คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC)


ข้อมูลทั่วไป

           The Cooperation Council for the Arab States of the Gulf: CCASG หรือที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งว่า Gulf Cooperation Council: GCC ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 21 เดือนร่อญับ ฮ.ศ. 1401  (ตรงกับวันที่ 25 พฤษภาคม 1981) ตามกฎบัตร GCC ซึ่งลงนามในที่ประชุมระดับประมุขประเทศผู้ก่อตั้ง 6 ประเทศ ที่กรุงอาบูดาบี  สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์   สมาชิกก่อตั้ง ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย  คูเวต  โอมาน  สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)  กาตาร์  และบาห์เรน  ทั้งนี้ เยเมน มีฐานะเป็นประเทศสังเกตการณ์ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาเข้าร่วมเป็นสมาชิก GCC ภายในปี 2016


           วัตถุประสงค์หลักของ GCC คือ กระชับและสร้างความเป็นเอกภาพ (Unity) ระหว่างสมาชิกในทุก ๆ ด้านของความร่วมมือ  เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนชาติสมาชิกอาหรับ ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในศาสนาอิสลาม   ในขณะเดียวกันที่ GCC สามารถจัดการกับความท้าทายด้านความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างเป็นเอกภาพ    GCC จึงมีขอบข่ายความร่วมมือหลากหลายด้านครอบคลุมภาคเศรษฐกิจ การเงิน  การค้า  ศุลกากร  การสื่อสาร  การศึกษาและวัฒนธรรม  ภาคสังคมและสาธารณสุข  งานสารสนเทศและการท่องเที่ยว  นิติบัญญัติและงานบริหาร  รวมถึงกระตุ้นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่  เกษตรกรรม  ทรัพยากรน้ำ และการปศุสัตว์

โครงสร้างองค์การ

  1. คณะมนตรีสูงสุด (The Supreme Council) เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดของ GCC เป็นที่ประชุมหารือของประมุขหรือหัวหน้ารัฐบาลของประเทศสมาชิก โดยตำแหน่งประธานคณะมนตรีสูงสุดจะหมุนเวียนตามลำดับตัวอักษรของประเทศสมาชิก โดยคณะมนตรีสูงสุดจะทำหน้าที่พิจารณาและกำหนดข้อมติ (resolutions) ต่าง ๆ ของ GCC
  2. คณะกรรมาธิการที่ปรึกษาของคณะมนตรีสูงสุด (The Consultative Commission of the Supreme Council) คือ คณะทำงานประกอบด้วยผู้แทนจากรัฐสมาชิกละ 5 คน รวม 30 คน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ โดยมีวาระคราวละ 3 ปี  ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะทำหน้าที่พิจารณาข้อประเด็นต่าง ๆ ที่ได้รับจากคณะมนตรีสูงสุด
  3. คณะมนตรีรัฐมนตรี (The Ministerial Council) ประกอบด้วยรัฐมนตรีต่างประเทศหรือรัฐมนตรีอื่น ๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่แทน จากประเทศสมาชิก GCC มีหน้าที่ยกร่างนโยบายและจัดทำข้อเสนอแนะ (recommendation) เพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก  รวมไปถึงประสานและติดตามโครงการความร่วมมือต่าง ๆ ที่อยู่ในระหว่างการดำเนินงานตามนโยบาย  ทำหน้าที่ออกมติ (decision) ที่ประชุมเสนอเป็นข้อเสนอแนะ (recommendation) สู่คณะมนตรีสูงสุดเพื่อให้การรับรอง  นอกจากนี้ ที่คณะมนตรีรัฐมนตรียังมีหน้าที่เตรียมการประชุมและวาระ (agenda)  สำหรับคณะมนตรีสูงสุดด้วย
  4. คณะกรรมาธิการเพื่อยุติข้อพิพาท (Dispute Settlement Commission) คณะมนตรีสูงสุด มีอำนาจตาม GCC ในฐานะเป็นคณะกรรมาธิการเพื่อยุติข้อพิพาท โดยทำหน้าที่พิจารณาและยุติข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับการตีความเนื้อความต่าง ๆ ของกฎบัตร GCC
  5. สำนักงานเลขาธิการ (The General Secretariat) ตั้งอยู่ที่กรุงริยาด  ประเทศซาอุดีอาระเบีย มีหน้าที่งานด้านบริหารของ GCC ทำหน้าที่จัดเตรียมรายงานที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือและโครงการต่าง ๆ ของ GCC ทั้งที่อยู่ในระหว่างดำเนินการและโครงการที่เสร็จสิ้นแล้ว  รวมถึงจัดทำรายงานการศึกษาต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายจากคณะมนตรีสูงสุด หรือจากที่คณะมนตรีรัฐมนตรี  และจัดเตรียมการประชุมขององค์กรต่าง ๆ ใน GCC  ทั้งนี้ เลขาธิการได้รับการแต่งตั้งจากคณะมนตรีสูงสุด มีวาระคราวละ 3 ปี ปัจจุบัน คือ นาย Abdul Latif Bin Rashid Al Zayani จากราชอาณาจักรบาห์เรน เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 1 เมษายน 2011


