Togo / โตโก

สาธารณรัฐโตโก
Republic of Togo

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Togo / โตโก

ที่ตั้ง ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลตะวันตกของทวีปแอฟริกา มีพรมแดนทิศเหนือติดกับบูร์กินาฟาโซ ทิศใต้ติดมหาสมุทรแอตแลนติกบริเวณอ่าวกินี ทิศตะวันออกติดกับสาธารณรัฐเบนิน และทิศตะวันตกติดกับสาธารณรัฐกานา

พื้นที่ 56,785 ตารางกิโลเมตร (เล็กกว่าไทยประมาณ 9 เท่า)

เมืองหลวง กรุงโลเม (Lomé)

ประชากร 8.17 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ บริเวณชายฝั่งอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 27 องศาเซลเซียส ฤดูฝนมี 2 ช่วง คือเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคมและเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ฝนตกชุกมากบริเวณเทือกเขาในเขตภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ โดยฝนตกเฉลี่ย 875 มิลลิเมตรต่อปี ภาคเหนืออากาศร้อนชื้นและแห้งแล้ง อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 30 องศาเซลเซียส 

ภาษาราชการ ภาษาฝรั่งเศส (French)

ศาสนา ความเชื่อดั้งเดิม ร้อยละ 51 ศาสนาคริสต์ ร้อยละ 29 ศาสนาอิสลาม ร้อยละ 20  

ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นประมุขแห่งรัฐ ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี ไม่มีข้อจำกัดจำนวนวาระของการดำรงตำแหน่ง

ฝ่ายบริหาร 
มีนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี เป็นผู้นำรัฐบาล คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งของประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี  

ฝ่ายนิติบัญญัติ 
ระบบรัฐสภาเดียว ประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภา จำนวน 81 ที่นั่ง ซึ่งทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งโดยตรง มีวาระ 5 ปี  

ฝ่ายตุลาการ 
ประกอบด้วยศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา 

ประธานาธิบดี นายโฟร์ นาซิงเบ (Mr. Faure Gnassingbé) (ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2548)

นายกรัฐมนตรี นายโกมิ เซลอม คลาสซู (Mr. Komi Sélom Klassou) (ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2558)

รมว. กต. นายโรแบร์ ดุสเซย์ (Mr. Robert Dussey) (ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2556)

วันชาติ 27 เมษายน   

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 7 พฤษภาคม 2529  

หน่วยเงินตรา ฟรังก์เซฟา (XOF) (1 บาท = 18.63 XOF) (สถานะ ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 4.76 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 610.2 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)        

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 4.4 (ปี 2560)

เงินทุนสำรอง 77.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ -0.8 (ปี 2560)

ทรัพยากรธรรมชาติ ฟอสเฟต หินปูน หินอ่อน พื้นที่เพาะปลูก 

อุตสาหกรรมหลัก เหมืองฟอสเฟต การแปรรูปสินค้าเกษตร ปูนซีเมนต์ งานหัตถกรรม สิ่งทอ เครื่องดื่ม

สินค้านำเข้าที่สำคัญ น้ำมันปิโตรเลียม น้ำมันดิบ รถจักรยานยนต์ น้ำมันปาล์ม น้ำตาลทรายดิบ  

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ จีน เบลเยียม-ลักเซมเบิร์ก ไนจีเรีย เกาหลีใต้ เนเธอร์แลนด์ 

สินค้าส่งออกที่สำคัญ น้ำมันปิโตรเลียม ทองคำ น้ำมันดิบ แคลเซียมฟอสเฟต ปูนซีเมนต์

ตลาดส่งออกที่สำคัญ แคเมอรูน เลบานอน บูร์กินาฟาโซ อินเดีย เบนิน

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

      โตโกเป็นดินแดนภายใต้การปกครองแบบอาณานิคมของเยอรมันตั้งแต่ พ.ศ. 2427 ต่อมาในปี 2457 ถูกปกครองโดยกลุ่มประเทศพันธมิตร และในปี 2462 ถูกแบ่งสรรเป็นเขตในการปกครองของอังกฤษ (British Togoland) และของฝรั่งเศส (French Togo) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดินแดนโตโกทั้งสองส่วนตกเป็นดินแดนภายใต้การอารักขาของสหประชาชาติ ดินแดนในส่วนการปกครองของอังกฤษหรือ British Togoland ได้รวมกับ Gold Coast และกลายเป็นประเทศกานา ส่วนดินแดนในส่วนการปกครองของฝรั่งเศสหรือ French Togo ได้รับสิทธิในการปกครองตนเองบางส่วนในปี 2499 และเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2503 ก็เป็นประเทศเอกราชและมีนาย Sylvanus Olympio ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรก

      เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2506 ประธานาธิบดี Olympio ถูกกลุ่มทหารที่ก่อการรัฐประหารยิงเสียชีวิต และนาย Nicolas Grunitzky ได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแทน จนถูกกระทำรัฐประหารเมื่อเดือนมกราคม  2500 ซึ่งต่อมาในเดือนเมษายนปีเดียวกัน พลเอก Gnassingbe Eyadema ได้เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยชนะการเลือกตั้งมาตลอด ตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2522 รวมทั้งการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2541

      ประธานาธิบดี Eyadema เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2548 ทำให้การพัฒนาการปกครองในแบบหลายพรรคต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากกลุ่มผู้นำทางการเมืองได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญในทันที และเลือกนาย Faure Gnassingbe ซึ่งเป็นบุตรชายของประธานาธิบดี Eyadema เป็นประธานาธิบดีต่อไปจนกว่าจะครบวาระของอดีตประธานาธิบดี Eyadema แต่การสืบทอดอำนาจดังกล่าวได้ถูกประณามอย่างหนักจากหลายฝ่าย ทั้งในและนอกประเทศ จนทำให้ นาย Gnassingbe ตัดสินใจลงจากตำแหน่งและประกาศให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 24 เมษายน 2548 โดยนาย Gnassingbe ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งดังกล่าว



การเมืองการปกครอง

      โตโกเป็นดินแดนภายใต้การปกครองแบบอาณานิคมของเยอรมันตั้งแต่ปี 2427 ต่อมาในปี 2457 ถูกปกครองโดยกลุ่มประเทศพันธมิตร และในปี 2462 ถูกแบ่งสรรเป็นเขตการปกครองของอังกฤษ (British Togoland) และของฝรั่งเศส (French Togo) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดินแดนโตโกทั้งสองส่วนตกเป็นดินแดนภายใต้การอารักขาของสหประชาชาติ ดินแดนในส่วนการปกครองของอังกฤษหรือ British Togoland ได้รวมกับ Gold Coast และกลายเป็นประเทศกานา ส่วนดินแดนในส่วนการปกครองของฝรั่งเศสหรือ French Togo ได้รับสิทธิในการปกครองตนเองบางส่วนในปี 2499 และเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2503 ได้เป็นประเทศเอกราชโดยสมบูรณ์ โดยมีนาย Sylvanus Olympio ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรก 

      เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2506 ประธานาธิบดี Olympio ถูกกลุ่มทหารที่ก่อการรัฐประหารยิงเสียชีวิต และนาย Nicolas Grunitzky ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน จนถูกกระทำรัฐประหารโดยไม่เสียเลือดเนื้อ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2510 โดยพลเอก Gnassingbe Eyadema และต่อมาในเดือนเมษายนปีเดียวกัน พลเอก Eyadema ได้เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี จากนั้น ได้ชนะการเลือกตั้งมาตลอด ตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2522 

      ภายหลังจากที่ปกครองอยู่เกือบ 40 ปี ประธานาธิบดี Eyadema เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2548 ทำให้การพัฒนาการปกครองในแบบหลายพรรคต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากกลุ่มผู้นำทางการเมืองได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญในทันที และเลือกนาย Faure Gnassingbe ซึ่งเป็นบุตรชายของประธานาธิบดี Eyadema เป็นประธานาธิบดีต่อไปจนกว่าจะครบวาระของอดีตประธานาธิบดี Eyadema แต่การสืบทอดอำนาจดังกล่าวได้ถูกประณามอย่างหนักจากหลายฝ่าย ทั้งในและนอกประเทศ จนทำให้ นาย Gnassingbe ตัดสินใจลงจากตำแหน่งและประกาศให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 24 เมษายน 2548 

