Namibia / นามิเบีย

สาธารณรัฐนามิเบีย
Republic of Namibia

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Namibia / นามิเบีย

ที่ตั้ง                                                ตั้งอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ มีพรมแดนทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐแองโกลา ทิศตะวันออกติดกับสาธารณรัฐแซมเบีย สาธารณรัฐซิมบับเว และสาธารณรัฐบอตสวานา ทิศใต้ติดกับสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ และทิศตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก







พื้นที่                                                      824,269 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง                                         กรุงวินด์ฮุก (Windhoek)

ประชากร                                           2.53 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ                                          แบ่งเป็น ๓ ฤดู คือ ฤดูร้อน ตั้งแต่เดือพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม อุณหภูมิเฉลี่ย ๒๐ - ๒๘ องศาเซลเซียส ฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือน  เมษายน อุณหภูมิเฉลี่ย ๓๐ - ๓๕ องศาเซลเซียส และฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม อุณหภูมิเฉลี่ย ๗ - ๒๑ องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ                                    ภาษาอังกฤษ (English) เป็นภาษาราชการ และภาษาอื่น ๆ เช่น แอฟริคานส์ เยอรมัน Oshivambo Herero และ Nama

ศาสนา                                                ศาสนาคริสต์ นิกายลูเธอรัน ร้อยละ 40 และนิกายอื่น ๆ  ร้อยละ 40 และความเชื่อดั้งเดิม ร้อยละ 20

หน่วยเงินตรา                                       ดอลลาร์นามิเบีย   อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท เท่ากับ 0.42 ดอลลาร์นามิเบีย                                         (สถานะวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ            13,254 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

รายได้ประชาชาติต่อหัว                     5,230.77 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ                 ติดลบร้อยละ 0.4 (ปี 2561)

ระบอบการปกครอง                           ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ เป็นระบบสองสภา โดยมีประธานาธิบดี ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง เป็นประมุขแห่งรัฐ และผู้นำรัฐบาล ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี แต่ไม่เกิน 2 วาระ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายฮาเก เกียงโกบ (Hage Geingob) (เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2558)

 

 

การเมืองการปกครอง

การเมืองการปกครอง
นามิเบียปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เป็นประมุข ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี แต่ไม่เกิน 2 วาระ และมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี เป็นผู้นำรัฐบาล คณะรัฐมนตรีได้รับการคัดเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบสองสภา ประกอบด้วยสมาชิกคณะมนตรีแห่งชาติจำนวน 26 ที่นั่ง (คัดเลือกจากสมาชิกคณะมนตรีแห่งภูมิภาค 13 ภูมิภาค ๆ ละ 2 ที่นั่ง โดยสมาชิกคณะมนตรีแห่งภูมิภาคมาจากการเลือกตั้ง มีวาระ 6 ปี) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 72 ที่นั่ง ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง มีวาระ 5 ปี ฝ่ายตุลาการประกอบด้วยศาลสูงสุดเพียงศาลเดียว โดยที่ผู้พิพากษามาจากการเสนอชื่อของคณะกรรมการตุลาการ และแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี

นามิเบียเคยตกเป็นอาณานิคมของสหพันธรัฐเยอรมนีเมื่อปี 2427 (ค.ศ.1884) และเป็นที่รู้จักในนาม German South-West Africa (ยกเว้นเขต Walvis Bay ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักร)  โดยเป็นความพยายามในการลดทอนการแผ่ขยายอำนาจของสหราชอาณาจักรในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้  ต่อมา ในช่วงปี 2447-2450 (ค.ศ.1904-1907) ชาว Herero และ Nama ได้ร่วมกันต่อสู้กับเจ้าอาณานิคม จนนำไปสู่การสังหารล้างเผ่าพันธุ์ (genocide) เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นชาว Herero กว่า 10,000 คน และ ชาว Nama อีกเกือบ 100,000 คน (รวมแล้วมีจำนวนกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนประชากรทั้งหมดในขณะนั้น) ภายหลังจากที่สหพันธรัฐเยอรมนีแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 นามิเบียจึงตกเป็นเขตปกครองของสาธารณรัฐแอฟริกาใต้

