Republic of Botswana / บอสวานา

สาธารณรัฐบอสวานา
Republic of Botswana

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Republic of Botswana / บอสวานา

ที่ตั้ง                                               ตั้งอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ไม่มีทางออกสู่ทะเล มีพรมแดนทิศ

                                                     เหนือติดกับสาธารณรัฐแองโกลา และสาธารณรัฐแซมเบีย ทิศตะวันออก

                                                     ติดกับสาธารณรัฐซิมบับเว และทิศใต้ติดกับสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ 

                                                     และทิศตะวันตกติดกับสาธารณรัฐนามิเบีย






พื้นที่                       581,730 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง               กรุงกาโบโรเน (Gaborone)

ประชากร                 2.24 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ                แบ่งเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูฝนตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม อุณหภูมิเฉลี่ย 28 องศา

                              เซลเซียส และฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน อุณหภูมิเฉลี่ย 13 - 18

                              องศาเซลเซียส ฤดูร้อนตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน อุณหภูมิเฉลี่ย 27 - 35 

                              องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ           ภาษาอังกฤษ และภาษา Setswana เป็นภาษาราชการ

ศาสนา                     ศาสนาคริสต์ ร้อยละ 79.1 ไม่นับถือศาสนาร้อยละ 15.2  ความเชื่อดั้งเดิม ร้อยละ 4.1
                               ศาสนา และความเชื่ออื่น ๆ 
อาทิ บาไฮ ฮินดู อิสลาม ราสตาฟารี ร้อยละ 1.5  

หน่วยเงินตรา            บอตสวานาปูลา (Botswana pula)

                                 อัตราแลกเปลี่ยน 1 บอตสวานาปูลา เท่ากับ 2.97 บาท (สถานะวันที่ 16 พฤษภาคม 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ          17.40 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

รายได้ประชาชาติต่อหัว                  7,595.60 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ              ร้อยละ 4.4 (ปี 2561)

ระบอบการปกครอง     ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐที่ใช้ระบบประธานาธิบดี โดยมี ประธานาธิบดี

ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นประมุขแห่งรัฐ และหัวหน้ารัฐบาล มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ดำรงตำแหน่ง

ติดต่อกันไม่เกิน 2 วาระ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ ดร. โมเควซี เอริก เคียเบตซเวมา ซีซี 

(Mokgweetsi Eric Keabetswe Masisi) (ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2561)    

 

การเมืองการปกครอง

บอตสวานาปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นประมุขแห่งรัฐและเป็นผู้นำรัฐบาลด้วย ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี แต่ไม่เกิน 2 สมัย รองประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบสองสภา ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้นำ (House of Chiefs) จำนวน 15 ที่นั่ง (8 ที่นั่งเป็นของผู้นำชนเผ่าสำคัญในบอตสวานา / 4 ที่นั่งเป็นของรองผู้นำชนเผ่าสำคัญที่ได้รับเลือก / และอีก 3 ที่นั่งมาจากการคัดเลือกของสมาชิกสภาผู้นำ 12 คน) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 63 ที่นั่ง (57 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรง / 4 ที่นั่งมาจากการแต่งตั้งโดยพรรครัฐบาล / และอีก 2 ที่นั่งเป็นของประธานาธิบดีและอัยการสูงสุด) สมาชิกทั้งหมดมีวาระ 5 ปี (เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2552) ฝ่ายตุลาการประกอบด้วยศาลสูง ศาลอุทธรณ์ และศาลปกครองตามเขตการปกครอง อีก 9 ศาล (เขตปกครองละ 1 ศาล)

