07/06/2011

คาซาบลังกา

              “คาซาบลังกา (Casablanca)” เมืองใหญ่อันดับหนึ่งของราชอาณาจักรโมร็อกโก (Kingdom of Morocco) ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก ทางฝั่งตะวันตกของประเทศ ในขณะที่กรุงราบัต (Rabat) คือ นครหลวงของประเทศโมร็อกโก คาซาบลังกา คือเมืองหลวงทางด้านเศรษฐกิจของประเทศนั่นเอง สำหรับหลายคนอาจเคยได้ยินชื่อของ “คาซาบลังกา” จากภาพยนตร์ในชื่อเดียวกันนี้ (สร้างปีค.ศ.1942) แม้ว่าในความเป็นจริงภาพยนตร์ดังกล่าวไม่ได้ใช้ฉากที่ถ่ายทำในคาซาบลังกาเลย แต่ก็ทำให้เมืองนี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกได้เช่นกัน

แผนที่โมร็อกโกและที่ตั้งเมือง คาซาบลังกา

               ขอแนะนำประเทศโมร็อกโกก่อนว่า ตั้งอยู่ที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศตะวันตกติดมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศใต้ติดประเทศมอริเตเนีย และทิศตะวันออกติดประเทศแอลจีเรีย จากที่ตั้งของประเทศนั้น โมร็อกโกมีชายฝั่งทะเลริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกยาว 500 กิโลเมตร และอยู่ใกล้ชิดกับทวีปยุโรปมาก คือ ห่างจากประเทศเสปนที่ตรงช่องแคบยิบรอลตา (Straits of Gibraltar) เพียง 14 กิโลเมตร ชาวอาหรับเรียกโมร็อกโกว่า เอล มาห์กริบ อัล อัคซา (El Mahgrib al Aqsa) แปลว่า ดินแดนทางทิศตะวันตกที่ไกลสุด (Land of the Farthest West) โมร็อกโกมีพื้นที่ 446,550 ตารางกิโลเมตร (ไม่รวมพื้นที่ที่ยังเป็นปัญหาทางซาฮาราตะวันตก) มีประชากรประมาณ 32.7 ล้านคน เป็นชาวอาหรับ ร้อยละ 99.1 ชาวยิวร้อยละ 0.2 และเชื้อชาติอื่นๆ ร้อยละ 0.7 ทั้งนี้ ประชากรร้อยละ 98.7 นับถือศาสนาอิสลาม (สุหนี่) ส่วนร้อยละ 1.1 นับถือศาสนาคริสต์ และร้อยละ 0.2 นับถือศาสนาจูดาห์ (ยิว) โมร็อกโกมีภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ และภาษาต่างประเทศที่ใช้กันทั่วไปคือ ภาษาฝรั่งเศส

ทัศนียภาพเมืองคาซาบลังกา

               โมร็อกโกมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ประมุของค์ปัจจุบันคือ สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 (King Mohammed VI) เป็นกษัตริย์องค์ที่ 18 แห่งราชวงศ์อลาวิต (Alaouite) ประเทศไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับโมร็อกโกเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2528 และจัดตั้งสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศโมร็อกโก เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2537 ต่อมา ในปี พ.ศ. 2543 รัฐบาลไทยได้แต่งตั้งนายยูเนส ลารากี้ (Mr.Youness Laraqui) เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำเมืองคาซาบลังกา นายลารากี้เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง ปัจจุบันยังเป็นวุฒิสมาชิกและได้รับแต่งตั้งจากกษัตริย์โมร็อกโกให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสำคัญๆ ของประเทศ ส่วนฝ่ายโมร็อกโก ได้จัดตั้งสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2537 อีกทั้งได้แต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำกรุงเทพและภูเก็ตด้วย

สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 (King Mohammed VI) กษัตริย์องค์ที่ 18 แห่งราชวงศ์อลาวิต (Alaouite)

               ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโมร็อกโกเป็นไปอย่างราบรื่น แม้การค้าขายระหว่างกันยังมีไม่มากนัก แต่ก็มีศักยภาพที่จะพัฒนาขึ้นได้อีกมากในหลายๆ ด้าน สำหรับความสัมพันธ์ในระดับราชวงศ์นั้น เป็นไปอย่างใกล้ชิดและมีการเยือนระหว่างกันอยู่เสมอ ล่าสุดคือ ระหว่างวันที่ 12-13 มิถุนายน พ.ศ. 2549 เจ้าหญิงลาลา ซัลมา (H.R.H. Princess Lalla Salma) พระชายาในสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประเทศไทยเพื่อทรงร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในฐานะผู้แทนพระองค์สมเด็จพระราชาธิบดีฯ ซึ่งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงราบัต (นายอัครสิทธิ์ อมาตยกุล) ได้ตามเสด็จเจ้าหญิงลาลา ซัลมา เข้าร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย ในระหว่างการเสด็จเยือนครั้งนี้ เจ้าหญิงลาลา ซัลมา ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารกลางวันแด่เจ้าหญิงลาลา ซัลมาด้วย

เจ้าหญิงลาลา ซัลมา ได้เสด็จพระราชดำเนินมาร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ระหว่างวันที่ 12-13 มิถุนายน พ.ศ. 2549

               ความกว้างใหญ่ของประเทศ ทำให้โมร็อกโกมีภูมิประเทศอันหลากหลายและมีสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันไปตามพื้นที่ ทั้งที่ราบ ที่ราบสูง ทะเลทราย เทือกเขาสูงที่มีหิมะปกคลุมยอดเขา และชายฝั่งทะเลอันสมบูรณ์ โดยมีลมทะเลจากทางตะวันตก (เรียกว่า กอร์บี้ – Gharbi) และลมทะเลทรายซาฮารา (Sahara desert) จากทางใต้ (เรียกว่า เชอร์กี – Chergui) ต่างผัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันพัดผ่านประเทศไปตามฤดูกาล โมร็อกโกมีประวัติศาสตร์และอารยธรรมที่เก่าแก่ ชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้มานานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ได้แก่ ชนเผ่าเบอร์เบอะ (Berber tribe) โมร็อกโกมีเสน่ห์ความงามที่เป็นเอกลักษณ์ทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และสถาปัตยกรรม อีกทั้งยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอยู่ทั่วประเทศ

              ดิฉันได้รู้จักและมีโอกาสไปเยือนเมืองคาซาบลังกามาหลายครั้งนับตั้งแต่ได้ติดตามเอกอัครราชทูต ณ กรุงราบัต (นายอัครสิทธิ์ อมาตยกุล) ไปรับหน้าที่ที่ประเทศโมร็อกโก เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา (พ.ศ. 2549)

เอกอัครราชทูต (นายอัครสิทธิ์ อมาตยกุล) ถวายพระราชสาสน์แด่สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6

นายลารากี้ กงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำเมืองคาซาบลังกา และภริยา

                คาซาบลังกาอยู่ใกล้ชายหาดที่ชื่อ ไอน เดียบ (Ain Diab) ห่างจากกรุงราบัตไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 97 กิโลเมตร หรือราว 1 ชั่วโมงครึ่งทางรถยนต์ มีสนามบินระหว่างประเทศ สายการบินจากต่างประเทศส่วนใหญ่จะใช้สนามบินแห่งนี้ นอกจากนี้ คาซาบลังกายังเป็นเมืองท่าสำคัญอันดับหนึ่งของประเทศ ดิฉันเคยมีประสบการณ์ในการไปออกของที่ท่าเรือคาซาบลังกาเมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งเราได้ส่งข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวจากประเทศเคนยา (เมื่อคราวโยกย้ายประเทศประจำการ) ใส่ตู้สินค้าส่งทางเรือจากท่าเรือที่เมืองมอมบาซา (Mombasa) ฝั่งตะวันออกของเคนยา ใช้เวลานานเกือบ 2 เดือนกว่าจะถึงคาซาบลังกา ในประเทศโมร็อกโก เพราะต้องมีการเปลี่ยนถ่ายเรือกันอีกหลายจุดที่ท่าเรือในตะวันออกกลางและยุโรป ในการไปออกของดังกล่าว ดิฉันได้รับความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจากนายลารากี้ กงสุลกิตติมศักดิ์ของไทยและผู้เกี่ยวข้องที่ท่าเรือทุกฝ่าย ดิฉันยังได้รับรู้และเห็นกับตาตนเองว่าท่าเรือคาซาบลังกานั้นกว้างใหญ่มาก มีระบบการทำงานที่ทันสมัย สมกับการเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดและเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางเรือของภูมิภาคแอฟริกาตอนเหนือและตะวันตก

