Lesotho / เลโซโท

ราชอาณาจักรเลโซโท
Kingdom of Lesotho

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Lesotho / เลโซโท

ที่ตั้ง  ตั้งอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล 
ถูกล้อมรอบด้วยดินแดนของสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ 
พื้นที่ 30,344 ตารางกิโลเมตร 
เมืองหลวง กรุงมาเซรู (Maseru) 
ประชากร 1.9 ล้านคน (ปี 2561) 
ภูมิอากาศ แบ่งเป็น 2 ฤดู คือ ฤดูร้อนตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน อุณหภูมิเฉลี่ย 9-29 องศาเซลเซียส โดยจะมีฝนตกระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือน มีนาคม และฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน อุณหภูมิเฉลี่ย 0-19 องศเซลเซียส 
ภาษาราชการ ภาษาอังกฤษ (English) และภาษาเซโซโท (Sesotho) เป็นภาษาราชการ 
ศาสนา ศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ ร้อยละ 47.8 นิกายโรมันคาทอลิก                    ร้อยละ 39.3 นิกายอีแวนเจลิคัล ร้อยละ 17.3 นิกายแองกลิคัน ร้อยละ 7.4 
นิกายเพนเทคอสต์ ร้อยละ 23.1 นิกายอื่น ๆ ร้อยละ 9.1 ความเชื่อดั้งเดิมและ ศาสนาอื่น ๆ ร้อยละ 3.8
หน่วยเงินตรา  โลตีเลโซโท อัตราแลกเปลี่ยน 1 โลตีเลโซโท เท่ากับ 2.22 บาท
(สถานะวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562) 
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560) 
รายได้ประชาชาติต่อหัว 1,181.80 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560) การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 5.6
(ปี 2561) 
ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยโดยมีกษัตริย์เป็นประมุข และมีนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจาก การเลือกตั้งเป็นหัวหน้ารัฐบาล ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี 
สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบัน คือ สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซี ที่ 3 (King Letsie III) (ขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2539) 
นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือ นายทอมัส โมโซอาเฮ ทาบาเน (Thomas Motsoahae Thabane) (ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2560)

การเมืองการปกครอง

ราชอาณาจักรเลโซโทปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีกษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ แต่ไม่มีอำนาจทางการบริหารและนิติบัญญัติ เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความปรองดองแห่งชาติ (a living symbol of national unity) และมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง (ตามรัฐธรรมนูญระบุให้หัวหน้าพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากในรัฐสภาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) เป็นผู้นำรัฐบาล ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี (ตามวาระของรัฐสภา) คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบสองสภา ประกอบด้วยสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจำนวน 120 ที่นั่ง (ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 80 ที่นั่ง และแบบสัดส่วน 40 ที่นั่ง) มีวาระ 5 ปี และสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 33 ที่นั่ง (ผู้นำท้องถิ่น 22 ที่นั่ง บุคคลได้รับการแต่งตั้ง จากพรรครัฐบาล 11 ที่นั่ง) ฝ่ายตุลาการประกอบด้วยศาลสูง ศาลอุทธรณ์ ศาลปกครอง และศาลประเพณี

ราชอาณาจักรเลโซโท (เดิมมีชื่อว่า บาซูโทแลนด์ หรือ Basutholand) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2361 (ค.ศ. 1718) โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีโมชูชูที่ 1 (Moshoeshoe I) เป็นผู้ปกครอง ต่อมา ถูกแอฟริกาใต้รุกรานจนต้องขอรับความคุ้มครองจากรัฐบาลสหราชอาณาจักร ส่งผลให้มีสถานะเป็นรัฐในปกครองของสหราชอาณาจักร (British Protectorate of Basutholand) ตั้งแต่ปี 2411 (ค.ศ. 1868) ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2509 (ค.ศ. 1956) ได้ประกาศเอกราชและเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นราชอาณาจักรเลโซโท

ราชอาณาจักรเลโซโทเป็นหนึ่งในสามของประเทศในทวีปแอฟริกาที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (อีก 2 ประเทศ คือ ราชอาณาจักรโมร็อกโก และราชอาณาจักรเอสวาตินี) และต้องเผชิญกับสภาวะความไม่สงบและความวุ่นวายทางการเมืองอันเนื่องมาจากการแย่งชิงอำนาจของกลุ่มชนชั้นปกครอง แม้จะมีการเลือกตั้งทั่วไปเป็นระยะ ๆ แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่มีเสถียรภาพได้ มีการชุมนุมประท้วง และกองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างชัดเจน