      นาย Gnassingbe ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งดังกล่าว ด้วยคะแนนเสียงกว่าร้อยละ 60 ชัยชนะในครั้งนี้ถูกฝ่ายค้านโจมตีว่ามีการโกงการเลือกตั้ง จนนำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงในหลายพื้นที่ แม้ผู้สังเกตการณ์จาก ECOWAS จะประกาศว่าการเลือกตั้งดังกล่าวเป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรม ซึ่งฝรั่งเศสเห็นพ้องด้วย แต่สหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ไม่ยอมรับผลสังเกตการณ์    

      เพื่อเป็นการลดความตึงเครียดทางการเมือง ประธานาธิบดี Gnassingbe ได้แต่งตั้งนาย Edem Kodjo ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำพรรคฝ่ายค้าน (และมีท่าทีให้ความร่วมมือกับพรรครัฐบาลมากกว่าพรรคอื่นมาโดยตลอด) เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2548 แต่พรรคฝ่ายค้านที่สำคัญ ได้แก่ Union des forces de changement (UFC) และ Comite d'action pour le renouveau (CAR) ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเป็นรัฐบาลเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติภายใต้การนำของนาย Kodjo อย่างไรก็ดี จากความพยายามในการไกล่เกลี่ยของประธานาธิบดี Blaise Compaore ของบูร์กินาฟาโซ พรรคการเมืองต่าง ๆ ในโตโกจึงได้ลงนามในข้อตกลงทางการเมืองเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2549 จนนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวและประกาศให้มีการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง โดยนาย Yawovi Agboyibo ผู้นำพรรค CAR ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชั่วคราว  

      ผลจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2550 พรรครัฐบาล คือ พรรค Rassemblement du people togolais (RPT) ได้รับเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และมีอีกเพียงแค่ 2 พรรค คือ พรรค UFC และ พรรค CAR ที่มีที่นั่งในสภาผู้แทนฯ ส่งผลให้สถานการณ์ทางการเมืองมีภาวะที่ดีขึ้น สหภาพยุโรปตกลงที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์และความช่วยเหลือแก่โตโก และเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2550 ประธานาธิบดี Gnassingbe ได้แต่งตั้งนาย Komlan Mally เป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร เนื่องจากเป็นนักการเมืองที่ยังไม่โดดเด่นมากนัก 

      หลังจากดำรงตำแหน่งได้เพียงประมาณ 10 เดือน นาย Mally ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2551 และต่อมาประธานาธิบดี Gnassingbe ได้แต่งตั้งนาย Gilbert Fossoun Houngbo ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน โดยที่นาย Houngbo มีพื้นฐานด้านการบัญชี เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานแอฟริกาของ UNDP และไม่สังกัดพรรคใด เป็นที่วิเคราะห์กันว่าการแต่งตั้งนาย Houngbo เป็นไปเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาล โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศผู้ให้ และเพื่อให้เกิดภาพลักษณ์ด้านการปฏิรูปของประธานาธิบดี Gnassingbe ที่เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในปี 2553

      เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2553 ได้มีการจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีขึ้น ผลปรากฏว่า ประธานาธิบดี Gnassingbe ชนะการเลือกตั้ง ด้วยคะแนนเสียงกว่าร้อยละ 60 ทั้งนี้ ประธานาธิบดี Gnassingbe ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่สามติดต่อกันในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2558 ด้วยคะแนนเสียงประมาณร้อยละ 59 โดยชนะนาย Jean-Pierre Fabre จากพรรคฝ่ายค้านสำคัญ คือ Alliance Nationale pour le Changement  (ANC) ผู้สังเกตการณ์ ได้แก่ UN AU ECOWAS และ National Consultation of Civil Society เห็นพ้องว่าการเลือกตั้งครั้งดังกล่าวมีความโปร่งใส 


