Sierra Leone / เซียร์ราลีโอน

สาธารณรัฐเซียร์ราลีโอน
Republic of Sierra Leone

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Sierra Leone / เซียร์ราลีโอน ที่ตั้ง อยู่ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับสาธารณรัฐกินี ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับประเทศไลบีเรีย ทิศตะวันตกและทิศใต้ติดมหาสมุทรแอตแลนติก

พื้นที่ 71,740 ตร.กม. (เล็กกว่าไทยประมาณ 7.16 เท่า)

เมืองหลวง กรุงฟรีทาวน์ (Free Town)

ประชากร 5.9 ล้านคน (ประมาณการปี 2558)

ภาษาราชการ อังกฤษ Mende Temne Krio

ศาสนา อิสลาม 60% ความเชื่อดั้งเดิม 30% คริสต์ 10% 

ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งเป็นประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี และสามารถดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 สมัย 

ฝ่ายบริหาร อยู่ภายใต้การนำของประธานาธิบดี คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีและต้องได้รับการรับรองจากรัฐสภา 

ฝ่ายนิติบัญญัติ ระบบสภาเดียว ประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภาจำนวน 124 ที่นั่ง โดยมาจากการเลือกตั้ง 112 ที่นั่ง และอีก 12 ที่นั่งเป็นของหัวหน้าเขตปกครอง ซึ่งมาจากการเลือกตั้งอีกคราวหนึ่ง และทั้งหมดมีวาระ 5 ปี 

ฝ่ายตุลาการ ประกอบด้วยศาลสูงสุด ศาลอุทธรณ์ และศาลสูง

ประธานาธิบดี นายเออร์เนสต์ ไบ โคโรมา (Mr. Ernest Bai Koroma) ดำรงตำแหน่งเมื่อ 17 กันยายน 2550

รัฐมนตรีต่างประเทศ นายซามูรา คามารา (Samura Kamara) ดำรงตำแหน่งเมื่อเดือนธันวาคม 2555 

อัตราแลกเปลี่ยน : Sierra Leonean Leones (SLL) (1 บาท = 113.430 SLL) (สถานะ ณ วันที่ 1 ส.ค. 2559)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 4.266 พันล้าน USD* (ไทย: 395.2 พันล้าน USD)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 659.438 USD* (ไทย: 5,878.2 USD)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ -23.9*  (ไทย: ร้อยละ 2.8)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 7.8*  (ไทย: ร้อยละ - 0.9)

เงินทุนสำรอง 532.53 ล้าน USD (2556)** (ไทย: 156.5 พันล้าน USD)

อุตสาหกรรมที่สำคัญ เหมืองแร่ อุตสาหกรรมขนาดเล็กประเภทเครื่องดื่ม สิ่งทอ ยาสูบ รองเท้า การสกัดปิโตรเลียม ธุรกิจซ่อมแซมเรือขนาดย่อม

สินค้าส่งออกที่สำคัญ เพชร แร่รูไทล์ โกโก้ กาแฟ ปลา

สินค้านำเข้าที่สำคัญ อาหาร เครื่องจักรและอุปกรณ์ เชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่น เคมีภัณฑ์

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ส่งออกไปเบลเยียม สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร อินเดีย โกตดิวัวร์ กรีซ นำเข้าจากแอฟริกาใต้ จีน สหรัฐอเมริกา โกตดิวัวร์ อินเดีย มาเลเซีย ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์

การเมืองการปกครอง

ในอดีตอังกฤษได้จัดตั้งเมืองแห่งสันติภาพบนดินแดนเซียร์ราลีโอนเมื่อปี 2330 (ค.ศ.1787) เพื่อเป็นพื้นที่อพยพของอดีตทาสผิวดำและทหารผ่านศึกของอังกฤษจากสงครามประกาศอิสรภาพในสหรัฐอเมริกา ต่อมาในปี 2350 (ค.ศ.1987) เซียร์ราลีโอนตกเป็นอาณานิคมและเป็นฐานทัพเรือของอังกฤษในการปราบปรามการค้าทาส ซึ่งทำให้ประชากรส่วนใหญ่ในกรุง Freetown สืบเชื้อสายมาจากทาสที่ได้รับการปลดปล่อยก่อนที่จะถูกส่งไปยังสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายมาจากไนจีเรียและแองโกลา

เซียร์ราลีโอนได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรเมื่อ 27 เมษายน 2504 (ค.ศ.1961) ต่อมาได้เริ่มปกครองในระบอบสาธารณรัฐตั้งแต่ 19 เมษายน 2514 (ค.ศ.1971) โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐและผู้นำรัฐบาลด้วย และจากนั้นจนปัจจุบัน เซียร์ราลีโอนมีการเลือกตั้งทั่วไป 6 ครั้ง และการปฏิวัติโดยทหารอีก 5 ครั้ง โดยสาเหตุของความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นเพราะการแก่งแย่งผลประโยชน์จากเหมืองเพชรมากกว่าจากความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์ (ethnic rivalry)

