เมืองอเล็กซานเดรีย

 


            เมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria) เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศอียิปต์ รองจากกรุงไคโร (Cairo) ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของอียิปต์ ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Sea) ใกล้ปากแม่น้ำไนล์ซึ่งเคยถูกปกครองโดยชาวเมืองอียิปต์ดั้งเดิม จากนั้นก็ถูกปกครองโดยกรีก โรมัน และเมื่อศาสนาอิสลามได้ขยายตัวเข้ามาในบริเวณนี้ เมืองแห่งนี้ก็ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของราชวงศ์มุสลิมต่างๆ จนกระทั่งถึงยุคที่ถูกปกครองโดยจักรวรรดิออโตมัน (Ottoman Empire) ทำให้เมืองนี้เป็นแหล่งผสมผสานศิลปะอียิปต์ กรีก โรมัน และอิสลามเข้าด้วยกันอย่างน่าสนใจยิ่ง

            เมืองอเล็กซานเดรียเคยเป็นหมู่บ้านประมงเล็กๆ ที่มีชื่อว่า ราคอนดาห์ (Rocondah) เมื่อประมาณ 1,200 ปีก่อนคริสตกาล จนเมื่อ 332 ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) แห่งราชวงศ์อาร์กีด (Argeard Dynasty) จากแคว้นมาซิโดเนีย (Macedonia) ได้เข้ามายึดครองและมีคำสั่งให้ปรับปรุงขยายเมืองเพื่อสถาปนาเป็นเมืองหลวง พร้อมทั้งตั้งชื่อเมืองให้คล้องจองกับชื่อของพระองค์

            พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้แบ่งเขตการปกครองในเมืองนี้ออกเป็น 5 เขต ตามตัวอักษรของภาษากรีก คือ A หรือ อัลฟา (A, α - Alpha) ซึ่ง เป็นเขตที่ตั้งของพระราชวังหลวง วัด พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด และสวนต่างๆ B หรือ บีต้า ( β, ϐ - Beta) ซึ่งเป็นเขตชนชั้นสูงกรีก G หรือ แกมมา (Γ, γ - Gamma) ซึ่งเป็นเขตของผู้ย้ายถิ่นฐานชาวกรีก D หรือ เดลตา (Δ, δ - Delta) ซึ่งเป็นเขตของชนกลุ่มน้อยต่างชาติ เช่น ชาวซีเรีย เปอร์เซีย ชาวยิว และ E หรือ เอปไซลอน (Ε, ε - Epsilon) ซึ่งเป็นเขตสำหรับชาวพื้นเมืองอียิปต์ โดยแต่ละตัวอักษรนั้นคืออักษรแรกของแต่ละคำศัพท์ของกรีกที่เมื่อนำมารวมกัน จะสามารถแปลความหมายได้ว่า “ดินแดนที่ถูกสร้างโดยอเล็กซานเดอร์บุตรแห่งเทพ” อย่างไรก็ตามพระองค์ก็ได้สิ้นพระชนม์ไปก่อนที่เมืองนี้จะสร้างเสร็จ 


ภาพการแบ่งเขตการปกครองเมืองอเล็กซานเดรีย สมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช

            หลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชดินแดนในอียิปต์ก็ตกเป็นของแม่ทัพคนสนิทของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ได้แก่ ปโตเลมี โซเตอร์ (Ptolemy Soter) ซึ่งได้ก่อตั้งราชวงศ์ขึ้นใหม่นามว่าราชวงศ์ปโตเลมาอิค (Ptolemaic Dynasty) เข้าปกครองอียิปต์ตั้งแต่ 305 ปีก่อนคริสตกาล จนถึง 30 ปีก่อนคริสตกาล และนับเป็นราชวงศ์สุดท้ายของอียิปต์โบราณ หลังจากเมืองถูกยึดเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน

            ในช่วงยุคของราชวงศ์ปโตเลมาอิก ตัวเมืองอเล็กซานเดรียได้รับการพัฒนาให้เป็นเมืองท่าที่สำคัญ มีความเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง เป็นศูนย์กลางของนักเดินทาง พ่อค้า นักแสวงโชค เนื่องจากเป็นเมืองท่าที่มีขนาดใหญ่ และที่สำคัญคือเป็นศูนย์รวมของศิลปวิทยการและวัฒนธรรมที่ก้าวไกลเป็นอย่างมากในยุคนั้น