ในปี 2509 (ค.ศ.1966) กลุ่ม South-West Africa People’s Organisation (SWAPO) และ กลุ่ม People’s Liberation Army of Namibia (PLAN) ทำสงครามเพื่ออิสรภาพกับกองกำลังของแอฟริกาใต้ สงครามดังกล่าวยืดเยื้อไปจนถึงปี 2531 (ค.ศ.1988) เมื่อแอฟริกาใต้ยอมรับแผนสันติภาพในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของสหประชาชาติ นามิเบียได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2533 (ค.ศ.1990) และต่อมา ได้ควบรวมกับเขต Walvis Bay ภายหลังจากการสิ้นสุดนโยบายการแบ่งชนชั้น Apartheid ในแอฟริกาใต้เมื่อปี 2537 (ค.ศ.1994)

หลังจากที่แอฟริกาใต้ถอนกำลังออกจากนามิเบีย สหประชาชาติได้เข้ามากำกับดูแลการเลือกตั้ง   เมื่อเดือนกันยายน 2532 (ค.ศ.1989) ผลปรากฏว่า SWAPO ได้รับเสียงข้างมาก กว่าร้อยละ 57 ซึ่งน้อยกว่า  การคาดการณ์ของหลายฝ่าย ส่วนหนึ่งเนื่องจากพรรค Democratic Turnhalle Alliance (DTA) พรรคคู่แข่งหลัก ได้รับการสนับสนุนในทางลับจากแอฟริกาใต้ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เคยมีส่วนร่วมในการปกครองนามิเบียในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของแอฟริกาใต้ ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างกัน ทั้งสองพรรคได้ร่วมให้ความเห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในประเด็นอำนาจการบริหารเบ็ดเสร็จของประธานาธิบดี และมีมติเอกฉันท์ให้  นายแซม นูโจมา (Sam Nujoma) หัวหน้าพรรค SWAPO ในขณะนั้น ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของ  นามิเบีย ซึ่งต่อมา ประธานาธิบดีนูโจมาลงสมัครและชนะการเลือกตั้งในปี 2537 และ 2542 และพรรค SWAPO ได้รับเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรมาโดยตลอด

นายฮิฟิเกพุนเย ลูคัส โพฮัมบา (Hifikepunye Lucas Pohamba) จากพรรค SWAPO ได้รับชัยชนะ   ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 (ค.ศ.2004) และได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานาธิบดีเป็นสมัยแรกต่อจากนายนูโจมา ซึ่งปัจจุบันนี้ ยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคและยังคงมีบทบาทสำคัญในพรรค SWAPO อยู่มาก ในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนมีนาคม 2548 นายโพฮัมบาได้เลือกบุคคลที่เคยอยู่ในคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลของนายนูโจมาหลายคนให้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรี เพื่อลดความแตกแยกภายในพรรค SWAPO และได้ดำเนินนโยบายปราบปรามคอรัปชั่นอย่างเต็มที่เพื่อเรียกคะแนนนิยมให้แก่รัฐบาลของตน

นโยบายการกระจายที่ดินทำกินให้แก่คนพื้นเมือง
นามิเบียเป็นประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกาที่ประสบกับปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในการถือครองที่ดิน ในช่วงการได้รับเอกราช คนผิวขาวประมาณ 4,500 คน ถือครองที่ดินในประเทศ คิดเป็นร้อยละ 37 ของที่ดินทั้งหมดของประเทศ รัฐบาลจึงดำเนินนโยบายซื้อที่ดินจากคนผิวขาวเพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ชาวพื้นเมืองซึ่งเป็นคนผิวดำ โครงการปฏิรูปที่ดินดังกล่าวมีความแตกต่างจากกรณีของซิมบับเวอย่างชัดเจน เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ที่รัฐบาลซื้อคืนนั้น อยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย และรัฐบาลยึดมั่นในหลักกฎหมายที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษาขีดความสามารถทางด้านปศุสัตว์ของประเทศเอาไว้อย่างต่อเนื่อง