นโยบายต่างประเทศ 
 
ความสัมพันธ์กับต่างประเทศที่สำคัญที่สุดของเลโซโทคือ ความสัมพันธ์กับแอฟริกาใต้ เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ถูกล้อมรอบด้วยแอฟริกาใต้ แต่ในช่วงปี 2503-2523 (ทศวรรษ ที่ 60 - 80) ความสัมพันธ์ระหว่างเลโซโทกับแอฟริกาใต้ค่อนข้างตึงเครียดเนื่องจากปัญหาบริเวณชายแดน ต่อมาทั้งสองฝ่ายได้หันมาใช้นโยบายพัฒนาประเทศเพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน โดยตกลงจัดทำโครงการ Highlands Water Project (HWP) สร้างเขื่อนและอุโมงค์ส่งน้ำจากเลโซโทไปแอฟริกาใต้ ใช้เวลาดำเนินการทั้งสิ้น 30 ปี แบ่งขั้นตอนดำเนินการออกเป็น 5 ระยะ เริ่มดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ 2529 (ค.ศ. 1986)  ซึ่งรัฐบาลเลโซโทได้ เชิญชวนนักลงทุนต่างชาติและบริษัทก่อสร้างทั่วโลกมาประมูลโครงการนี้ ภายใต้โครงการดังกล่าวเลโซโทจะขายน้ำให้แอฟริกาใต้ โดยได้ผลตอบแทนประมาณ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

รัฐบาลราชอาณาจักรเลโซโทสนับสนุนการปฏิรูปสหประชาชาติ และการดำเนินการตามแนวทางความเป็นหุ้นส่วนใหม่เพื่อการพัฒนาแอฟริกา (The New Partnership for Africa‘s Development - NEPAD) เพื่อเป็นกลไกในการแก้ปัญหาด้านการพัฒนาของประเทศในแอฟริกา นอกจากนี้ รัฐบาลเลโซโทยังสนับสนุนความร่วมมือเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย รวมทั้งสนับสนุนให้ประชาคมโลกร่วมมือกันในการแก้ปัญหาโรคร้ายแรงต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคเอดส์ ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายประเทศในภูมิภาคแอฟริกาประสบอยู่ในปัจจุบัน

เลโซโทเป็นสมาชิกในองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญต่าง ๆ อาทิ ประชาคมเพื่อการพัฒนาแอฟริกาตอนใต้ สหภาพศุลกากรแอฟริกาใต้ (Southern African Custom Union – SACU) สหภาพแอฟริกา (African Union – AU) กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา G-77 ในสหประชาชาติ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency – IAEA) กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement – NAM) กลุ่มประเทศ New Asian – African Strategic Partnership (NAASP) เป็นต้น

เศรษฐกิจและสังคม

ราชอาณาจักรเลโซโทมีลักษณะภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขา สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,500 - 3,350 เมตร ชาวเลโซโทส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่ม โดยเฉพาะทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ตามแนวของแม่น้ำคาเลดอน (Caledon) ซึ่งเป็นบริเวณที่เหมาะแก่การเพาะปลูกมากที่สุด ราชอาณาจักรเลโซโทมีสภาพแวดล้อมค่อนข้างเปราะบาง ส่งผลให้ประสบปัญหาสิ่งแวดล้อม อาทิ  การเสื่อมสภาพของหน้าดิน การพังทลายของร่องน้ำ การตัดไม้ทำลายป่า การเสื่อมโทรมของพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่เกษตรกรรม เศรษฐกิจของราชอาณาจักรเลโซโทจึงขึ้นอยู่กับการเกษตรแบบยังชีพ การเลี้ยงสัตว์ และอุตสาหกรรมขนาดเล็ก เช่น สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม การแปรรูปอาหาร และการก่อสร้าง อย่างไรก็ดี ราชอาณาจักรเลโซโทมีแหล่งแร่เพชรจำนวนมาก

