สาระน่ารู้เกี่ยวกับโลกมุสลิม

  
04/05/2011

อัลกุรอ่าน : คัมภีร์สุดท้ายจากพระเมตตา (อัลลอฮฺ) สู่มวลมนุษย์

                 อัลกุรอ่านเป็นดำรัสของพระเจ้า พระผู้ทรงอำนาจ (อัลลอฮฺ) ทรงประทานแก่มูฮัมหมัด (ศานติจงมีแด่ท่าน) ผ่านมาลาอีกะฮฺญิบรีล (กาเบรียล) คัมภีร์นี้เป็นการประทานลงมาจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ (อัลกุรอ่าน 39:1)

                 อัลกุรอ่านเป็นทางนำสำหรับมนุษยชาติ ถูกประทานลงมาในฐานะเป็นข้อแนะนำสำหรับมนุษย์และจำแนกระหว่างความจริงและ ความเท็จ(อัลกุรอ่าน2:185) เพื่อเป็นการยืนยันความจริงที่มีอยู่ในคัมภีร์ก่อนหน้านี้พร้อมกับโต้แย้ง สิ่งที่ถูกบิดเบือน ดังที่กล่าวไว้ว่า “บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ทั้งหลาย จงศรัทธาต่อสิ่งที่เราได้ให้ลงมาเพื่อยืนยันสิ่งที่มีอยู่กับพวกเจ้าเถิด” ( อัลกุรอ่าน 4:47) ซึ่งยังคงเป็นภาษาเดียวกับที่ประทานลงมาคือ ภาษาอาหรับ (ปัจจุบันได้มีการแปลเป็นภาษาต่างๆ) ไม่ได้ถูกประทานลงมาสมบูรณ์ในการประทานเพียงครั้งเดียว หากแต่ใช้เวลาถึง 23 ปีจนครบสมบูรณ์

                 อัลกุรอ่านเป็นคัมภีร์ทางศาสนาเพียงเล่มเดียวที่มีการแพร่หลายเป็นเวลายาว นานและยังคงความบริสุทธ์เหมือนดังวันที่อัลกุรอ่านถูกประทานลงมาครั้งแรก ไม่มีข้อความใดถูกเพิ่มเติม ลบออกหรือถูกแก้ไขเป็นเวลามากกว่า 1400 ปีมาแล้ว “แท้จริงเราได้ให้ข้อตักเตือน (อัลกุรอ่าน) ลงมาและแท้จริงเราเป็นผู้รักษามันอย่างแน่นอน” (อัลกุรอ่าน 15:09)ฉะนั้น อัลกุรอ่านไม่เพียงแต่ถูกเก็บรักษาไว้ในรูปแบบของการเขียนเท่านั้นหากแต่ผู้ คนนับล้านยังสามารถจดจำอัลกุรอ่านได้ทั้งเล่มอีกด้วย

                 สำหรับสิ่งมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์ อัลกุรอ่านก็ไม่ได้ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่แต่กลับมีความสอดคล้องกับ ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ดังที่พบถ้อยคำในคัมภีร์ซึ่งอธิบายถึงปรากฏการณ์ในวิชาแขนงต่างๆ เช่น วิชาคัภพะวิทยา อุตุนิยมวิทยา ดาราศาสตร์ ธรณีวิทยา และสมุทรศาสตร์ เป็นต้น “เราจะให้เขาได้เห็นสัญญาณทั้งหลายของเราในขอบเขตอันไกลโพ้นและในตัวของพวก เขาเอง จนกระทั่งจะเป็นที่ประจักษ์แก่พวกเขาว่า อัลกุรอ่านเป็นความจริง ยังไม่เพียงพออีกหรือที่พระเจ้าของเจ้านั้นทรงเป็นพยานต่อทุกสิ่ง” (อัลกุรอ่าน 41:53) สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณให้พระเจ้าได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในอัลกุรอ่านเมื่อ 1400 กว่าปีมาแล้ว อีกทั้งยังไม่มีคัมภีร์ใดเหมือน ไม่มีบุคคลใดที่สามารถเสกสรรบทพระคัมภีร์แม้เพียงสักบทที่มีความงามของถ้อย คำ สำนวน การพยากรณ์ต่างๆและคุณลักษณะที่สมบูรณ์แบบอย่างอัลกุรอ่าน “และหากว่าพวกเจ้าอยู่ในความแคลงใจใดๆ จากอัลกุรอ่านที่เราได้ประทานลงมาแก่บ่าวของเราแล้ว ก็จงนำมาสักซูเราะห์ (บท)หนึ่งเยี่ยงสิ่งนั้น (อัลกุรอ่าน)และจงเชิญชวนผู้ที่อยู่ในหมู่พวกเจ้าอื่นจากอัลลอฮฺ หากพวกเจ้าเป็นผู้พูดจริง”(อัลกุรอ่าน 2:23)

