Zimbabwe / ซิมบับเว

สาธารณรัฐซิมบับเว
Republic of Zimbabwe

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Zimbabwe / ซิมบับเว

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ มีอาณาเขตทิศเหนือติดกับแซมเบีย ทิศตะวันออกติดกับโมซัมบิก ทิศตะวันตกติดกับบอตสวานา ทิศใต้ติดกับแอฟริกาใต้ 

พื้นที่ 390,580 ตารางกิโลเมตร 

เมืองหลวง กรุงฮาราเร (Harare) 

ประชากร 14.03 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ พื้นที่สูงในแถบตะวันออกและทุ่งหญ้าสูงทางตอนใต้จะมีฝนตกมากและอากาศเย็นกว่าพื้นที่ต่ำ อุณหภูมิบนทุ่งหญ้าสูงอยู่ระหว่าง 12 - 13 องศาเซลเซียสในฤดูฝน
และสูงถึง
24 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน อุณหภูมิในฤดูร้อนแถบหุบเขาแซมเบซิ
และลิมโปโปอยู่ที่
32 - 38 องศาเซลเซียส ฤดูร้อนที่มีฝนเริ่มจากปลายเดือนพฤศจิกายน
- เดือนมีนาคม ฤดูหนาวและแห้งแล้งเริ่มจากกลางเดือนพฤษภาคม - กลางเดือนสิงหาคม
 

ภาษาราชการ อังกฤษ

ศาสนา ศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ ร้อยละ 74.8 นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 7.3 นิกายอื่น ๆ ร้อยละ 5.3
ความเชื่อดั้งเดิม ร้อยละ 1.5 อิสลาม ร้อยละ 0.5 อื่น ๆ ร้อยละ 0.1 ไม่นับถือศาสนา ร้อยละ 10.5

ระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ เป็นระบบสองสภา โดยมีประธานาธิบดี ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง เป็นประมุขแห่งรัฐ ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี แต่ไม่จำกัดจำนวนวาระ และมีนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี เป็นผู้นำรัฐบาล

ประธานาธิบดี นายเอมเมอร์ซัน ดัมบุดโซ อึมนางากวา (Mr. Emmerson Dambudzp Mnangagwa)
(ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2561)

รมว. กต. พลโท ซีบูซีโซ บูซี โมโย (Lieutenant General Sibusiso Busi Moyo)
(ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2560)

วันชาติ 18 เมษายน

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 4 เมษายน 2528

หน่วยเงินตรา ดอลลาร์ซิมบับเว (ZWD) (1 บาท = 11.76 ZWD) (สถานะ ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 22.04 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)    

รายได้ประชาชาติต่อหัว 1,333.4 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)    

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 4.7 (ปี 2560)       

เงินทุนสำรอง 0.292 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)    

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 0.9 (ปี 2560)      

ทรัพยากรธรรมชาติ ถ่านหิน แร่โครเมียม แร่ใยหิน ทองคำ นิกเกิล ทองแดง แร่เหล็ก วานาเดียม ลิเธียม ดีบุก ทองคำขาว

อุตสาหกรรมหลัก เหมืองแร่ (ถ่านหิน ทองคำ ทองคำขาว ทองแดง นิกเกิล ดีบุก ดินเหนียว สินแร่) เหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์จากไม้ ซีเมนต์ ปุ๋ย

สินค้านำเข้าที่สำคัญ อุปกรณ์ประกอบการถ่ายทำภาพยนตร์ ยา รถบรรทุก ข้าวโพด น้ำมันปิโตรเลียม

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ แอฟริกาใต้ จีน อินเดีย แซมเบีย ฮ่องกง

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ยาสูบ ทองคำ เพชร แร่โครเมียม น้ำตาลทรายดิบ

ตลาดส่งออกที่สำคัญ จีน แอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร อินเดีย แซมเบีย

 

