Côte d'Ivoire /โกตดิวัวร์

สาธารณรัฐโกตดิวัวร์
Republic of Côte d'Ivoire

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Côte d'Ivoire /โกตดิวัวร์ ที่ตั้ง ตั้งอยู่ชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐมาลีและบูร์กินาฟาโซ ทิศใต้ติดกับอ่าวกินี มหาสมุทรแอตแลนติค ทิศตะวันออกติดกับสาธารณรัฐกานา ทิศตะวันตกติดกับสาธารณรัฐกินี และสาธารณรัฐไลบีเรีย

พื้นที่ 322,463 ตร.กม. (เล็กกว่าไทยประมาณ 1.6 เท่า)

เมืองหลวง กรุงยามูสซูโกร (Yamoussoukro)

ประชากร 23.2 ล้านคน (ประมาณการปี 2558)

ภูมิอากาศ ร้อนและชื้น อุณหภูมิแตกต่างกันไปตามภูมิภาค ระหว่าง 14 - 39 องศาเซลเซียส ตอนเหนือมีความชื้นอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ฤดูร้อนระหว่างเดือนธันวาคม-มิถุนายน และฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน ชายฝั่งทะเลตอนใต้มีความชื้นสูง ฤดูร้อนระหว่างเดือนธันวาคม-เมษายน ฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม และตุลาคม-พฤศจิกายน

ภาษาราชการ ฝรั่งเศส

ศาสนา อิสลาม 38.6%    คริสต์ 32.8%    ความเชื่อดั้งเดิม 11.9%   ไม่นับถือศาสนา 16.7%         

วันชาติ 7 สิงหาคม

ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ โดยมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี ไม่มีข้อกำหนดวาระของการดำรงตำแหน่ง และมีอำนาจแต่งตั้ง

ฝ่ายบริหาร มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำรัฐบาล โดยมาจากการแต่งตั้งของประธานาธิบดี คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งร่วมกันระหว่างประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี (ตามข้อตกลงการแบ่งอำนาจ)

ฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นระบบสภาเดียว ประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภาจำนวน 225 ที่นั่ง โดยมาจากการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี

ฝ่ายตุลาการ ประกอบด้วยศาลสูงสุดเพียงศาลเดียว

ประธานาธิบดี นายอะลัสซาน วาตารา (Mr. Alassane Ouattara) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 4 ธันวาคม 2553

นายกรัฐมนตรี นายดาเนียล กาบลอง เดิงกอง (Mr. Daniel Kablan Duncan) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2555

รัฐมนตรีต่างประเทศ นายอับดาลา อัลแบร์ ทัวเกิส มาบรี (Mr. Abdallah Albert Toikeusse Mabri)  เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 12 ม.ค. 2559

เว็บไซต์ทางการ www.cotedivoirepr.ci

หน่วยเงินตรา ฟรังก์เซฟา (CFA Franc)  (1 บาท = 16.90 ฟรังก์เซฟา) (สถานะ ณ วันที่ 3 พ.ย. 2559)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 31.27 พันล้าน USD*(ไทย: 395.2 พันล้าน USD)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 1,314.67 USD (IMF) (ไทย: 5,878.2 USD)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 8.2*   (ไทย: ร้อยละ 2.8)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 1.5*  (ไทย: ร้อยละ -0.9)

เงินทุนสำรอง 4.882 พันล้าน USD*(ไทย: 156.5 พันล้าน USD)

อุตสาหกรรมที่สำคัญ อาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์จากไม้ การกลั่นน้ำมัน ส่วนประกอบรถบรรทุกและรถเมล์ สิ่งทอ ปุ๋ย อุปกรณ์ก่อสร้าง ไฟฟ้า การต่อเรือและซ่อมเรือ

สินค้าส่งออกสำคัญ โกโก้ กาแฟ ไม้ซุง ปิโตรเลียม ฝ้าย กล้วย สับปะรด น้ำมันปาล์ม ปลา

สินค้านำเข้าที่สำคัญ เชื้อเพลิง อุปกรณ์การผลิต อาหาร

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ส่งออกไปยัง เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ไนจีเรีย กานา
นำเข้าจาก ไนจีเรีย ฝรั่งเศส จีน ไทย

