องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC)

ข้อมูลทั่วไป

               ก่อตั้งขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม 1971 ตามมติที่ประชุมสุดยอดครั้งแรกของประเทศมุสลิม 35 ประเทศ ที่กรุงราบัต ราชอาณาจักรโมร็อกโกเมื่อ 22-25 กันยายน 1969  โดยใช้ชื่อเดิมว่าองค์การการประชุมอิสลาม (Organisation of the Islamic Conference) ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นชื่อ Organisation of Islamic Cooperation ในปัจจุบันตามมติในที่ประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ ครั้งที่ 38 ที่กรุงอัสตานา ประเทศคาซัคสถาน เมื่อ 30 มิถุนายน  2011 เพื่อแสดงถึงความเป็นปึกแผ่นของประชาชาติมุสลิม (Islamic Ummah) ในยุคสมัยใหม่

             การก่อตั้ง OIC มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นองค์การความร่วมมือที่เป็นปึกแผ่นของประชาชาติมุสลิม (Islamic Ummah) ที่ประชาชนสามารถยืนหยัดได้อย่างมีศักดิ์ศรีทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน  สืบเนื่องจากความเปราะบางทางการเมืองและการระหว่างประเทศในประชาชาติมุสลิม อาทิ สงคราม ข้อพิพาทเรื่องดินแดน  และเหตุวินาศกรรมมัสยิดอัล-อักซอร์ (Al-Aqsa Mosque) ซึ่งเป็นสถานที่มีความสำคัญลำดับ 3 ของโลกมุสลิม

         OIC เป็นองค์การที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกมุสลิม ประกอบด้วยสมาชิก 57 รัฐ ได้แก่ อียิปต์ บาห์เรน กาตาร์ อิหร่าน อิรัก จอร์แดน คูเวต เลบานอน ลิเบีย โมร็อกโก โอมาน ปาเลสไตน์ ซาอุดีอาระเบีย ซีเรีย ตูนีเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เยเมน อินโดนีเซีย บรูไน มาเลเซีย บังกลาเทศ มัลดีฟส์ ปากีสถาน สาธารณรัฐคีร์กีซ ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน เตอร์กเมนิสถาน อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน อาเชอร์ไบจาน อัลบาเนีย แอลจีเรีย ตุรกี เบนิน บูร์กินาฟาโซ แคเมอรูน ชาด โคโมรอส จิบูดี กาบอง แกมเบีย กินี กินีบิสเซา กียานา มาลี มอริเตเนีย โมซัมบิก ไนเจอร์ ไนจีเรีย เซียร์ราลีโอน เซเนกัล โซมาเลีย ซูดาน สุรินัม โกตดิวัวร์ โตโก และ ยูกันดา และมีผู้สังเกตการณ์ประกอบด้วย รัฐ องค์การระหว่างประเทศ และองค์กรอิสลาม


โครงสร้างองค์การ
       องค์การ OIC มีการแบ่งโครงสร้างการทำงาน เป็น 5 ส่วน โดยสังเขป คือ