 
ภาพซ้าย ภาพจำลองรูปแบบเมืองอเล็กซานเดรียในสมัยอดีตกาล
ภาพขวา ภาพความรุ่งภายในเมืองอเล็กซานเดรียในสมัยอดีตกาล

            จึงอาจกล่าวได้ว่าเมืองอเล็กซานเดรียนั้นถือเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกยุคนั้น โดยจากบันทึกของนักประวัติศาสตร์ชาวโรมันที่ได้มาเยือนเมืองแห่งนี้ ได้มีการบันทึกไว้ว่า ในยุคนั้นเมืองอเล็กซานเดรีย เป็นเมืองที่มีพระราชวัง ปราสาท สถานที่อาบน้ำ และภัตราคารจำนวนมาก รวมถึงห้องสมุดแห่งอเล็กซานเดรียที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเก็บรวบรวมคัมภีร์ วรรณกรรม วรรณคดี งานเขียน และจารึกต่างๆ ทุกรูปแบบในสมัยนั้นไว้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งนับว่าเป็นแหล่งการศึกษาทางวิชาการที่สำคัญที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในยุคโบราณ

            นอกจากนั้นยังมีเกาะฟาโรส (Pharos Island) ที่ตั้งอยู่ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไม่ไกลจากเมืองอเล็กซานเดรียมากนัก ที่ป็นสถานที่ตั้งของประภาคารฟาโรสแห่งอเล็กซานเดรีย หรือ ประภาคารแห่งอเล็กซานเดรีย (Pharos of Alexandria or Lighthouse of Alexandria) หนึ่งในเจ็ดของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกโบราณ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี


ภาพ เกาะฟาโรส และประภาคารฟาโรสแห่งอเล็กซานเดรีย อดีตสิ่งก่อสร้างที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองอเล็กซานเดรีย

            อย่างไรก็ตามเมื่ออียิปต์ถูกจักรวรรดิโรมัน ยึดครอง พร้อมด้วยการต่อสู้ระหว่างชาวยิว อาหรับ มุสลิม และโรมันซึ่งเกิดขึ้นอยู่เนืองๆนั้นพลอยทำให้ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองอเล็กซานเดรียลดลง และเมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลายเมืองอเล็กซานเดรียก็พลอยเสื่อมลงไปอีก

            จนกระทั่งเมืองอเล็กซานเดรียได้ถูกลดความสำคัญมากขึ้น เมื่อถูกกองทัพมุสลิมอาหรับเข้ายึดครองในปี ค.ศ.640 โดยผู้ปกครองชาวอาหรับได้ตั้งกรุงไคโรเป็นเมืองหลวงแทนในปี ค.ศ.969 นอกจากนี้การค้นพบเส้นทางสู่อินเดียผ่านแหลมแหลมกู๊ดโฮป (Good Hope Cape) โดยไม่ต้องผ่านทะเลแดงในปี ค.ศ.1498 และการถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออโตมันในปี ค.ศ.1517-1798 ก็ทำให้เมืองแห่งนี้ตกต่ำลงไปจนหมดความสำคัญไปในที่สุด

            อย่างไรก็ดีเมื่อเวลาผ่านเลยไป เมืองอเล็กซานเดรียก็ได้รับการชุบชีวิตขึ้นอีกครั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยรัฐบุรุษชื่อมูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) ผู้สืบเชื้อสายจากสุลต่านแห่งอียิปต์ ที่ได้ริเริ่มการสร้างท่าเรือ และวางทางรถไฟเชื่อมระหว่างกรุงไคโรกับเมืองอเล็กซานเดรีย ซึ่งทางรถไฟสายนี้ ทำให้ความเจริญรุ่งเรืองเริ่มกลับมาสู่เมืองอเล็กซานเดรียอีกครั้ง ชาวยุโรปเริ่มอพยพเข้ามาตั้งรกรากทำมาหากินในเมืองและเยี่ยมชมเมืองมากขึ้น และการมีผู้คนเดินทางมาเมืองแห่งนี้มากขึ้นเช่นนี้ ทำให้มีการก่อสร้างโรงแรม สถานที่ตากอากาศสร้างขึ้นมากมาย อีกทั้งในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพสัมพันธมิตรยังเคยใช้เมืองอเล็กซานเดรียเป็นฐานทัพเรืออีกด้วย

