก มูฮัมมาดู บูฮารี (Muhammadu Buhari) (ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2558)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 375.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย: 455.302 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

(ปี 2560)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 1,968.4 ดอลลาร์สหรัฐ (ไทย: 6,595.0 ดอลลาร์สหรัฐ) (ปี 2560)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 0.8 (ไทย: ร้อยละ 3.9) (ปี 2560)

เงินทุนสำรอง 40.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย: 202.538 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) (ปี 2560)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 16.5 (ไทย: ร้อยละ 0.7) (ปี 2560)

ทรัพยากรธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียม ดีบุก แร่เหล็ก ถ่านหิน หินปูน ตะกั่ว สังกะสี พื้นที่ทำการเกษตร

อุตสาหกรรมหลัก น้ำมันดิบ ถ่านหิน ดีบุก แร่โคลัมไบต์ ผลิตภัณฑ์ยางพารา ไม้ เขาสัตว์และหนังสัตว์ ซีเมนต์และอุปกรณ์ก่อสร้างอื่น ๆ อาหาร รองเท้า เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย สิ่งพิมพ์เซรามิก เหล็ก

สินค้านำเข้าที่สำคัญ น้ำมันปิโตรเลียม เรือบรรทุกสินค้า ข้าวสาลี รถยนต์ น้ำตาลทรายดิบ

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ จีน เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา

สินค้าส่งออกที่สำคัญ น้ำมันดิบ ก๊าซปิโตรเลียม น้ำมันปิโตรเลียม เมล็ดโกโก้ ไม้หยาบ

ตลาดส่งออกที่สำคัญ อินเดีย สหรัฐอเมริกา สเปน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ สหรัฐอเมริกา จีน เนเธอร์แลนด์

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

ในศตวรรษที่ 18 ดินแดนที่เป็นไนจีเรียในปัจจุบันเคยเป็นศูนย์กลางของการค้าทาส และอังกฤษได้เข้ายึดเมืองท่าลากอสในเดือนสิงหาคม 2394 ต่อมาได้ขยายอิทธิพลไปยังดินแดนโดยรอบเมืองท่าลากอสและลุ่มแม่น้ำไนเจอร์จนนำไปสู่การจัดตั้งบริษัท Royal Niger Company ซึ่งมีการจัดการทางการเมืองของตนเอง จนถึงวันที่ 1 มกราคม 2443 บริษัทฯ จึงได้โอนดินแดนให้อยู่ในการปกครองของอังกฤษและได้จัดตั้ง อาณานิคมและรัฐในอารักขาแห่งไนจีเรียเมื่อปี 2457

สหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2503 และได้เป็นสาธารณรัฐเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2506 หลังจากนั้น ได้มีรัฐประหารเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2509 และเกิดความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติและภูมิภาค เนื่องจากชนเผ่า Hausa ทางเหนือเกรงว่าจะถูกครอบงำโดยชนเผ่า Igbo ทางตะวันออกของประเทศ ภูมิภาคตะวันออกจึงตัดสินใจถอนตัวและจัดตั้งเป็นสาธารณรัฐแห่งไบอาฟรา (Republic of Biafra)

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2510 นับเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองนองเลือดที่ยืดเยื้อเพราะการแทรกแซงจากต่างประเทศและภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง ในที่สุด เมื่อปี 2513 สาธารณรัฐแห่งไบอาฟราก็พ่ายแพ้

ต่อมามีความพยายามหลายครั้งที่จะให้มีการปกครองโดยพลเรือน แต่ฝ่ายทหารขัดขวาง หลังจากที่นาย Ken Saro-wiwa ผู้สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนของรัฐ Ogoni และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของประชาชนอีก 7 คน ถูกประหารชีวิตเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2538 ไนจีเรียก็ถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศเครือจักรภพเป็นการชั่วคราว พลเอก Sani Abacha ซึ่งขึ้นเป็นผู้นำของไนจีเรียตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2536 ได้ให้คำมั่นว่าจะจัดให้มีการถ่ายโอนอำนาจการปกครองให้กับรัฐบาลพลเรือน ซึ่งจะมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในเดือนตุลาคม 2541 แต่พลเอก Abacha ถึงแก่อนิจกรรมก่อน เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2541 ด้วยโรคหัวใจวาย คณะรัฐมนตรีปกครองชั่วคราว (Provisional Ruling Council) จึงได้เลือกพลเอก Abdulsalam Abubakar เสนาธิการทหารเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี แทนพลเอก Abacha

