เสน่ห์เมืองอุทัยปุระ (Udaipur) ในรัฐแห่งพระราชา (Rajastan)


            นอกเหนือจากกรุงนิวเดลี คนไทยส่วนใหญ่จะรู้จักเมืองคยา (Gaya) ในรัฐพิหาร (Bihar) และบริเวณใกล้เคียงทางภาคตะวันออกของอินเดียเพราะเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ แต่ในภาคตะวันตกของอินเดีย เช่น ในรัฐราชสถาน หรือ รัฐแห่งพระราชาก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่น่าสนใจ เช่น เมืองชัยปุระ (Jaipur) โยธปุระ (Jodhpur) และเมืองอุทัยปุระ (Udaipur)

            เมืองอุทัยปุระเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งในรัฐราชสถาน ในสมัยโบราณกว่า 600 ปีก่อน บริเวณแถบนี้มีราชอาณาจักร หรือ แว่นแคว้นกว่า 22 แคว้นที่เป็นอิสระต่อกัน มีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน จนในที่สุดเมื่อปี ค.ศ. 1568 (พ.ศ. 2111 ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 1) มหาราชาแห่งราชวงศ์เมวาร์ (Mewar) ที่ชื่อว่า อุทัยสิงห์ ที่ 2 (Maharana Udai Singh II) ก็มาพบทำเลที่เป็นชัยภูมิเหมาะสมต่อการสร้างบ้านแปลงเมือง โดยเป็นส่วนหนึ่งของหุบเขาที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 520 เมตร มีเทือกเขา Aravalli ทอดยาวตามทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากกรุงเดลีไปยังรัฐคุชราตทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นปราการธรรมชาติ มีลักษณะเป็นแอ่งเหมาะสมที่จะขุดทะเลสาบเพื่อกักเก็บน้ำเอาไว้พร้อมกับป้องกันศัตรูไปในตัว จึงตัดสินใจอพยพไพร่พลจากเมืองหลวงเดิมที่ชื่อ จิตตอร์ (Chittor) หรือจิตตอร์ครห์ (Chittorgarh) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองอุทัยปุระย้ายมาตั้งหลักในบริเวณนี้และให้ชื่อเมืองว่า อุทัยปุระ (Udaipur) ตามชื่อตัวเองและก็แปลว่าเมืองแห่งอาทิตย์อุทัย (City of Dawn) หลังจากมหาราชาอุทัยสิงห์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1576 ราชบุตรคือ มหาราชาประดาป (Maharana Pratap) ก็ขึ้นครองราชสมบัติต่อมาและเป็นมหาราชาที่เก่งกล้าสามารถต่อกรเอาชนะกษัตริย์โมกุลแห่งเดลีและมหาราชาแว่นแคว้นอื่น ๆ ดำรงความเป็นอิสรภาพมาได้ จนในที่สุดก็มาต่อสู้กับพวกมรธา (Marathas) และเมื่ออังกฤษเข้ามาในอินเดียได้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยเจรจาสันติภาพระหว่างราชวงศ์เมวาร์กับพวกมรธา แต่ในที่สุดอังกฤษก็ปกครองอินเดียจนหมดโดยรวมเอาแว่นแคว้นต่าง ๆ ไว้ในปกครอง เมื่ออังกฤษคืนอิสรภาพให้อินเดีย ราชวงศ์เมวาร์ก็ยอมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเกิดใหม่ที่ชื่อว่าราชสถานและเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินเดียในปัจจุบัน

            มหาราชาแห่งเมืองอุทัยปุระปัจจุบันชื่อ อรวินด์ สิงห์ (Maharana Arvind Singh) เป็นมหาราชาองค์ที่ 23 แห่งราชวงศ์เมวาร์ มีราชธิดา 2 องค์คือ เจ้าหญิงภรกวีกุมารีเมวาร์ (Princess Bhargavi Kumari Mewar) และเจ้าหญิงปัทมาชา เมวาร์ (Princess Padmaja Mewar) และราชบุตร 1 องค์คือ เจ้าชายลักษยาราช สิงห์ เมวาร์ (Prince Lakshyaraj Singh Mewar) ซึ่งไกด์บอกว่าปัจจุบันทำงานเป็นผู้บริหารโรงแรมในเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และเข้าใจว่าคงเรียนรู้เพื่อกลับมาบริหารกิจการของราชวงศ์ซึ่งก็มีธุรกิจบริหารโรงแรมโดยแปลงสภาพพระราชวังต่าง ๆ ของตนเองมาเป็นโรงแรมเพื่อสร้างรายได้

            ที่เมืองอุทัยปุระมีสถานที่น่าสนใจหลัก ๆ คือ พระราชวังอุทัยปุระ (Udaipur City Palace) และพระราชวังที่อยู่ติดกัน คือพระราชวังฟาเตห์ประกาศ (Fateh Prakash Palace) นอกจากนี้ยังมีพระราชวังที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบปิโชละ (Pichola)** ซึ่งปัจจุบันแปลงมาเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวที่มีชื่อว่า Taj Lake Palace และมีเกาะกลางทะเลสาบที่ชื่อว่าจักรมณเฑียร (Jag Mandir - มณเฑียรจักรวาล) ส่วนท่านที่ชอบรถยนต์โบราณก็ควรหาโอกาสไปชมพิพิธภัณฑ์รถสะสมของมหาราชา อรวินด์ สิงห์ ซึ่งอยู่ในเมืองอุทัยปุระด้วย

            พระราชวังอุทัยปุระ (Udaipur City Palace) เป็นพระราชวังที่เก่าแก่ สร้างมาตั้งแต่สมัยมหาราชาอุทัยสิงห์ เริ่มสร้างเมืองอุทัยปุระเมื่อปี ค.ศ. 1559 (พ.ศ. 2102 ก่อนเสียกรุงครั้งที่ 1 เพียง 10 ปี) และมหาราชาองค์ต่อ ๆ มาก็มีการก่อสร้างต่อเติมขยายพระราชวังมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นพระราชวังที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียใต้ทั้งหมด (อันดับหนึ่งคือพระราชวังที่เมืองไมซอร์ (Mysore) ทางใต้ของอินเดีย) ภายในพระราชวังอุทัยปุระเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนเข้าชมโดยเสียค่าเข้าชมคนละ 115 รูปี (ราว 60 บาท) ตัวพระราชวังมีความสง่างาม มีโครงสร้างสถาปัตยกรรมในแต่ละยุคที่จัดแสดงไว้อย่างน่าสนใจ มีภาพประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัยให้เดินชมใช้เวลาเป็นชั่วโมงเหมือนกัน ด้านหน้าพระราชวังก็มีร้านขายของที่ระลึก ซึ่งรวมถึงร้านชื่ออัสคะ (Aashka) ของเจ้าหญิงภรกวีกุมารีเมวาร์ ด้วย


ภาพด้านซ้าย - พระราชวังเมืองอุทัยปุระ
ภาพด้านขวา - พระราชวังเมืองอุทัยปุระมองจากทะเลสาบพิโชลา