การเมืองการปกครอง

ซิมบับเวปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เป็นประมุขแห่งรัฐ ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี แต่ไม่จำกัดจำนวนวาระ ฝ่ายบริหารมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีเป็นผู้นำรัฐบาล (ปัจจุบันอยู่ภายใต้ power-sharing deal ซึ่งกำหนดให้ผู้นำฝ่ายค้านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบสองสภา ประกอบด้วยวุฒิสมาชิกจำนวน 93 ที่นั่ง (60 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้งมีวาระ 5 ปี / 10 ที่นั่ง มาจากนายกเทศมนตรีเขตโดยได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดี / 16 ที่นั่ง มาจากผู้นำท้องถิ่นโดยผ่านการเลือกตั้งของคณะมนตรีผู้นำ / 2 ที่นั่ง เป็นของประธานและรองประธานคณะมนตรีผู้นำ / 5 ที่นั่ง มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 210 ที่นั่ง (ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง มีวาระ 5 ปี) เลือกตั้งครั้งล่าสุด (ทั้ง 2 สภา) เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2551 ฝ่ายตุลาการประกอบด้วยศาลสูงสุดและศาลสูงบริเวณประเทศซิมบับเวในปัจจุบัน ในอดีตคือดินแดน Southern Rhodesia ซึ่งถูกเจ้าอาณานิคม (อังกฤษ) รวมเข้ากับ Northern Rhodesia (ปัจจุบันคือแซมเบีย) และ Nyasaland (ปัจจุบันคือมาลาวี)

และก่อตั้งขึ้นเป็นสหพันธรัฐแอฟริกากลาง (The Central African Federation) ในปี 2496 (ค.ศ. 1953) โดยสหพันธรัฐแอฟริกากลางนี้มีกรุงซาลิสบิวรี่ (Salisbury) (ปัจจุบันคือ กรุงฮาราเร) เป็นเมืองหลวง ภายหลังมาลาวีและแซมเบียได้รับเอกราช สหพันธรัฐแอฟริกากลางนี้ก็ล่มสลาย ดินแดน Southern Rhodesia จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น Rhodesia โดยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลผิวขาวของนายเอียน สมิทธ์ (Ian Smith) ซึ่งได้ประกาศแถลงการณ์อิสรภาพฝ่ายเดียว (Unilateral Declaration of Independence - UDI) ในปี 2508 (ค.ศ.1965) โดยมีจุดยืนคือ การประกาศเอกราชจากอังกฤษ 

        คนผิวดำในซิมบับเว ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ มีกระบวนการต่อต้านการปกครองของคนผิวขาวในรูปแบบของกองกำลังทหารคือ สหภาพชาวแอฟริกันแห่งชาติซิมบับเว (The Zimbabwe African National Union - ZANU) ซึ่งนำโดยนายโรเบิร์ต มูกาเบ (Robert Mugabe) กลุ่ม ZANU เป็นศูนย์รวมของการต่อสู้ทางการเมืองของชาวผิวดำในซิมบับเวและการเคลื่อนไหวต่อต้านการปกครองของอังกฤษด้วยขบวนการแบบกองโจร ในปี 2522 (ค.ศ.1979) รัฐบาลอังกฤษได้จัดประชุมหลายฝ่ายในกรุงลอนดอน ผลการประชุมนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2523 (ค.ศ.1980) ซึ่งกลุ่ม ZANU (เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Zimbabwe African National Union - Patriotic Front หรือ ZANU-PF) ภายใต้การนำของนายมูกาเบ ได้รับชัยชนะและเข้าครองอำนาจการบริหารประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ 2523 

        ซิมบับเวได้รับเอกราชจากอังกฤษตั้งแต่ปี 2523 (ค.ศ.1980) โดยมีนายมูกาเบ เป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2523 - 2530 หลังจากนั้น นายมูกาเบได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ ตั้งแต่ปี 2530 หลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ระยะหนึ่ง นายมูกาเบดำเนินนโยบายปฏิรูปที่ดิน โดยยึดที่ดินทำกินของชาวซิมบับเวผิวขาว (เชื้อสายอังกฤษ) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 75 ของที่ดินทั้งประเทศมาจัดสรรใหม่ให้แก่ชาวซิมบับเวผิวดำเพื่อเรียกความศรัทธาและความนิยมของประชาชน เหตุการณ์บุกรุกที่ดินเริ่มรุนแรงขึ้น

