สาระน่ารู้เกี่ยวกับโลกมุสลิม

  
28/04/2011

อิสลามมีกฎหมายเป็นของตัวเองด้วยหรือ?

อิสลามมิได้เป็นศาสนาที่เพียงแต่สอนให้เราปฏิบัติศาสนกิจในด้านต่างๆเท่านั้น

หากแต่เป็นกฎแห่งวิถีชีวิตของมุสลิมในทุกมิติ

โดย: กัณทิมา มานมาน

คณะวิทยาลัยอิสลามศึกษา

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

             อิสลามคือ แนวทางการดำเนินชีวิตหรือธรรมนูญชีวิต (Code of life) ซึ่งมุสลิมทุกคนจำเป็นจะต้องปฏิบัติจนเป็นวิถีชิวิต อิสลามนั้นครอบคลุมและมีความบริบูรณ์ในทุกด้านทุกมิติของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย คอยควบคุมให้ชีวิตมุสลิมได้เดินไปตามแนวทางของผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย (อัลลอฮฺ) อิสลามจึงมีบทบาทอย่างมากในการกำหนดกฏเกณฑ์รวมถึงบทลงโทษ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายของอัลลอฮฺ ที่กำหนดให้ผู้ศรัทธาได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและยอมจำนนในกฏเกณฑ์ต่างๆ

             การดำเนินชีวิตของมุสลิมจึงย่อมต้องมีขอบเขต ไม่ปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามอำเภอใจหรือขึ้นอยู่กับอารมณ์แห่งตน การใช้สิทธิหน้าที่พึงมีต่อพระผู้สร้าง(อัลลอฮฺ)และสิทธิระหว่างมุสลิมต่อผู้ถูกสร้างด้วยกัน การสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมกับสมาชิกในสังคมที่อยู่ร่วมกัน จะต้องไม่หลุดออกไปจากกรอบที่บทบัญญัติแห่งศาสนาได้กำหนดไว้และบทบัญญัติศาสนาที่ว่านั่นก็คือ กฎหมายอิสลาม (Islamic Law)

             กฏหมายอิสลาม(Al-fighul Islamiyah อัลฟิกฮุล อิสลามีย์) หมายถึง ประมวลหลักการปฏิบัติต่างๆตามที่ศาสนบัญญัติ ซึ่งจัดระเบียบพฤติกรรม วจีกรรมและการทำธุรกรรมทั้งหลายของบรรดาของผู้ที่เข้าอยู่ในเกณฑ์บังคับของศาสนา ภายใต้หลักการยึดมั่น( Al-aqidah อัลอะกีดะห์)และหลักจริยธรรม( Al-akhlak อัลอัคลาก)

             กฎหมายอิสลามแบ่งออกเป็น 2 หมวดใหญ่คือ การประกอบศาสนกิจ (Al-ibadat อันอิบาดาตฺ) ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับหลักการเฉพาะที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระองค์อัลลอฮฺ (มหาบริสุทธิ์จงมีแด่พระองค์) อาทิ การละหมาด การจ่ายซะกาต (การให้ทาน) การถือศีลอดและการประกอบพิธีฮัจย์ สำหรับในหมวดที่สองคือ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน(Al-muamalat อัลมุอามะลาตฺ) อาทิ การซื้อขาย การทำธุรกรรมในรูปแบบต่างๆ การสมรสและการตัดสินข้อพิพาท เป็นต้น ซึ่งทั้งสองเป็นหลักปฏิบัติของมุสลิมที่กฏหมายอิสลามจะเข้าไปเกี่ยวข้องเสมอและย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่า กฎหมายอิสลามนั้นมีความครอบคลุมเรื่องราวทางศาสนาและทางโลก

           

             แหล่งที่มาของกฎหมายอิสลามหรือบรรดาหลักมูลฐาน ซึ่งนักกฎหมายอิสลามส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า มี 4 ประการด้วยกันคือ

