กรอบการหารือเอเชีย-ตะวันออกกลาง (AMED)


   ข้อมูลทั่วไป

         การประชุมกรอบความร่วมมือเอเชีย-ตะวันออกกลาง (Asia-Middle East Dialogue: AMED) เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศเอเชียและกลุ่มประเทศภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันให้เข้มแข็งท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลก   เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์หลากมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ศาสนา  และแสวงหาพันธมิตรทางการเมือง และเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ ๆ   รวมไปถึงสร้างความร่วมมือในหลายระดับ ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม  ด้วยความคิดริเริ่มจากนายโก๊ะ จ๊ก ตง  นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ในระหว่างการเดินทางเยือนตะวันออกกลางเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2004
 
          โดยประเทศสมาชิกกรอบความร่วมมือ AMED มี 50 ประเทศ ได้แก่  มัลดีฟส์ อินเดีย บังกลาเทศ ภูฎาน เนปาล ปากีสถาน
 ศรีลังกา เวียดนาม ไทย ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ คาซัคสถาน  อัฟกานิสถาน  คีร์กีซ  เติร์กเมนิสถาน  ทาจิกิซสถาน ตุรกี อุซเบกิสถาน คูเวต ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน โซมาเลีย เลบานอน ซูดาน ซีเรีย อียิปต์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน เยเมน จอร์แดน กาตาร์ แอลจีเรีย ลิเบีย โมร็อกโก มอริเตเนีย ปาเลสไตน์  ตูนิเซีย อิหร่าน อิรัก โคโมรอส จิบูตี

โครงสร้างความร่วมมือ

          กรอบความร่วมมือ AMED เป็นกรอบความร่วมมือหลายมิติ  ที่มีความริเริ่มจาก 2 ส่วน คือ ภาครัฐ (Track I) ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มนโยบาย ร่วมกับภาคเอกชนและผู้เข้าร่วมอื่น ๆ  (Track II) อาทิ  หน่วยธุรกิจ  นักคิด  นักวิชาการ  ฯลฯ  ซึ่งเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและมีกิจกรรมต่าง ๆ ในเวที AMED   โดยภาพรวมเพื่อให้เกิดการสร้างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในด้านต่าง ๆ ทั้ง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนเป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นและเกิดการยอมรับซึ่งกันและกัน 

         กรอบความร่วมมือ AMED  จะแบ่งหัวข้อการหารือเป็น 3 ด้าน คือ
  1. ด้านการเมืองและความมั่นคง
  2. ด้านเศรษฐกิจ 
  3. ด้านสังคม การศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และสื่อมวลชน  
โดยมีกลไกสำคัญ 3 กลไกขับเคลื่อนความร่วมมือ

            คณะกรรมการกำหนดนโยบาย (Steering Committee) ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่อาวุโสจาก 10 ประเทศ โดยมี 5 ประเทศจากภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบังกลาเทศ และ 5 ประเทศจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน จอร์แดน และคูเวต   คณะกรรมการกำหนดนโยบายมีหน้าที่กำหนดแนวทางและประเด็นการหารือในด้านต่าง ๆ ของ AMED ทั้งหมด โดยไม่มีกำหนดการประชุมที่ตายตัว  ทั้งนี้ ประเทศประธาน AMED จะเป็นประธานคณะกรรมการฯ โดยมีรองประธานจากประเทศที่จะรับหน้าที่เป็นประธาน AMED ในครั้งต่อไป และประธาน AMED ครั้งก่อนจะรับหน้าที่ที่ปรึกษาประธาน

           การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ (Ministerial Meeting)
จัดให้มีขึ้นทุก 2 ปี โดยมีประเทศประธาน AMED เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม  ซึ่งจะหมุนเวียนกันระหว่างประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและประเทศในภูมิภาคเอเชียอื่น ๆ  เป็นประธานวาระละ 2 ปี โดยความสมัครใจ  รูปแบบการประชุมจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ตามหัวข้อหลัก 3 ด้านของ AMED  โดยแต่ละกลุ่มหลักจะประกอบด้วยการประชุมเต็มคณะ (plenary) และการอภิปรายกลุ่มย่อย (panel discussion)  ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของการประชุมจะอยู่ในรูปของการรับรองผลในรายงาน Chairman’s Report  มีลักษณะเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy Recommendation) ให้ประเทศที่เข้าร่วมได้รับทราบและพิจารณานำไปปรับใช้ให้เป็นรูปธรรมตามสมัครใจต่อไป   ที่ผ่านมากรอบความร่วมมือ AMED ได้จัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศรวม 3 ครั้ง   โดย AMED III ครั้งล่าสุดจัดที่ประเทศไทย เมื่อ 14-16 ธันวาคม 2010  และซาอุดีอาระเบียรับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม AMED ครั้งที่ 4 ต่อไป