เงินกู้ยืมเพื่อสนับสนุนโครงการปฏิรูปที่ดิน
ตัวเลขสถิติของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่า อัตราการซื้อคืนที่ดินบนพื้นฐานของความสมัครใจของผู้ซื้อและผู้ขายนั้น สูงและดำเนินไปด้วยความล่าช้า นอกจากนั้น ยังมีการกล่าวหาว่า รัฐบาลเลือกที่จะซื้อคืนที่ดินในเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการแสดงให้เห็นว่า ในปัจจุบัน ที่ดินทำกินประมาณ 1 ใน 5 ของนามิเบียซึ่งอยู่ภายใต้การครอบครองของชาวนามิเบียพื้นเมืองผิวดำ เป็นที่ดินที่ได้จากการซื้อคืนโดยรัฐบาล และเป็นที่ดินส่วนใหญ่ที่ซื้อคืนภายใต้โครงการเงินช่วยเหลือที่เรียกว่า Affirmative Action Loan Scheme (AALS)  ซึ่งบริหารจัดการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรนามิเบีย จึงมีการกล่าวหาจากพรรคฝ่ายค้านว่า ผู้มีอำนาจในรัฐบาลและชนชั้นนำของประเทศอาศัยข้อได้เปรียบในการเป็น “ผู้ด้อยโอกาสในอดีต” (previously disadvantaged)   ในการสมัครเพื่อรับสิทธิประโยชน์และเงินกู้ยืมตามโครงการ AALS

นโยบายต่างประเทศ
ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
แอฟริกาใต้ ความสัมพันธ์เป็นไปอย่างใกล้ชิด เนื่องจากนามิเบียต้องพึ่งพาแอฟริกาใต้ทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก แม้ว่านโยบายต่างประเทศของนามิเบียและแอฟริกาใต้ไม่สอดคล้องกันในบางประการ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็ยังคงดำเนินไปด้วยดี

แองโกลา ความสัมพันธ์ไม่ค่อยจะราบรื่นนัก เนื่องจากในปี 2536 กลุ่ม National Union for the Total Independence of Angola (UNITA) ซึ่งในอดีตเป็นกลุ่มกำลังต่อต้านรัฐบาลแองโกลาที่นำโดยพรรค Popular Movement for the Liberation of Angola (MPLA) และปัจจุบัน กลายมาเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุด กล่าวหาว่า กองกำลังของนามิเบียได้เคยข้ามชายแดนภาคใต้ของแองโกลาเข้าไปช่วยรัฐบาลแองโกลาในสมัยนั้น ต่อสู้กับ UNITA แต่นามิเบียปฏิเสธ ในปี 2537 เกิดการต่อสู้ที่บริเวณชายแดนนามิเบีย-แองโกลา จนกระทั่งนามิเบียประกาศปิดพรมแดน ต่อมา ในปี 2539 ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ที่จะเพิ่มมาตรการรักษา ความปลอดภัยบริเวณชายแดนร่วมกัน

บอตสวานา ความสัมพันธ์ราบรื่นดี จนกระทั่งเมื่อต้นปี 2539 มีข้อขัดแย้งเรื่องการปักปันเขตแดนบริเวณแม่น้ำโชเบ

ซิมบับเว จากประสบการณ์ร่วมกันในเรื่องการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชทำให้ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ดี โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างพรรค SWAPO ของนามิเบียและ   พรรค Zimbabwe African National Union – Patriotic Front (ZANU-PF) ของซิมบับเว ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของทั้งสองประเทศ รวมทั้งนายนูโจมา ประธานาธิบดีนามิเบียเอง ก็มีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ใกล้ชิดกับนายโรเบิร์ต  มูกาเบ (Robert Mugabe) ประธานาธิบดีซิมบับเวอย่างยิ่ง นอกจากนั้น รัฐมนตรีจากพรรค SWAPO บางคนยังให้การสนับสนุนนโยบายการเข้ายึดครองที่ดินของรัฐบาลซิมบับเวอย่างเต็มที่ ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งสองประเทศยังร่วมกันส่งกองกำลังไปให้การสนับสนุนประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในการต่อสู้กับกลุ่มกบฎเมื่อปี 2538