ในปี 2543 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 40 คน และเกษตรกรผิวขาวกว่า 100 ครอบครัวต้องอพยพออกจากที่ดิน และอีกจำนวนมากต้องยุติการเพาะปลูก นโยบายปฏิรูปที่ดินนี้นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนและวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง ประเทศตะวันตกนำโดยสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ได้มีมาตรการ Smart / Targeted Sanctions เพื่อต่อต้านและกดดันรัฐบาลของนายมูกาเบตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ประกอบด้วยการเพิกถอนสมาชิกภาพของซิมบับเวในเครือจักรภพชั่วคราวโดยไม่มีกำหนด การห้ามการเดินทางเข้าประเทศและการอายัดทรัพย์สินที่มีอยู่ในประเทศตะวันตกของนายมูกาเบ รวมทั้งพรรคพวกและเครือญาติ อย่างไรก็ตาม เป็นที่สังเกตว่าการกดดันของประเทศตะวันตกไม่อาจทำให้วิกฤตการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในซิมบับเวบรรเทาลงได้ ซิมบับเวได้ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศเครือจักรภพในเดือนธันวาคม 2546 และฝ่ายรัฐบาลซิมบับเวได้ใช้กำลังเข้าทำร้ายร่างกายและจับกุมผู้นำฝ่ายต่อต้านและนักเคลื่อนไหวกว่า 40 คนเมื่อเดือนมีนาคม 2550 

        ในเดือนมิถุนายน 2550 เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา ประจำประเทศไทยได้เข้าพบรองอธิบดีกรมเอเชียใต้ฯ เพื่อโน้มน้าวให้ไทยร่วมดำเนินมาตรการ Smart Sanctions ห้ามการเดินทางเข้าไทยกับนายมูกาเบและพวก แต่ฝ่ายไทยได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยต่อการใช้มาตรการกดดันที่ไม่ได้อยู่ภายใต้มติของ UN โดยฝ่ายไทยเชื่อมั่นในการที่จะบรรลุข้อยุติของปัญหาบนพื้นฐานของการเจรจาร่วมกันอย่างตรงไปตรงมาและเท่าเทียมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและเห็นว่ามาตรการกดดันเพื่อโดดเดี่ยวซิมบับเวนั้นจะไม่ส่งผลดีต่อการแก้ปัญหา เนื่องจากได้รับแรงต่อต้านจากประเทศตะวันตกอย่างสูง รัฐบาลซิมบับเวจึงดำเนินนโยบาย Look East แสวงหามิตรประเทศจากภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะการเร่งกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ในส่วนของไทย รัฐบาลซิมบับเวพยายามเสริมสร้างความสัมพันธ์กับไทย โดยได้แต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ซิมบับเวประจำไทยและได้มีความพยายามที่จะจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าซิมบับเวในกรุงเทพฯ (อนึ่ง ที่ผ่านมา นายมูกาเบและภริยา เดินทางเยือนไทยเป็นการส่วนตัวบ่อยครั้ง บุตรชายของนายมูกาเบเคยศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ) 

        เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2551 ซิมบับเวมีการเลือกตั้งทั่วไปของสถาบันการเมืองหลักของประเทศ ได้แก่ ประธานาธิบดี สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาท้องถิ่น ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีปรากฏว่า นายมูกาเบ ผู้นำพรรค ZANU-PF ได้คะแนนเสียงร้อยละ 43.2 และนายมอร์แกน ชังกิราย (Morgan Tsvangirai) ผู้นำพรรค Movement for Democratic Change – MDC) ได้คะแนนเสียงร้อยละ 47.9 ซึ่งถือว่าไม่มีผู้ใดได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง จึงต้องมีการเลือกตั้งรอบที่ 2 ในวันที่ 27 มิถุนายน 2551 
ในช่วง 3 เดือนระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบที่ 1 และ 2 นั้น รัฐบาลของนายมูกาเบได้มีการใช้กำลังข่มขู่ประชาชนที่สนับสนุนฝ่ายค้านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเขตชนบทมีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้กว่า 60 คน และผู้สูญหายกว่า 30,000 คน นายชังกิราย ผู้นำฝ่ายค้าน แถลงถอนตัวจากการเลือกตั้งรอบที่ 2 เพื่อประท้วงการใช้ความรุนแรงข่มขู่ผู้สนับสนุนฝ่ายค้านของรัฐบาล โดยฝ่ายค้านยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 85 คน และผู้สูญหายมากกว่า 200,000 คน ผลการเลือกตั้งรอบที่ 2 ปรากฏว่านายมูกาเบที่ลงแข่งขันเพียงผู้เดียวได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งด้วยคะแนนร้อยละ 85.5 โดยมีประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งร้อยละ 42.4 ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนผู้ที่เลือกนายมูกาเบเมื่อเดือนมีนาคม 2551 และได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2551 ท่ามกลางความคลางแคลงใจของชาวซิมบับเวและนานาชาติ หลังจากการเลือกตั้ง นายชังกิรายได้เดินทางออกนอกประเทศไปอยู่ในบอตสวานา ในระหว่างนั้น ได้มีความพยายามในการคลี่คลายปัญหาในซิมบับเวโดยนานาชาติและประเทศแอฟริกันอื่น ๆ ทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี โดยประเทศที่ต่อต้านการครองอำนาจของนายมูกาเบอย่างชัดเจนและมีมาตรการคว่ำบาตรซิมบับเว ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ และกลุ่ม EU 

        ประเทศมหาอำนาจกลุ่มเหนือ นำโดยสหรัฐฯ ได้เสนอให้ชุมชนโลกในนามขององค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะสหประชาชาติ สหภาพแอฟริกา และ G8 กำหนดมาตรการลงโทษรัฐบาลของนาย มูกาเบ เช่น คว่ำบาตรการค้าอาวุธและการเดินทางของเจ้าหน้าที่อาวุโสของซิมบับเว แต่ประเทศกลุ่มใต้นำโดย รัสเซีย จีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ยังลังเลต่อมาตรการคว่ำบาตร โดยให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการแทรกแซงกิจการภายในของซิมบับเว ในขณะที่แอฟริกาใต้มีท่าทีเป็นกลาง (ซึ่งมีนัยที่สนับสนุนนายมูกาเบ) โดยอ้างการดำเนินนโยบายตามหลัก Quiet Diplomacy    

        สหภาพแอฟริกา (AU) ได้มีมติภายหลังการประชุม AU Summit ที่อิยิปต์ เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2551 ให้นายมูกาเบและนายชังกิราย เจรจากันเพื่อตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ในขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศ SADC (Southern African Development Community) ก็กดดันให้นายชังกิรายเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อให้สถานการณ์สงบภายหลังการเจรจากว่า 6 เดือน นายชังกิรายประกาศว่า ตนและพรรค MDC-T (ซึ่งแยกตัวออกมาจากพรรค MDC) จะเข้าร่วมกับนายมูกาเบและพรรค ZANU-PF จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยนายมูกาเบยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและคุมกำลังทหาร ส่วนนายชังกิรายดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2552) การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากชาวซิมบับเวและประเทศอื่น ๆ ในแอฟริกาอย่างยิ่ง โดยหวังว่า จะทำให้ความวุ่นวายทางการเมืองคลี่คลายลงและประชาชนจะได้รับการดูแลจากรัฐบาลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นานาชาติยังไม่วางใจในเสถียรภาพของรัฐบาลแห่งชาติ และประเทศตะวันตกยังไม่ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรซิมบับเว 