           คณะทำงาน (Working Group) ได้รับการจัดตั้งขึ้นในครั้งการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 1 (AMED I) ที่สิงคโปร์ ให้มีคณะทำงาน 3 คณะ ตามหัวข้อหลัก 3 ด้านของ AMED  โดยแต่ละคณะจะมีประธานร่วมจากทั้งภูมิภาคตะวันออกกลางและภูมิภาคเอเชีย   หน้าที่หลักของคณะทำงาน คือ การพิจารณาติดตามผลการประชุมระดับรัฐมนตรี  เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือตามข้อแนะนำของที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ AMED  ปัจจุบัน คณะทำงานของ AMED มี 3 คณะ ได้แก่

  1. คณะทำงานด้านการเมืองและความมั่นคง  มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ในด้านความมั่นคงที่ครอบคลุมหลากหลายประเด็น อาทิ การก่อการร้าย  การหารือด้านศาสนา  ประเด็นอ่อนไหว  ความมั่นคงทางพลังงาน  ภัยพิบัติทางธรรมชาติ  โรคติดต่อร้ายแรง ฯลฯ
  2. คณะทำงานด้านเศรษฐกิจ  มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนการใช้กรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิมระหว่างเอเชียกับตะวันออกกลางให้มีประสิทธิผลและศึกษาความพร้อมและแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองภูมิภาค โดยเน้นการใช้ AMED เป็นเวทีเพื่อการพบหารือระหว่างภาคเอกชนกับภาคประชาสังคมของสองภูมิภาค
  3. คณะทำงานด้านสังคม การศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและสื่อมวลชน มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือที่ใกล้ชิดขึ้นระหว่างรัฐบาล และระหว่างประชาชน ในประเด็นสังคม การศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและสื่อมวลชน โดยมีโครงการร่วมที่เป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์ของทั้งสองภูมิภาค

การดำเนินงานสำคัญและพัฒนาการล่าสุด
         
         1. การประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ (Ministerial Meeting)
กรอบความร่วมมือ AMED ได้มีการจัดประชุมระดับรัฐมนตรีแล้วรวม 3 ครั้ง ได้แก่

          AMED I  เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งแรก ระหว่างวันที่ 21-22 มิถุนายน 2005 โดยมีสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ  มีประเทศจากทั้ง 2 ภูมิภาคเข้าร่วมทั้งหมด 39 ประเทศ (ภูมิภาคเอเชีย 22 ประเทศ และภูมิภาคตะวันออกกลาง 17 ประเทศ)  รวมทั้งปาเลสไตน์  ที่ประชุมได้หารือในประเด็นท้าทายต่าง ๆ ใน 3 หัวข้อหลัก ได้แก่

  1. ด้านการเมืองและความมั่นคง ซึ่งที่ประชุมหารือในเรื่องปัญหาการก่อการร้ายและไม่เห็นด้วยกับการนำศาสนาอิสลามไปผูกโยงกับการก่อการร้าย   ซึ่งนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างภูมิภาคด้านการต่อต้านการก่อการร้าย  โดยจัดตั้งคณะทำงานด้านต่อต้านการก่อการร้ายภายใต้คณะทำงานด้านการเมืองและความมั่นคงของ AMED  นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นควรแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างประเทศสมาชิก AMED ในด้านความมั่นคงทางพลังงาน  การลงทุนในด้านน้ำมันและก๊าซ การส่งเสริมเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ฯลฯ
  2. ด้านเศรษฐกิจ ที่ประชุมหารือเรื่องการเรียนรู้ระหว่างสองภูมิภาคซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้งจริงจัง จากการมีประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกัน  โดยที่ประชุมเห็นควรพิจารณาเรื่องความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreements: FTAs) เนื่องจากเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่กระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์และเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (best practices) ระหว่างประเทศสมาชิก AMED ต่าง ๆ ในทั้งสองภูมิภาค   นอกจากนี้ยังเห็นควรรื้อฟื้นการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองภูมิภาค โดยเสนอให้จัดตั้งคณะทำงานหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างกัน (Closer Economic Partnership) และจัดประชุม Business Forum ก่อนการประชุม AMED ครั้งที่ 2 ซึ่งอียิปต์รับเป็นเจ้าภาพ 
  3. ด้านสังคม การศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและสื่อมวลชน ที่ประชุมรัฐมนตรีเห็นควรให้มีความร่วมมือด้านการศึกษาและจัดฝึกอบรมเพื่อแลกเปลี่ยนและสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักวิชาการและนักวิจัยระหว่างสองภูมิภาคอย่างจริงจัง  รวมถึงจัดตั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย และเว็บไซต์ร่วมของเอเชียและตะวันออกกลาง (AMED Portal) เพื่ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประชาชนและรัฐบาลของสองภูมิภาค  นอกจากนี้ยังเห็นควรให้แลกเปลี่ยนและสร้างความเข้าใจอันดีและถูกต้องระหว่างสื่อมวลชนจากเอเชียและตะวันออกกลาง เพื่อสร้างความเข้าใจของสาธารณชนที่ถูกต้องเกี่ยวกับการมองซึ่งกันและกัน  ในด้านวัฒนธรรม ที่ประชุม AMED เห็นควรส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและความหลากหลายด้านศรัทธา (interfaith dialogue) เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างสังคม วัฒนธรรมและศาสนาต่าง ๆ ในภูมิภาค และเน้นย้ำถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มมุสลิมสายกลาง