การเมืองการปกครอง

โกตดิวัวร์ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2503 (ค.ศ.1960) โดยมีนาย Felix Houphouet-Boigny ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกและอยู่ในตำแหน่งนานกว่า 3 ทศวรรษ ระหว่างปี 2503 - 2536 ในช่วงแรกของการบริหารประเทศภายใต้รัฐบาลนาย Houphouet-Boigny โกตดิวัวร์จัดว่าเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองและมีการพัฒนาทาง เศรษฐกิจสูงที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาค โดยรัฐบาลได้ลดงบประมาณของกองทัพและให้การส่งเสริมการเกษตรกรรม ส่งผลให้โกตดิวัวร์มีรายได้มหาศาลจากการเป็นผู้ส่งออกเมล็ดโกโก้ กาแฟ ท่อนซุง และผลไม้เมืองร้อน นอกจากนี้ เมืองอาบิดจัน (Abidjan) ซึ่งเป็นเมืองท่า ได้กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของภูมิภาค จนทำให้เกิดกระแสผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ บูร์กินาฟาโซ กินี และมาลีเข้ามาทำงานในเมืองอาบิดจันเป็นจำนวนมาก

ระหว่างปี 2523 - 2532 โกตดิวัวร์เริ่มประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจจากราคาสินค้าส่งออกที่ตกต่ำ จนเกิดการชุมนุมประท้วงหยุดงานบ่อยครั้งในหลายพื้นที่ ความนิยมของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด และแม้ว่านาย Houphouet-Boigny จะชนะการเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2533 แต่ก็ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส อย่างไรก็ตาม นาย Houphouet-Boigny สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้และกำหนดให้มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขึ้นมาเป็นครั้งแรก โดยมีนาย Alassane Ouattara ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

หลังจากนาย Houphouet-Boigny ถึงแก่กรรมในปี 2536 เกิดการแย่งชิงอำนาจระหว่างนาย Alassane Ouattara นายกรัฐมนตรี กับนาย Henri Konan Bedie ประธานรัฐสภา โดยนาย Bedie ได้อ้างข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญที่ให้ประธานสภารักษาการแทนประธานาธิบดี ส่งผลให้นาย Ouattara ตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศเพื่อเข้ารับตำแหน่งใน IMF และเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดความแตกแยกภายในพรรค Parti democratique de Cote d'Ivoire-Rassemblement democratique africain (PDCI) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล โดยกลุ่มผู้สนับสนุนนาย Ouattara ได้แยกตัวออกมาตั้งพรรคการเมืองใหม่คือพรรค Rassemblement des republicains (RDR)

ในปี 2538 พรรค PDCI ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นและนาย Bedie ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ระหว่างการดำรงตำแหน่ง นาย Bedie แก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งหลายมาตรา เช่น ระบุให้ผู้สมัครในตำแหน่งประธานาธิบดีจะต้องมีบิดาเป็นชาวโกตดิวัวร์และตั้ง ถิ่นฐานในโกตดิวัวร์มานานกว่า 10 ปี โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อสกัดกั้นไม่ให้นาย Ouattara มีโอกาสลงสมัครในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในสมัยหน้า แต่ท้ายที่สุดนาย Bedie ได้ถูกนายพล Robert Guei ทำการรัฐประหารยึดอำนาจในปี 2542 และ มีการจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ในเดือนตุลาคม 2543 โดยนายพล Robert Guei พยายามโกงการเลือกตั้ง แต่ถูกประชาชนต่อต้าน ส่งผลให้นาย Laurent Gbagbo ผู้สมัครจากพรรค FPI ได้รับการประกาศให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน เนื่องจากนาย Gbagbo ได้รับการต่อต้านจากกลุ่มผู้สนับสนุนนาย Ouattara ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในโกตดิวัวร์ขึ้นหลายครั้ง ทั้งนี้ เหตุการณ์การนองเลือดครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2543 โดยผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมจากทางเหนือเช่นเดียวกับนาย Ouattara

ในปี 2544 สถานการณ์ทางการเมืองมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นเมื่อนาย Bedie นาย Ouattara และนายพล Guei ตัดสินใจเข้าร่วมการหารือเพื่อการสมานฉันท์แห่งชาติ ณ เมืองอาบิดจัน เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับการปฏิรูประบบยุติธรรม กองกำลัง การถือครองที่ดิน นโยบายผู้อพยพและการให้สัญชาติ ซึ่งการหารือเป็นไปอย่างราบรื่นและส่งสัญญาณเชิงบวกในการปฏิรูปการเมือง โกตดิวัวร์ ทั้งนี้ มีการประชุมอีกครั้งในเดือนมกราคม 2545 ซึ่งผลจากการหารือในครั้งนั้นทำให้นาย Ouattara ได้รับการรับรองสัญชาติพร้อมกับความเชื่อมั่นที่ว่าตนเอง จะสามารถลงรับสมัครเลือกตั้งในตำแหน่งประธานาธิบดีได้สำหรับการเลือกตั้งใน ปี 2548