บอตสวานาเดิมมีชื่อเรียกว่า เบชูอานาแลนด์ (Bechuanaland) อยู่ในความปกครองของอังกฤษมาตั้งแต่ ปี 2429 ชาวบอตสวานาเรียกตัวเองว่า Batswana (เอกพจน์: Motswana) ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งสหภาพแอฟริกาใต้ขึ้นในปี 2452 ได้มีความพยายามที่จะควบรวมบอตสวานาด้วย แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จนกระทั่งเดือนมิถุนายน 2507 อังกฤษจึงยินยอมให้บอตสวานาปกครองตนเองได้ และมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2508 ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนั้น นายเซเรตเซ คามา (Seretse Khama) (บิดาของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน) ซึ่งเป็นผู้นำการต่อสู้เรียกร้องอิสรภาพในบอตสวานา ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2509 บอตสวานาได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์จากอังกฤษ และได้มีการเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นบอตสวานาอย่างสมบูรณ์ โดยมีนายเซเรตเซ คามา เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรก และปกครองจนถึงปี 2523

เมื่อเดือนเมษายน 2551 อดีตประธานาธิบดีเฟตุส โมเกย์ (Fetus Mogae) ซึ่งเคยได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีติดต่อกันถึง 2 สมัย (2541 - 2546 และ 2546 - 2551) ได้ส่งมอบตำแหน่งประธานาธิบดีให้แก่นายเซเรตเซ คามา เอียน คามา (Seretse Khama Ian Khama) ซึ่งในขณะนั้น ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีและประธานพรรค Botswana Democratic Party (BDP) จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อย Sandhurst ของอังกฤษ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น ผู้บังคับการกองกำลังป้องกันตนเองบอตสวานา (Botswana Defense Force - BDF) และรองประธานาธิบดี (2541 - 2551)

บอตสวานาจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2552 และพรรค BDP ชนะการเลือกตั้ง ได้รับเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร คือ 45 จาก 57 ที่นั่ง (เพิ่มขึ้น 1 ที่นั่งจากการเลือกตั้งครั้งก่อนเมื่อปี 2547) และได้คะแนนเสียงร้อยละ 53 ส่งผลให้หัวหน้าพรรค คือ นายเอียน คามา เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 โดยทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552

ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคฝ่ายค้านหลักคือ พรรค Botswana National Front (BNF) ได้รับเลือกตั้ง 6 ที่นั่ง (ลดลง 6 ที่นั่งจากการเลือกตั้งครั้งก่อน) และได้คะแนนเสียงร้อยละ 22  พรรคฝ่ายค้าน Botswana Congress Party (BCP) ซึ่งก่อตั้งโดยผู้ที่แยกออกมาจากพรรค BNF ได้รับเลือก 4 ที่นั่ง (เพิ่มขึ้น 3 ที่นั่งจากการเลือกตั้งครั้งก่อน อย่างไรก็ตาม เป็นการได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นในส่วนที่เคยเป็นที่นั่งของพรรค BNF เดิม) และได้คะแนนเสียงร้อยละ 19 ส่วนที่นั่งที่เหลืออีก 2 ที่นั่ง เป็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรค Botswana Alliance Movement (BAM) ซึ่งเป็นพันธมิตรในการเลือกตั้งครั้งนี้กับพรรค BCP 1 คน และผู้สมัครอิสระอีก 1 คน

บอตสวานาเป็นหนึ่งในประเทศแอฟริกาเพียงไม่กี่ประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคการเมืองอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่องมายาวนาน นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร ในด้านการบริหาร บอตสวานาเป็นประเทศที่มีอัตราการฉ้อราษฎร์บังหลวงต่ำที่สุดในแอฟริกา และไม่มีปัญหาด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปัจจุบัน บอตสวานามีเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจการคลังมั่นคงที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา

นโยบายต่างประเทศ
บอตสวานาเป็นประเทศสมาชิกที่มีบทบาทสำคัญในองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ ได้แก่ Southern African Customs Union (SACU), Southern African Development Community (SADC) และ African Union (AU)