การดำเนินงานสำคัญและพัฒนาการล่าสุด

           การก่อตั้ง GCC แต่เดิมเป็นความร่วมมือที่เน้นมิติด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเป็นสำคัญ เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถให้ความช่วยเหลือแก่กันได้ในยามคับขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการปฏิวัติอิสลามในประเทศอิหร่าน  และในช่วงสงครามระหว่างอิรัก-อิหร่าน เมื่อปี 1980   อย่างไรก็ตาม  ความร่วมมือของ GCC ในปัจจุบันได้เน้นมิติความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมโดยลำดับ นับตั้งแต่การจัดตั้งเขตการค้าเสรีเมื่อปี 1983 จนสามารถพัฒนาเป็นตลาดร่วม (Common Market) ได้เมื่อปี 2008  โดยปัจจุบัน GCC ได้จัดตั้งคณะมนตรีการเงิน (Monetary Council) ขึ้นเมื่อปี 2010  โดยมุ่งหมายที่จะจัดตั้งสหภาพการเงิน (Monetary Union) ที่มีธนาคารกลางอ่าวอาหรับ (Gulf Central Bank: GCB) และใช้สกุลเงินเดียว (Single Currency) ในอนาคต

บทบาทของไทยต่อ GCC

           ด้านการเมือง ไทยและประเทศสมาชิก GCC มีความสัมพันธ์อันดี โดยมีสถานเอกอัครราชทูตของประเทศ GCC ทั้ง 6 ประเทศในไทย และไทยก็ได้ตั้งสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศ GCC ทั้ง 6 ประเทศเช่นกัน โดยประเทศกลุ่ม GCC มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือประเทศไทยทำความเข้าใจกับประเทศในโลกมุสลิมและในกรอบของ OIC อย่างแข็งขัน ในเรื่องสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแนวทางการสร้างความสมานฉันท์และสันติวิธีของไทย ทั้งนี้ ไทยกับบาห์เรนมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นอย่างยิ่ง 

          ด้านเศรษฐกิจ ไทยและ GCC มีความสัมพันธ์อันดีทางเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการซื้อขายเชื้อเพลิงพลังงานระหว่างกัน โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  โอมาน  และซาอุดีอาระเบีย  นอกจากนี้ กลุ่มประเทศ GCC ยังให้ความสำคัญกับแรงงานไทย โดยให้การสนับสนุนแรงงานกึ่งฝีมือและมีฝีมือของไทย เข้าไปทำงานในตลาดแรงงานกลุ่มประเทศ GCC อย่างต่อเนื่อง   ขณะที่ไทยให้ความสนใจลงทุนใน GCC มากขึ้นเนื่องจาก GCC เป็นตลาดเศรษฐกิจ Emerging Market ที่มีแนวโน้มมีกำลังซื้อมากขึ้น  ทั้งนี้ ไทยและ GCC กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาจัดตั้ง FTA ระหว่างกัน

         ด้านการท่องเที่ยว ที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศ GCC โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวในรูปแบบของการเข้ามารับการรักษาพยาบาลในไทย (Medical Tourism) ที่มีค่าใช้จ่ายไม่สูงแต่มีคุณภาพดี  ซึ่งเป็นลู่ทางความร่วมมือที่ทั้งรัฐบาลไทยและรัฐบาลกลุ่มประเทศ GCC ให้ความสนใจผลักดันเป็นนโยบายความร่วมมือด้านสาธารณสุขที่เป็นรูปธรรม 

         ด้านอื่น ๆ นอกจากทุนการศึกษาที่ประเทศ GCC บางประเทศ เช่น ซาอุดีฯ คูเวตและบาห์เรน ซึ่งให้กับนักศึกษาไทยมุสลิมไปเรียนต่อทุกๆ ปีแล้ว ความร่วมมือด้านอื่นๆ ยังมีไม่มากนัก ดังนั้น ไทยกับกลุ่มประเทศ GCC อาจร่วมมือกันในด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย อาทิ ด้านความมั่นคง อาจมีการแลกเปลี่ยนข่าวกรองระหว่างกันเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย ความร่วมมือด้านการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เนื่องจากชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ของไทยนับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่เช่นเดียวกับประชากรส่วนใหญ่ใน GCC ปัจจุบันประเทศ GCC ได้ให้การสนับสนุนชุมชนไทยมุสลิมอยู่แล้วทั้งในด้านการก่อสร้างอาคาร โรงเรียน มัสยิด และกิจกรรมทางศาสนาอื่น

        กรอบ ASEAN-GCC  ไทยมีความสัมพันธ์กับ GCC ในระดับพหุภาคีผ่านกรอบความร่วมมือระหว่าง  ASEAN-GCC โดย ASEAN และ GCC เริ่มความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการจากการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศตั้งแต่ปี 1990 ที่ประเทศโอมาน  และได้พัฒนาความสัมพันธ์มาโดยตลอด ทั้งในเรื่องการค้า การลงทุน และความมั่นคงทางอาหาร  ล่าสุด การเยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย เมื่อ 13-15 พฤษภาคม 2012 ได้เน้นย้ำถึงการพัฒนาความร่วมมือในกรอบ ASEAN-GCC จากการที่ ASEAN จะพัฒนาเป็น ASEAN-Community ในปี 2015



****************


กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา
ธันวาคม 2556