1. องค์กรหลัก (Principal Organs)
  1. ที่ประชุมสุดยอดอิสลาม (The Islamic Summit Conference)  เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดของ OIC ประกอบด้วยประมุขแห่งรัฐและผู้นำประเทศของรัฐสมาชิก OIC เพื่อพิจารณาตัดสินใจนโยบายและกิจการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของ OIC และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาชาติมุสลิม  โดยจัดให้มีการประชุมทุก 3 ปี   ปัจจุบัน อียิปต์เป็นประธานในการประชุมสุดยอด ครั้งที่ 12 ระหว่างปี 2013-2015
  2. ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ (Council of Foreign Ministers: CFM) ซึ่งจัดให้มีการประชุมทุกปี  ทำหน้าที่พิจารณาและตัดสินใจนโยบายทั่วไป(general policy) ของ OIC รวมทั้งปฏิบัติตามและติดตามทบทวนผลการประชุมทั้งในระดับการประชุมสุดยอดและการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของ OIC ที่ผ่านมา การประชุมครั้งล่าสุด ครั้งที่ 39 ปี 2012 จัดขึ้นที่กรุงจิบูตี
  3. สำนักงานเลขาธิการ (The General Secretariat) เป็นหน่วยงานบริหารกลาง (executive organ) ทำหน้าที่ปฏิบัติตามข้อมติและนโยบาย ซึ่งได้รับจากที่ประชุมสุดยอดและที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ  สำนักงานเลขาธิการตั้งอยู่ที่เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยมีสถานะเป็นสำนักงานชั่วคราว และกำหนดจะให้สำนักงานถาวรตั้งที่กรุงเยรูซาเล็ม มีเลขาธิการที่มาจากการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งวาระ 5 ปี   เลขาธิการคนปัจจุบันคือ ศ.ดร.เอ็กมิเล็ดดีน อิห์ซาโนกลู (Prof.Dr.Ekmeleddin Ihsanoglu) ชาวตุรกี เข้ารับหน้าที่เมื่อ 1 มกราคม 2005 และได้รับการต่ออายุให้ดำรงตำแหน่งอีก 5 ปี เป็นวาระที่สอง โดยจะพ้นจากตำแหน่งใน 31 ธันวาคม 2013
  4. ศาลยุติธรรมอิสลามระหว่างประเทศ (International Islamic Court of Justice) เป็นองค์กรทางกระบวนการยุติธรรมของ OIC ซึ่งก่อตั้งขึ้นตามผลการประชุม Islamic Summit ครั้งที่ 3  มีตุลาการศาล 7 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ   ศาลยุติธรรมอิสลามระหว่างประเทศตั้งอยู่ที่ประเทศคูเวต
2. คณะกรรมการประจำ (Standing Committees)   ก่อตั้งขึ้นตามข้อมติของที่ประชุมสุดยอด OIC หรือข้อเสนอแนะของที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ  โดยคณะกรรมการประจำจะมีประมุขแห่งรัฐ  หัวหน้ารัฐบาล ทำหน้าที่เป็นประธาน   คณะกรรมการประจำได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาประเด็นที่สำคัญต่าง ๆ ต่อองค์การ OIC และรัฐสมาชิก ให้มีความคืบหน้า  ปัจจุบัน องค์การ OIC มีคณะกรรมการประจำ  4  คณะ ได้แก่
  1. Al Quds Committee
  2. Standing Committee for Information and Cultural Affairs (COMIAC)
  3. Standing Committee for Economic and Commercial Cooperation (COMCEC)
  4. Standing Committee for Scientific and Technological Cooperation (COMSTECH)
3. องค์กรรอง (Subsidiary Organs)  เป็นองค์กรภายใต้กรอบการทำงานของ OIC โดยการตัดสินใจของที่ประชุมสุดยอดหรือที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ  โดยรัฐสมาชิก OIC จะมีสถานะเป็นสมาชิกขององค์กรเหล่านี้โดยอัตโนมัติและได้รับงบประมาณจากที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ   องค์กรรองของ OIC ในปัจจุบัน มี 6 องค์กร ได้แก่
  1. Statistical, Economic, Social Research and Training Center for Islamic Countries (SESRIC)
  2. Research Center for Islamic History, Art and Culture (IRCICA)
  3. Islamic University of Technology (IUT)
  4. Islamic Center for the Development of Trade (ICDT)
  5. International Islamic Fiqh Academy (IIFA)
  6. Islamic Solidarity Fund and its Waqf (ISF)
4. องค์กรชำนัญพิเศษ (Specialized Organs)   ดำเนินงานภายใต้การตัดสินใจจากที่ประชุมสุดยอดผู้นำหรือที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ   องค์กรชำนัญพิเศษของ OIC เปิดกว้างให้ประเทศสมาชิกของ OIC สามารถเลือกที่จะเป็นสมาชิกได้ โดยองค์กรเหล่านี้มีงบประมาณที่เป็นอิสระ  ปัจจุบันองค์กรชำนัญพิเศษของ OIC มี 5 องค์กร ได้แก่
 
  1. Islamic Development Bank (IDB)
  2. Islamic Educational, Scientific and Cultural Organization (ISESCO)
  3. Islamic Broadcasting Union (IBU)
  4. International Islamic News Agency (IINA)
  5. Islamic Committee of the International Crescent (ICIC)
5. สถาบันสมทบ (Affiliated Organs)   เป็นองค์กรที่ได้รับการรับรองจากที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ  โดยรัฐสมาชิก OIC สามารถเลือกเข้าร่วมเป็นสมาชิกสถาบันร่วมสมทบได้  ทั้งนี้ สถาบันร่วมสมทบมีงบประมาณที่เป็นอิสระเป็นของตนเอง  และอาจมีสถานะเป็นผู้สังเกตการณ์ของ OIC โดยอาศัยอำนาจตามข้อมติ (resolution) ของที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ OIC    ปัจจุบันองค์กร Affiliated Organs  มีทั้งสิ้น 16 หน่วยงาน  อาทิ  Islamic Chamber of Commerce, Industry and Agriculture (ICCIA)   Organization of Islamic Capitals and Cities (OICC)  Islamic Solidarity Sports Federation (ISSF) เป็นต้น