ต่อมาประธานาธิบดีมูกาเบได้ถูกทหารยึดอำนาจ และได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหลังจากครองอำนาจมานาน 37 ปี ต่อมาพรรครัฐบาล Zanu-PF ได้แจ้งต่อรัฐสภาเสนอชื่อ นายเอมเมอร์ซัน อึมนางากวา อดีตรองประธานาธิบดี ให้เป็นผู้นำพรรคคนใหม่ และมีการเลือกตั้งในปี 2018 นายเอมเมอร์ซัน ดัมบุดโซ อึมนางากวา ผู้นำพรรคคนใหม่ ชนะการเลือกตั้งครั้งดังกล่าว 50.8 %


นโยบายต่างประเทศ 
        ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ซิมบับเวมีความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในทางตอนใต้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะกับแอฟริกาใต้ที่มีนโยบาย quiet diplomacy ชัดเจนว่า จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของซิมบับเว อย่างไรก็ดี บอตสวานาได้สร้างแนวรั้วไฟฟ้า และแอฟริกาใต้ได้วางกำลังทหารตามแนวชายแดนกับซิมบับเว เพื่อป้องกันการอพยพเข้าประเทศของชาวซิมบับเวที่ประสบปัญหาความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น รวมทั้งผู้ที่ต้องการลี้ภัยทางการเมืองด้วย ในส่วนของประเทศเพื่อนบ้านทางตอนเหนือ-ตะวันออก อาทิ แซมเบีย คองโก (DRC) และโมซัมบิก ประธานาธิบดีมูกาเบเคยส่งทหารเข้าสู้รบในประเทศเหล่านี้ ซึ่งหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า การสู้รับดังกล่าวมักเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจเมื่อประธานาธิบดีมูกาเบและพรรค ZANU-PF ประสบปัญหาทางการเมือง   

        ความสัมพันธ์กับประเทศสหรัฐฯ และกลุ่ม EU ไม่สู้ดีนัก เนื่องจากประเทศดังกล่าวมีนโยบายคว่ำบาตรด้านการเดินทางและการอายัดทรัพย์สินของสมาชิกแกนนำพรรค ZANU-PF หลายคน (ครอบคลุมประมาณร้อยละ 90 ของผู้มีตำแหน่งในรัฐบาลซิมบับเว) แต่มาตรการดังกล่าวไม่ได้ผลเท่าที่ควร ประธานาธิบดีมูกาเบยังสามารถเดินทางเข้า-ออกและมีบทบาทในประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ร่วมในนโยบายคว่ำบาตร อีกทั้งยังใช้นโยบายคว่ำบาตรซิมบับเวเพื่อประโยชน์ทางการเมืองให้แก่ตนเองและพรรค ZANU-PF ด้วย  

        ประธานาธิบดีมูกาเบจึงพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ โดยเฉพาะกับมาเลเซียและลิเบีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน (South-South Economic Cooperation) ล่าสุด ซิมบับเวได้ตกลงแลกเปลี่ยนสินค้า (barter trade) กับการนำเข้าน้ำมันจากลิเบีย ปัจจุบันซิมบับเวพยายามดำเนินความสัมพันธ์กับจีนให้มากขึ้น โดยมุ่งหวังที่จะพึ่งพาความช่วยเหลือจากจีน    

        ประธานาธิบดีมูกาเบได้กล่าวสนับสนุนนโยบายการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในระหว่างการเยือนซิมบับเวของประธานาธิบดีมามูด อามาดิเนจ๊าด (Mahmoud Ahmadinajad) เมื่อเดือนเมษายน 2553 แต่นายชังกิราย นายกรัฐมนตรีซิมบับเว
ซึ่งเป็นผู้นำพรรคร่วมรัฐบาล
MDC คัดค้านการเยือนดังกล่าวโดยเห็นว่าการสนับสนุนอิหร่านจะยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ 