สถานการณ์การเมืองกลับมาพลิกผันอีกครั้งในเดือนกันยายน 2545 เมื่อเกิดการก่อรัฐประหารโดยกลุ่มทหาร มีการปะทะกันอย่างรุนแรง ส่งผลให้นายพล Robert Guei และรัฐมนตรีมหาดไทยเสียชีวิตจากการลอบสังหาร อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการปราบปรามกลุ่มกบฎได้ในเมืองอาบิดจัน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมเริ่มเด่นชัดขึ้น โดยในเมืองอาบิดจันได้เกิดกระแสต่อต้านและทำร้ายร่างกายผู้อพยพ ประชาชนที่มาจากทางเหนือ (Northerner) และผู้สนับสนุนพรรค RDR ในขณะที่ประชาชนทางตอนเหนือของประเทศได้ให้การสนับสนุนกลุ่มกบฎต่อต้าน รัฐบาลจนสามารถยึดพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศได้สำเร็จ

ในเดือนมกราคมปี 2546 มีการจัดประชุมที่กรุงปารีสเพื่อหาข้อยุติการสู้รบระหว่างกองกำลังของรัฐบาล และกลุ่มกบฎ และได้มีการตกลงในข้อตกลง Linas-Marcossis Accord ให้มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมเพื่อบริหารประเทศจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีในปี 2548 อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุนฝ่ายกบฎออกมาคัดค้านนาย Gbagbo เนื่องจากไม่เคารพข้อตกลง Linas-Marcossis ทำให้เกิดการจลาจลหลายรอบ จนในที่สุดได้มีการจัดประชุมเพื่อหาทางแก้ไขความรุนแรงจากการผลักดันของ กลุ่ม ECOWAS และได้มีการลงนามความ ตกลง Accra I II และ III ที่กรุงอักกรา ประเทศกานา

สหภาพแอฟริกา (African Union - AU) ได้แต่งตั้งให้นาย Thabo Mbeki ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้เป็นผู้ไกล่เกลี่ยเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในโกตดิวัว ร์ โดยในเดือนเมษายน 2548 นาย Mbeki ได้จัดการประชุมสุดยอด (Summit) ณ กรุงพริทอเรีย และมีการลงนามในความตกลง Pretoria Agreement เพื่อให้เสรีภาพและความเท่าเทียมทางการเมืองกับทุกพรรคการเมืองในการแข่งขัน เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี อย่างไรก็ดี นาย Gbagbo ได้ประกาศเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนทำให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มีมติที่ 1633 (UNSC Resolution 1633) ให้นาย Gbagbo จัดการเลือกตั้งภายใน 1 ปี รวมทั้งได้แต่งตั้งนาย Charles Konan Banny ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขึ้นในวันที่ 7 ธันวาคม 2548 โดยมีการขยายขอบเขตและอำนาจการบริหารให้แก่นายกรัฐมนตรี เพื่อหวังว่าจะบรรลุเงื่อนไขตามข้อตกลง Linas-Marcossis เพื่อคืนสู่สันติภาพโดยเร็ว

ประธานาธิบดี Gbagbo ละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงที่ 1633 เพราะเห็นว่าแผนฟื้นฟูของสหประชาชาติจะทำให้ตนสูญเสียอำนาจ ส่งผลให้มีการปะทะกันระหว่างกลุ่ม Young Patriots ที่สนับสนุนฝ่ายประธานาธิบดี Gbagbo และกองกำลังสหประชาชาติช่วงกลางเดือนมกราคม 2549 จากเหตุการณ์ดังกล่าว สหประชาชาติได้มีมติคว่ำบาตรต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประท้วงและ ทำลายทรัพย์สินของหน่วยงานสหประชาชาติ อย่างไรก็ดี ในเดือนมีนาคม 2550 ประธานาธิบดี Gbagbo และนาย Guillaume Soro ผู้นำกลุ่มปฏิวัติ New Force ได้ลงนามใน Ouagadougou Political Agreement เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ผลจากการ ลงนามในครั้งนั้นทำให้นาย Soro ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการรื้อถอนบริเวณ zone of confidence ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังแบ่งเขตแดนเหนือ - ใต้ของทั้งสองฝ่าย และทหารของกลุ่มปฏิวัติได้เข้าร่วมกับกองทัพ