ความสัมพันธ์ในกรอบเวทีพหุภาคี
นามิเบียเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญ อาทิ องค์การสหประชาชาติ กลุ่ม G-77      กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-aligned Movement - NAM) สหภาพแอฟริกา (African Union - AU) สหภาพศุลกากรแอฟริกาใต้ (Southern African Customs Union - SACU) ประชาคมด้านการพัฒนาแห่งภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Development Community

เศรษฐกิจและสังคม

นโยบายการลดความยากจนและการสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ
เป้าหมายทางเศรษกิจของนามิเบียนับตั้งแต่ที่ได้รับเอกราชคือ การขยายการจ้างงาน การสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาเศรษฐกิจในภาคปฐมภูมิ (primary sector) โดยการกระตุ้นการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมภาคการผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้แก่ทรัพยากรธรรมชาติของนามิเบียก่อนการส่งออก รวมถึงอุตสาหกรรมทางด้านการท่องเที่ยวและภาคการเงิน และตั้งแต่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลนามิเบียให้ความสำคัญกับโครงการลดความยากจนและขยายการมีส่วนร่วมทาง ธุรกิจให้แก่ “ผู้ด้อยโอกาสในอดีต” ชาวนามิเบียที่มีจำนวนถึงร้อยละ 95

นโยบายการสนับสนุนให้คนผิวดำมีส่วนร่วมทางธุรกิจ (Black Economic Empowerment - BEE)
โดยทั่วไป รัฐบาลมิได้เข้ามาแทรกแซงทางเศรษฐกิจและมิได้มีการกำหนดขอบเขตขั้นต่ำในการ มี  ส่วนร่วมของคนผิวดำและการเป็นเจ้าของในธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี ในภาคการประมง  ได้มีการกำหนดสัดส่วนการมีส่วนร่วมของชาวพื้นเมืองเพื่อเป็นเงื่อนไขไปสู่ การได้รับใบอนุญาตทำการประมงในนามิเบียแล้ว และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของชาว พื้นเมืองมากยิ่งขึ้น รัฐบาลมองว่า BEE มิได้เป็นเพียงแค่กลไกในการปรับโครงสร้างความไม่เท่าเทียมในการเป็นเจ้าของ ธุรกิจ แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนแปลงสังคมนามิเบียโดยการเพิ่มโอกาสทาง เศรษฐกิจให้แก่ชาวพื้นเมืองด้วย โครงการนี้ประสบความล้มเหลวซึ่งอาจเป็นเพราะความผิดพลาดในการบริหารหรือการ ฉ้อโกง รัฐบาลนามิเบียถูกวิพากษ์ว่า คนผิวดำที่เป็นชนชั้นนำหรือมีความรู้จักคุ้นเคยกับรัฐบาลนามิเบียเท่านั้น เป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการอย่างเต็มที่

นโยบายดึงดูดการลงทุนของนามิเบีย
ภายหลังได้รับเอกราช นามิเบียพยายามใช้นโยบายด้านภาษีและสิ่งจูงใจทางการเงินเพื่อดึงดูด      นักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการส่งออกและการแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติ หน่วยงานส่งเสริมการลงทุน (investment center) ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนต่างชาติที่จะเข้าไปลง ทุน อย่างไรก็ดี สิ่งจูงใจจากรัฐบาลออกมาในลักษณะทีละเล็กละน้อย มิได้ออกมาเป็น package  จึงขาดการบูรณาการในภาพรวม ในปลายทศวรรษที่ 1990 (ประมาณปี 2530-2532) นามิเบียมีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 35 ซึ่งถือว่าไม่สูงมากนัก แต่ก็ไม่เป็นที่จูงใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ เพราะประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน เช่น บอตสวานามีอัตราภาษีที่ต่ำกว่านามิเบีย คือ ประมาณร้อยละ 25