นโยบายต่างประเทศ

      โตโกเคยมีปัญหาขัดแย้งกับกานา จากการที่กานาพยายามจะรวมโตโกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกานา และเมื่อความพยายามดังกล่าวไม่สำเร็จ กานาได้ตอบโต้โดยการคว่ำบาตรทางการค้าและการปิดชายแดน ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้เสื่อมถอยลงในช่วงทศวรรษปี 1990 เมื่อบรรดาผู้นำฝ่ายค้านของโตโกลี้ภัยไปอยู่กานา ซึ่งสร้างความหวาดระแวงสงสัยให้รัฐบาลโตโกว่ากานาให้ความสนับสนุนกลุ่มฝ่ายค้านดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในปี 2537 ความสัมพันธ์กับกานาดีขึ้นมากและได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากความสัมพันธ์หยุดชะงักในปี 2525 โดยกานาได้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตมาประจำโตโก และได้มีการเปิดชายแดนระหว่างกันอีกครั้ง หลังจากนั้น ได้มีการลงนามในพิธีสารการไม่รุกรานกันของประเทศสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (ECOWAS) รวมทั้งมีการลงนามในความตกลงในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการปักปันเขตแดนกานา - โตโกด้วย 

      สำหรับความสัมพันธ์กับเบนิน มีปัญหากันบ้างจากปัญหาการลักลอบขนสินค้าและการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของผู้ลี้ภัย และมีการปิดชายแดนบ่อยครั้ง ในช่วงกลางปี 2536 มีผู้ลี้ภัยชาวโตโกในเบนินถึง 100,000 คน อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคม 2538 โตโกได้ลงนามในความตกลงกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ให้ผู้ลี้ภัยชาวโตโกเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาเดิม 

โตโกมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฝรั่งเศส แต่ผู้นำของโตโกก็พยายามรักษาความสัมพันธ์ไม่ให้ใกล้ชิดหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของฝรั่งเศสมากนัก โดยโตโกยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของกลุ่มเศรษฐกิจของประเทศที่พูดภาษาฝรั่งเศสในแอฟริกา โดยเข้าร่วมเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นสมาชิกในสนธิสัญญาการป้องกันประเทศ (defence pact) 

      นอกจากนี้ โตโกยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเยอรมัน ซึ่งเคยเข้ายึดครองโตโกเป็นอาณานิคมจนถึงปี 2461 โดยเยอรมันเป็นประเทศผู้ให้ที่สำคัญของโตโกด้วย โดยเฉพาะในโครงการพัฒนาต่าง ๆ แต่เยอรมันได้นำเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือมาเกี่ยวข้องกับขบวนการพัฒนาประชาธิปไตยในโตโกด้วย 

      โตโกเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM) สหภาพแอฟริกา (AU) คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแอฟริกาแห่งสหประชาชาติ (UNECA or ECA) ประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (ECOWAS) สหพันธ์เศรษฐกิจและการเงินแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (UEMOA) และเป็นรัฐ ACP ของสหภาพยุโรป 

เศรษฐกิจและสังคม

      เศรษฐกิจของโตโกต้องพึ่งพาเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์ และเป็นเกษตรกรรมที่มีผลิตผลเพียงพอเฉพาะบริโภคภายในประเทศ โดยแรงงานประมาณร้อยละ 65 อยู่ในภาคเกษตรกรรม โกโก้ กาแฟ และฝ้ายเป็นสินค้าส่งออกหลักที่สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศถึงร้อยละ 30 และโตโกเป็นประเทศที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ในเรื่องอาหาร หากการเก็บเกี่ยวเป็นไปตามฤดูกาล ในภาคอุตสาหกรรม การทำเหมืองฟอสเฟตเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุด 

แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากราคาฟอสเฟตโลกที่ตกต่ำและมีการแข่งขันจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ โตโกยังเป็นศูนย์กลางทางด้านพาณิชย์และการค้าในภูมิภาคด้วย รัฐบาลโตโกได้พยายามดำเนินมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจ และจูงใจให้มีการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งการจัดเก็บรายได้ของรัฐให้สอดคล้องกับรายจ่าย โดยได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ความไม่สงบทางการเมือง รวมทั้งการนัดหยุดงานของภาครัฐและเอกชนในช่วงปี 2535 - 2536 ส่งผลกระทบต่อโครงการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมทั้งกิจกรรมเศรษฐกิจที่สำคัญด้านอื่น ๆ 

การลดค่าเงินถึงร้อยละ 50 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2537 เป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้มีการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ประกอบกับการต่อสู้ทางการเมืองต่าง ๆ ได้เริ่มสงบลง ความคืบหน้าในการปฏิรูปเศรษฐกิจยังขึ้นอยู่กับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ยังดำเนินการอยู่ รวมทั้งความโปร่งใสของรัฐบาล โดยเฉพาะการจัดสรรเงินในเรื่องสวัสดิการสังคม การลดขนาดของกองทัพ ซึ่งรัฐบาลยังต้องพึ่งพาเพื่อความอยู่รอดของตนเอง 