ความสัมพันธ์กับแอฟริกาใต้มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะด้านการค้าที่มีมายาวนาน ส่วนด้านการเมืองเพิ่งจะเริ่มพัฒนาภายหลังจากสิ้นสุดยุคนโยบายเหยียดผิว (Apartheid) ในแอฟริกาใต้ บอตสวานาดำเนินนโยบายทางการทูตแบบไม่แสดงท่าทีที่เปิดเผยไม่ว่าจะเป็นเชิงบวกหรือเชิงลบ (หรือที่เรียกว่า Quiet Diplomacy) ต่อกรณีสถานการณ์การเมืองภายในของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคแอฟริกา เช่นเดียวกับแอฟริกาใต้ โดยต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศและยืดถือหลักการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศโดยสันติวิธี สำหรับนโยบายต่างประเทศโดยทั่ว ๆ ไปนั้น เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับสหภาพแอฟริกา

ความสัมพันธ์กับซิมบับเวเสื่อมถอยลงในรอบหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างเป็นทางการจะมีลักษณะที่เป็นมิตรต่อกัน แต่ปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานของชาวซิมบับเวเข้ามาในบอตสวานาสร้างความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ เนื่องจากโดยมากเป็นลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ในขณะที่ฝ่ายซิมบับเวไม่แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ส่งผลให้อัตราการก่ออาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้น ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีเอียน คามา เข้ามาบริหารประเทศ นโยบายต่างประเทศมีความแข็งกร้าวขึ้นพอสมควร โดยมีการแสดงท่าทีต่อกรณีความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเปิดเผยมากขึ้น ล่าสุด ได้เสนอเป็นที่ลี้ภัยทางการเมืองให้กับนายมอร์แกน แชงการาย (Morgan Tsvangirai) ผู้นำพรรคฝ่ายค้านของซิมบับเว

ความสัมพันธ์กับนามิเบียเป็นไปโดยสงบ แม้ว่าจะมีปัญหาบริเวณชายแดน ซึ่งต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิเหนือเกาะในแม่น้ำ Chobe ที่แบ่งบอตสวานาตอนเหนือออกจากบริเวณ Caprivi Strip ของนามิเบีย ภายหลังศาลยุติธรรมโลกได้ตัดสินให้เกาะดังกล่าวเป็นของบอตสวานา ซึ่งนามิเบียยอมรับคำพิพากษาด้วยดี กรณีบอตสวานาปฏิเสธที่จะให้สถานะผู้ลี้ภัยแก่ผู้เรียกร้องแบ่งแยกดินแดนใน Caprivi Strip ทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีกับนามิเบียดีขึ้น อย่างไรก็ดี ปัญหาการแย่งใช้น้ำในแม่น้ำ Okavango ยังเป็นประเด็นที่อ่อนไหวต่อความขัดแย้ง

บอตสวานามีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งประเทศในโลกตะวันตกและตะวันออก ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นประเทศกำลังพัฒนาซึ่งต้องการความช่วยเหลือทั้งเงินทุนและวิชาการสมัยใหม่จากนานาประเทศ โดยไม่แบ่งแยกอุดมการณ์ทางการเมือง อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า บอตสวานามีความใกล้ชิดกับประเทศตะวันตกมากกว่า เนื่องจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะ กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เยอรมนี อังกฤษ สหรัฐฯ และแคนาดา รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศ เช่น EU และ World Bank ได้บริจาคเงินทุนช่วยเหลือแก่บอตสวานาเป็นจำนวนมาก ปัจจัยสำคัญที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในเวทีระหว่างประเทศ คือ นโยบายอพยพชาว San (หรือชาว Basarwa) ออกจากบริเวณ Central Kalahari Game Reserve ซึ่งเป็นแหล่งแร่เพชรขนาดใหญ่ โดยอ้างว่าดำเนินการไปเพื่อต้องการพัฒนาความเป็นอยู่ให้กับชาว San แต่สุดท้าย ศาลสูงได้มีคำพิพากษาให้ระงับนโยบายดังกล่าว

เศรษฐกิจและสังคม

เศรษฐกิจของบอตสวานามีศักยภาพสูง และมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนโดยอุตสาหกรรมเหมืองแร่ การผลิตและการค้าเพชร บอตสวานาเป็นผู้ผลิตเพชรรายใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลกในเชิงมูลค่า และเป็นผู้ผลิตเพชรรายใหญ่เป็นอันดับสองของโลกในเชิงปริมาณ (รองจากออสเตรเลีย)  

ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมและการค้าเพชรของบอตสวานาถูกผูกขาดโดยบริษัท Debswana (บริษัทร่วมทุนระหว่างรัฐบาลบอตสวานากับบริษัท De Beers ของแอฟริกาใต้) อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา รัฐบาลบอตสวานายกเลิกการผูกขาดของ De Beers และให้ตลาดค้าเพชรในบอตสวานาเป็นตลาดเปิด โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะกระจายรายได้และผลกำไรจากอุตสาหกรรมเหมืองเพชร และการค้าเพชรไปสู่นักธุรกิจและแรงงานท้องถิ่นให้กว้างขวางขึ้น การยกเลิกการผูกขาดของ De Beers ส่งผลดีให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำเข้าเพชรจากบอตสวานาได้โดยตรง
ในปัจจุบัน รัฐบาลต้องการส่งเสริมให้เกิดความหลากหลายทางเศรษฐกิจ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการพึ่งพาเฉพาะอุตสาหกรรมและการ ค้าเพชรเพียงอย่างเดียว นอกจากเพชรแล้วทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของบอตสวานาได้แก่ ทองแดงและนิกเกิล สินค้าส่งออกที่สำคัญของบอตสวานาได้แก่ เพชร ทองแดง นิกเกิล และเนื้อวัว นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบซาฟารี โดยมีเป้าหมายที่ตลาดระดับบน ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี

แม้จะได้รับการยกย่องในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการบริหารประเทศ แต่บอตสวานาเป็นประเทศที่มีอัตราการติดเชื้อเอดส์สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจากสวาซิแลนด์) โดย 1 ใน 3 ของประชากรผู้ใหญ่เป็นผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS

บอตสวานากำลังประสบปัญหาพลังงานไฟฟ้าไม่เพียงพอ เนื่องจากบอตสวานาซื้อพลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่จากบริษัท ESKOM ของแอฟริกาใต้ และ ESKOM กำลังประสบปัญหาวิกฤตพลังงานไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าภายใน ประเทศแอฟริกาใต้เอง

ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ทั่วไป
การทูต

ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางทูตกับบอตสวานาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2528 โดยฝ่ายบอตสวานามอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐบอตสวานาประจำญี่ปุ่น มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐบอตสวานาประจำประเทศไทยคนปัจจุบันคือ นายพูลาเอนต์เล  ทูเมดิโซ เคโนซี (Pulaentle Tumediso Kenosi) โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงโตเกียว ส่วนฝ่ายไทยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย มีเขตอาณาครอบคลุมบอตสวานา เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐบอตสวานาคนปัจจุบันคือ นายนนทศิริ บุรณศิริ ซึ่งมีถิ่นพำนัก ณ กรุงพริทอเรีย นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2551 ไทยได้แต่งตั้งให้นายอิชเมอิล ทาดาเอดซา อึนชาคาซโฮกเว (Ishmael Takaedza Nshakazhogwe) ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำบอตสวานา แทนนายแคม โฮ อีวาน โล (Kam Ho Ivan Lo) ซึ่งเคยเป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำบอตสวานาระหว่างเดือนมิถุนายน 2545 - เดือนมิถุนายน 2548 (นายโลถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งเนื่องจากถูกศาลฝรั่งเศสตัดสินจำคุกเป็นเวลา 4 ปี ในความผิดฐานให้ความช่วยเหลือคนต่างด้าวเข้าฝรั่งเศสโดยผิดกฎหมาย) และบอตสวานาได้แต่งตั้งให้นายไพรัช บูรพชัยศรี ให้ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์บอตสวานาประจำประเทศไทย

ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-บอตสวานาราบรื่น ไม่มีปัญหาระหว่างกัน โดยประธานาธิบดีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบอตสวานา มีหนังสือแสดงความยินดีมาถึงนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยที่เข้าดำรงตำแหน่งใหม่ทุกครั้ง แต่ยังไม่เคยมีการเยือนระดับราชวงศ์ของไทย