             1. อัลกุรอ่าน (Al-qur’an อัลกิตาบ)

             2. อัลฮะดีษ ( Al-hadith หรือ Assunnah อัสสุนนะห์ เป็นทั้งคำพูด การกระทำและการยอมรับของท่านนบีมูฮัมหมัด ศานติมีแด่ท่าน ซึ่งเป็นคำสอนของท่านที่ได้มีการจดจำ บันทึก ถ่ายทอดโดยผู้ใกล้ชิดและผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้ยึดถือปฏิบัติกันสืบมา)

             3. อัลอิจญ์มาอฺ ( Ij-ma’การเห็นพ้องต้องกันของบรรดานักปรารชญ์ศาสนา) จากประชาชาติของท่านนบีมูฮัมหมัด(ศานติมีแด่ท่าน) ในข้อบัญญัติศาสนาภายหลังจากการเสียชีวิตของท่านนบีในยุคสมัยหนึ่งจากบรรดายุคสมัยต่างๆ

             4. กิยาส (Qiyas การนำข้อปัญหาที่ไม่มีตัวบทระบุถึงข้อชี้ขาดทางศาสนาไปเปรียบเทียบกับข้อปัญหาที่มีตัวบทถึงข้อชี้ขาดทางศาสนาเอาไว้แล้ว เนื่องจากทั้งสองข้อปัญหานั้นมีเหตุผลในข้อชี้ขาดร่วมกัน)

             ในด้านของความเป็นมาและพัฒนาการของกฎหมายอิสลามนั้น นักวิชาการได้แบ่งช่วงเวลาที่กฏหมายอิสลามได้มีการเปลี่ยนผ่านและพัฒนาการออกเป็น 4 ช่วงด้วยกันดังนี้

             1. ช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้น ซึ่งครอบคลุมยุคมัยของท่านนบีเริ่มตั้งแต่การประกาศศาสนาอิสลาม(ค.ศ.610)และสิ้นสุดลงด้วยการเสียชีวิตของท่านนบี(ฮ.ศ.11/ค.ศ.636)ในช่วงนี้อิสลามได้เริ่มต้นด้วยกับการยกเลิกขนบธรรมเนียมของชาวอาหรับบางส่วนออกไปและนำกฏหมายอิสลามเข้ามาแทนที่ ภายใต้แหล่งที่มาที่สำคัญคืออัลกุรอ่านและอัลฮะดีษ กลายเป็นประมวลกฏหมายอิสลามที่เป็นแม่บทในด้านต่างๆทั้งที่เกี่ยวข้องกับการศาสนาและทางโลกได้ถูกกำหนดไว้เป็นกิจจะลักษณะและมีความครบถ้วนสมบูรณ์

             2. ช่วงเวลาแห่งการวางรากฐานของกฏหมายอิสลาม ซึ่งเริ่มต้นนับตั้งแต่การสิ้นชีวิตของท่านนบีมูฮำหมัด (ศานติจงมีแด่ท่าน) จนถึงการล่มสลายของอาณาจักรอัลอุมาวียะฮฺ (Al-Umawiyah ฮ.ศ. 132/ค.ศ.750) ตลอดจนยุคสมัยของบรรดาคอลีฟะห์ (กาหลิบ)ผู้ทรงธรรม (ฮ.ศ.11-41/ฮ.ศ.632-661) ในช่วงนี้มีการพัฒนาทางด้านสังคม เศรษฐกิจ ความคิดและการเมืองที่ส่งผลต่อพัฒนาการของกฏหมายอิสลามจนมีการวิเคาระห์ ทุ่มเททางด้านสติปัญญาจนนำไปสู่แหล่งที่มาของกฏหมายอิสลามที่รองมาจากอัลกุรอ่านและอัลฮะดีษคือ การอิจญ์มาอละอัลกิยาส อีกทั้งในช่วงนี้เป็นช่วงที่ปรากฏชัดของการปกครองในระบอบคอลีฟะห์ทางรัฐศาสตร์อิสลามอีกด้วย ส่งผลให้อิสลามได้เจริญรุ่งเรืองจนแผ่ปกคลุมอาณาเขตทางทิศตะวันออกจรดประเทศจีน มหาสมุทรอินเดียและตอนกลางของแอฟริกา ทิศใต้จรดมหาสมุทรแอตแลนติกทางทิศตะวันตก ทางตอนเหนือครอบคลุมทะเลแคสเบียน ทะเลดำและหมู่เกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถึงภาคใต้ของฝรั่งเศสและคาบสมุทรไอบีเรีย(สเปน)

