Lesotho / เลโซโท

ราชอาณาจักรเลโซโท
Kingdom of Lesotho

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Lesotho / เลโซโท

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ถูกล้อมรอบด้วยดินแดนของสาธารณรัฐแอฟริกาใต้  

พื้นที่ 30,344 ตารางกิโลเมตร (เล็กกว่าไทยประมาณ 17 เท่า)

เมืองหลวง กรุงมาเซรู (Maseru)

ประชากร 1.9 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ แบ่งเป็น 2 ฤดู คือ ฤดูร้อนตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน อุณหภูมิเฉลี่ย 9 - 29 องศาเซลเซียส โดยจะมีฝนตกระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม และฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน อุณหภูมิเฉลี่ย 0 - 19 องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ ภาษาอังกฤษ (English) และภาษาเซโซโท (Sesotho)

ศาสนา ศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ ร้อยละ 47.8 นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 39.3 นิกายอีแวนเจลิคัล ร้อยละ 17.3
นิกายแองกลิคัน ร้อยละ 7.
4 นิกายเพนเทคอสต์ ร้อยละ 23.1 นิกายอื่น ๆ ร้อยละ 9.1 ความเชื่อดั้งเดิมและศาสนาอื่น ๆ ร้อยละ 3.8

ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยโดยมีกษัตริย์เป็นประมุข และมีนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นหัวหน้ารัฐบาล
ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี 

ประมุข สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่สาม (King Letsie III)

นายกรัฐมนตรี นายโทมัส ทาบาเน (Mr. Thomas Thabane) (ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2560)

รมว. กต. นายเลเซโก มักโกที (Mr. Lesego Makgothi) (ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560)

วันชาติ 30 กันยายน

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 17 เมษายน 2532

หน่วยเงินตรา โลตีเลโซโท (LSL) (1 บาท = 0.44 LSL) (สถานะ ณ วันที่ 10 เมษายน 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 2.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 1,154.4 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ - 2.3 (ปี 2560)

เงินทุนสำรอง 0.657 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 5.3 (ปี 2560)

ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำ พื้นที่การเกษตรและปศุสัตว์ เพชร ทราย ดิน หินสำหรับการก่อสร้าง

อุตสาหกรรมหลัก อาหาร เครื่องดื่ม สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย หัตถกรรม ก่อสร้าง การท่องเที่ยว

สินค้านำเข้าที่สำคัญ น้ำมันปิโตรเลียม ปิโตรเลียมเจลลี รถยนต์และยานยนต์อื่นๆ ผ้า เหล็กหรือเหล็กกล้า

สินค้าส่งออกที่สำคัญ เสื้อผ้า เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า รองเท้า ธัญพืช

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ นำเข้าจาก แอฟริกาใต้ จีน อินเดีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น ส่งออกไปยัง แอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา สวาซิแลนด์ เยอรมนี แคนาดา          

การเมืองการปกครอง

ราชอาณาจักรเลโซโทปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีกษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ แต่ไม่มีอำนาจทางการบริหารและนิติบัญญัติ เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความปรองดองแห่งชาติ (a living symbol of national unity) และมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง (ตามรัฐธรรมนูญระบุให้หัวหน้าพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากในรัฐสภาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) เป็นผู้นำรัฐบาล ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี (ตามวาระของรัฐสภา) คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบสองสภา ประกอบด้วยสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจำนวน 120 ที่นั่ง (ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 80 ที่นั่ง และแบบสัดส่วน 40 ที่นั่ง) มีวาระ 5 ปี และสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 33 ที่นั่ง (ผู้นำท้องถิ่น 22 ที่นั่ง บุคคลได้รับการแต่งตั้ง จากพรรครัฐบาล 11 ที่นั่ง) ฝ่ายตุลาการประกอบด้วยศาลสูง ศาลอุทธรณ์ ศาลปกครอง และศาลประเพณี

ราชอาณาจักรเลโซโท (เดิมมีชื่อว่า บาซูโทแลนด์ หรือ Basutholand) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2361 (ค.ศ. 1718) โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีโมชูชูที่ 1 (Moshoeshoe I) เป็นผู้ปกครอง ต่อมา ถูกแอฟริกาใต้รุกรานจนต้องขอรับความคุ้มครองจากรัฐบาลสหราชอาณาจักร ส่งผลให้มีสถานะเป็นรัฐในปกครองของสหราชอาณาจักร (British Protectorate of Basutholand) ตั้งแต่ปี 2411 (ค.ศ. 1868) ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2509 (ค.ศ. 1956) ได้ประกาศเอกราชและเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นราชอาณาจักรเลโซโท