ภายใต้การนำของประธานาธิบดี Siaka Stevens ระหว่างปี 2511-2528 (ค.ศ.1968-1985) การปกครองเป็นแบบพรรคการเมืองเดียว โดยรัฐบาลได้แสวงหาประโยชน์จากการทำเหมืองเพชรที่มีอยู่มาก อย่างไรก็ดี ปัญหาการคอรัปชั่น การแสวงหาประโยชน์ และการบังคับใช้แรงงานในเหมืองเพชร ได้ส่งผลให้เกิดสงครามกลางเมืองในเซียร์ราลีโอนเมื่อมีนาคม 2534 (ค.ศ.1991) กลุ่มเยาวชนหัวรุนแรงและผู้ถูกบังคับใช้แรงงานในเหมืองเพชร ได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มกบฏ RUF (Revolutionary United Front) โดยได้รับการสนับสนุนจากนาย Charles Taylor ประธานาธิบดีไลบีเรียในขณะนั้น (ปัจจุบัน นาย Charles Taylor ต้องขึ้นศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ (ICC) ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในคดีให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏดังกล่าวด้วย)

กลุ่ม RUF ได้ทำการสู้รบต่อต้านรัฐบาล ส่งผลให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารแย่งชิงอำนาจระหว่างฝ่ายทหาร (Armed Forces Revolutionary Council - AFRC) และฝ่ายรัฐบาลพลเรือน (Sierra Leone People's Party - SLPP) ซึ่งจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธจนเกิดเป็นการสู้รบสามเส้ายืดเยื้อยาวนาน มีผู้เสียชีวิตกว่า 50,000 คน นานาชาติได้พยายามเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสงครามกลางเมือง โดยในปี 2541 กลุ่มประชาคมเศรษฐกิจแอฟริกาตะวันตก (Economic Community of West African States: ECOWAS) ได้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพ Economic of West African States Cease-fire Monitoring Group (ECOMOG) นำโดยกองกำลังไนจีเรียไปยังเซียร์ราลีโอนเพื่อปฏิบัติการรักษาสันติภาพแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ในปี 2542 สหประชาชาติได้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพ United Nation Mission in Sierra Leone (UNAMSIL) เข้าปฏิบัติการรักษาสันติภาพจนส่งผลให้สงครามกลางเมืองยุติลงในปี 2544 (ค.ศ.2001) มีผู้เสียชีวิตกว่า 50,000 คน และมีผู้พลัดถิ่นอีกหลายแสนคน ต่อมามีการจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดี และการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2545 (ค.ศ.2002) โดยนาย Ahmad Tejan Kabbah ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในช่วงปี 2539-2540 (ค.ศ.1996-1997) ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งด้วยคะแนนเสียงกว่าร้อยละ 70 เอาชนะคู่แข่งคือนาย Ernest Bai Koroma ซึ่งได้คะแนนเพียงร้อยละ 19

ปัจจุบัน แม้ว่าเซียร์ราลีโอนจะพ้นจากภาวะสงครามกลางเมือง แต่สหประชาชาติยังคงจัดตั้งหน่วยงาน United Nations Integrated Office in Sierra Leone (UNIOSIL) เพื่อปฏิบัติหน้าที่การบูรณาการด้านต่างๆ ในเซียร์ราลีโอน รวมทั้งจัดตั้งศาลพิเศษสำหรับเซียร์ราลีโอน เพื่อควบคุมการส่งออกเพชรจากเซียร์ราลีโอน (Kimberly Process) และเพื่อป้องกันการส่งออกเพชรผิดกฎหมายและนำเงินมาสนับสนุนสงคราม

ในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2550 พรรค All People's Congress (APC) ได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 53 และนาย Ernest Bai Koroma ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค APC ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ด้วยคะแนนเสียงกว่าร้อยละ 55 ทั้งนี้เป็นผลมาจากนโยบายการปฏิรูปอย่างเต็มรูปแบบของพรรค APC อาทิ การพัฒนาประสิทธิภาพของรัฐบาล การปราบปรามคอรัปชั่น การรื้อฟื้นคณะกรรมการปราบปรามคอรัปชั่น รวมถึงการการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนถ่ายอำนาจโดยสันติเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หลังยุคอาณานิคมของเซียร์ราลีโอน