เศรษฐกิจและสังคม

วิกฤตการณ์ในทุกมิติของประเทศส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมของซิมบับเวล่มสลายภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีมูกาเบ เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง การขาดแคลนอาหาร และภาวะการว่างงานอย่างรุนแรง 
ในปัจจุบันมีประชากรเพียงร้อยละ 20 ของประเทศเท่านั้นที่มีงานประจำ เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2551 รัฐบาลซิมบับเวยกเลิกการใช้เงินสกุล”ดอลลาร์ซิมบับเว” (ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้พิมพ์ธนบัตรมูลค่า 100 Trillion Zimbabwean Dollars ออกใช้เท่ากับว่า
เงินซิมบับเวดอลลาร์แทบจะไม่มีค่ามากไปกว่ากระดาษ) และอนุญาตให้ใช้เงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐ และแรนด์แอฟริกาใต้ ในท้องตลาดได้ รวมทั้งจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้สภาวะเศรษฐกิจเริ่มทรงตัว
ประชาชนเริ่มมีกำลังซื้อ และเริ่มมีเงินไหลเข้าสู่ระบบมากขึ้น

ความสัมพันธ์

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราได้ที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐซิมบับเวประจำประเทศมาเลเซีย

สำนักงานของไทยที่ดูแลซิมบับเว สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย

สำนักงานของซิมบับเวที่ดูแลไทย สถานกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐซิมบับเวประจำประเทศไทย (กงสุลกิตติมศักดิ์ คือ นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์) / สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐซิมบับเวประจำประเทศมาเลเซีย           

ความสัมพันธ์ทั่วไป

        ไทยและซิมบับเวได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2528 โดยไทยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ มีเขตอาณาครอบคลุมซิมบับเว ส่วนซิมบับเวมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตซิมบับเวประจำมาเลเซีย มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย

        ในภาพรวม ความสัมพันธ์ ไทย-ซิมบับเว ราบรื่นแต่ไม่ใกล้ชิด ยังมีการแลกเปลี่ยนการเยือนหรือการจัดกิจกรรมระหว่างกันน้อยมาก อย่างไรก็ดี อุปสรรคสำคัญคือสถานการณ์รุนแรงในซิมบับเวเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ และนานาชาติยังใช้มาตรการคว่ำบาตรซิมบับเวอยู่อย่างต่อเนื่อง 

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

การค้า

        ในปี 2561 ไทยและซิมบับเวมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 17.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 15.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 2.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้า 12.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เนื่องจากไทยนำเข้าวัตถุดิบประเภทด้ายและเส้นใยจากซิมบับเวเพื่อนำมาใช้ใน อุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยเป็นจำนวนมาก 

นอกจากนั้นยังมี สินค้าที่ไทยนำเข้อื่น ๆ ได้แก่ สินแร่โลหะ เศษโลหะ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ด้ายและเส้นใย สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แร่ รองเท้า เคมีภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภค
สินค้าหลัก
ที่ไทยส่งออกไปซิมบับเว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ข้าว ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เป็นต้น

การลงทุน

        ยังไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนระหว่างกัน อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา รัฐบาลซิมบับเวมีนโยบายในการส่งเสริมการค้าและการลงทุน และเชิญชวนชาวต่างชาติเข้าไปลงทุนรวมทั้งไทยด้วย ซึ่งเดิมซิมบับเวเน้นการค้ากับยุโรป แต่ปัจจุบันได้หันมาสนใจติดต่อกับภูมิภาคเอเชียมากขึ้น 

การท่องเที่ยว

        ในปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวซิมบับเวเดินทางมาไทยจำนวน 665 คน 

ความตกลงและความร่วมมือ

  • ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลสาธารณรัฐซิมบับเว
    วันที่ลงนาม 18 กุมภาพันธ์ 2543