ปัจจุบัน สถานการณ์ทางการเมืองของโกตดิวัวร์ยังถือว่าไม่มั่นคงนัก มีเหตุการณ์คุกคามความมั่นคงทางการเมืองอยู่เป็นระยะ อีกทั้งรัฐบาลยังแสดงความไม่พร้อมและขอเลื่อนการจัดการเลือกตั้งออกไปบ่อย ครั้ง ทำให้สหประชาชาติยังคงกองกำลังอยู่ในพื้นที่เพื่อให้การสนับสนุนการปฏิรูป ทางการเมืองให้เป็นไปอย่างสันติ อย่างไรก็ดี คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ยังได้มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ Resolution 1893 (2009) เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552 ให้คงการคว่ำบาตรโกตดิวัวร์ต่อไปอีก 1 ปี (30 ตุลาคม 2553) โดยเฉพาะในด้านอาวุธ การเงิน การท่องเที่ยว และการส่งออกเพชร และจะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้งหนึ่งในช่วงเดือนเมษายน 2553 ในชั้นนี้ โกตดิวัวร์กำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 29 พฤศจิกายน 2552

นโยบายต่างประเทศ
นโยบายต่างประเทศของโกตดิวัวร์ในสมัยสงครามเย็นเอนเอียงไปทางตะวันตก โกตดิวัวร์ได้เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติในปี 2503 และได้เข้าร่วมในองค์กรระหว่างประเทศอีกหลายองค์กร รวมทั้งเป็นประเทศแรกที่ให้การรับรองทางการทูตกับแอฟริกาใต้หลังการประกาศ นโยบายแบ่งแยกสีผิว นอกจากนี้ โกตดิวัวร์ยังได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลในปี 2529 อีกด้วย

อดีตประเทศเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศสยังคงมีอิทธิพลต่อโกตดิวัวร์มาโดยตลอด ในด้านการเมืองฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกที่ยอมรับผลการเลือกตั้งในปี 2543 ที่นาย Gbagbo ประกาศตนเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง และฝรั่งเศสยังมีส่วนช่วยในการรักษาสันติภาพในโกตดิวัวร์ร่วมกับกองกำลังของ สหประชาชาติอีกด้วย นอกจากนี้ ในด้านเศรษฐกิจ ฝรั่งเศสถือเป็นคู่ค้า ผู้ลงทุนและผู้ให้รายใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโกตดิวัวร์ โดยเกินกว่าครึ่งของร้านค้าหรือบริษัทในเมืองอาบิดจันมีชาวฝรั่งเศสเป็นเจ้า ของ นอกจากนี้ บริษัทสัญชาติฝรั่งเศสยังผูกขาดสัมปทานด้านพลังงานและการสร้างสาธารณูปโภค อย่างไรก็ดี ความไม่มั่นคงในโกตดิวัวร์ส่งผลกระทบให้ธุรกิจของชาวฝรั่งเศสในโกตดิวัวร์ ต้องปิดตัวลง เป็นผลให้จำนวนนักธุรกิจและขนาดของชุมชนชาวฝรั่งเศสในโกตดิวัวร์โดยเฉพาะใน เมืองอาบิดจันลดลงอย่างเด่นชัด

สหรัฐอเมริกาได้เข้ามามีบทบาทในโกตดิวัวร์เช่นกัน โดยในปี 2546 ได้ให้เงินช่วยเหลือเพื่อการหยุดยิงร่วมกับกลุ่มสมาชิกประเทศ ECOWAS เป็นเงินจำนวนประมาณ 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งแสดงความ เห็นอกเห็นใจโกตดิวัวร์ด้วยการให้ความช่วยเหลือในสาขาต่างๆ เช่น การต่อสู้กับโรคเอดส์ โดยสนับสนุนการตั้งศูนย์กลางการควบคุมโรคที่ใหญ่แห่งหนึ่งของภูมิภาคตั้ง อยู่ที่เมืองอาบิดจัน ทั้งสองประเทศยังมีการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมผ่านทางราชการของโกตดิวัวร์ การแลกเปลี่ยนการเยือนของกลุ่มผู้แทนจากสองประเทศ อาทิ ผู้แทนสื่อ นักศึกษา และนักวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม การฝึกสอนทหารชาวโกตดิวัวร์ในสหรัฐฯ ได้ถูกยกเลิกไปเนื่องจากมาตราที่ 508 ตามกฎหมายสหรัฐอเมริกาที่จำกัดความช่วยเหลือที่ไม่เกี่ยวข้องกับด้าน มนุษยธรรม