            จวบจนกระทั่งปัจจุบัน เมืองอเล็กซานเดรียก็ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ประชากรราว 6 ล้านคนมาอาศัยอยู่ในเมืองนี้ มีการทำอุตสาหกรรมต่างๆเกิดขึ้นมากมาย เช่น ทอผ้า ผลิตอาหาร เครื่องหนัง บุหรี่ เบียร์ และเหล้าองุ่น รวมถึงสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์มากมายที่พร้อมให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมเมืองที่ได้รวบรวมประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 2,000 ปี จนได้รับการขนานนามให้เป็น "ไข่มุกแห่งเมดิเตอร์เรเนียน" ซึ่งสถานที่ๆมีชื่อเสียงและดึงดูดนักท่องเที่ยวในปัจจุบันก็ ได้แก่;



            "ป้อมปราการเคทเบย์" (Qaitbay Citadel) ป้อมปราการโบราณที่มีความสวยงาม ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยป้อมนั้นถูกสร้างขึ้นในช่วงสมัยศตวรรษที่ 15 ในอดีตนั้นเป็นที่ตั้งของประภาคารฟาโรส ถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ ปัจจุบันเหลือเพียงส่วนที่เป็นฐานและได้มีรับการทะนุบำรุงต่อเติมจากสุลต่านเคทเบย์ (Sultan Al-Ashraf Sayf al-Din Qa'it Bay) จวบจนปัจจุบันป้อมปราการเคทเบย์ได้กลายเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ทางทะเลที่มีนักท่องเที่ยวเข้าชมเป็นจำนวนมาก



            "คาตาโคมป์" (Catacombs) หรือ หลุมฝังศพใต้ดินแห่งอเล็กซานเดรีย" (Alexandria Catacombs) หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์แห่งโลกยุคกลาง เป็นสุสานของชาวโรมันในอดีต ซึ่งถูกใช้เก็บศพมีกว่า 50,000 ศพ โดยสุสานใต้ดินแห่งนี้มีสามชั้น ชั้นที่ 1 มีไว้สำหรับลำเลียงโลงและศพ ชั้นที่ 2 เป็นที่ฝังศพ และชั้นที่ 3 ใช้เป็นที่รวมญาติเพื่อระลึกถึงผู้ตาย โดยมีการเลี้ยงสังสรรค์กันทั้งวัน ซึ่งเล่ากันว่าตอนที่นักโบราณคดีค้นพบที่นี่เป็นครั้งแรก บนโต๊ะยังมีขวดไวน์และจานวางอยู่



            "เสาปอมเปย์" (Pompey's Pillar) เสาที่แสดงถึงการฉลองชัยชนะของชาวโรมัน เป็นอนุสาวรีย์โบราณในสมัยโรมันปกครองอียิปต์ เป็นเสาแกรนิต สูง 27 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นเสาหินที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างขึ้นมา จากประวัตินั้นเชื่อว่าเสาแห่งนี้ได้ชื่อมาจาก ปอมเปย์ (Pompey) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของจูเลียส ซีซ่า (Julius Caesar) ผู้นำที่ยิ่งใหญ่แห่งโรมัน แต่ภายหลังทั้งสองได้กลายเป็นศัตรูกัน และปอมเปย์ก็ได้หลบหนีมายังเมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ ก่อนถูกชาวอิยิปต์ฆ่าตาย โดยมีการเล่าขานกันว่าจูเลียสซีซาร์ได้ทำพิธีเผาศีรษะของปอมเปย์ที่เสาแห่งนี้ ปัจจุบันนี้เหลือเพียงแค่เสาแบบกรีกตั้งอยู่อย่างโดดเด่น และสฟิงซ์อีกสองตัว ที่ยังคงทำหน้าที่เฝ้าสถานที่แห่งนี้ต่อไป