ภาคการบริการ โดยเฉพาะการบริการของรัฐและทางการเงิน เป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างทางเศรษฐกิจของนามิเบีย จากข้อมูลของ Economist Intelligence Unit (EIU) ในช่วงปี 2546-2550 ผลิตภัณฑ์ภาคการบริการมีมูลค่ามากกว่าร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product – GDP) มาโดยตลอด ในขณะที่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม มีมูลค่าเฉลี่ยประมาณร้อยละ 10 และ 30 ตามลำดับเท่านั้น แม้ว่าประชาชนกว่าร้อยละ 70 ประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรมก็ตาม ผลผลิตของภาคเกษตรกรรมได้รับผลกระทบจากปัญหาความแห้งแล้งบ่อยครั้ง และระบบชลประทานที่ยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ

นอกจากภาคการบริการแล้ว อุตสาหกรรมเหมืองแร่ก็มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของนามิเบียเช่นกัน ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ นามิเบียมีแหล่งแร่มากมายหลายชนิดทั่วทั้งประเทศ มีแหล่งแร่เพชรทางด้านใต้-ตะวันตก และบริเวณนอกชายฝั่งทะเล นามิเบียส่งออกแร่ยูเรเนียมเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก นอกจากนี้ ยังมีแหล่งแร่สังกะสี ทองแดง ทองคำ รวมทั้งก๊าซธรรมชาติ จำนวนมาก ดังนั้น การขึ้น-ลงของราคาแร่เหล่านี้ในตลาดโลกมีผลอย่างมากต่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจ ของนามิเบียในภาพรวม

อุตสาหกรรมการประมงมีศักยภาพมาก เนื่องจากนามิเบียมีแนวชายฝั่งเป็นระยะทางถึง 1,600 กม. แต่ได้รับผลกระทบจากภาวะการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรและอัตรา การจับปลาที่สูงเกินไปภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม แต่โดยมากยังคงเป็นอุตสาหกรรมขนาดย่อม แม้ว่าความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาพอสมควรแล้ว และความสามารถในการเข้าถึงแหล่งตลาดต่างประเทศและในภูมิภาค จะมีส่วนช่วยพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจของนามิเบียให้มีความหลากหลายมากยิ่ง ขึ้น แต่การขาดแคลนแรงงานคุณภาพ ตลาดภายในประเทศมีขนาดเล็ก และอัตราค่าขนส่งภายในประเทศที่สูง ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

ในภาพรวม นามิเบียเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจสูง โดยมีระดับการพัฒนาเป็นลำดับที่ 2 รองจากแอฟริกาใต้ในอนุภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ นอกจากนี้ นามิเบียยังเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติ เป็นประเทศผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าสำคัญ และมีศักยภาพที่จะเป็นฐานการประกอบธุรกิจและการลงทุนในอนาคตของนักลงทุนต่าง ชาติในอนุภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้

ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

1.   ความสัมพันธ์ทั่วไป

    ไทยและนามิเบียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2533 (ค.ศ. 1990) โดยไทยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย มีเขตอาณาครอบคลุมนามิเบีย และได้แต่งตั้งให้นายกาเบรียล ตูอาเฟนี วาเฮงโก (Gabriel Tuhafeni Uaheng) เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำนามิเบีย โดยนามิเบียได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐนามิเบียประจำมาเลเซียมีเขตอาณาครอบคลุมไทย และได้แต่งตั้งนางนลินี ทวีสินเป็นกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐนามิเบียประจำประเทศไทย

1.1 การเมือง

               ความสัมพันธ์ด้านการเมืองระหว่างไทยกับนามิเบียดำเนินไปอย่างราบรื่นแต่ไม่ใกล้ชิด โดยนามิเบียได้ให้การสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศด้วยดีตลอดมา