ในระหว่างการประชุม UNGA'64 ประธานาธิบดี Koroma ได้กล่าวถึงแนวนโยบายของรัฐบาลเซียร์ราลีโอนที่ให้ความสำคัญด้านการเกษตร พลังงาน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และการปฏิรูปการศึกษาและสาธารณสุข และได้เน้นย้ำท่าทีที่เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามคอรัปชั่น ล่าสุด ประธานาธิบดี Koroma ได้ปลด ดร. Sheku Tijan Koroma ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุขเซียร์ราลีโอนในความผิดคอรัปชั่น นับเป็นรัฐมนตรีคนแรกที่ถูกลงโทษจากการปราบปรามคอรัปชั่นอีกด้วย

นโยบายต่างประเทศ
เซียร์ราลีโอนมีนโยบายต่างประเทศสายกลาง ที่ในทางปฏิบัติเอนเอียงมาทางโลกตะวันตก แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีสัมพันธภาพที่ดีกับรัสเซีย จีน เกาหลีเหนือ และประเทศในยุโรปตะวันออกด้วย ทั้งนี้ เซียร์ราลีโอนจำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากนานาประเทศอย่างสม่ำเสมอ จึงพยายามสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับหลายฝ่าย

ในระดับภูมิภาค เซียร์ราลีโอนเป็นสมาชิกที่แข็งขันของสหภาพแอฟริกา (AU) และมีสัมพันธภาพที่ดีกับไนจีเรียและคองโก แม้ว่าจะมีความตึงเครียดกับไลบีเรียอยู่บ้างเนื่องจากเคยมีปัญหากันในอดีต แต่การเข้าร่วมเป็นสมาชิก Mano River Union ก่อตั้งเมื่อปี 2516 (ค.ศ.1973) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ (Anglophone) ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ประกอบไปด้วย เซียร์ราลีโอน ไลบีเรีย และกินี มีส่วนทำให้เซียร์ราลีโอนและไลบีเรียสามารถประคับประคองความสัมพันธ์ไปได้ นอกจากนี้ เซียร์ราลีโอนยังเป็นสมาชิกในองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ องค์การสหประชาชาติ (UN) รวมทั้ง ACP, African Development Bank, African States Associated with the EU (Lome Convention), Arab Bank for Economic Development in Africa, Commonwealth, Economic Commission for Africa, ECOWAS, IAEA, IDA, IFAD, IFC, ILO, IMF, Islamic Conference, Islamic Development Bank, , NAM, OIC, UNICEF, WHO, World Bank และ WTO

เศรษฐกิจและสังคม

เซียร์ราลีโอนมีแหล่งแร่ธาตุและทรัพยากรทางบกและทางทะเลอุดมสมบูรณ์ แร่ธาตุที่สำคัญคือเพชรและบ๊อกไซต์ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร นอกจากนี้ ปัญหาสังคมและสงครามทำให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจชะงักงัน ส่งผลให้ปัจจุบัน UNDP จัดให้ เซียร์ราลีโอนอยู่ในอันดับที่ 180 จาก 182 ประเทศที่มีดัชนีพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สูงสุด อยู่เหนืออัฟกานิสถานและไนเจอร์ ตามลำดับ

ประชากรของเซียร์ราลีโอน จำนวน 2 ใน 3 อยู่ในภาคเกษตรกรรม ผลิตภัณฑ์จากภาคการเกษตร คิดเป็นมูลค่าประมาณร้อยละ 46.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ สำหรับภาคอุตสาหกรรมและการบริการ มีสัดส่วนร้อยละ 24.4 และ 29.5 ตามลำดับ ทั้งนี้ ภาคเกษตรกรรมได้รับผลกระทบอย่างมากจากเหตุการณ์สงครามกลางเมืองที่แพร่ กระจายไปสู่พื้นที่บริเวณภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกกาแฟ โกโก้ และปาล์ม และบริเวณภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าว อย่างไรก็ดี การทำเหมืองเพชรยังคงเป็นอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจเซียร์ราลีโอน

ในปี 2545 เซียร์ราลีโอนผลักดันยุทธศาสตร์การฟื้นฟูแห่งชาติ (The National Recovery Strategy - NRS) และได้รับการสนับสนุนเงินช่วยเหลือจากต่างชาติจำนวนมาก โดยมีจุดประสงค์เพื่อวางกรอบนโยบายเศรษฐกิจหลังสงครามกลางเมือง แผนดังกล่าวเน้น 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การปฏิรูปการบริหารตั้งแต่ข้าราชการรัฐบาล ตำรวจ และศาลยุติธรรม 2. การปรับปรุงโครงสร้างสังคมตั้งแต่การตั้งรกรากใหม่ของประชากร และปรับปรุงการบริการขั้นพื้นฐาน อาทิ สาธารณสุข การศึกษา สาธารณูปโภค 3. การสร้างสันติภาพ โดยเฉพาะการก่อตั้งศาลพิเศษเพื่อเซียร์ราลีโอน 4.การฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสาขาเกษตรกรรม เหมืองแร่ และปรับปรุงสาธารณูปโภค