            "โรงละครโรมันโบราณแห่งเมืองอเล็กซานเดรีย" (Roman Theatre Alexandria) อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเมืองอเล็กซานเดรีย โดยโรงละครแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 2 ประกอบไปด้วยอัฒจันทร์โรมัน จำนวน 13 ชั้น โดยโรงละครถูกสร้างขึ้นเป็นรูปครึ่งวงกลมทำจากหินอ่อนสีขาวและสีเทา


            "พระราชวังมอนตาซาร์" (Montaza Palace) สร้างขึ้นในปี 1892 โดยอุปราชอับบาสที่สอง (Khedive Abbas II) ผู้ปกครองประเทศอียิปต์ขณะที่เป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิออตโตมัน โดยตัวพระราชวังตั้งอยู่บนเนินเขาสูง อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองซานเดรีย ซึ่งจากพระราชวังสามารถมองเห็นชายหาดที่สวยงามของเมืองอเล็กซานเดรียได้เป็นอย่างดี


            "ห้องสมุดแห่งอเล็กซานเดรีย" (Library of Alexandria) เดิมทีห้องสมุดแห่งอเล็กซานเดรีย เป็นห้องสมุดที่อนุญาตให้เฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน เจ้านาย ขุนนาง และชนชั้นที่ร่ำรวยเท่านั้น ที่จะสามารถเข้าไปใช้บริการในห้องสมุดได้ นอกจากนี้ยังได้จัดทำรายการหนังสือ ซึ่งนับว่าเป็นการจัดทำบรรณานุกรมครั้งแรก เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน ดังนั้นห้องสมุดอเล็กซานเดรียจึงถือเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่สำคัญมาก อย่างไรก็ดีห้องสมุดแห่งนี้ได้ถูกทำลายลงโดยจูเลียส ซีซาร์ และทำให้หนังสือนับแสนเล่มต้องถูกทำลาย ปัจจุบันห้องสมุดอเล็กซานเดรียแห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ในที่ๆห้องสมุดเดิมเคยตั้งและถูกเผาในศตวรรษที่สี่ และเริ่มเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2545

            นอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของแล้วนั้น ยังมีการริเริ่มโครงการสร้างพิพิธภัณฑ์ใต้น้ำขึ้นเป็นแห่งแรกของโลกที่เมืองนี้ เพราะเมื่อ 5 ปีก่อนนี้แฟร้งค์ ก็อดดิโอ (Franck Goddio) นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสได้ดำน้ำลงไปพบซากเมืองโบราณที่จมอยู่ใต้ทะเลเมดิเตอเรเนียน ในอ่าวอเล็กซานเดรีย กับความลึกประมาณ 5-6 เมตร ซึ่งมีโบราณสถาน และโบราณวัตถุ ราว 2,000 ชิ้น สฟิงซ์ 26 ตัว รวมถึงซากเรืออับปางของกรีกและโรมัน นับเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ และมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยจากการศึกษาก้อนหินที่ปรักหังพังทำให้นายก็อดดิโอ รู้ว่าเมื่อ 1,600 ปีมาแล้ว ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ทำให้ส่วนหนึ่งของเมืองได้จมลงสู่ทะเลในที่สุด


ภาพซ้าย การค้นพบเมืองโบราณ และวัตถุโบราณ โดยนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส
ภาพขวา แบบจำลองพิพิธภัณฑ์ใต้น้ำโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส

            โดยนายฌากส์ รูจเจอรี่ (Jacques Rougerie) สถาปนิกชาวฝรั่งเศส ได้ออกแบบพิพิธภัณฑ์ใต้น้ำให้มีเสารูปใบเรือสูง 4 มุม เหมือนกับเรือแห่งเฟลุคคัส (Feluccas) ซึ่งเป็นเรือที่ใช้ท่องแม่น้ำไนล์ในสมัยโบราณ บนยอดเสา 4 ยอด เป็นสัญลักษณ์แทนประภาคารแห่งอเล็กซานเดรีย และการสร้างพิพิธภัณฑ์ใต้ทะเลของอียิปต์ยังไม่ได้คำนึงแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่ยังทำตามกฎของยูเนสโก (UNESCO) เกี่ยวกับการรักษาวัตถุโบราณใต้น้ำ เมื่อ พ.ศ.2544 ที่กล่าวว่า โบราณวัตถุใต้น้ำก็ควรเก็บรักษาไว้ใต้น้ำ เพื่อเป็นการเคารพประวัติศาสตร์ ทั้งยังเป็นวิธีการเก็บรักษาโบราณวัตถุที่ดีที่สุด