เศรษฐกิจ
การค้า

การค้ารวมระหว่างไทยและบอตสวานา ในปี 2554 มีมูลค่า 76.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 3.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 72.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยขาดดุลการค้า 68.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้ากับบอตสวานามาหลายปีติดต่อกัน) สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปบอตสวานา อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ เคหะสิ่งทอ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ ผลิตภัณฑ์พลาสติก รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับจุดระเบิด เครื่องนุ่งห่ม ข้าว ผลิตภัณฑ์ยาง  เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เป็นต้น สินค้าที่ไทยนำเข้าจากบอตสวานา ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบ ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ด้ายและเส้นใย และเคมีภัณฑ์

การลงทุน
บอตสวานาเป็นประเทศที่มีบรรยากาศเหมาะแก่การลงทุน เนื่องจากการเมืองมีเสถียรภาพ และนโยบายด้านการเงินการคลังเอื้อต่อนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง มีการคอรัปชั่นต่ำ และมีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ถนน และโทรคมนาคม ที่ได้มาตรฐาน รัฐบาลบอตสวานามีนโยบายส่งเสริมความหลากหลายทางเศรษฐกิจ (Economic Diversification) เพื่อลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมเพชรแต่ เพียงอย่างเดียว (เศรษฐกิจบอตสวานาพึ่งพาการค้าเพชรอย่างมาก โดย 2 ใน 3 ของรายได้ประเทศมาจากการค้าเพชร) โดยต้องการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment) เพื่อช่วยในการพัฒนาภาคการเกษตร ปศุสัตว์ สิ่งทอ และธุรกิจภาคบริการ การท่องเที่ยว และการเงินการธนาคาร ซึ่งสาขาธุรกิจเหล่านี้ เป็นสาขาที่ภาคเอกชนไทยมีความชำนาญ ภาคเอกชนไทยควรศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าไปลงทุน ใช้บอตสวานาเป็นฐานการผลิต เปิดตลาดในบอตสวานา และขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ปริมาณการลงทุนระหว่างไทยกับบอตสวานายังมีน้อย นักธุรกิจของทั้งสองประเทศยังไม่มีความคุ้นเคยกันและมีข้อมูลข่าวสารการค้า ระหว่างกันน้อยมาก เนื่องจากบอตสวานาเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล และที่ผ่านมาไทยใช้ประเทศแอฟริกาใต้เป็นฐานในการส่งออกสินค้าไปยังบอตสวานา ภาคธุรกิจที่มีศักยภาพต่อการลงทุนของภาคเอกชนไทย ได้แก่ สาขาที่บอตสวานาขาดเทคโนโลยีและไทยมีความชำนาญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบ อาทิ การเจียระไนเพชร การประกอบตัวเรือนอัญมณีและเครื่องประดับ การฟอกหนังวัวเพื่อใช้ในอุตสาหกรมเครื่องหนัง การก่อสร้าง และการให้บริการด้านการท่องเที่ยว (รัฐบาลบอตสวานามีแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นที่จะเจาะตลาดนักท่องเที่ยวระดับบน เน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ แบบซาฟารี ชมชีวิตสัตว์ป่าที่ยังอุดมสมบูรณ์)

การท่องเที่ยว
ในปี 2554 มีชาวบอตสวานาเดินทางมาไทยจำนวน 586 คน และมีคนไทยอาศัยอยู่ในบอตสวานาจำนวน 5 คน โดยทำงานในธุรกิจร้านอาหารและเป็นคู่สมรสของชาวบอตสวานาและชาวต่างชาติที่ อาศัยอยู่ในบอตสวานา

ความร่วมมือทางวิชาการ
ไทยและบอตสวานามีความร่วมมือเพื่อการพัฒนาภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่าง ประเทศกำลังพัฒนา (South-South Cooperation) ดำเนินการโดยสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร) สาขาความร่วมมือที่สำคัญ ได้แก่