ปัจจุบันเซียร์ราลีโอนมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เซียร์ราลีโอนยังประสบปัญหาการว่างงานในอัตราสูง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและทหารเก่า รวมทั้งภาครัฐมีการปฏิรูประบบราชการและรัฐวิสาหกิจที่ล่าช้า

ความสัมพันธ์

สถิติที่สำคัญ ไทย-เซียร์ราลีโอน (2555)
มูลค่าการค้าไทย-เซียร์ราลีโอน 12.79 ล้าน USD (ไทยส่งออก 10.75 ล้าน USD ไทยนำเข้า 2.04 ล้าน USD ไทยได้ดุลการค้า 8.71 ล้าน USD)

สินค้าส่งออกของไทย ข้าว น้ำตาลทราย ผลิตภัณฑ์พลาสติก เม็ดพลาสติก รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้

สินค้านำเข้าจากเซียร์ราลีโอน เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ แผงวงจรไฟฟ้า

การท่องเที่ยว ชาวเซียร์ราลีโอนมาไทย 387 คน

คนไทยในเซียร์ราลีโอน 1 คน

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราตามปกติได้ที่สถานเอกอัครราชทูตเซียร์ราลีโอนประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน

สำนักงานไทยที่ดูแลเซียร์ราลีโอน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์

สำนักงานเซียร์ราลีโอนที่ดูแลไทย สถานเอกอัครราชทูตเซียร์ราลีโอนประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน

ความสัมพันธ์ทั่วไป
การทูต

ไทยและเซียร์ราลีโอนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2526 โดยฝ่ายไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ มีเขตอาณาครอบคลุมเซียร์ราลีโอน ในขณะที่ฝ่ายเซียร์ราลีโอนได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเซียร์ราลีโอน ประจำกรุงปักกิ่ง มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย เอกอัครราชทูตคนปัจจุบันคือ H.E. Alhaji Dr. Abul Karim Koroma ถิ่นพำนัก ณ กรุงปักกิ่ง

เศรษฐกิจ
การค้า

ความสัมพันธ์ไทย-เซียร์ราลีโอน ค่อนข้างห่างเหินอันเนื่องมาจากสภาวะสงครามกลางเมืองของเซียร์ราลีโอน อย่างไรก็ตาม ไทยได้ให้การสนับสนุนกระบวนการสันติภาพในเซียร์ราลีโอน โดยส่งทหารเข้าร่วมในกองกำลังรักษาสันติภาพสหประชาชาติ (UNAMSIL) และได้บริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินการของศาลพิเศษสำหรับเซียร์ราลีโอน จำนวน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่ปี 2548 ซึ่งรัฐบาลไทยกำหนดให้เป็นปีแอฟริกา ได้มีการพบปะระหว่างผู้นำระดับสูงของไทยและเซียร์ราลีโอน ในเวทีการประชุมระหว่างประเทศ คือ ดร.กันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบหารือกับนาย Momodu Koroma รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเซียร์ราลีโอน ระหว่างการประชุมสุดยอดเอเชีย-แอฟริกา ที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2548 และ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี ได้พบหารือกับนาย Momodu Koroma รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างงาน Festival d'Assilah ที่เมือง Assilah ประเทศโมร็อกโก เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2548 ซึ่งฝ่ายเซียร์ราลีโอนได้แสดงความประสงค์ที่จะกระชับความสัมพันธ์กับไทย และส่งเสริมความร่วมมือเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์จากไทยในการพัฒนาประเทศ 

สำหรับความสัมพันธ์ด้านการค้า มูลค่าการค้าระหว่างกันมีไม่มากนัก ในปี 2555 มีมูลค่า 12.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 10.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 2.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าเป็นเงิน 8.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปเซียร์ราลีโอนได้แก่ ข้าว เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์พลาสติก ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคหะสิ่งทอ และสินค้านำเข้าจากเซียร์ราลีโอน ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์

การลงทุน
ยังไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนระหว่างกัน

การท่องเที่ยว

ปี 2555 มีนักท่องเที่ยวชาวเซียร์ราลีโอนเดินทางมาไทยจำนวน 387 คน

ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
ไม่มีการจัดทำความตกลงระหว่างทั้งสองฝ่าย

การเยือนที่สำคัญ
ไม่มีการเยือนระหว่างกัน

ความตกลงและความร่วมมือ