             3. ช่วงของความสุกงอมและความสมบูรณ์ ซึ่งเริ่มต้นนับตั้งแต่การสถาปนาอาณาจักรอัลอับบาซียะห์(Al-Abbasiyah ฮ.ศ.132/ค.ศ.750) และสิ้นสุดลงด้วยกับการปิดประตูแห่งการอิญ์ติฮาด (Ij-tihad)ในตอนปลายศตวรรษที่ 4 แห่งฮิจเราะห์ศักราช (Hijrah) นับได้ว่าเป็นยุคทองของกฎหมายอิสลาม ในช่วงนี้มีการรวบรวมและจดบันทึกฮะดีษของท่านนบี(ศานติจงมีแด่ท่าน) และกฎหมายอิสลามตลอดจนมีการปรากฏขึ้นของบรรดาสำนักกฎหมายอิสลามที่สำคัญกันอย่างแพร่หลาย

             4. ช่วงของการถือตาม( Taqlid อัตตักลีด) ซึ่งเริ่มต้นนับตั้งแต่การปิดประตูแห่งการอิญ์ติฮาดในตอนปลายศตวรรษที่ 4 แห่งฮิจเราะฮฺศักราชและดำเนินเรื่อยมาจวบจนปัจจุบันนี้ ในด้านการเมืองโลกอิสลามในช่วงที่ 4 นี้แตกออกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย มีกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมที่มิใช่อาหรับเข้ามีอำนาจผลัดเปลี่ยนกัน อาทิ ชาวเติร์ก(ตุรกี) ชาวเปอร์เซีย(อิหร่าน) เป็นต้นและจนถึงยุคที่ชาวมุสลิมตกอยู่ภายใต้อาณัติของกลุ่มจักรวรรดินิยมตะวันตกที่ล่าเมืองขึ้นโดยเฉพาะภายหลังการล่มสลายของอาณาจักรอุษมานียะหฮ์ (Uthmani Empire)แห่งตุรกี จนทำให้การปกครองระบอบคอลีฟะห์ต้องถูกยกเลิกไปในปีค.ศ.1924 เป็นต้นมา

             ฉะนั้น ผลจากการล่าเมืองขึ้นของโลกตะวันตก กฏหมายอิสลามโดยส่วนใหญ่ได้ถูกยกเลิกและมีการนำกฏหมายตะวันตก (Civil Law) เข้ามาใช้ทดแทนจวบจนปัจจุบันนี้ ได้มีการเรียกร้องให้กลุ่มประเทศมุสลิมที่ได้รับเอกราชจากตะวันตกเริ่มหันมาให้ความสำคัญในการฟื้นฟูกฎหมายอิสลามและนำเอากฏหมายอิสลามมาบังคับใช้อีกครั้ง ซึ่งกระแสการเรียกร้องดังกล่าวได้เริ่มต้นนับตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมาและประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเรียกร้องคือ ประเทศอิหร่านในปี 1979 นั่นเอง

