South Sudan / ซูดานใต้

สาธารณรัฐเซาท์ซูดาน
Republic of South Sudan

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

South Sudan / ซูดานใต้

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐซูดาน ทิศใต้ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก สาธารณรัฐยูกันดา และสาธารณรัฐเคนยา ทิศตะวันออกติดกับสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปีย สหสาธารณรัฐแทนซาเนีย ทิศตะวันตกติดกับสาธารณรัฐแอฟริกากลาง

พื้นที่ ๖๔๔,๓๒๙ ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง กรุงจูบา (Juba)   

ประชากร 10.20 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ แบ่งเป็น ๒ ฤดู คือ ฤดูแล้งตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน อุณหภูมิเฉลี่ย ๓๕ องศาเซลเซียส

และฤดูฝนตั้งแต่เดือนถึงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม อุณหภูมิเฉลี่ย ๒๗ องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ อังกฤษ (English) และอาหรับ (Arabic)

ศาสนา ศาสนาคริสต์ ร้อยละ ๖๐.๕  ความเชื่อดั้งเดิม ร้อยละ ๓๒.๙ และศาสนาอิสลาม ร้อยละ ๖.๒ประธานาธิบดี นายซัลวา คีร มายารดิท (Salva Kiir Mayardit) (ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2554)

รมว. กต. นายเนียล เดง เนียล (Mr. Nhial Deng Nhial) (ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2561)

วันชาติ 9 กรกฎาคม

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย ๕ ธันวาคม ๒๕๕๖                 

หน่วยเงินตรา ปอนด์เซาท์ซูดาน (1 SSP = 4.12 บาท) (สถานะ ณ วันที่ 13 มี.ค. 2562)

ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐที่ใช้ระบบประธานาธิบดี โดยประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งประมุขและหัวหน้ารัฐบาล มีวาระการดำรงตำแหน่ง ๔ ปี และดำรงตำแหน่งติดต่อกันไม่เกิน ๒ วาระ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายซัลวา คีร์ มายาร์ดิต (Salva Kiir Mayardit) (ตั้งแต่วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 2.90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี ๒๕60)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 237.4 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี ๒๕59)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ -13.8 (ปี ๒๕60)

เงินทุนสำรอง 0.229 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2558)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 187.9 (ปี 2560)  

ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงานน้ำ พื้นที่ทำเกษตรกรรม ทองคำ เพชร น้ำมัน ไม้เนื้อแข็ง หินปูน แร่เหล็ก ทองแดง อลูมิเนียม ถ่านหิน ยูเรเนียม โครเมียม สังกะสี ทังสเตน ไมกา

สินค้านำเข้าที่สำคัญ น้ำตาลทรายดิบ ตราไปรษณียากร เบียร์ ตู้คอนเทนเนอร์ น้ำมันปาล์ม

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ ยูกันดา เคนยา จีน เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา

สินค้าส่งออกที่สำคัญ น้ำมัน เหล็กและเหล็กกล้า อากาศยาน ไม้ ถ่านไม้ เครื่องยนต์กังหันก๊าซ

ตลาดส่งออกที่สำคัญ จีน อินเดีย ยูกันดา ยูเครน จอร์แดน

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป                                  

     เซาท์ซูดานแยกตัวเป็นเอกราชจากซูดาน เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2554 เนื่องจากความขัดแย้งด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรม และศาสนา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต เกือบ 2 ล้านคน และผลัดถิ่น 4 ล้านคน จนองค์กรระหว่างประเทศต้องเข้ามาดูแลรักษาสันติภาพ จนนำไปสู่การลงประชามติแยกประเทศ

การเมืองการปกครอง

      เซาท์ซูดานมีระบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดี ซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นประมุขของรัฐ และหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งของประธานาธิบดีฝ่ายนิติบัญญัติประกอบด้วยสภา 2 สภา ได้แก่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (National Legislative Assembly) มีสมาชิกจำนวน 332 คน มาจากการเลือกตั้ง มีวาระ 4 ปี และสภาแห่งชาติ (Council of States) มีสมาชิกจำนวน 50 คน มาจากการแต่งตั้ง มีวาระ 5 ปี ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ นายซัลวา คีร์ มายาร์ดิต (Salva Kiir Mayardit)

      หลังได้รับเอกราช เซาท์ซูดานประสบปัญหาความขัดแย้งกับกลุ่มติดอาวุธภายในประเทศ ซึ่งมีที่มาจากความแตกต่างด้านเชื้อชาติ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ด้านการเมือง และเชื่อว่าบางส่วนอาจได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซูดาน ขณะนี้ รัฐบาลเซาท์ซูดานได้พยายามแก้ไขความขัดแย้งกับกลุ่มติดอาวุธ โดยใช้การเจรจาเพื่อสร้างความปรองดองและความมั่นคงให้แก่ประเทศ