แม้รายได้ประชาชาติต่อหัวของราชอาณาจักรเลโซโทจะไม่มากนัก แต่ชาวเลโซโทมีอัตราการรู้หนังสือสูงถึงกว่าร้อยละ 80 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลราชอาณาจักรเลโซโท ให้ความสำคัญในการลงทุนด้านการศึกษา โดยเมื่อปี 2543 รัฐบาลราชอาณาจักรเลโซโทได้ริเริ่มนโยบายสนับสนุนการศึกษาระดับประถมศึกษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ราชอาณาจักรเลโซโทยังเป็นประเทศที่มีอัตราผู้ติดเชื้อเอชไอวี มากกว่าร้อยละ 25 ส่งผลให้อัตราการเจริญพันธุ์และอายุเฉลี่ยของประชากรมีแนวโน้มลดลง

ความสัมพันธ์

1. ความสัมพันธ์ทั่วไป

ไทยและราชอาณาจักรเลโซโทสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2532  โดยฝ่ายไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ มีเขตอาณาครอบคลุมราชอาณาจักรเลโซโท ปัจจุบัน เรือโท โกเมศ กมลนาวิน ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย ทั้งนี้ ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2561 ขณะที่ฝ่ายราชอาณาจักรเลโซโทได้แต่งตั้ง            นายอภิชาติ สุดแสวง ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ราชอาณาจักรเลโซโทประจำประเทศไทย

1.1 การเมือง

ความสัมพันธ์ด้านการเมืองระหว่างไทยกับราชอาณาจักรเลโซโทดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยราชอาณาจักรเลโซโทมองว่าไทยเป็นมิตรประเทศที่สำคัญ เนื่องจากราชอาณาจักรเลโซโทเป็นประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเช่นเดียวกับไทย ราชอาณาจักรเลโซโทมองไทยเป็นตัวอย่างในการพัฒนาเศรษฐกิจ และมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างกัน ที่ผ่านมา ราชอาณาจักรเลโซโทได้ให้การสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศด้วยดีตลอดมา

1.2 การค้า

ในปี 2561 ไทยและราชอาณาจักรเลโซโทมีปริมาณการค้ารวม 0.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นการส่งออก 0.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้า 0.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้า 0.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ    

สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปราชอาณาจักรเลโซโท ได้แก่ ผ้าผืน ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์เซรามิก ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องวิดีโอ เครื่องเสียง และสินค้านำเข้าที่สำคัญจากราชอาณาจักรเลโซโท ได้แก่ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก เสื้อผ้าสำเร็จรูป ลวดและสายเคเบิล เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เป็นต้น

1.3 การลงทุน
ปัจจุบัน บริษัท ไมเนอร์ โฮเทล กรุ๊ป (Minor Hotel Group – อุตสาหกรรมโรงแรมของไทย) ได้เข้าไปลงทุนในกิจการโรงแรม 2 แห่งในราชอาณาจักรเลโซโท คือ โรงแรมอวานี เลโซโท โฮเทล แอนด์ คาสิโน (AVANI Lesotho Hotel & Casino) และโรงแรมอวานี มาเซรู (AVANI Maseru)  

อุปสรรคของความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยและราชอาณาจักรเลโซโทที่สำคัญคือ การขาดข้อมูลด้านการค้าการลงทุนและกฎระเบียบ กอปรกับความไม่คุ้นเคยระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่มีความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจหรือลงทุนร่วมกัน

1.4 การท่องเที่ยว

ปี 2561 นักท่องเที่ยวราชอาณาจักรเลโซโทเดินทางมาไทยจำนวน 128 คน (จากประชากรของประเทศที่มีจำนวน 1.9 ล้านคน) แต่ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปราชอาณาจักรเลโซโท

1.5 ความร่วมมือทางวิชาการ

ตั้งแต่ปี 2542 (ค.ศ. 1999) เป็นต้นมา รัฐบาลไทยได้จัดให้เลโซโทเป็นประเทศหนึ่งที่อยู่ในโครงการหลักสูตรฝึกอบรมนานาชาติประจำปี (Annual International Training Course – AITC) ที่ผ่านมารัฐบาลไทยภายใต้การดำเนินงานของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ให้ทุนฝึกอบรมและดูงานในหลักสูตรระยะสั้นต่าง ๆ