พลเอก Abubakar ตระหนักถึงสถานการณ์ของรัฐบาลทหารที่ถูกต่อต้านจากประชาชนและนานาชาติ จึงมีท่าทีผ่อนปรนและประนีประนอมมากขึ้น โดยได้ปล่อยนักโทษการเมือง ซึ่งหนึ่งในนักโทษการเมืองคนสำคัญที่ได้รับการปล่อยตัวคือ พลเอก Olusegun Obasanjo จากนั้น พลเอก Abubakar ได้ให้สัญญาว่าจะลาออกและคืนอำนาจให้ประชาชน โดยได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2542 ซึ่งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนั้นปรากฏว่า พลเอก Olusegun Obasanjo หัวหน้าพรรค People’s Democratic Party (PDP) ได้รับชัยชนะด้วยคะแนนท่วมท้น รวมทั้งพรรค PDP ก็ได้รับเสียงข้างมากในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร และได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2542 นับเป็นประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งคนแรกในรอบ 15 ปี และเป็นครั้งแรกที่ไนจีเรียสามารถเปลี่ยนการปกครองจากรัฐบาลทหารสู่รัฐบาลพลเรือนด้วยวิธีเลือกตั้งทั่วไปได้สำเร็จ และได้กลับเข้าเป็นประเทศสมาชิกของกลุ่มประเทศเครือจักรภพอีกครั้ง

การเมืองการปกครอง

ไนจีเรียมีรูปแบบการปกครองแบบสหพันธ์สาธารณรัฐ โดยแบ่งโครงสร้างการปกครองออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่
(1) ฝ่ายบริหาร แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับสหพันธ์ ระดับรัฐและระดับท้องถิ่น ประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล คราวละ 4 ปี จำกัดไม่เกิน 2 สมัย โดยมีคณะรัฐมนตรี (
Federal Executive Council) เป็นผู้บริหาร 

(2) ฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นระบบ 2 สภา คือ วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร ทั้งสองสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรง และอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก 109 คน จากรัฐต่าง ๆ 36 รัฐ รัฐละ 3 คน และอีก 1 คน จากเขตเมืองหลวงกรุงอาบูจา (Abuja Federal Capital Territory) สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกจำนวน 360 คน 

และ (3) ฝ่ายตุลาการ ได้แก่ ศาลฎีกา ศาลสูง ศาลอุทธรณ์กลาง และมีศาลกฎหมายอิสลามในรัฐทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 ประธานาธิบดี อูมารุ มูซา ยาร์อาดูอา (Umaru Musa Yar'Adua) จากพรรค People's Democratic Party (PDP) ซึ่งได้รับตำแหน่งจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 ได้เดินทางไปรักษาตัวจากปัญหาสุขภาพที่ซาอุดิอาระเบีย โดยมิได้มอบหมายให้นายกู๊ดลัก อีเบล โจนาธาน (Goodluck Ebele Jonathan) รองประธานาธิบดี เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่บริหารประเทศแทนอย่างเป็นทางการ ซึ่งก่อให้เกิดภาวะตึงเครียดทางการเมืองภายในประเทศ กลุ่มการเมืองต่าง ๆ ได้ออกมาเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออกจากตำแหน่ง ทั้งด้วยการประท้วงและการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง จนในที่สุด รัฐสภาไนจีเรียได้มีมติเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 ให้รองประธานาธิบดี โจนาธาน ดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีจนกว่านายยาร์อาดูอาจะสามารถกลับมาบริหารประเทศต่อไปได้

ในฐานะรักษาการประธานาธิบดี (Acting President) นายโจนาธานมีคำสั่งปรับคณะรัฐมนตรี ทั้งคณะ (Federal Executive Council) เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2553 และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยได้สาบานตนเข้าดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2553 พร้อมด้วยรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแห่งรัฐ รวม 38 ตำแหน่ง ในจำนวนนี้มีนักการเมืองจำนวน 13 คน เคยดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดก่อน

ต่อมา เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2553 นายอูมารุ มูซา ยาร์อาดูอา ถึงแก่อสัญกรรม รัฐบาลไนจีเรียประกาศให้ไว้ทุกข์เป็นเวลา 7 วัน และเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2553 นายโจนาธานได้เข้าพิธีสาบานตนเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไนจีเรีย พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ที่เน้นย้ำถึงความยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล และความตั้งใจของรัฐบาลในการปฏิรูประบบเลือกตั้ง การแก้ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวง การรักษา ความสงบเรียบร้อยและการพัฒนาพื้นที่บริเวณ Niger Delta และการรักษาความมั่นคงของประเทศ