ภายใต้การนำของประธานาธิบดี Gbagbo ความสัมพันธ์ระหว่างโกตดิวัวร์กับประเทศเพื่อนบ้านไม่ค่อยราบรื่นนักโดย เฉพาะอย่างยิ่งกับบูร์กินาฟาโซ เนื่องจากประธานาธิบดี Gbagbo มีนโยบายสร้างความเป็นชาตินิยม ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนชาวต่างชาติ ผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้านหรือแม้แต่ชาวโกตดิวัวร์ที่มีเชื้อสายต่างชาติ ต้องเดินทางออกนอกประเทศในช่วงสงคราม นอกจากนี้ นาย Gbagbo มักจะกล่าวหาประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งบูร์กินาฟาโซว่าเข้าแทรกแซง กิจการภายในของโกตดิวัวร์ โดยการให้ที่ลี้ภัยแก่แกนนำกลุ่มกบฏ อย่างไรก็ดี การที่ประธานาธิบดี Gbagbo ยอมให้ประธานาธิบดี Blaise Compaore ของบูร์กินาฟาโซเป็นผู้ไกล่เกลี่ย (mediator) ระหว่างตนเองกับนาย Soro ผู้นำกลุ่มปฏิวัติ New Force ในปี 2550 จนทำให้สถานการณ์การแบ่งดินแดนเหนือ - ใต้คลี่คลายไปได้ นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ

เศรษฐกิจและสังคม

ประธานาธิบดี Gbagbo และผู้สนับสนุนมีอิทธิพลต่อนโยบายเศรษฐกิจมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่นาย Banny ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้มีความพยายามควบคุมนโยบายทางด้านการเงินโดยตรง โดยเน้นการบริหารการเงินในระยะสั้น เนื่องมาจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในประเทศ เศรษฐกิจของโกตดิวัวร์ยังคงพึ่งพาธุรกิจการส่งออกโกโก้เป็นหลัก ซึ่งประสบปัญหาต่างๆ อาทิ ราคาของโกโก้ที่ต่ำในตลาดส่งผลให้มีการลักลอบนำไปขายในประเทศเพื่อนบ้าน ความขัดแย้งระหว่างกฎระเบียบและกลไกตลาด และการจัดเก็บที่ไร้ประสิทธิภาพ เป็นต้น

รัฐบาลมีความพยายามที่จะลดการพึ่งพารายได้จากภาคเกษตรกรรมซึ่งถือว่าเป็นราย ได้ของประเทศ (ประชาชนกว่าร้อยละ 68 อยู่ในภาคเกษตรกรรม) โดยตั้งแต่ปี 2549 ผลผลิตจากน้ำมันและก๊าซธรมชาติเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจของ โกตดิวัวร์ คิดเป็นมูลค่าถึง 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถสร้างเป็นรายได้หลักของประเทศและส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ กานา โตโก เบนิน มาลี และบูร์กินาฟาโซ เป็นต้น ทั้งนี้ ประธานาธิบดี Gbagbo ได้ตั้งเป้าที่จะสามารถผลิตน้ำมันดิบ 200,000 บาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ โกตดิวัวร์ยังมีเหมืองแร่ทองคำขนาดใหญ่ที่เมือง Tongon ซึ่งได้เปิดใช้อีกครั้งภายหลังจากที่สงครามได้ยุติลง และคาดว่าจะสามารถทำให้โกตดิวัวร์เป็นผู้ส่งออกทองคำรายใหญ่อีกแห่งหนึ่งของ โลกได้ในไม่ช้า

สถานการณ์ความขัดแย้งในโกตดิวัวร์ส่งผลให้ภาคธุรกิจในภาพรวมได้รับความเสีย หาย มูลค่าการลงทุนจากต่างชาติลดลง ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้าและรายได้ประชาชาติต่อหัวที่ลดลงถึงร้อยละ 15นับตั้งแต่ปี 2542 นอกจากนี้ ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล เช่น มาลี ไนเจอร์ บูร์กินาฟาโซ ได้หลีกเลี่ยงการขนส่งสินค้าผ่านโกตดิวัวร์และหันไปใช้เส้นทางที่ผ่านทาง กานา และโตโกแทน