      การประกาศเอกราชของเซาท์ซูดานเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2554 ผ่านไปอย่างสงบเรียบร้อย แต่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างซูดานและเซาท์ซูดานยังไม่ยุติ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุความตกลงเกี่ยวกับปัญหาที่คั่งค้าง อาทิ ภาระหนี้สินของซูดานเดิม สัญชาติของประชาชน การกำหนดพรมแดน สิทธิเหนือจังหวัด Abyei และการแบ่งปันผลประโยชน์จากน้ำมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 ประเด็นหลัง ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวต่อความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างทั้งสองประเทศมากที่สุด ในการนี้ สหประชาชาติได้จัดตั้งภารกิจ United Nations Interim Security Force for Abyei (UNISFA) และ UN Mission in the Republic of South Sudan (UNMISS) เพื่อส่งเสริมความมั่นคงในเซาท์ซูดาน และเสริมสร้างสภาพที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างชาติ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

      รัฐบาลซูดานได้พยายามกดดันรัฐบาลเซาท์ซูดานตั้งแต่ปลายเดือน มิ.ย. 2554 (ค.ศ. 2011) โดยตลอดโดยเพิ่มทหารในพื้นที่ชายแดน และปิดกั้นเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้าและเดินทางของประชาชนระหว่างทั้งสองประเทศ จนเป็นสาเหตุทำให้อาหารสินค้าอุปโภคและน้ำมันเชื้อเพลิงในเซาท์ซูดานเริ่มขาดแคลนและมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลเซาท์ซูดานเชื่อว่า เป็นแผนการบ่อนทำลายฝ่ายเซาท์ซูดาน

      เพื่อลดการพึ่งพาซูดาน รัฐบาลเซาท์ซูดานใช้นโยบายการขยายความร่วมมือด้านการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เอธิโอเปีย ยูกันดา และเคนยา โดยเซาท์ซูดานและเคนยาได้ร่วมกันวางแผนสร้างระบบท่อขนส่งน้ำมันดิบระยะทางประมาณ 1,400 กม. จากเซาท์ซูดานมายังท่าเรือเมือง Lamu ทางตอนเหนือของเคนยา โดยได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากจีนและญี่ปุ่น

      ในขณะเดียวกัน เซาท์ซูดานใช้กลไกทางการทูตเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศโดยเฉพาะสหประชาชาติและสหภาพแอฟริกา ที่เซาท์ซูดานเพิ่งเป็นสมาชิก รวมถึงประเทศมหาอำนาจกดดันรัฐบาลซูดานยุติการสู้รบและกลับสู่กระบวนการเจรจาอีกครั้ง เมื่อเดือน ก.พ. 2555 (ค.ศ. 2012) รัฐบาลซูดานและเซาท์ซูดานได้ลงนาม

ในข้อตกลงไม่รุกรานกัน (non-aggression pact) ที่กรุงแอดดิสอาบาบา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ข้อขัดแย้งล่าสุด ในเดือนเมษายน 2555 (ค.ศ. 2012) เกิดการปะทะระหว่างทหารซูดานและเซาท์ซูดานเพื่อแย่งชิงแหล่งน้ำมันดิบ

 การต่างประเทศ

      ประชาคมนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาสนับสนุนการแยกประเทศเซาท์ซูดานอย่างเต็มที่ หลังจากประชาชนชาวเซาท์ซูดานลงประชามติแยกประเทศเมื่อเดือนมกราคม 2554 (ค.ศ. 2011) ประธานาธิบดี Obama ได้ประกาศแสดงความยินดีและแสดงความพร้อมที่จะรับรองเซาท์ซูดานในทันที ภายหลังประกาศเอกราช เซาท์ซูดานได้รับการรับรองให้เป็นสมาชิกสหประชาชาติอย่างรวดเร็ว เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม และเป็นสมาชิกสหภาพแอฟริกาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ตามลำดับ การเป็นสมาชิกสหประชาชาติทำให้เซาท์ซูดานสามารถสมัครเป็นสมาชิกธนาคารโลก และองค์กรการเงินระหว่างประเทศได้อย่างรวดเร็วซึ่งทำให้มีสิทธิรับความช่วยเหลือด้านการพัฒนาได้