            หลังจากชมพระราชวังอุทัยปุระ หากมีเวลาก็ควรจะมาชมพระราชวังฟาเตห์ประกาศ (Fateh Prakash Palace) ซึ่งอยู่ติดกัน ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์เครื่องแก้วคริสตัล (Crystal Gallery) ซึ่งในเอกสารแผ่นพับของพิพิธภัณฑ์บอกว่าเป็นของสะสมส่วนตัว หรือ Private Collection ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย เครื่องแก้วคริสตัลเหล่านี้ มหาราชาสัชชัน สิงห์ (Maharana Sajjan Singh) สั่งซื้อจากบริษัท F & C ของเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1877 (สมัยรัชกาลที่ 5) แต่พอถึงเวลาของมาส่งปรากฏว่า มหาราชาสัชชัน สิงห์ สิ้นพระชนม์เสียก่อน บรรดาลูกหลานก็เลยเก็บเอาไว้ในสภาพหีบห่อเดิม ไม่มีใครกล้าเปิดออกมาใช้เพราะกลัวอาถรรพ์ จนกระทั่งมาถึงยุครุ่นหลานคือมหาราชา อรวินด์ สิงห์ ที่กล้าตัดสินใจเปิดและนำมาแสดงในพิพิธภัณฑ์ ดังกล่าว ค่าเข้าชมคนละ 300 รูปี (แบ่งเป็นค่าเข้าชม 200 รูปี และค่าน้ำชา-กาแฟซึ่งบังคับไปในตัว 100 รูปี) ส่วนค่าไกด์จากเครื่องอัดเสียง (Audio Guide) คนละ 225 รูปี รวมเบ็ดเสร็จคนละ 525 รูปี (ราว 270 บาท) ซึ่งถือว่าราคาค่อนข้างสูงพอสมควร แต่หากได้เข้าชมก็ถือว่าไม่น่าเสียดาย เพราะสิ่งของที่นำมาแสดงมีทั้งคริสตัลทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น บัลลังก์ที่ประทับ เตียงนอนของมหาราชาและมหารานี ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่เป็นคริสตัลทั้งหมด และเมื่อเดินชมทั่วแล้วลงไปรับประทานชาที่ระเบียงของพระราชวังที่หันหน้าสู่ทะเลสาบปิโชลาก็เปรียบได้ว่า ปานประหนึ่งเป็นมหาราชานั่งจิบชาชมทะเลสาบ ก็ได้บรรยากาศที่เกินคุ้มแล้ว


ทางเข้าพระราชวังฟาเตห์ประกาศ

            อีกหนึ่งสถาปัตยกรรมที่สวยที่สุดและตั้งอยู่กลางทะเลสาบก็คือ พระราชวังกลางน้ำที่เดิมชื่อว่าจักรนิวาศน์ (Jag Niwas) แต่ปัจจุบันเป็นโรงแรม Taj Lake Palace มีห้องพักอยู่ทั้งสิ้น 83 ห้อง ซึ่งห้องที่มีโอกาสได้สัมผัสมีชื่อว่าจักรมณเฑียรทัศน์ (Jag Mandir Daarshan) เพราะมองเห็นวิวของเกาะจักรมณเฑียรนั่นเอง ในช่วงกลางคืนที่เปิดไฟอย่างสวยงาม ตัวโรงแรมก็คือเกาะที่มีเนื้อที่เพียง 1.5 เอเคอร์ หรือ 3.75 ไร่เท่านั้นเอง มีประชากรทั้งหมดก็คือแขกที่มาพักกับพนักงานโรงแรม รวมกันแล้วก็ไม่น่าเกิน 150 คน ตัวพระราชวังสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1746 (สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย) ต่อมาปี ค.ศ. 1963 (พ.ศ. 2506) เครือโรงแรม Taj ก็ได้รับสัมปทานมาดัดแปลงและบริหารเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวในปัจจุบัน โรงแรมแห่งนี้และบริเวณทะเลสาบพิโชลาเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง James Bond ตอน Octopussy (พยัคฆ์ร้าย 007 ตอน เพชฌฆาตปลาหมึกยักษ์) เมื่อปี ค.ศ. 1983 (พ.ศ. 2526)




ภาพข้างบนทั้ง 6 ภาพ - บรรยากาศทะเลสาปพิโชลาและภายในโรงแรม Taj Lake Palace

            รูปภาพของมหาราชาชกตสิงห์ (Jagat Singh) ซึ่งเป็นมหาราชาที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้มหาราชาองค์อื่น ๆ และอังกฤษในช่วงยุคล่าอาณานิคม เทคนิคการวาดรูปเป็นแบบ 3 มิติ มีความน่าทึ่งที่ปลายเท้าของมหาราชาจะชี้เข้าหาผู้ชมภาพนี้เสมอไม่ว่าจะมองจากมุมซ้ายหรือขวาของรูป หากท่านมีโอกาสก็ลองสัมผัสด้วยตนเอง เทคนิคการวาดภาพแบบนี้ผมก็เห็นที่พระราชวังเมืองไมซอร์เหมือนกัน