ไนจีเรียได้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2554 ซึ่งนายโจนาธาน ตัวแทนของพรรค People’s Democratic Party (PDP) ซึ่งเป็นชาวคริสต์จากภาคใต้ ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ถือเป็นการฉีกจากธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาของพรรค ที่จะสับเปลี่ยนอำนาจการบริหารประเทศระหว่างผู้นำชาวคริสต์จากภาคใต้กับผู้นำชาวมุสลิมจากภาคเหนือ ทำให้ประชากรมุสลิมทางภาคเหนือไม่พอใจนัก ทั้งที่ก่อนหน้าการเลือกตั้ง พรรค PDP ได้ออกมาแสดงท่าทีที่ชัดเจนว่า จะส่งนักการเมืองซึ่งเป็นชาวมุสลิมจากภาคเหนือเป็นตัวแทนพรรค ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโจนาธานจะได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2558 หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการดำเนินการรับมือกับปัญหาความไม่สงบ การว่างงาน ความยากจนและล้าหลังในไนจีเรีย

การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดจัดขึ้นเมื่อปี 2562 ผลการเลือกตั้งนายมูฮัมมาดู บูฮารี (Muhammadu Buhari) ชนะการเลือกตั้ง ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียของพลเอก มูฮัมมาดู บูฮารี เมื่อปี 2558 มีการประกาศวิสัยทัศน์ ค.ศ. 2020 ที่ให้ความสำคัญกับการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน การปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ไนจีเรียสามารถพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2560 นอกจากนั้น การจัดตั้งกองกำลังผสม (Multinational Joint Task Force–MNJTF) ระหว่างไนจีเรีย เบนิน แคเมอรูน ชาด และไนเจอร์ ยังมีส่วนสำคัญในการปราบปรามกลุ่มโบโกฮาราม ส่งผลให้การก่อเหตุของกลุ่มดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญรัฐบาลไนจีเรียให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ปัญหาด้านความมั่นคง อาทิ กลุ่ม Boko Haram ทางตอนเหนือความไม่สงบในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ Niger ทางตอนใต้ของประเทศ โดยในช่วงปีที่ผ่านมา กลุ่ม Niger Delta Avenger ซึ่งเป็นกลุ่มกองกำลังติดอาวุธก่อความไม่สงบในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ทำลายฐานเจาะผลิตและท่อลำเลียงน้ำมัน ลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน ลักพาตัวคนงานและชาวต่างชาติหรือนักธุรกิจน้ำมันเพื่อเรียกค่าไถ่ รวมทั้งก่อความรุนแรงในรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ความปลอดภัยในชีวิตของคนในพื้นที่ นักธุรกิจ และอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันของไนจีเรีย

ปัจจุบัน ความแตกต่างทางความเชื่อทางศาสนายังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวในสังคมไนจีเรียหลายครั้งที่ความขัดแย้งทั่วไปถูกนำไปเชื่อมโยงกับความแตกต่างทางความเชื่อทางศาสนาและนำไปสู่สถานการณ์ความรุนแรง โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2552 ซึ่งมีการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกองกำลังทหาร-ตำรวจกับกลุ่ม Boko Haram และเหตุการณ์ได้ลุกลามจากเมือง Bauchi ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ Bauchi ทางตอนเหนือของประเทศไปยังรัฐอื่น ๆ ข้างเคียง ได้แก่ Borno, Kano และ Yobe จนทางการไนจีเรียต้องประกาศเคอร์ฟิวช่วงกลางคืนในรัฐทั้ง 4 รัฐ และคาดว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 700 คน ต่อมา เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2555 กลุ่ม Boko Haram ได้เข้าโจมตีสถานีตำรวจและสถานที่ราชการต่าง ๆ ในเมือง Kano ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 คน ล่าสุด มีรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตจากการก่อความไม่สงบโดยกลุ่ม Boko Haram ถึง 900 รายแล้วในครึ่งแรกของปี 2555 นอกจากนี้ ความรุนแรงและความตึงเครียดระหว่างประชาชนชาวคริสต์และมุสลิมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแต่ในภาคเหนือ แต่เริ่มกระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของประเทศแล้ว