        AMED II จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-6 เมษายน 2008 ณ เมือง ชาร์มเอลเชค โดยมีอียิปต์เป็นเจ้าภาพ มีผู้แทนเข้าร่วมประชุมจาก 44 ประเทศและองค์การบริหารปาเลสไตน์ (ในเวลานั้น) รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ 7 องค์การ เข้าร่วมการประชุมด้วย อาทิ สันนิบาติอาหรับ  สำนักงานดครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP)  สหภาพแอฟริกา  คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ ธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม ฯลฯ ที่ประชุมได้หารือในหัวข้อ 3 หัวข้อหลัก ดังนี้
  1. ด้านการเมืองและความมั่นคง ที่ประชุมกล่าวถึงเรื่องการปฏิรูปทางการเมือง  การมีส่วนร่วมขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ปัญหาการคอรัปชั่นและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล  โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการก่อการร้าย  ซึ่งที่ประชุมเสนอให้มีการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม การสมานฉันท์ผ่านการศึกษาและสื่อมวลชน  ซึ่งสิงคโปร์เสนอให้แลกเปลี่ยนผู้สื่อข่าวอาวุโส  ขณะที่มาเลเซียเสนอการจัดหลักสูตรการต่อต้านการก่อการร้าย  นอกจากนี้ ประเทศสมาชิก AMED ในโลกมุสลิมยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของประเด็นอ่อนไหวการเมือง ความมั่นคงในตะวันออกกลาง อาทิ ปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์  สถานการณ์ในอิรัก  เลบานอน  และโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน เป็นต้น
  2. ด้านเศรษฐกิจ  ที่ประชุมได้หารือเรื่องความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงทางพลังงาน  ซึ่งไทยได้ผลักดันประเด็นเรื่องมาตรฐานอาหารฮาลาลในปฏิญญา Sharm el Sheikh Declaration of Cooperation and Amity นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หยิบยกเรื่องปัญหาด้านราคาเชื้อเพลิงและการสรรหาพลังงานทดแทน  โดยชาติสมาชิก ASEAN ได้เสนอให้มีการวางท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชิตผ่านประเทศสมาชิก AMED และเสนอเรื่องการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ด้วย
  3.  ด้านสังคม การศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและสื่อมวลชน โดยเน้นย้ำเรื่องปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ  ซึ่งประเทศสมาชิกต้องการให้มีความร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วนและให้มีโครงการที่เป็นรูปธรรม  ที่ประชุมยังได้มีการหารือเรื่องแรงงานสัมพันธ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งที่ประชุมได้เสนอจัดตั้งคณะทำงานด้านแรงงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว  นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เน้นเรื่องการต่อต้านการลบหลู่ศาสนาอิสลาม และเห็นควรให้เสริมสร้างความเข้าใจต่อศาสนาอิสลามที่ถูกต้องอีกด้วย

       AMED III จัดขึ้นระหว่าง 14-16 ธันวาคม 2010 โดยมีไทยเป็นเจ้าภาพ ในหัวข้อ (theme) Strengthening Cooperation towards Common Prosperity  มีผู้แทนจากชาติสมาชิก AMED รวม 49 ประเทศ รวมถึงองค์กรบริหารปาเลสไตน์ (ในเวลานั้น) เข้าร่วม โดยที่ประชุมได้หารือในหัวข้อหลัก 3 หัวข้อ ที่สานต่อมาจากการประชุม AMED ครั้งที่ 2 ได้แก่