                ถึงแม้จะมีผู้คนพยายามหาข้อผิดพลาดต่างๆ เช่น การสะกดและไวยากรณ์ ข้อความที่ขัดแย้งกัน ข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง การละเลยของข้อมูลและความผิดพลาดอื่นๆ อัลลอฮฺได้กล่าวว่า “พวกเขาไม่พิจารณาอัลกุรอ่านดูบ้างหรือและหากว่าอัลกุรอ่านมาจากผู้ที่ไม่ ใช่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอนพวกเขาก็จะพบว่าในนั้นมีความขัดแย้งกันมากมาย” (อัลกุรอ่าน 4:82) อัลกุรอ่านจึงไม่มีความขัดแย้งใดๆเลย ไม่ว่าจะเป็นคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ ธรณีวิทยา และจักรวาลวิทยา ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และเหตุการณ์หรือคำพยากรณ์

               ในประวัติศาสตร์ที่รู้กันดีว่าท่านนบีมูฮัมหมัด (ศานติจงมีแด่ท่าน)ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ ท่านไม่ได้รับการศึกษาไม่ว่าในสาขาใด ไม่สามารถคำนวณทางคณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์และอารยธรรมของชนรุ่นก่อนที่ได้กล่าวถึง ฉะนั้นอัลกุรอ่านจึงยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะมีผู้ใดเขียนขึ้นมาได้ “และอัลกุรอ่านนี้มิใช่จะถูกปั้นแต่งขึ้นโดยผู้ใดนอกจากอัลลอฮฺแต่เป็นการ จำแนกข้อบัญญัติต่างๆในนั้น ไม่มีข้อสงสัยในคัมภีร์ซึ่งมาจากพระเจ้าแห่งสากลโลก” (อัลกุรอ่าน 10:37)

                สิ่งสำคัญที่อัลกุรอ่านกล่าวถึงอยู่ตลอดคือ การเชื่อในพระเจ้าเพียงหนึ่งเดียว พระเจ้าทรงแจ้งให้ทราบว่าพระองค์ไม่มีหุ้นส่วนใดๆ ไม่มีบุตร ไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงกับพระองค์และไม่มีผู้ใดมีสิทธิที่จะได้รับความเคารพ สักการะ นอกจากพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น พระองค์ไม่เหมือนกับสิ่งถูกสร้างใดๆ อัลกุรอ่านได้ปฏิเสธความเชื่อในเรื่องของ คุณลักษณะ คุณภาพของมนุษย์และข้อจำกัดของพระเจ้า อัลกุรอ่านปฏิเสธแนวคิดที่จะนำเอาลักษณะและข้อจำกัดของมนุษย์ไปยังพระเจ้า

                อัลกุรอ่านยังได้เล่าเรื่องราวในอดีตที่เป็นประโยชน์และบทเรียนมากมาย รวมทั้งเรื่องราว ที่แท้จริงของบรรดานบีท่านก่อนๆ เช่น อาดำ นัวฮฺ(โนอาห์) อิบรอฮีม( อับราฮัม) อีซา( พระเยซู)และมูซา (โมเสต) เรื่องราวเหล่านี้อัลลอฮฺทรงกล่าวไว้ว่า “โดยแน่นอนยิ่ง ในเรื่องราวของพวกเขาเป็นบทเรียนสำหรับผู้ที่มีสติปัญญา” (อัลกุรอ่าน 12:11)

                อีกทั้งอัลกุรอ่านยังย้ำเตือนมวลมนุษย์ในสากลโลกเกี่ยวกับวันแห่งการพิพากษา คัมภีร์อันทรงเกียรตินี้ได้แจ้งให้ทราบว่า ทุกคนจะได้ลิ้มรสแห่งความตายและจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำและคำพูดทั้งหมด ของเรา “และเรา (อัลลอฮฺ) จะตั้งตราชูที่เที่ยงธรรมสำหรับวันแห่งการตอบแทน (วันกิยามะฮฺ) ดังนั้นจะไม่มีชีวิตใดถูกอธรรมแต่อย่างใด” (อัลกุรอ่าน 21:47)