               ไทยสนับสนุนให้มีการปฏิบัติตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 435 ปี 2521 (ค.ศ. 1978) ในการให้เอกราชแก่นามิเบียมาโดยตลอด ต่อมาสหประชาชาติ ได้จัดตั้งกองกำลังสังเกตการณ์และควบคุมเพื่อให้เป็นไปตามความตกลงสันติภาพและเพื่อเอกราช และไทยเป็นประเทศหนึ่งใน 27 ประเทศที่ได้จัดส่งผู้แทนเข้าร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของนามิเบียที่มีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2532 (ค.ศ. 1989) ตามคำร้องขอขององค์การสหประชาชาติ

               รัฐบาลนามิเบียไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เมื่อปี 2557 (ค.ศ. 2014)          

1.2 การค้า

               ในปี 2561 (ค.ศ. 2018) ไทยและนามิเบียมีปริมาณการค้ารวม 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นการส่งออก 4.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้า 0.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้า 3.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

               สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปนามิเบีย ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป น้ำตาลทราย ข้าว เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคหะสิ่งทอ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ และสินค้านำเข้าที่สำคัญจากนามิเบีย ได้แก่ สินค้าเชื้อเพลิง อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินแร่โลหะ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ สัตว์มีชีวิตไม่ได้ทำพันธุ์ ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์

1.3 การลงทุน
                   ปัจจุบัน บริษัท ไมเนอร์ โฮเทล กรุ๊ป (Minor Hotel Group - อุตสาหกรรมโรงแรมของไทย) ได้เข้าไปลงทุนในกิจการโรงแรม 1 แห่งในนามิเบีย คือ โรงแรมอาวานี วินด์ฮุก โฮเทล แอนด์ คาสิโน (Avani AVANI Windhoek Hotel & Casino) ทั้งนี้ นามิเบียยังไม่ค่อยเป็น
ที่รู้จักของนักธุรกิจไทยนัก นอกจากนี้ นามิเบียยังพึ่งพาทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนจากแอฟริกาใต้ และประสบปัญหาการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจจากความผันผวนของราคาแร่ธาตุในตลาดโลก อย่างไรก็ดี สาขาที่มีศักยภาพในการขยายโอกาสการลงทุนระหว่างไทยกับนามิเบีย ได้แก่ สินค้าเกษตร เครื่องหนัง อัญมณี และกลุ่มผลิตภัณฑ์และการท่องเที่ยว

1.4  การท่องเที่ยว

               ปี 2561 (ค.ศ. 2018) นักท่องเที่ยวนามิเบียเดินทางมาไทยจำนวน 1,417 คน (จากประชากรของประเทศที่มีจำนวน 2.53 ล้านคน)

1.5 ความร่วมมือทวิภาคี

               ความร่วมมือด้านวิชาการ

               ความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยและนามิเบียอยู่ในรูปแบบความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (Technical Cooperation among Developing Countries - TCDC) โดยประเทศคู่ร่วมมือรับผิดชอบค่าใช้จ่ายร่วมกัน

                กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดสรรทุนการฝึกอบรมด้านสาธารณสุขประจำปีแก่รัฐบาลนามิเบีย โดยในปี 2560 (ค.ศ. 2017) มีผู้ได้รับทุนฝึกอบรมนานาชาติประจำปี (Annual International Training Course–AITC) จากนามิเบีย จำนวน 1 คน และในปี 2561 (ค.ศ. 2018) มีผู้ได้รับทุน จำนวน 6 คน

               ความร่วมมือด้านประมง

               ระหว่างปี 2550 - 2551 (ค.ศ. 2007 - 2008) กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้ร่วมมือกับกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของนามิเบีย ในการดำเนินงานจัดตั้งห้องตรวจสอบรับรองมาตรฐานคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำเพื่อวิเคราะห์สารชีวเคมี โดยจัดการฝึกอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่นามิเบียด้านวิเคราะห์สารชีวพิษในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 23 มกราคม - 14 กุมภาพันธ์ 2550 (ค.ศ. 2007) และได้ส่งผู้เชี่ยวชาญจากกรมประมง 2 คน ไปให้คำแนะนำและการฝึกอบรม (on the job training) แก่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในห้องทดลอง ณ เมือง Walvis Bay สาธารณรัฐนามิเบีย ระหว่างวันที่ 16 มิถุนายน - 4กรกฎาคม 2551 (ค.ศ. 2008