ราชอาณาจักรเลโซโทเป็นหนึ่งในสามของประเทศในทวีปแอฟริกาที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (อีก 2 ประเทศ คือ ราชอาณาจักรโมร็อกโก และราชอาณาจักรเอสวาตินี) และต้องเผชิญกับสภาวะความไม่สงบและความวุ่นวายทางการเมืองอันเนื่องมาจากการแย่งชิงอำนาจของกลุ่มชนชั้นปกครอง แม้จะมีการเลือกตั้งทั่วไปเป็นระยะ ๆ แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่มีเสถียรภาพได้ มีการชุมนุมประท้วง และกองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างชัดเจน

นโยบายต่างประเทศ 
ความสัมพันธ์กับต่างประเทศที่สำคัญที่สุดของเลโซโทคือ ความสัมพันธ์กับแอฟริกาใต้ เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ถูกล้อมรอบด้วยแอฟริกาใต้ แต่ในช่วงปี 2503 - 2523 (ทศวรรษ ที่ 60 - 80) ความสัมพันธ์ระหว่างเลโซโทกับแอฟริกาใต้ค่อนข้างตึงเครียดเนื่องจากปัญหาบริเวณชายแดน ต่อมาทั้งสองฝ่ายได้หันมาใช้นโยบายพัฒนาประเทศเพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน โดยตกลงจัดทำโครงการ Highlands Water Project (HWP) สร้างเขื่อนและอุโมงค์ส่งน้ำจากเลโซโทไปแอฟริกาใต้ ใช้เวลาดำเนินการทั้งสิ้น 30 ปี แบ่งขั้นตอนดำเนินการออกเป็น 5 ระยะ เริ่มดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ 2529 (ค.ศ. 1986)  ซึ่งรัฐบาลเลโซโทได้ เชิญชวนนักลงทุนต่างชาติและบริษัทก่อสร้างทั่วโลกมาประมูลโครงการนี้ ภายใต้โครงการดังกล่าวเลโซโทจะขายน้ำให้แอฟริกาใต้ โดยได้ผลตอบแทนประมาณ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

รัฐบาลราชอาณาจักรเลโซโทสนับสนุนการปฏิรูปสหประชาชาติ และการดำเนินการตามแนวทางความเป็นหุ้นส่วนใหม่เพื่อการพัฒนาแอฟริกา (The New Partnership for Africa‘s Development - NEPAD) เพื่อเป็นกลไกในการแก้ปัญหาด้านการพัฒนาของประเทศในแอฟริกา นอกจากนี้ รัฐบาลเลโซโทยังสนับสนุนความร่วมมือเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย รวมทั้งสนับสนุนให้ประชาคมโลกร่วมมือกันในการแก้ปัญหาโรคร้ายแรงต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคเอดส์ ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายประเทศในภูมิภาคแอฟริกาประสบอยู่ในปัจจุบัน

เลโซโทเป็นสมาชิกในองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญต่าง ๆ อาทิ ประชาคมเพื่อการพัฒนาแอฟริกาตอนใต้ สหภาพศุลกากรแอฟริกาใต้ (Southern African Custom Union – SACU) สหภาพแอฟริกา (African Union – AU) กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา G-77 ในสหประชาชาติ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency – IAEA) กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement – NAM) กลุ่มประเทศ New Asian – African Strategic Partnership (NAASP) เป็นต้น

เศรษฐกิจและสังคม

ราชอาณาจักรเลโซโทมีลักษณะภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขา สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,500 - 3,350 เมตร ชาวเลโซโทส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่ม โดยเฉพาะทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ตามแนวของแม่น้ำคาเลดอน (Caledon) ซึ่งเป็นบริเวณที่เหมาะแก่การเพาะปลูกมากที่สุด ราชอาณาจักรเลโซโทมีสภาพแวดล้อมค่อนข้างเปราะบาง ส่งผลให้ประสบปัญหาสิ่งแวดล้อม อาทิ  การเสื่อมสภาพของหน้าดิน การพังทลายของร่องน้ำ การตัดไม้ทำลายป่า การเสื่อมโทรมของพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่เกษตรกรรม เศรษฐกิจของราชอาณาจักรเลโซโทจึงขึ้นอยู่กับการเกษตรแบบยังชีพ การเลี้ยงสัตว์ และอุตสาหกรรมขนาดเล็ก เช่น สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม การแปรรูปอาหาร และการก่อสร้าง อย่างไรก็ดี ราชอาณาจักรเลโซโทมีแหล่งแร่เพชรจำนวนมาก