ความช่วยเหลือจากต่างประเทศทั้งจาก IMF และ World Bank มีการพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะในช่วงที่นาย Banny ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นบุคคลที่ได้รับความไว้ใจสูงในแวดวงเศรษฐกิจและการเงินระหว่าง ประเทศในฐานะที่เป็นอดีตผู้ว่าการธนาคารภูมิภาค (Bangue centrale des Etats de l'Afrique de l'ouest-BCEAO) รูปแบบการให้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศส่วนมากเป็นการบรรเทาทุกข์ด้าน มนุษยธรรมที่เร่งด่วน ซึ่งเป็นความตกลงที่ทำอยู่กับ IMF และ World Bank ล่าสุด ในเดือนมีนาคม 2552 โกตดิวัวร์ได้รับการช่วยเหลือจาก IMF ในโครงการ poverty reduction and growth facility (PRGF) ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้โกตดิวัวร์สามารถขจัดหนี้ได้ภายในปลายปี 2553

ความสัมพันธ์

สถิติที่สำคัญ ไทย-โกตดิวัวร์ (2555)
มูลค่าการค้าไทย-โกตดิวัวร์ 304.02 ล้าน USD (ไทยส่งออก 288.65 ล้าน USD ไทยนำเข้า 15.37 ล้าน USD ไทยได้ดุลการค้า 273.28 ล้าน USD)

สินค้าส่งออกของไทย ข้าว เม็ดพลาสติก รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกลาและผลิตภัณฑ์ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ เคมีภัณฑ์ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ

สินค้านำเข้าจากโกตดิวัวร์ ด้าย เส้นใยเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์

การท่องเที่ยว ชาวโกตดิวัวร์มาไทย 915 คน

คนไทยในโกตดิวัวร์ 8 คน

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราตามปกติได้ที่กรุงเทพฯ (สถานกงสุล)

สำนักงานไทยที่ดูแลโกตดิวัวร์ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงดาการ์

สำนักงานโกตดิวัวร์ที่ดูแลไทย กรุงเทพฯ (สถานกงสุล) (กงสุลกิตติมศักดิ์โกตดิวัวร์ประจำไทย คือ นายวัลลภ มานะธัญญา) หรือ สถานเอกอัครราชทูตโกตดิวัวร์ประจำจีน

ความสัมพันธ์ทั่วไป

การทูต
ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับโกตดิวัวร์เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2509 (ค.ศ.1966) เดิมไทยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลากอส สหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย มีเขตอาณาครอบคลุมโกตดิวัวร์ และมีสำนักงานฝ่ายพาณิชย์อยู่ที่กรุงอาบิดจัน ปัจจุบันไทยได้ให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ มีเขตอาณาครอบคลุม โกตดิวัวร์ ส่วนโกตดิวัวร์ได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตโกตดิวัวร์ประจำประเทศจีนมี เขตอาณาครอบคลุมไทย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโกตดิวัวร์ประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงปักกิ่ง คนปัจจุบันคือ นาย Alain Nicaise Papatchi Coffie และได้แต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์โกตดิวัวร์ประจำประเทศไทย คือ นายวัลลภ มานะธัญญา

เศรษฐกิจ
การค้า

การค้าระหว่างไทยกับโกตดิวัวร์มีมูลค่าไม่มากนัก ในปี 2555 มีมูลค่าการค้า 304.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยนำเข้าเป็นมูลค่า 15.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งออกสินค้าไปโกตดิวัวร์มากถึง 288.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้าจำนวน 273.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความร่วมมือทางวิชาการ
ไทยได้กำหนดให้โกตดิวัวร์เป็นประเทศที่อยู่ในโครงการความช่วยเหลือของไทย (Thai Aid Programme) ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือในรูปทุนการศึกษาและฝึกอบรมและดูงานในด้านการ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาที่ไทยมีความชำนาญและเป็นที่ต้องการของประเทศ กำลังพัฒนา ได้แก่ สาขาการเกษตร สาธารณสุขและการศึกษา นอกจากนี้ สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) ยังให้ความร่วมมือด้านวิชาการในสาขาที่โกตดิวัวร์ต้องการเป็นประจำทุกปี

ความตกลงที่สำคัญกับไทย
ยังไม่เคยมีการจัดทำความตกลงใดๆ ร่วมกัน

การเยือนที่สำคัญ

ยังไม่เคยมีการเยือนในระดับสูงระหว่างกัน

ความตกลงและความร่วมมือ