                 ดังนั้น แนวทางในการดำเนินชีวิต อัลกุรอ่านจึงเป็นบทเรียนที่จะสอนเป้าหมายของชีวิตซึ่งก็คือ การเคารพสักการะ(อิบาดะห์) พระเจ้าเพียงองค์เดียว การเคารพสักการะ หมายรวมถึงคำพูด การกระทำที่แสดงถึงการเคารพต่ออัลลอฮฺ ผู้ที่สักการะอัลลอฮฺนั้นเท่ากับได้เติมเต็มเป้าหมายชีวิตแล้ว ดังอัลกุรอ่านกล่าวว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย พวกเจ้าจงรูกัวะ จงสู ญูดและจงเคารพภักดีต่อพระเจ้าของพวกท่านเถิดและจงประกอบความดีเพื่อว่า พวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ” (อัลกุรอ่าน 22:77)

                 นอกจากคัมภีร์อัลกุรอ่านแล้ว บรรดาคัมภีร์ก่อนๆ เช่น คัมภีร์อิลญีล(The New Testament ถูกประทานให้กับนบีอีซา) คัมภีร์เตารอต หรือ โตราห์ (The old Testament ถูกประทานให้แก่นบีมูซา) คัมภีร์ซะบูร (ถูกประทานให้แก่นบีดาวูด หรือ David) ซึ่งทั้งหมดเป็นคัมภีร์ที่มุสลิมจะต้องศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ที่ ทรงประทานลงมาแก่นบีก่อนหน้านี้ด้วยเช่นกัน แต่อัลกุรอ่านถือว่าเป็นคัมภีร์สุดท้ายที่ถูกส่งลงมาเป็นแนวทางในการดำเนิน ชีวิตแก่มวลมนุษย์แห่งสากลโลก โดยสาระเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอ่านนั้นสามารถจำแนกออกเป็น 3 หมวดด้วยกันคือ

                 ในหมวดที่หนึ่ง เกี่ยวกับหลักการศรัทธาต่ออัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอัลลอฮฺและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ความเร้นลับที่มีอยู่ในและนอกกาละเทศะ

                 หมวดที่สองคือ อัลกุรอ่านได้กล่าวถีง พงศาวดารของประเทศชาติก่อนอิสลาม ความหายนะของประชาชาติอ๊าด ซะมูต ปอมเปอี อัลกุรอ่านได้บอกให้รู้ว่า ทุกๆกรณีที่ความหายนะกำลังประสบแก่หมู่ชนใด หมู่ชนหนึ่ง พวกเขาจะได้รับคำตักเตือนล่วงหน้า ความหายนะของสภาพสังคมในประวัติศาสตร์จึงเป็นบทเรียนแห่งปัจจุบันที่ดีต่อ การท้าทายอำนาจของพระเจ้า อีกทั้งอัลกุรอ่านได้พยากรณ์สำหรับอนาคตกาล เช่น ชัยชนะของชาวโรมันที่มีต่อชาวเปอร์เซีย หลังจากที่ชาวโรมันเคยพ่ายแพ้ต่อชาวเปอร์เซียมาก่อน ดังอัลกุรอ่านความว่า “พวกโรมันถูกพิชิตแล้วในดินแดนอันใกล้นี้ แต่หลังจากความปราชัยของพวกเขาแล้วพวกเขาจะได้รับชัยชนะในเวลาไม่กี่ปีต่อมา ” (อัลกุรอ่าน 30: 2-4) อีกทั้งการเกิดขึ้นของสัญญาณต่างๆแห่งวันสิ้นโลก เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม เป็นต้น

                  หมวดที่สาม อัลกุรอ่านได้กล่าวถึงนิติบัญญัติสำหรับมนุษย์ที่จะต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน กฏหมายอิสลาม (Shari’ah) การจัดระเบียบพฤติกรรมที่แสดงออกมาของมนุษย์ซึ่งในแต่ละซูเราะฮฺ (บท) หรือแม้ในแต่ละวรรคอาจจะมีที่ระบุถึงสามหมวดในเวลาเดียวกัน