           นอกจากนี้  องค์การ OIC ยังให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัยอิสลาม  อาทิ Islamic University of Niger และ Islamic University of Uganda เป็นต้น

การดำเนินงานสำคัญและพัฒนาการล่าสุด        
 
            องค์การ OIC ได้จัดการประชุมสุดยอด OIC สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 (Third Extraordinary Session of the Islamic Summit Conference) เมื่อ 7-8 ธันวาคม 2005 ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย  ประมุขและผู้นำรัฐบาลรัฐสมาชิก OIC ได้เห็นชอบให้จัดทำ Ten-Year Programme of Action to meet the challenges facing the Muslim Ummah in the 21st Century เพื่อนำความเป็นเอกภาพของประชาชาติมุสลิม (Islamic Ummah) ให้ยืนหยัดอยู่เหนือความแปรปรวนทางการเมืองระหว่างประเทศ และสามารถยืนหยัดต่อความท้าทายใหม่ ๆ ในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ  อาทิ การเมือง ความมั่นคงและสันติภาพ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิทธิมนุษยชน ภัยธรรมชาติ ฯลฯ รวมไปถึงประเด็นอ่อนไหว อาทิ ประเด็นปาเลสไตน์  การรับมือกับแนวคิดสุดโต่ง (extremism) ความเกลียดกลัวอิสลาม (Islamophobia)  รวมไปถึงการใช้ความรุนแรงและการก่อการร้ายที่ผูกโยงกับศาสนาอิสลาม  เป็นต้น   โดยมุ่งหวังให้รัฐสมาชิก OIC สามารถนำ Ten-Year Programme of Action ไปปรับใช้ปฏิบัติได้จริง   

          ทั้งนี้ Ten-Year Programme of Action ได้วางกรอบความร่วมมือเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ด้านการเมืองและความมั่นคง  และด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ  วัฒนธรรมและวิชาการ  และได้เริ่มนำไปใช้เมื่อ 19 มิถุนายน 2006

1. Intellectual and Political Issues ประกอบด้วย
  1. Political Will
  2. Solidarity and Joint Islamic Action
  3. Islam-The Religion of Moderation and Tolerance
  4. Multiplicity of Islamic Jurisprudence
  5. The Islamic Figh Academy (IFA)
  6. Combating Terrorism
  7. Combating Islamophobia
  8. Human Rights and Good Goverance
  9. Palestine and Occupied Arab Territories
  10. Conflict Prevention, Conflict Resolution and Post-Conflict Peace Building
  11. Reform of the OIC
2. Development, Socio-Economic and Scientific Issues
  1. Economic Cooperation
  2. Supporting the Islamic Development Bank (IDB)
  3. Social solidarity in the face of natural disasters
  4. Supporting development and poverty alleviation in Africa
  5. Higher Education, Science and Technology
  6. Rights of Women, Youth, Children, and the Family in the Muslim World
  7. Cultural and Information Exchange among Member States
           ในระหว่างการประชุมสุดยอด OIC ครั้งที่ 11 ที่กรุงดาการ์ เมื่อ 13-14 มีนาคม 2008  ประเทศสมาชิกได้รับรองกฎบัตรองค์การ OIC (OIC Charter) เพื่อให้การรับรององค์การ OIC และวางรากฐานของวัตถุประสงค์และหลักการขององค์การให้เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชาติมุสลิมมากยิ่งขึ้น

          โดยล่าสุด OIC ได้จัดการประชุมสุดยอดอิสลามครั้งที่ 12 (12th Islamic Summit) ขึ้น เมื่อ 6-7 กุมภาพันธ์ 2013 ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ซึ่งได้มีการหารือในประเด็นต่าง ๆ อาทิ สถานการณ์ในซีเรียและมาลี  ประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับอิสราเอล-ปาเลสไตน์  ฯลฯ