            อย่างไรก็ดี ณ ปัจจุบันการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ใต้น้ำแห่งยังนี้ไม่แล้วเสร็จ และมีการคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในอีกสามปีข้างหน้า ซึ่งแน่นอนว่าหลายท่านจากทั่วทุกมุมโลก คงคาดหวังที่จะไปเยือนพิพิธภัณฑ์ใต้น้ำแห่งแรกของโลก และแห่งอารยธรรมโบราณแห่งเมืองอเล็กซานเดรียที่สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของอารยะธรรมอียิปต์โบรารอยู่ไม่มากก็น้อย ดังที่เห็นได้จากอดีตจวบจนถึงปัจจุบัน ความน่าหลงใหลของเมืองอเล็กซานเดรียนั้นไม่ได้ลดน้อยลงเลย มีแต่จะเปล่งประกายความงดงามดังที่ได้รับการขนานนามว่า "ไข่มุกแห่งเมดิเตอร์เรเนียน" เพื่อให้คนรุ่นปัจจุบัน และในอนาคต ได้ตระหนักถึงคุณค่าที่มีอยู่ ณ เมืองแห่งนี้ พร้อมทั้งประวัติศาสตร์ทั้งที่มีการเปิดเผย และยังรอการค้นพบอยู่ในอนาคต



********************************************


นางสาว สุทธิธาร เชาว์ตระกูลกิจ
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (หลักสูตรนานาชาติ)

เรียบเรียงโดย
นายณพนระ กุลรกัมพุสิริ
กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
18 กันยายน 2556

อ้างอิง
http://travel.thaiza.com
http://www.egythai.co.th
http://www.kidmodeling.net
http://www.publicthaionline.com
http://www.oceansmile.com/Egypt/Alecsan.htm

ภาพจาก
http://www.dekguide.com/travel

http://www.panoramio.com/photo/360785
http://www.tumblr.com/tagged/alexandria-egypt
http://www.goldenpyramid.travel/trip-to-alexandria
http://www.ancientworlds.net/aw/Places/Place/341539

http://www.flickr.com/photos/mmarphoto/8010428310
http://thepublici.blogspot.com/2012_06_03_archive.html
http://www.abraamtours.com/travel/?attachment_id=429
http://hawkebackpacking.com/egypt_2009_alexandria.html
http://www.flickr.com/photos/bencito_traveller/4798454802

http://www.truth4thai.org/oldsite/AncientHistory/CityUnderTheSea
http://www.egypttodaytravel.com/index.php/destinations-2/alexandria
http://archhistdaily.wordpress.com/category/ancient-architecture/page/3

http://exoticaplaces.blogspot.com/2013/03/alexandria-egypt-vacations.html
http://egypttouring.blogspot.com/2010/11/roman-theatre-in-alexandria.html
http://carnegie.org/publications/carnegie-reporter/single/view/article/item/248
http://www.theguardian.com/world/2009/feb/20/alexandria-sunken-treasures-underwater-museum
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=exdecor&month=09-2008&date=01&group=20&gblog=2
http://morocconewstribune.com/morocco-gives-away-a-collection-of-rare-books-to-the-library-of-alexandria
http://morocconewstribune.com/morocco-gives-away-a-collection-of-rare-books-to-the-library-of-alexandria/
http://www.memphistours.com/Egypt/Egypt-and-Beyond-Tours/Egypt-And-Jordan-Tours/Experience-Egypt-Jordan-Jerusalem-and-Turkey
http://tripwow.tripadvisor.com/slideshow-photo/pompey-s-pillar-n2-alexandria-egypt.html?sid=25645172&fid=upload_13057376948-tpfil02aw-12368








 
 


หากท่านใดต้องการเผยแพร่บทความหรือข้อมูลจากเว็บไซต์ เพื่อความรู้หรือประโยชน์ทางการศึกษา โปรดอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลให้ชัดเจน

และกรุณาแจ้งให้ทราบที่   »  E-mail : sameaf.info@gmail.com