มหาราชาชกต สิงห์ (Jagat Singh)

            พอตกเย็นก็จะมีไกด์ของทางโรมแรมมาพาเดินชมโรงแรม นั่งเรือล่องในทะเลสาบ และเยี่ยมเกาะจักรมณเฑียร ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ มีเนื้อที่ประมาณ 2-3 เท่าของโรงแรม Taj Lake Palace บนเกาะมีมณเฑียรเล็ก ๆ เป็นสถาปัตยกรรมแบบโมกุล ภายในมีภาพวาดผนังที่เป็นรูปลายดอกไม้และทิวทัศน์ของอุทัยปุระ ตามประวัติเล่าว่า พระเจ้าชาห์ชหัน (Shah Jahan) กษัตริย์แห่งราชวงศ์โมกุลที่เป็นผู้สร้างตาชมาฮาล ในช่วงที่ยังเป็นราชกุมารน้อยมีชื่อว่าชากันหิระ (Jarganhir) เคยหนีภัยสู้รบมาประทับที่นี่ตามคำเชิญของมหาราชาแห่งอุทัยปุระ โดยไกด์ได้บอกว่ายอดโดมของมณเฑียรแห่งนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจเจ้าชายหนุ่มในการนำ เอายอดโดมนี้ไปเป็นต้นแบบในการก่อสร้างตาชมาฮาลก็เป็นได้ ซึ่งก็แล้วแต่ใครจะเชื่อนะครับ


เกาะจักรมณเฑียร (Jag Mandir) ซึ่งมีร้านอาหารและรับจัดงานแต่งงาน

            ปิดท้ายการเยือนอุทัยปุระก็อย่าลืมรับประทานอาหารต้นตำรับของราชสถาน และถ้าให้ได้บรรยากาศก็ต้องไปกินที่ห้องอาหาร Neel Kamal ของโรงแรม Taj Lake Palace มีอาหารชุดที่เสิร์ฟมาบนถาดทองเหลืองใบใหญ่ ภายในมีข้าวใส่ยี่หรา
(Jira Rice) และแกงแพะพร้อมผักของท้องถิ่น เป็นอาหารชุดชื่อ ทาลี (Thali) ซึ่งแปลว่า จานใหญ่ (Big Plate) นั่นเอง



 
  เรียบเรียงโดย
อัครราชทูต สุนทร ชัยยินดีภูมิ

จาก
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย

ภาพจาก
http://www.flickr.com/photos/76932422@N00/3600215334




*******************************************


** เพิ่มเติม
Pichola เป็นภาษาถิ่นแปลว่า “อยู่ข้างหลัง” เพราะเป็นทะเลสาบที่ใช้แรงงานคนขุดขึ้นมาจากบริเวณ “ด้านหลัง” ของพระราชวังอุทัยปุระ โดยด้านหน้าของพระราชวังก็คือตัวเมืองอุทัยปุระนั่นเอง มีความกว้างประมาณ 2.5 กิโลเมตร ยาว 25 กิโลเมตร ช่วงที่ลึกที่สุดประมาณ 7 เมตร เป็นทะเลสาบที่ใช้แรงงานขุดในช่วงศตวรรษที่ 14 เป็นทะเลสาบที่ขุดขึ้นมาก่อนทะเลสาบอื่น ๆ อีก 6 แห่งที่อยู่ในเมืองอุทัยปุระ บริเวณริมทะเลสาบมีเทศบัญญัติห้ามสร้างอาคารที่อยู่ติดริมน้ำ
 


หากท่านใดต้องการเผยแพร่บทความหรือข้อมูลจากเว็บไซต์ เพื่อความรู้หรือประโยชน์ทางการศึกษา โปรดอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลให้ชัดเจน

และกรุณาแจ้งให้ทราบที่   »  E-mail : sameaf.info@gmail.com