บทบาทของไทยต่อ OIC

           ไทยเข้าเป็นผู้สังเกตการณ์ (Observer) ของ OIC เมื่อ 1 ตุลาคม 1998 ตามมติของที่ประชุม OIC Annual Coordination Meeting ที่กรุงนิวยอร์ก เป็น 1 ใน 4 ประเทศ ที่ได้รับสถานะดังกล่าว (อีก 3 ประเทศคือ สาธารณรัฐแอฟริกากลาง บอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา และรัสเซีย) ไทยมีวัตถุประสงค์ในการใช้เวที OIC เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจต่อโลกมุสลิมเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลต่อชาวไทยมุสลิม แลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล ปรึกษาหารือในประเด็นเกี่ยวกับชุมชนมุสลิม และเพิ่มช่องทางการขยายความร่วมมือกับประเทศอิสลาม ทั้งนี้ หลังเข้าเป็นผู้สังเกตการณ์ ไทยได้ส่งคณะผู้แทนเข้าร่วมการประชุมสำคัญของ OIC หลายครั้ง โดยเฉพาะการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ

           นอกจากนี้ ไทยและ OIC ยังมีความร่วมมือและให้ความสำคัญกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นลำดับต้น  โดยเลขาธิการ OIC ได้เดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อรับฟังบรรยายข้อสรุป นโยบายและการดำเนินการต่าง ๆ ของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอย่างครอบคลุม เมื่อปี 2007  และล่าสุด    เอกอัครราชทูตซาเยด คัสเซม เอลมาสรี  ที่ปรึกษาและผู้แทนพิเศษของเลขาธิการ OIC และคณะผู้แทนระดับสูงของ OIC ได้เดินทางเยือนประเทศไทยตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อ 7-13 พฤษภาคม 2012   และได้เข้าพบหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทย รวมทั้งเดินทางเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้     ซึ่งฝ่ายไทยและ OIC ได้ประณามการใช้ความรุนแรงโดยไม่เลือกประติบัติต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งขัดแย้งกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม

           โดยล่าสุด ในการประชุมสุดยอดอิสลามครั้งที่ 12 (12th Islamic Summit) เมื่อ 6-7 กุมภาพันธ์ 2013 ที่กรุงไคโร ประเทศอิียิปต์  ที่ประชุม OIC ได้ให้ความมั่นใจและสนับสนุนไทยในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างสร้างสรรค์และยุติความรุนแรง

ความร่วมมือกับ OIC ที่สำคัญ
          1. ด้านการพัฒนาการศึกษา สำหรับชาวไทยมุสลิม ธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม (Islamic Development Bank -IDB) ซึ่งเป็นองค์กรชำนัญพิเศษ (specialized organization) ของ OIC ได้ให้เงินสนับสนุน และเงินกู้ในการสร้างโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในไทยหลายแห่ง รวมทั้งให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยมุสลิมเพื่อศึกษาในประเทศไทยมาโดยต่อเนื่อง

          2. ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ไทยเข้าเป็นผู้สังเกตการณ์ (Observer Member) ขององค์กรการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมอิสลาม (The Islamic Education, Scientific and Cultural Organization - ISESCO) ซึ่งเป็นองค์กรชำนัญพิเศษของ OIC เมื่อเดือน มีนาคม 2007

          3. ด้านธุรกิจการค้า สมาคมนักธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยมุสลิม (Thai Islamic Trade and Industrial Association) เป็นสมาชิกของสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมของ OIC (Islamic Chamber of Commerce and Industry –ICCI) ICCI ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Office of Small and Medium Enterprises Promotion – OSMEP) ของไทยเมื่อปี 2007 เพื่อร่วมมือในการส่งเสริมธุรกิจและอุตสาหกรรม SMEs โดยเฉพาะด้านอาหารฮาลาล อัญมณี และเครื่องประดับ และสินค้าแฟชั่น เป็นต้น

          4.  ความร่วมมือทางเทคนิคและวิชาการ ในปี 2007 ไทยได้ดำเนินโครงการเพื่อให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิก OIC ในด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาไข้หวัดนก โดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่กรุงเทพฯ และกรุงไคโร

          5.  ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม  Islamic Development Bank (IDB) ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิ ปี 2004 จำนวน 180,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยผ่านสภายุวมุสลิมโลก (WAMY) ผู้นำมุสลิมและผู้นำชุมชนมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติ



**********************


กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา
ธันวาคม 2556