                   สำหรับการเรียบเรียงอัลกุรอ่านทั้งหมด 114 บท (ซูเราะห์) แต่ละบทนั้นไม่ได้ถือหลักระดับก่อนหลังเป็นหลัก ทว่าอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงกำหนดวิธีการเรียงทั้งสิ้น อัลกุรอ่านที่ถูกประทานลงมาขณะที่ท่านนบีใช้ชีวิตที่นครมักกะห์ก่อนการอพยพไปที่นครมะดีนะห์เรียกว่า อัลมักกีย์ (เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมักกะฮฺ) และหลังจากท่านศาสดาอพยพไปมะดีนะห์ เรียกว่า อัลมะดะนีย์ (เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมะดีนะฮฺ) ดังนั้นญิบรีล (กาเบรียล) จะมาฟังท่านศาสดาอ่านทบทวนอัลกุรอ่านทุกบททุกตอนและทุกวรรคที่ได้รับทุกๆปี แต่ในปีสุดท้ายก่อนท่านศาสดาจะเสียชีวิตนั้น ญิบรีลได้มาฟังท่านศาสดาอ่านทบทวนอัลกุรอานสองครั้งเพื่อความมั่นใจว่าท่านศาสดาได้จดจำอัลกุรอ่านทั้งหมด โดยไม่มีที่ตกบกพร่อง

                 หลังจากท่านศาสดาเสียชีวิตลง อัลกุรอานได้ถูกรวบรวมขึ้นเป็นเล่มบริบูรณ์ และเนื่องด้วยอัลกุรอานเป็นธรรมนูญของอิสลาม จึงเกิดมีวิทยาการใหญ่ ๆ แตกแขนงมาจากอัลกุรอานหลายสาขา เช่น วิชาตัจญวีด ซึ่งเป็นวิชาเกี่ยวกับการอ่านอัลกุรอานให้ถูกต้อง วิชาอุลูมอัลกุรอาน หรือที่เรียกว่า อุศูลอัลกุรอาน เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาของอัลกุรอาน ศึกษาว่าแต่ละบทของอัลกรอ่านประทานลงมาจากที่ไหน เมื่อไหร่และเหตุใด อันเป็นส่วนช่วยในการตีความหมายอัลกุรอาน หรือที่เรียกว่า ตัฟซีรอัลกุรอาน จึงทำให้ตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบันได้มีนักปราชญ์อิสลามหลายสิบคนที่ได้แต่งหนังสือตีความหมายอัลกุรอาน เรียกหนังสืออรรถาธิบายนี้ว่า หนังสือตัฟซีร และเรียกผู้แต่งว่า มุฟัซซิร การตีความหมายอัลกุรอานจะใช้หลักของอุลูมอัลกุรอานดังกล่าวบวกเข้ากับพระ วจนะของศาสดา ภาษาศาสตร์ และวิทยาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

                  ในปัจจุบันนี้ชาวมุสลิมจะอ้างอิงหนังสือตัฟซีรเก่า ๆ เป็นหลักในการเขียนตัฟซีรใหม่ หรือในการแปลความหมายอัลกุรอานเป็นภาษาอื่น ๆ

โดย :
กัณทิมา มานมาน
คณะวิทยาลัยอิสลามศึกษา
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี 

อ้างอิง: www.iisna.com/pamphlets
รูปภาพ : www.google.co.th
 

อธิบายคำ

1. รูกัวะ หมายถึง การก้มโดยให้มือทั้งสองจับที่หัวเข่าพร้อมแผ่มือออก หลังยืดตรงให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับหลัง ไม่เงยหัวหรือก้มศีรษะมุดลงต่ำ แขนทั้งสองยืดตรงโดยไม่ให้ลำแขนแนบกับตัว

2. สูหญูด หมายถึง การก้มโดยให้หน้าผากแนบกับพื้น ให้ท้องอยู่ระหว่างหน้าขาทั้งสองข้างและหน้าขาทั้งสองข้างอยู่ตั้งฉากกับ หน้าแข้งทั้งสองข้าง ขณะที่หัวเข่าทั้งสองข้างแยกออกจากกัน ปลายเท้าทั้งสองข้างตั้งตรงแตะกับพื้น ฝ่ามือทั้งสองแนบกับพื้น

 


หากท่านใดต้องการเผยแพร่บทความหรือข้อมูลจากเว็บไซต์ เพื่อความรู้หรือประโยชน์ทางการศึกษา โปรดอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลให้ชัดเจน

และกรุณาแจ้งให้ทราบที่   »  E-mail : sameaf.info@gmail.com