             จะเห็นได้ว่ากฎหมายอิสลามมีแหล่งที่มาที่สำคัญ คือ มีอัลกุรอ่านและอัลฮะดีษเป็นแม่บทที่สมบูรณ์ครบถ้วนและเป็นธรรมนูญในการดำเนินชิวิตของมุสลิม โดยประมวลกฎหมายอิสลามได้กำหนดภารกิจของมนุษย์ที่มีต่อพระองค์อัลลอฮฺ หน้าที่ต่อตัวเองและหน้าที่ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและมีเป้าหมายในการพิทักษ์ คุ้มครองศาสนา ชีวิต สติปัญญา เชื้อสายโลหิตและทรัพย์สิน ซึ่งหากมุสลิมได้ปฏิบัติตามกฏหมายอิสลาม ก็จะส่งผลให้มุสลิมมีความเป็นปกติสุขและทำให้สังคมโดยรวม เกิดความสันติสุข กฎหมายอิสลามได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ส่วนบุคคลและสิทธิประโยชน์ส่วนรวมเอาไว้อย่างมีดุลยภาพและครบถ้วน ชัดเจน มีความเป็นธรรมและสมเหตุสมผล ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับทุกยุคทุกสมัย กฎหมายอิสลามได้จัดระเบียบสังคมทุกระดับโดยเป็นไปตามครรลองที่ถูกต้องและเป็นธรรมทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและการปกครองที่มุ่งปกครอง พิทักษ์ผลประโยชน์ของทุกฝ่าย

             กฎหมายอิสลามจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะมีผลทำให้มุสลลิมปฏิบัติตามหลักการศาสนา ซึ่งตามทัศนะของอิสลามแล้ว กฏหมายอิสลามเสมือน ระเบียบ กฎ ข้อบังคับ บทบัญญัติ ซึ่งกำหนดมาเพื่อใช้ในบังคับความประพฤติของมุสลิมในรัฐหรือประเทศนั้นให้ปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม เป็นกฎหมายของอัลลอฮฺที่กำหนดวิถีการดำเนินชีวิตของมุสลิมทั้งหมด กฏนี้ไม่มีข้อแตกต่าง ไม่แบ่งชนชั้น ชาติพันธุ์ ประเทศหรือภูมิประเทศ ทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน กฎหมายอิสลามจึงมีลักษณะที่สากล ผู้ใดที่ประกาศตนยอมจำนนภายใต้ “ลาอิลาฮ่าอิ้ลลั่ลลอฮฺ มูฮัมม่าดุรร่อซูลุ่ลลอฮฺ/There is no God but Allah and Muhammad is the messenger of Allah” (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺและนบีมูฮัมมัดนั้นเป็นศาสนทูตของพระองค์) ย่อมเป็นผู้ที่อยู่ในศาสนาอิสลาม โดยมีสิทธิเสรีภาพแห่งตนเท่าเทียมกับมุสลิมคนอื่นๆ กฏหมายอิสลามจึงเป็นกฎหมายที่ถาวรที่อิสลามไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมหรือประเพณีของชนเพียงกลุ่มใดเพียงกลุ่มหนึ่ง และมิได้ถูกกำหนดไว้เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ ไม่มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลงไม่ว่าในยุคสมัยใด เป็นกฏที่รับรองความสำเร็จทั้งโลกนี้และโลกหน้าและสมบูรณ์เพียบพร้อมที่อัลลอฮฺ ดังอัลกุรอ่าน ความว่า

                                “ วันนี้ข้าได้ให้ศาสนาของเจ้าสมบูรณ์แล้วและข้าได้ให้ความกรุณาเมตตาของข้าแก่พวกเจ้าแล้วและข้าได้เลือกอิสลามเป็นศาสนาของพวกเจ้า ”

  

*********************************************************************

อ้างอิง : http://www.oknation.net/blog/shukur/2010/06/13/entry-2

ภาพจาก: www.google.com

กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา

 


หากท่านใดต้องการเผยแพร่บทความหรือข้อมูลจากเว็บไซต์ เพื่อความรู้หรือประโยชน์ทางการศึกษา โปรดอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลให้ชัดเจน

และกรุณาแจ้งให้ทราบที่   »  E-mail : sameaf.info@gmail.com