ด้านการศึกษา
เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2551 ฝ่ายไทย (โดยการดำเนินงานของ สพร และ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ) ได้ให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีแก่นักศึกษาบอตสวานา ในสาขาประกันภัยและวิศวกรรมศาสตร์ จำนวน 5 ทุน โดยนักศึกษาบอตสวานาจำนวน 5 คน ปัจจุบัน กำลังศึกษาที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โครงการนี้ดำเนินงานในลักษณะ partial scholarships ซึ่งฝ่ายบอตสวานารับผิดชอบค่าเดินทางระหว่างประเทศ และฝ่ายไทยรับผิดชอบค่าเล่าเรียน ที่พัก และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในไทย

คณะผู้แทนไทย นำโดยผู้อำนวยการ สพร และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ) เยือนบอตสวานา ระหว่างวันที่ 22 - 23 มีนาคม. 2552 เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการศึกษากับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ของบอตสวานา หลังจากนั้น รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการบอตสวานา เยือนไทยเพื่อดูงานด้านอุดมศึกษาระหว่างวันที่ 22 - 30 มิถุนายน 2552 นอกจากนี้ นายกนก วงศ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้นำคณะผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาไทยเดินทางเยือนบอตสวานา เพื่อสร้างความสัมพันธ์และหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษา ระหว่างวันที่ 21-30 พฤศจิกายน 2552

พัฒนาการล่าสุดของความร่วมมือด้านการศึกษา สพร ร่วมกับ สถาบันการศึกษาไทย 3 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยสงขลา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีเพิ่มเติมแก่บอตสวานา รวมทั้งหมด 10 ทุน โดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2553 ในขณะที่ฝ่ายบอตสวานาเตรียมวางแผนส่งนักเรียนทุนรัฐบาลบอตสวานามาศึกษาระดับ ปริญญาตรีในไทย จำนวน 50 คน ในปีการศึกษา 2553 – 2554 (ข้อมูลภูมิหลัง - ในปัจจุบัน ชาวบอตสวานาที่มีฐานะนิยมส่งลูกหลานไปศึกษาต่อที่ออสเตรเลีย และมาเลเซียเป็นจำนวนมาก นักศึกษาชาวบอตสวานาซึ่งรับการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐบาลกำลังศึกษาต่อ ที่มาเลเซียเป็นจำนวนมากถึง 1,200 คน ส่วนมหาวิทยาลัยไทยยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในบอตสวานา ขณะนี้ สพร พร้อม สกอ กำลังดำเนินงานประชาสัมพันธ์การศึกษาไทยให้เป็นที่รู้จักในบอตสวานามากขึ้น โดยเริ่มจากการแลกเปลี่ยนการเยือนของ จนท. อาวุโส ด้านการศึกษา เพื่อพบหารือถึงแนวทางการขยาย ครม. ด้านการศึกษา)

ด้านสาธารณสุข
บอตสวานามองว่าไทยเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการต่อสู้กับปัญหาโรคเอดส์ มากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก รัฐบาลบอตสวานาจึงประสงค์ขอรับความร่วมมือด้านการต่อสู้ HIV/AIDS จากไทย ทั้งนี้ ฝ่ายไทยโดย สพร และกระทรวงสาธารณสุข เคยมีโครงการจะส่งผู้เชี่ยวชาญไปให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่บอตสวานาใน ช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่าน แต่ขณะนั้น ฝ่ายบอตสวานาติดขัดเรื่องการจัดการภายใน จึงไม่พร้อมรับผู้เชี่ยวชาญไทย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบอตสวานาซาบซึ้งในความตั้งใจจริงของไทย (good will) และประสงค์จะขอให้ฝ่ายไทยพิจารณาส่งผู้เชี่ยวชาญไทยไปบอตสวานาอีกครั้งเมื่อ บอตสวานาพร้อม

ด้านเกษตรกรรม
บอตสวานายังขาดการพัฒนาด้านเกษตรกรรมอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะมีลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และปัจจัยแวดล้อมในบางพื้นที่เอื้อต่อการเพาะปลูก แต่ผลผลิตด้านเกษตรเพื่อเป็นอาหารยังอยู่ในระดับต่ำ จึงประสงค์จะขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตรจากไทย

ความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ
บอตสวานาตอบรับการแลกเสียงสนับสนุนระหว่างการสมัครสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน (Human Rights Council - HRC) แห่งสหประชาชาติ วาระปี ค.ศ. 2010-2013 ของไทย (ซึ่งไทยได้รับเลือกตั้งในที่สุด) กับการสมัครสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการบริหารและงบประมาณ (Advisory Committee on Administrative and Budgetary Questions - ACABQ) ภายใต้การประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติ วาระปี ค.ศ. 2010-2012 ของบอตสวานา (ซึ่งบอตสวานาได้รับเลือกตั้งเช่นกัน)

ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
ความตกลงที่ได้ลงนามแล้ว
- ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้า
- พิธีสารว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงต่างประเทศไทย กระทรวงต่างประเทศบอตสวานา

ความตกลงที่อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดทำ
ความตกลงว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุน
- ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ 

การเยือนที่สำคัญ
ฝ่ายไทย
พระราชวงศ์

ไม่มีการเสด็จฯ เยือน

นายกรัฐมนตรี / คณะรัฐมนตรี / เจ้าหน้าที่ระดับสูง
- วันที่ 15 - 17 พฤศจิกายน 2548 นายวีระชัย วีระเมธีกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนสาธารณรัฐบอตสวานา เพื่อเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง Comprehensive Response to HIV/AIDS Prevention and Care และเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2548 ได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับนายเฟตุส โมเกย์ (Fetus Mogae) ประธานาธิบดีสาธารณรัฐบอตสวานา และนายมอมปาติ เมราเฟฮ์ (Mompati Merafhe) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบอตสวานา

- วันที่ 21-30 พฤศจิกายน 2552 นายกนก วงศ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นำคณะผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาไทยเดินทางเยือนบอตสวานาและนามิเบีย เพื่อสร้างความสัมพันธ์และหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษา

ฝ่ายบอตสวานา
ประธานาธิบดี / นายกรัฐมนตรี / คณะรัฐมนตรี

- เดือนตุลาคม 2534 นายเฟตุส โมเกย์ (Fetus Mogae) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและการวางแผนพัฒนาบอตสวานา เข้าร่วมประชุมประจำปีธนาคารโลกและองค์การการเงินระหว่างประเทศที่กรุงเทพฯ

- เดือนกุมภาพันธ์ 2543 นายแดเนียล ควาลาโกเบ (Daniel Kwalagobe) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมบอตสวานา เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา ครั้งที่ 10 (UNCTAD X) ที่กรุงเทพฯ

- วันที่ 16 กรกฎาคม 2545 นายเฟตุส โมเกย์ (Fetus Mogae) ประธานาธิบดีสาธารณรัฐ          บอตสวานา แวะผ่านประเทศไทยเพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศออสเตรเลีย

- วันที่ 3 - 9 สิงหาคม 2546 นางบาบาร่า โมเกย์ (Barbara Mogae) ภริยาประธานาธิบดีสาธารณรัฐบอตสวานา พร้อมด้วยบุตรสาว เดินทางเยือนไทยเป็นการส่วนตัว

- วันที่ 1 - 3 กันยายน 2546 นายเฟตุส โมเกย์ (Fetus Mogae) ประธานาธิบดีสาธารณรัฐบอตสวานา เยือนไทยในฐานะแขกของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) เพื่อเข้าร่วมการประชุม ESCAP สมัยที่ 59 ที่กรุงเทพฯ และกล่าวถ้อยแถลงเกี่ยวกับปัญหาโรคเอดส์

- วันที่ 27 มีนาคม – 1 เมษายน 2553 นางสาวมาร์กาเร็ต นาชา (Margaret N. Nasha)ประธานสภาผู้แทนราษฎร และคณะ เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา ครั้งที่ 122 ที่กรุงเทพฯ

ความตกลงและความร่วมมือ