แม้รายได้ประชาชาติต่อหัวของราชอาณาจักรเลโซโทจะไม่มากนัก แต่ชาวเลโซโทมีอัตราการรู้หนังสือสูงถึงกว่าร้อยละ 80 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลราชอาณาจักรเลโซโท ให้ความสำคัญในการลงทุนด้านการศึกษา โดยเมื่อปี 2543 รัฐบาลราชอาณาจักรเลโซโทได้ริเริ่มนโยบายสนับสนุนการศึกษาระดับประถมศึกษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ราชอาณาจักรเลโซโทยังเป็นประเทศที่มีอัตราผู้ติดเชื้อเอชไอวี มากกว่าร้อยละ 25 ส่งผลให้อัตราการเจริญพันธุ์และอายุเฉลี่ยของประชากรมีแนวโน้มลดลง

ความสัมพันธ์

1. ความสัมพันธ์ทั่วไป

ไทยและราชอาณาจักรเลโซโทสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2532  โดยฝ่ายไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ มีเขตอาณาครอบคลุมราชอาณาจักรเลโซโท ปัจจุบัน เรือโท โกเมศ กมลนาวิน ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย ทั้งนี้ ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2561 ขณะที่ฝ่ายราชอาณาจักรเลโซโทได้แต่งตั้งนายอภิชาติ สุดแสวง ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ราชอาณาจักรเลโซโทประจำประเทศไทย

1.1 การเมือง

ความสัมพันธ์ด้านการเมืองระหว่างไทยกับราชอาณาจักรเลโซโทดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยราชอาณาจักรเลโซโทมองว่าไทยเป็นมิตรประเทศที่สำคัญ เนื่องจากราชอาณาจักรเลโซโทเป็นประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเช่นเดียวกับไทย ราชอาณาจักรเลโซโทมองไทยเป็นตัวอย่างในการพัฒนาเศรษฐกิจ และมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างกัน ที่ผ่านมา ราชอาณาจักรเลโซโทได้ให้การสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศด้วยดีตลอดมา

1.2 การค้า

ในปี 2561 ไทยและราชอาณาจักรเลโซโทมีปริมาณการค้ารวม 0.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นการส่งออก 0.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้า 0.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้า 0.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ    

สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปราชอาณาจักรเลโซโท ได้แก่ ผ้าผืน ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์เซรามิก ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องวิดีโอ เครื่องเสียง และสินค้านำเข้าที่สำคัญจากราชอาณาจักรเลโซโท ได้แก่ ส่วนประกอบและ
อุปกรณ์ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก
เสื้อผ้าสำเร็จรูป ลวดและสายเคเบิล เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เป็นต้น

1.3 การลงทุน
ปัจจุบัน บริษัท ไมเนอร์ โฮเทล กรุ๊ป (Minor Hotel Group – อุตสาหกรรมโรงแรมของไทย) ได้เข้าไปลงทุนในกิจการโรงแรม 2 แห่งในราชอาณาจักรเลโซโท คือ โรงแรมอวานี เลโซโท โฮเทล แอนด์ คาสิโน (AVANI Lesotho Hotel & Casino) และโรงแรมอวานี มาเซรู (AVANI Maseru)  

อุปสรรคของความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยและราชอาณาจักรเลโซโทที่สำคัญคือ การขาดข้อมูลด้านการค้าการลงทุนและกฎระเบียบ กอปรกับความไม่คุ้นเคยระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่มีความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจหรือลงทุนร่วมกัน

1.4 การท่องเที่ยว

ปี 2561 นักท่องเที่ยวราชอาณาจักรเลโซโทเดินทางมาไทยจำนวน 128 คน (จากประชากรของประเทศที่มีจำนวน 1.9 ล้านคน)
แต่ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทาง
ไปราชอาณาจักรเลโซโท

1.5 ความร่วมมือทางวิชาการ

ตั้งแต่ปี 2542 (ค.ศ. 1999) เป็นต้นมา รัฐบาลไทยได้จัดให้เลโซโทเป็นประเทศหนึ่งที่อยู่ในโครงการหลักสูตรฝึกอบรมนานาชาติประจำปี (Annual International Training Course – AITC) ที่ผ่านมารัฐบาลไทยภายใต้การดำเนินงานของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ให้ทุนฝึกอบรมและดูงานในหลักสูตรระยะสั้นต่าง ๆ