นโยบายต่างประเทศ

ไนจีเรียเป็นประเทศที่มีบทบาทนำด้านการเมืองในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกและภูมิภาคแอฟริกาโดยรวม โดยเฉพาะใน ECOWAS ซึ่งมีที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงอาบูจา และกองกำลังสันติภาพของประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (Economic Community of West African States Monitoring Group - ECOMOG) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแทรกแซงทางการทหารและรักษาสันติภาพในไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน และซูดาน นอกจากนี้ ไนจีเรียยังเป็นหนึ่งในประเทศผู้ริเริ่มนโยบาย The New Partnership for Africa's Development (NEPAD) ซึ่งเป็นเสมือนแผนแม่บทสำหรับการพัฒนาในแอฟริกา ปัจจุบัน ไนจีเรียยังคงดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่มุ่งเน้นการมีบทบาทนำในภูมิภาคแอฟริกา ล่าสุด สภาสูงของไนจีเรีย (วุฒิสภา) ได้อนุมัติโครงการปล่อยเงินกู้โดยไม่คิดดอกเบี้ย จำนวนเงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่รัฐบาลเซาตูเมและปรินซิปี เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในประเทศ โดยมีระยะเวลาการชำระเงินภายใน 6 ปี 

เศรษฐกิจและสังคม

ไนจีเรียเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ในด้านทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเริ่มการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ปัจจุบัน ไนจีเรียเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคแอฟริกา และติดอันดับ 11 ประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบของโลก อย่างไรก็ตาม ภาวะความขัดแย้งและเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ รวมทั้งการฉ้อราษฎร์บังหลวง ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไนจีเรียให้มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนของบริษัทต่างประเทศ ที่ผ่านมา ไนจีเรียเคยประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและจำเป็นต้องขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่ม Paris Club ในปี 2543

       ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา อดีตประธานาธิบดี Obasanjo ได้ดำเนินแผนปฏิรูปเศรษฐกิจตามยุทธศาสตร์ National Economic Empowerment and Development Strategy (NEEDS) ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแก้ปัญหาความยากจน และพัฒนาประเทศอย่างอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้น

 (1) การปฏิรูปองค์กรภาครัฐทั้งในด้านโครงสร้าง นโยบายและยุทธศาสตร์ 

(2) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อส่งเสริมระบบการค้าเสรีที่มีความโปร่งใส โดยคำนึงถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย 

(3) การสร้างแหล่งรายได้อื่นนอกจากน้ำมัน  

(4) การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ 

(5) การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจกับประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (Economic Community of West African States - ECOWAS) อนึ่ง แม้ว่านาย Obasanjo จะพ้นวาระไปแล้ว นายโจนาธาน ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ก็ได้รับยุทธศาสตร์ NEEDS มาดำเนินการต่อ

       เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ Niger Delta ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในไนจีเรีย โดยเฉพาะต่อภาคพลังงาน ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ โดยองค์กรภาครัฐที่รับผิดชอบด้านการปิโตรเลียม หรือ Nigerian National Petroleum Corporation (NNPC) ได้เปิดเผยว่า โรงกลั่นน้ำมันกำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันดิบ เนื่องจากฐานขุดเจาะน้ำมันและท่อลำเลียงขนส่งน้ำมันดิบจำนวนมากในพื้นที่ Niger Delta ได้ถูกโจมตีโดยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธและจำเป็นต้องปิดตัวลง ทั้งนี้ ปริมาณการผลิตน้ำมันของไนจีเรียลดลงเหลือ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากที่เคยผลิตได้ 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน และทำให้รายได้จากการส่งออกน้ำมันของไนจีเรียลดลงอย่างมาก ปัจจุบัน ทางการไนจีเรียกำลังเร่งพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเพื่อดึงรายได้มาทดแทนรายได้จากการค้าน้ำมันกับต่างประเทศที่สูญเสียไป

ความสัมพันธ์

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราได้ที่สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียประจำประเทศไทย

สำนักงานของไทยในไนจีเรีย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูจา / สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย (กงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย คือ ดร. ฟอราลิน แบแดโบ สมิท) / สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงอาบูจา

สำนักงานของไนจีเรียในไทย สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียประจำประเทศไทย

ความสัมพันธ์ทางการทูต

     ไทยและไนจีเรียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2505 และในปี 2506 ไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตและแต่งตั้งเอกอัครราชทูต ณ กรุงลากอส (เมืองหลวงของไนจีเรียในขณะนั้น) อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 ได้ปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลากอส เป็นการชั่วคราว ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2539
ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศ จากปัญหาด้านงบประมาณและความปลอดภัย

       ภายหลังจากไนจีเรียย้ายเมืองหลวงจากกรุงลากอสไปยังกรุงอาบูจา เมื่อปี 2534 ไทยจึงได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ
กรุงอาบูจา เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2549 ปัจจุบัน มีเขตอาณาครอบคลุมสาธารณรัฐเบนิน สาธารณรัฐแคเมอรูน สาธารณรัฐแอฟริกากลาง สาธารณรัฐชาด สาธารณรัฐคองโก สาธารณรัฐอิเควทอเรียลกินี สาธารณรัฐกานา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยเซาตูเมและปรินซิปี

ความสัมพันธ์ทางการเมือง

       ความสัมพันธ์ด้านการเมืองระหว่างไทยกับไนจีเรียดำเนินไปด้วยความราบรื่น และมีความใกล้ชิดกันในด้านความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมระหว่างประเทศ เนื่องจากในปัจจุบัน มีนักโทษชาวไนจีเรียถูกคุมขังอยู่ในไทยกว่าสี่ร้อยคน ส่วนใหญ่ต้องคดียาเสพติด

            เมื่อปี 2556 ไทยและไนจีเรียได้จัดตั้งกลไกการปรึกษาหารือทวิภาคีระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย (Thai - Nigerian Bilateral Consultations) อันเป็นผลมาจากการเยือนไนจีเรียของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล)

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

การค้า

      ในปี 2561 ไทยและไนจีเรียมีมูลค่าการค้ารวม 1,096.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นการส่งออก 199.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 896.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยขาดดุลการค้า 696.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

      สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปไนจีเรีย ได้แก่ เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ เครื่องดื่ม และสินค้านำเข้าที่สำคัญจากไนจีเรีย ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้

      สถิติการค้าระหว่างไทย - ไนจีเรีย (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ปี

ปริมาณการค้า

ไทยส่งออก

ไทยนำเข้า

ดุลการค้า

2550

392.82

357.36

35.46

+321.89

2551

913.54

890.53

23.01

+867.52

2552

846.94

795.61

51.33

+744.27

2553

1,000.22

931.69

68.53

+863.16

2554

1,436.62

1,093.12

343.51

+749.61

2555

1,455.91

935.93

519.99

+415.94

2556

963.43

410.82

552.61

-141.79

2557

1,906.85

835.96

1,070.90

-234.94

2558

731.03

569.52

161.51

+408.01

2559

235.49

187.50

47.99

+139.51

2560

657.05

169.50

487.55

-318.04

2561

1,096.48

199.92

896.55

-696.63

                                  ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพาณิชย์

การลงทุน

      มีบริษัทไทยลงทุนในไนจีเรีย อาทิ 

1) บริษัท Thai Farm International Limited ประกอบกิจการเพาะปลูกและแปรรูปมันสำปะหลัง 

2) บริษัท Rhine Interfaith Company Limited ประกอบกิจการเครื่องสำอางและสบู่ 

3) ร้านอาหาร Bangkok Restaurant 

และ 4) บริษัท Tukies Investment Nigeria Limited นำเข้าสินค้าจากไทย

การท่องเที่ยว ในปี 2561 นักท่องเที่ยวไนจีเรียเดินทางมาไทยจำนวน 2,808 คน

การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายไทย 

การเยือนระดับรัฐบาล

   รองนายกรัฐมนตรี

      วันที่ 28 กันยายน - 1 ตุลาคม 2553 นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้แทนไทยเยือนไนจีเรียเพื่อเข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองการครบรอบ 50 ปี การประกาศเอกราชของไนจีเรีย

   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

       วันที่ 19 - 20 สิงหาคม 2556 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เยือนไนจีเรียอย่างเป็นทางการ โดยได้เข้าเยี่ยมคารวะนาย
 Goodluck Jonathan ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย
ในขณะนั้น
         

ฝ่ายไนจีเรีย

      ไม่ปรากฏข้อมูลการเยือนไทย 

ความตกลงและความร่วมมือ

  • สนธิสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐไนจีเรียว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา
    วันที่ลงนาม 16 มกราคม 2545