ไทยมีความร่วมมือทางวิชาการที่ใกล้ชิดกับราชอาณาจักรเลโซโท โดยเฉพาะในด้านความร่วมมือทางวิชาการตามแนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงและการเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยโครงการความร่วมมือทางวิชาการที่สำคัญได้แก่ (1) โครงการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2549 - เดือนกันยายน 2554 ที่เขต Matsieng กรุงมาเซรู โดยใช้ที่ดินส่วนพระองค์ของสมเด็จพระราชินีมาเซนาเต โมฮาโต เซอีโซ (Masenate Mohato Seeiso) แห่งราชอาณาจักรเลโซโท และ (2) โครงการการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนในเลโซโท ระยะที่ 2 ที่เขต Makoabateng กรุงมาเซรู ระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 - เดือนกันยายน 2565

โครงการดังกล่าวเป็นโครงการซึ่งกรมความร่วมมือระหว่างประเทศดำเนินการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการจัดการที่ดินเพื่อการเกษตรสำหรับเป็นทางเลือกในการพัฒนาไปสู่การเกษตรที่ยั่งยืน โดยได้มีการจัดตั้งศูนย์สาธิตการดำเนินงานเกษตรยั่งยืนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อให้เกษตรกรราชอาณาจักรเลโซโทสามารถนำไปปรับใช้ได้ง่าย นำไปสู่การเพิ่มผลผลิต รายได้ และความมั่นคงในชีวิตให้กับประชาชนราชอาณาจักรเลโซโท

2.   ความตกลงที่สำคัญกับไทย

ยังไม่มีความตกลงระหว่างกัน         

3. การเยือนที่สำคัญ

3.1 ฝ่ายไทย

การเยือนระดับพระราชวงศ์

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

วันที่ 6 - 7 ตุลาคม 2554 เสด็จฯ เยือนราชอาณาจักรเลโซโทอย่างเป็นทางการเพื่อทอดพระเนตรโครงการความร่วมมือทางด้านวิชาการและโครงการความร่วมมือทางวิชาการเพื่อการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนระหว่างไทยและราชอาณาจักรเลโซโท และเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 และสมเด็จพระราชินี

การเยือนระดับรัฐบาล

ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 นายวีระชัย วีระเมธีกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนราชอาณาจักรเลโซโท และได้เข้าพบรองนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรเลโซโท รักษาการนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรเลโซโท เพื่อมอบหนังสือกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ ๓ และสมเด็จพระราชินีเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ระหว่างวันที่ 12 - 13 มิถุนายน 2549

3.2 ฝ่ายราชอาณาจักรเลโซโท

การเยือนระดับพระราชวงศ์

วันที่ 12 - 13 มิถุนายน 2549 สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 และสมเด็จพระราชินี เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลไทย เพื่อเข้าร่วม พระราชพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และวันที่ 14 - 17 มิถุนายน 2549 เสด็จฯ เยือนจังหวัดเชียงใหม่เป็นการส่วนพระองค์ และได้เสด็จฯ เยี่ยมชมศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้  จังหวัดเชียงใหม่

วันที่ 1 - 2 พฤศจิกายน 2549 สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 เสด็จฯ เยือนไทย เพื่อถวายพระราชสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

วันที่ 30 ธันวาคม 2559 - วันที่ 9 มกราคม 2560 สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 และสมเด็จพระราชินี พร้อมด้วยพระราชโอรสและพระราชธิดา เสด็จฯ เยือนจังหวัดภูเก็ต เป็นการส่วนพระองค์ โดยสมเด็จพระราชินี พร้อมด้วยพระราชโอรสและพระราชธิดา เสด็จฯ ประทับแรมที่กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 9 มกราคม 2560 และเสด็จฯ กลับในวันที่ 10 มกราคม 2560

วันที่ 26 ตุลาคม 2560 สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 และสมเด็จพระราชินี เสด็จฯ ร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร 

การเยือนระดับรัฐบาล

รัฐมนตรีอื่น ๆ / เจ้าหน้าที่ระดับสูง


วันที่ 22 - 27 มีนาคม 2547 นายเลเซา เลโอลา (Lesao Lehohla) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการราชอาณาจักรเลโซโทเยือนไทย เพื่อเข้าร่วมโครงการดูงานด้านการศึกษาของไทยและมาเลเซีย ซึ่งจัดโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization–UNESCO) และกระทรวงศึกษาธิการ

ความตกลงและความร่วมมือ