ไทยมีความร่วมมือทางวิชาการที่ใกล้ชิดกับราชอาณาจักรเลโซโท โดยเฉพาะในด้านความร่วมมือทางวิชาการตามแนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงและการเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยโครงการความร่วมมือทางวิชาการที่สำคัญได้แก่ 

(1) โครงการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2549 - เดือนกันยายน 2554 ที่เขต Matsieng กรุงมาเซรู โดยใช้ที่ดินส่วนพระองค์ของสมเด็จพระราชินีมาเซนาเต โมฮาโต เซอีโซ (Masenate Mohato Seeiso) แห่งราชอาณาจักรเลโซโท 

และ (2) โครงการการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนในเลโซโท ระยะที่ 2 ที่เขต Makoabateng กรุงมาเซรู ระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 - เดือนกันยายน 2565

โครงการดังกล่าวเป็นโครงการซึ่งกรมความร่วมมือระหว่างประเทศดำเนินการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการจัดการที่ดินเพื่อการเกษตรสำหรับเป็นทางเลือกในการพัฒนาไปสู่การเกษตรที่ยั่งยืน โดยได้มีการจัดตั้งศูนย์สาธิตการดำเนินงานเกษตรยั่งยืนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อให้เกษตรกรราชอาณาจักรเลโซโทสามารถนำไปปรับใช้ได้ง่าย นำไปสู่การเพิ่มผลผลิต รายได้ และความมั่นคงในชีวิตให้กับประชาชนราชอาณาจักรเลโซโท

2.   ความตกลงที่สำคัญกับไทย

ยังไม่มีความตกลงระหว่างกัน         

3. การเยือนที่สำคัญ

3.1 ฝ่ายไทย

การเยือนระดับพระราชวงศ์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

วันที่ 6 - 7 ตุลาคม 2554 ขณะทรงพระอิสริยยศสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนราชอาณาจักรเลโซโทอย่างเป็นทางการเพื่อทอดพระเนตรโครงการความร่วมมือทางด้านวิชาการและโครงการความร่วมมือทางวิชาการเพื่อการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนระหว่างไทยและราชอาณาจักรเลโซโท และเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 และสมเด็จพระราชินี

การเยือนระดับรัฐบาล

ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 นายวีระชัย วีระเมธีกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนราชอาณาจักรเลโซโท และได้เข้าพบรองนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรเลโซโท รักษาการนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรเลโซโท เพื่อมอบหนังสือกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 และสมเด็จพระราชินีเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ระหว่างวันที่ 12 - 13 มิถุนายน 2549

3.2 ฝ่ายราชอาณาจักรเลโซโท

การเยือนระดับพระราชวงศ์

วันที่ 12 - 13 มิถุนายน 2549 สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 และสมเด็จพระราชินี เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลไทย เพื่อเข้าร่วม พระราชพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และวันที่ 14 - 17 มิถุนายน 2549 เสด็จฯ เยือนจังหวัดเชียงใหม่เป็นการส่วนพระองค์ และได้เสด็จฯ เยี่ยมชมศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้  จังหวัดเชียงใหม่

วันที่ 1 - 2 พฤศจิกายน 2549 สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 เสด็จฯ เยือนไทย เพื่อถวายพระราชสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

วันที่ 30 ธันวาคม 2559 - วันที่ 9 มกราคม 2560 สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 และสมเด็จพระราชินี พร้อมด้วยพระราชโอรสและพระราชธิดา เสด็จฯ เยือนจังหวัดภูเก็ต เป็นการส่วนพระองค์ โดยสมเด็จพระราชินี พร้อมด้วยพระราชโอรสและพระราชธิดา เสด็จฯ ประทับแรมที่กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 9 มกราคม 2560 และเสด็จฯ กลับในวันที่ 10 มกราคม 2560

วันที่ 26 ตุลาคม 2560 สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 และสมเด็จพระราชินี เสด็จฯ ร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร 

การเยือนระดับรัฐบาล

รัฐมนตรีอื่น ๆ / เจ้าหน้าที่ระดับสูง

วันที่ 22 - 27 มีนาคม 2547 นายเลเซา เลโอลา (Lesao Lehohla) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการราชอาณาจักรเลโซโทเยือนไทย เพื่อเข้าร่วมโครงการดูงานด้านการศึกษาของไทยและมาเลเซีย ซึ่งจัดโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization–UNESCO) และกระทรวงศึกษาธิการ

ความตกลงและความร่วมมือ