ความสัมพันธ์

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราได้ที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโตโกประจำสาธารณรัฐอินเดีย / สาธารณรัฐประชาชนจีน

สำนักงานไทยที่ดูแลโตโก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์

สำนักงานโตโกที่ดูแลไทย ยังไม่มีการมอบหมายสถานเอกอัครราชทูตใดให้ดูแลไทย

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

ความสัมพันธ์ทั่วไป

      ไทยและโตโกสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2529 ไทยมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมโตโก โดยโตโกยังมิได้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยหรือมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโตโกแห่งใดมีเขตอาณาครอบคลุมไทยแต่ในทางปฏิบัติ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโตโกประจำสาธารณรัฐอินเดียเป็นผู้ประสานงานกับฝ่ายไทย

การเมือง

      ความสัมพันธ์ด้านการเมืองระหว่างไทยกับโตโกดำเนินไปด้วยความราบรื่น โดยโตโกได้ให้การสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศด้วยดีตลอดมา

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

การค้า

ในปี 2561 ไทยและโตโกมีมูลค่าการค้ารวม 115.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นการส่งออก 111.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 4.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้า 106.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปโตโก ได้แก่ ข้าว รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ผ้าผืน เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก ปูนซีเมนต์ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องนุ่งห่ม และสินค้านำเข้าที่สำคัญจากโตโก ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า ด้ายและเส้นใย สินแร่โลหะอื่น ๆ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์โลหะ ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งพิมพ์ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องดนตรี ของเล่น เครื่องกีฬา

        สถิติการค้าระหว่างไทย - โตโก (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ปี

ปริมาณการค้า

ไทยส่งออก

ไทยนำเข้า

ดุลการค้า

2550

109.34

100.42

8.92

+91.51

2551

184.71

172.49

12.21

+160.28

2552

96.16

93.33

2.83

+90.50

2553

109.37

107.28

2.09

+105.20

2554

162.08

156.54

5.54

+150.99

2555

121.02

114.02

7.00

+107.02

2556

123.76

116.09

7.67

+108.43

2557

179.79

174.03

5.75

+168.28

2558

138.85

134.67

4.18

+130.49

2559

66.99

64.21

2.78

+61.43

2560

91.85

88.98

2.87

+86.10

2561

115.15

111.05

4.10

+106.94

                                  ที่มา: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพาณิชย์

การลงทุน ไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนของไทยในโตโก

การท่องเที่ยว ในปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวโตโกเดินทางมาไทยจำนวน 215 คน

นักโทษชาวโตโกในไทย ในปี 2561 มีนักโทษชาวโตโกในไทยจำนวน 1 คน

ความร่วมมือทวิภาคี

      ไทยและโตโกยังไม่เคยมีความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม ไทยเสนอให้มีความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแก่โตโกเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน อีกทั้งเป็นลู่ทางให้ภาคเอกชนไทยเข้าไปทำการค้าการลงทุนกับโตโกเพิ่มขึ้น โดยไทยกำหนดให้โตโกอยู่ในโครงการความช่วยเหลือของไทย (Thai International Cooperation Programme) ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือในรูปการศึกษา/ฝึกอบรมและดูงานในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาที่ไทยมีความชำนาญและเป็นที่ต้องการของประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ สาขาการเกษตร สาธารณสุข และการศึกษา ล่าสุด โตโกขอรับการสนับสนุนจากไทยเรื่องข้าว ภายใต้กรอบความร่วมมือไตรภาคีระหว่าง ไทย-ญี่ปุ่น-แอฟริกา (Coalition for African Rice Development - CARD)

การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายไทย

      ยังไม่ปรากฏการเยือนสาธารณรัฐโตโกของฝ่ายไทย

ฝ่ายโตโก

      การเยือนระดับรัฐบาล

      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

วันที่ 11 - 14 กุมภาพันธ์ 2558 นายโรแบร์ ดุสเซย์ (Robert Dussey) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือโตโกเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการเยือนระดับสูงครั้งแรกระหว่างไทยและโตโก

ความตกลงและความร่วมมือ