      การประกาศเอกราชของเซาท์ซูดานเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2554 ผ่านไปอย่างสงบเรียบร้อย แต่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างซูดานและเซาท์ซูดานยังไม่ยุติ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุความตกลงเกี่ยวกับปัญหาที่คั่งค้าง อาทิ ภาระหนี้สินของซูดานเดิม สัญชาติของประชาชน การกำหนดพรมแดน สิทธิเหนือจังหวัด Abyei และการแบ่งปันผลประโยชน์จากน้ำมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 ประเด็นหลัง ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวต่อความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างทั้งสองประเทศมากที่สุด ในการนี้ สหประชาชาติได้จัดตั้งภารกิจ United Nations Interim Security Force for Abyei (UNISFA) และ UN Mission in the Republic of South Sudan (UNMISS) เพื่อส่งเสริมความมั่นคงในเซาท์ซูดาน และเสริมสร้างสภาพที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างชาติ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

      รัฐบาลซูดานได้พยายามกดดันรัฐบาลเซาท์ซูดานตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน 2554 (ค.ศ. 2011) โดยตลอด โดยเพิ่มทหารในพื้นที่ชายแดน และปิดกั้นเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้าและเดินทางของประชาชนระหว่างทั้งสองประเทศ จนเป็นสาเหตุทำให้อาหารสินค้าอุปโภคและน้ำมันเชื้อเพลิงในเซาท์ซูดานเริ่มขาดแคลนและมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลเซาท์ซูดานเชื่อว่า เป็นแผนการบ่อนทำลายฝ่ายเซาท์ซูดาน

      เพื่อลดการพึ่งพาซูดาน รัฐบาลเซาท์ซูดานใช้นโยบายการขยายความร่วมมือด้านการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เอธิโอเปีย ยูกันดา และเคนยา โดยเซาท์ซูดานและเคนยาได้ร่วมกันวางแผนสร้างระบบท่อขนส่งน้ำมันดิบระยะทางประมาณ 1,400 กิโลเมตร จากเซาท์ซูดานมายังท่าเรือเมือง Lamu ทางตอนเหนือของเคนยา โดยได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากจีนและญี่ปุ่น

      ในขณะเดียวกัน เซาท์ซูดานใช้กลไกทางการทูตเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศโดยเฉพาะสหประชาชาติและสหภาพแอฟริกา ที่เซาท์ซูดานเพิ่งเป็นสมาชิก รวมถึงประเทศมหาอำนาจกดดันรัฐบาลซูดานยุติการสู้รบและกลับสู่กระบวนการเจรจาอีกครั้ง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555 (ค.ศ. 2012) รัฐบาลซูดานและเซาท์ซูดานได้ลงนามในข้อตกลงไม่รุกรานกัน (non-aggression pact) ที่กรุงแอดดิสอาบาบา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ข้อขัดแย้ง ล่าสุด ในเดือนเมษายน 2555 (ค.ศ. 2012) เกิดการปะทะระหว่างทหารซูดานและเซาท์ซูดานเพื่อแย่งชิงแหล่งน้ำมันดิบ


เศรษฐกิจและสังคม

สำนักงานของไทยที่ดูแลเซาท์ซูดาน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี

สำนักงานของเซาท์ซูดานที่ดูแลไทย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเซาท์ซูดานประจำสาธารณรัฐเคนยา    

ความสัมพันธ์ทั่วไป

      ไทยและเซาท์ซูดานได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2556 ไทยมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมสาธารณรัฐเซาท์ซูดาน โดยเซาท์ซูดานได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตเซาท์ซูดานประจำกรุงไนโรบีเป็นจุดติดต่อกับไทย

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

การค้า

      ในปี 2561 ไทยและเซาท์ซูดานมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 20.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นการส่งออก 20.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้า 0.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยได้ดุลทางการค้า 20.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

      สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปเซาท์ซูดาน ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ ยานพาหนะอื่น ๆ และส่วนประกอบ อาวุธ กระสุน ผลิตภัณฑ์ยาง สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากเซาท์ซูดาน ได้แก่ วงจรพิมพ์ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก สิ่งพิมพ์

การลงทุน

      ปัจจุบัน มีนักธุรกิจไทยได้ไปลงทุนในลักษณะกิจการร่วมค้ากับนักธุรกิจชาวซูดานในนามบริษัท ABMC Thai-South Sudan Construction Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ดำเนินโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ ในเซาท์ซูดาน     

การท่องเที่ยว

      ในปี 2561 ไม่ปรากฏข้อมูลนักท่องเที่ยวเซาท์ซูดานเดินทางมาไทย

การเยือนระดับสูง

      ยังไม่ปรากฏการเยือนของทั้งสองฝ่าย

ความสัมพันธ์

ความตกลงทวิภาคี

      ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีการจัดทำความตกลงหรือบันทึกความเข้าใจทวิภาคีระหว่างกัน

ความร่วมมือด้านวิชาการ

      ปี 2559 กรมความร่วมมือระหว่างประเทศได้แจ้งเวียนทุนการศึกษาระดับปริญญาโทหลักสูตรนานาชาติให้แก่ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งเซาท์ซูดาน

ความตกลงและความร่วมมือ