               ความร่วมมือด้านอุดมศึกษา

ระหว่างวันที่ 22 - 30 มิถุนายน 2552 (ค.ศ. 2009) กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้เชิญผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการบอตสวานาและนามิเบียมาศึกษาดูงานสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทย เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทยกับสถาบันอุดมศึกษาของบอตสวานาและนามิเบีย และขยายตลาดการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยในประเทศทั้งสอง และต่อมา กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้นำคณะผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาของไทยไปหารือความร่วมมือด้านการศึกษา ณ บอตสวานาและนามิเบีย ระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม 2552 (ค.ศ. 2009) จากผลการเยือนดังกล่าว มหาวิทยาลัยไทยและนามิเบียได้มีความร่วมมือ ดังนี้

1)  มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้สนับสนุนทุนศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกแก่เจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยของนามิเบีย รวม ๓ ทุน

2)  ทุนแลกเปลี่ยน Visiting professor โดยไทยได้ส่งอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล

๑ คน ไปสอนในสาขาวิศวกรรมเหมืองแร่ ณ โพลีเทคนิคนามิเบีย และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น  ๑ คน ไปสอนคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ณ มหาวิทยาลัยนามิเบีย 

3)  การลงนามความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยกับมหาวิทยาลัยนามิเบีย

 

2. ความตกลงที่สำคัญ

        ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีการจัดทำความตกลงหรือบันทึกความเข้าใจทวิภาคีระหว่างกัน

 

3. การเยือนที่สำคัญ

        3.1 ฝ่ายไทย

      การเยือนระดับรัฐบาล

       ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

              วันที่ 21 - 30 พฤศจิกายน 2552 (ค.ศ. 2009) นายกนก วงศ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นำคณะผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาไทย เยือนบอตสวานาและนามิเบีย

             รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ / เจ้าหน้าที่ระดับสูง                  
               - ปี 2552 (ค.ศ. 1999) ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนนามิเบียอย่างเป็นทางการ

               - วันที่ 5 - 7 สิงหาคม 2552 (ค.ศ. 2009) นางจิตริยา ปิ่นทอง รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นำคณะ Focus Group ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เยือนนามิเบีย  

        3.2 ฝ่ายนามิเบีย

              การเยือนระดับรัฐบาล

              นายกรัฐมนตรี

               วันที่ 28 กันยายน - 2 ตุลาคม 2543 (ค.ศ. 2000 นายฮาเก เกียงโกบ (Hage Geingob) นายกรัฐมนตรีนามิเบียเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล

              รัฐมนตรีอื่น ๆ / เจ้าหน้าที่ระดับสูง

              - วันที่ 4 เมษายน 2536 (ค.ศ. 1993) นายโมเส ทิเทนเดโร (Mose Tjitendero) ประธานสภาแห่งชาตินามิเบียเดินทางจากกัมพูชาผ่านประเทศไทยเพื่อไปยังอินเดีย

             - วันที่ 13 - 19 ตุลาคม 2541(ค.ศ. 1998) นายสแตน เว็บสเตอร์ (Stan Webster) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร น้ำ และป่าไม้นามิเบีย และคณะ เยือนไทยเพื่อศึกษาเกี่ยวกับลู่ทางในการร่วมลงทุนระหว่างกัน

             - วันที่ 26 - 28 ตุลาคม 2551 (ค.ศ. 2008) นายจอห์น มูทอร์วา (John Mutorwa) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร น้ำและป่าไม้นามิเบีย และคณะ ได้เดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน

             - วันที่ 27 มีนาคม - 1 เมษายน 2553 (ค.ศ. 2010) นางมาร์กาเร็ต เมนสา-วิลเลียมส์ (Margaret Mensah-Williams) รองประธานคณะมนตรีแห่งชาติ เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา (Inter-Parliamentary Union–IPU) ครั้งที่ 122 ที่กรุงเทพฯ

ความตกลงและความร่วมมือ