  1. ด้านการเมืองและความมั่นคง ที่ประชุมได้หารือเรื่องการบรรเทาและขจัดปัญหาการก่อการร้าย และเพิ่มเนื้อหาความท้าทายใหม่ ๆ ในการประชุม อาทิ ปัญหาโจรสลัด  การแสวงหาความร่วมมือทางการเมือง รวมถึงการรับมือกับความท้าทายด้านการเมืองและความมั่นคงในเรื่องต่าง ๆ ที่ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปท่ามกลางบริบทใหม่ในปัจจุบัน เป็นต้น
  2. ด้านเศรษฐกิจ  ที่ประชุมได้หยิบยกประเด็นเรื่องวิกฤติการณ์ทางการเงินระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลก  รวมทั้งการหารือแนวทางช่วยเหลือฟื้นฟูประเทศสมาชิกจากวิกฤติการณ์ดังกล่าว  นอกจากนี้ยังสานต่อในเรื่องความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงทางพลังงาน  และเพิ่มเติมด้านการพัฒนาศักยภาพและความมั่นคงของภาคธุรกิจระหว่างภูมิภาคทั้งสองด้วย
  3. ด้านสังคม การศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมและสื่อมวลชน  ที่ประชุมเสนอให้เพิ่มความสำคัญเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองภูมิภาค  การขยายความร่วมมือด้านทรัพยากรมนุษย์และแรงงาน  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก  ที่ทั้งสองภูมิภาคจะต้องกำหนดบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบต่อประเด็นต่าง ๆ ร่วมกัน

     2. คณะทำงาน (Working Groups) ในการประชุมระดับรัฐมนตรี AMED ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะทำงานในทั้ง 3 หัวข้อหลัก เพื่อผลักดันให้ข้อเสนอแนะในที่ประชุมได้รับการนำไปปฏิบัติใช้อย่างจริงจัง 

          ด้านการเมือง  คณะทำงานด้านการเมืองและความมั่นคงได้พิจารณาเรื่องแนวปฏิบัติต่อการต่อต้านการก่อการร้ายอย่างเป็นรูปธรรม  การพิจารณาเรื่องการฟอกเงินและอาชญากรรมข้ามชาติ  รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก  และให้มีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรักษาความสงบ 

         ด้านเศรษฐกิจ คณะทำงานได้หารือเกี่ยวกับแนวโน้มสถานการณ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองภูมิภาคที่กำลังขยายตัว และเสนอให้มีการประสานนโยบายมองตะวันออก Look East Policy ของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง  และนโยบายมองตะวันตก Look West Policy ของกลุ่มประเทศเอเชีย เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการลงทุนและการค้าให้มากขึ้น  ทั้งนี้ การประชุม AMED ครั้งล่าสุด  คณะทำงานได้เห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานย่อย (Sub Working Groups) ขึ้นใน 3 สาขา คือ อาหารฮาลาล  การเงิน  และการลงทุนอุตสาหกรรม  และเห็นชอบให้จัด Trade Investment Fair ในกรอบ AMED ซึ่งเน้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเทคโนโลยีระดับสูงอีกด้วย

         ด้านสังคม การศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและสื่อมวลชน  ในการประชุม AMED ครั้งแรก คณะทำงานได้หารือให้มีการจัดตั้งสถาบันการศึกษา/ศูนย์ฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  และการให้ความสำคัญระหว่างการติดต่อระหว่างประชาชน (people-to-people)  รวมทั้งการพัฒนาด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และบทบาทของเอกชน  และการหารือระหว่างศาสนาต่าง ๆ โดยเห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานย่อย (Sub Working Group) ใน 4 สาขา คือ ด้านการศึกษาและวิจัยทางวิทยาศาสตร์  ด้านวัฒนธรรมและสื่อมวลชน  ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  และด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ

บทบาทของไทยต่อกรอบความร่วมมือ AMED

          ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก AMED ตั้งแต่การก่อตั้งกรอบความร่วมมือ AMED เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2004 โดยกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา  กระทรวงการต่างประเทศ เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือ AMED ในภาพรวม   และไทยได้มีบทบาทในส่วนข้อง Working Group ตามหัวข้อหลัก 3 หัวข้อ ของ AMED  คือ
  1. ด้านการเมืองและความมั่นคง    กลุ่มงานความมั่นคงระหว่างประเทศ  กระทรวงการต่างประเทศ เป็นหน่วยงานดำเนินการภายใต้ Working Group ด้านการเมืองและความมั่นคง
  2. ด้านเศรษฐกิจ  กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นหน่วยงานที่ดำเนินการภายใต้กรอบ Working Group ด้านเศรษฐกิจ  โดยไทยเป็นประธานร่วมกับอียิปต์
  3. ด้านสังคม  การศึกษา  วิทยาศาสตร์  วัฒนธรรม  สิ่งแวดล้อมและสื่อมวลชน  ไทยโดยกรมสารนิเทศ และสำันักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) กระทรวงการต่างประเทศ  เป็นหน่วยงานที่ดำเนินการภายใต้กรอบ Working Group ด้านสังคม การศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและสื่อมวลชน


Link:: ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AMED

Link:: ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดงาน AMED III


*****************


กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา
ธันวาคม 2556