ทัศนียภาพของชายหาดไอน เดียบ (Ain Diab) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงราบัต เมืองหลวงของโมร็อกโก

               ณ ที่ท่าเรือคาซาบลังกานี้มีเรือสินค้าเข้าออกมากกว่าที่ท่าเรือมาร์แซยย์ (Marsailles) ของฝรั่งเศสเสียอีกมีประวัติกล่าวว่าเมื่อคราวที่ฝรั่งเศสมีอิทธิพลเหนือโมร็อกโกในปีค.ศ. 1907 และเมืองเฟส (Fes) ยังเป็นศูนย์กลางการค้าของโมร็อกโกอยู่ แต่ฝรั่งเศสได้เลือกคาซาบลังกา ซึ่งขณะนั้นมีประชากรอาศัยอยู่เพียง 2 หมื่นคน ให้เป็นท่าเรือในอาณานิคมใหม่ของฝรั่งเศสแห่งนี้ โดยสร้างเลียนแบบเมืองท่ามาร์แซยย์นั่นเอง ปัจจุบันคาซาบลังกามีประชากรราว 3.5 ล้านคน นับเป็นเมืองใหญ่อันดับ 4 ของทวีปแอฟริกาทั้งหมด และในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 คาซาบลังกายังเป็นสถานที่สำหรับการประชุมของฝ่ายพันธมิตรด้วย

ภาพยานเมืองเก่า (Old Madina) ของเมืองเฟส ในปัจจุบัน

               ประวัติศาสตร์ของคาซาบลังกาย้อนหลังไปได้กว่า 1 หมื่นปี แต่เดิมนั้น บริเวณนี้มีชื่อว่า อันฟา (Anfa) มาจากคำว่า อันฟ์ (Anf) ซึ่งในภาษาอาหรับแปลว่า จมูก เป็นการเปรียบเทียบลักษณะที่ตั้งที่ยื่นออกไปในทะเลเหมือนจมูกของมนุษย์ ต่อมาได้รับชื่อว่า ดาร์ อัล ไบดออ์ (Dar Al Beida) แปลว่า บ้านสีขาว (white house) และในที่สุด ได้รับการขนานนามว่า คาซาบลังกา “Casablanca” อันเป็นชื่อที่เรียกโดยชาวเสปนที่เข้ามาอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้เมื่อศตวรรษที่ 15 และเป็นชื่อที่รู้จักกันทั่วโลกในปัจจุบัน

               หลักฐานทางโบราณคดีระบุว่าในยุคก่อนประวัติศาสตร์มีมนุษย์กลุ่มแรกอาศัยอยู่บริเวณนี้ตามถ้ำและใต้ร่มไม้ รู้จักประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ขั้นพื้นฐาน รวมถึงขวานหิน ก้อนหิน และหินสกัด นักโบราณคดีค้นพบภาพเขียนฝาผนังในถ้ำบนเทือกเขาแอตลาส (Atlas Mountains) และพบซากฟอสซิลต่างๆ เช่น งาช้าง ซี่ฟันแรด กระดูกขากรรไกรฮิปโปโปเตมัส กะโหลกลิง และโครงกระดูกมนุษย์ โดยพบในแต่ละเขตที่มีอายุแตกต่างกัน เช่น เขตอัห์ล โลห์กลัม (Ahl Loughlam) อายุ 2 ล้านปี เขตเอาหลาด ฮามิดะห์ (Oulad Hmida) อายุกว่า 4 แสนปี เขตโทมัส (Thomas) อายุ 7 แสนปี และเขตซิดี อับดุลราห์มัน (Sidi Abderrahman) อายุ 5 แสนปี ทั้งนี้ ในบริเวณคาบสมุทรซิดี อับดุลราห์มัน ยังมีการค้นพบถ้ำต่างๆ ที่ต่อมาได้รับการตั้งชื่อตามซากฟอสซิลของสัตว์ที่ถูกค้นพบ เช่น หมี แรด ช้าง ม้า เป็นต้น ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดคือ ถ้ำแอตแลนโทรปัส (Atlanthropus grotto) ซึ่งพบชิ้นส่วนขากรรไกรของบรรพบุรุษมนุษย์ยุคโฮโม ซาเปี้ยน (Homo sapiens) ที่นักโบราณคดีให้ชื่อว่า “มนุษย์ซิดี อับดุลราห์มัน” ปัจจุบันชิ้นส่วนดังกล่าวถูกจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์โบราณคดีของกรุงราบัต

               การเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นในบริเวณนี้อย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ทำให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงลักษณะภูมิประเทศ ตลอดจนความเป็นอยู่ของมนุษย์ พืช และสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์ได้เริ่มรู้จักประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือเครื่องใช้ใหม่ๆ และทำติดต่อกับชนกลุ่มต่างๆ ที่เดินทางทางทะเลเข้ามาค้าขายโดยเฉพาะกับชาวฟีนิเชี่ยน (Phoenicians) ชาวคาร์เทจ (Carthaginians) และชาวโรมัน (Romans)

               ชนกลุ่มฟีนิเชี่ยนเป็นพวกแรกที่ใช้ประโยชน์จากชายฝั่งทะเลที่เต็มไปด้วยปลาและดินที่อุดมสมบูรณ์รอบๆ เนินเขาอันฟา อีกทั้งให้มีการจัดตั้งจุดตรวจบนชายฝั่งสำหรับนักเดินทาง จากจุดนั้นพวกเขาได้เดินทางต่อลงทางใต้ไปถึงเมืองอัสซูวีระอ์ (Essaouira) เพื่อซื้อธัญพืช อาหารการกิน และสัตว์เลี้ยง นำไปขายต่อที่เมืองหลักๆ บนฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนต่อไป

               ส่วนชาวคาร์เทจได้เริ่มเดินเรือเข้ามาทางฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกตั้งแต่ 600 ปีก่อนคริสตกาล นำโดยฮันโน (Hanno) นักเดินเรือจากอาณาจักรคาร์เทจ เพื่อแสวงหาทองและสินค้าในบริเวณนี้ แต่หลังจากนั้นไม่มีหลักฐานการติดต่อค้าขายเพิ่มเติมระหว่างกัน  

               สำหรับพวกโรมันได้เดินทางมาถึงชายฝั่งอันฟาเมื่อ 400 ปีก่อนคริสตกาล เห็นได้จากเหรียญเงินโรมัน 69 อันที่ปัจจุบันถูกเก็บไว้ในธนาคารแห่งชาติโมร็อกโก เหรียญเงินเหล่านี้ถูกค้นพบเมื่อปีค.ศ. 1955 จากเรืออับปางของชาวโรมันที่ล่มลงใกล้ๆ ชายฝั่งเมืองท่าคาซาบลังกาในปัจจุบัน นอกจากนี้มีประวัติระบุว่า ลูกชายของกษัตริย์แห่งชนเผ่าเบอร์เบอะ จูบา ที่ 1 (Juba I) มีชื่อว่าจูบา ที่ 2 (Juba II) ผู้กลายเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ได้ถูกนำไปเลี้ยงที่กรุงโรมโดยออกเตเวียส (Octavius) ซึ่งต่อมาคือ ออกัสตัส (Augustus) เมื่อโตขึ้น จูบา ที่ 2 ได้แต่งงานกับลูกสาวของพระนางคลีโอพัตราที่เกิดกับมาร์ค แอนโทนี นั่นเอง เขาได้เป็นกษัตริย์ดูแล2 เมืองที่เป็นเขตปกครองของอาณาจักรโรมันคือ ซีซาร์เรีย (Caesarea) ทางตอนกลางของแอฟริกาเหนือ และที่โวลูบิลิส (Volubilis) ในโมร็อกโก

              ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 8 กองทัพของชาวอาหรับ นำโดย อัคบา อิบนู นาฟีย์ (Aqba Ibn Nafii) ได้เดินทางจากตะวันออกเข้ามายึดครองโมร็อกโกและทำให้ชาวพื้นเมืองหันมานับถือศาสนาอิสลาม ยกเว้นชนกลุ่มที่อาศัยอยู่บริเวณอันฟา เบิร์กวาตา (Berghwata) และที่ราบใกล้เคียง ที่สามารถยืนหยัดต่อสู้การยึดครองจากพวกโอมัยยะด์ (Omeyads) และอีดริสซิด (Idrissids) ได้จนถึงปีค.ศ. 1068 ซึ่งภายใต้การปกครองของสุลต่านราชวงศ์อัลโมราวิด (Almoravid) นี่เองที่ชุมชนในเขตอันฟายอมรับการนับถือศาสนาอิสลามอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการถูกยึดครองถึงสองครั้ง

              ต่อมาในศตวรรษที่ 14 ภายใต้การปกครองของราชวงศ์เมอรินิดส์ (Merinids) ได้มีพ่อค้ามาจากมาจอร์กา (Majorca) เจอนัว (Genoa) และโปรตุเกส (Portugal) เดินทางมาสู่ท่าเรือที่อันฟาเพื่อแสวงหาสินค้าประเภทขนสัตว์ หนัง ข้าวสาลี และปศุสัตว์ อันเป็นสิ่งที่หาได้อย่างอุดมสมบูรณ์ในเขตนี้ แต่ในช่วงเดียวกันนี้ ก็มีโจรสลัดมากมายที่บุกเข้าปล้นทรัพย์สินชาวบ้านและหลบหนีอยู่ตามถ้ำต่างๆ อกทั้งคอยหลอกลวงผู้คนเพื่อหากินอยู่แถวนั้น จากปัญหาโจรสลัดดังกล่าว ทำให้ชาวโปรตุเกสซึ่งจับชนพื้นเมืองไปค้าขายเป็นทาสด้วยเช่นกันได้พยายามหามาตรการเพื่อลงโทษอย่างเด็ดขาด ในปีค.ศ. 1469 โปรตุเกสส่งกองกำลังมาทางเรือจำนวน 50 ลำ พร้อมคนอีก 1 หมื่นคน เข้าบุก เผา และทำลายเมืองบริเวณนั้นโดยสิ้นเชิง ขับไล่ผู้อยู่อาศัยออกทั้งหมด ผู้ถูกขับไล่เหล่านี้ได้ไปหลบหนีอยู่ในบริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่า ซาเล (Sale) และราบัต (Rabat) นั่นเอง

              จากเหตุการณ์นั้นทำให้บริเวณอันฟาตกอยู่ในสภาพเมืองร้างจนเกือบ 3 ศตวรรษ ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ ยกเว้นการเป็นที่หลบซ่อนและป้อมปราการของพวกโจรสลัดที่ยังจับผู้คนไปขายเป็นทาสต่อที่เมืองมาร์ราเกช (Marrakech) ไม่มีหลักฐานอะไรมากนักที่หลงเหลืออยู่ในช่วงเวลานี้ ยกเว้นสุสานของซิดี อัลลัล อัล กอยรอวานี (Sidi Allal Al Kairouani) ซึ่งยังคงมีซากให้เห็นอยู่ในเขตเมืองเก่า เชื่อกันว่าบุคคลผู้นี้คือ นักบุญ (Saint) แห่งเมืองอันฟา ตำนานกล่าวว่าหลังจากที่ซิดี อัลลัล ได้เดินทางออกมาจากกอยราวาน (Kairouan) เมื่อปี ค.ศ. 1350 เรือของเขาได้ล่มลงที่ริมฝั่งอันฟา มีชาวประมงช่วยเหลือขึ้นมาได้ ในเวลาต่อมาลูกสาวของซีดี อัลลัลได้เดินทางตามมาทีหลัง แต่เรือเกิดอับปางลงอีกไม่ห่างจากชายฝั่งเท่าไร ชาวบ้านได้ฝังศพซิดี อัลลัล และลูกสาวของเขาที่สุสานตรงชายฝั่ง หันหน้าออกสู่ทะเล อันอาจเป็นที่มาของชื่อดาร์ อัล ไบดออ์ ที่แปลว่า บ้านสีขาว ซึ่งชาวบ้านหมายถึงสีผิวขาวของลูกสาวซิดี อัลลัล อย่างไรก็ตาม มีอีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า ชื่อ ดาร์ อัล ไบดออ์ อาจมาจากสิ่งก่อสร้างสีขาวที่ทำไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายที่ชายฝั่งสำหรับการเดินเรือ

              เมื่อชาวสเปนเข้าไปทำการค้าขายกับเมืองนี้ ได้แปลความหมายของ “ดาร์ อัล ไบดออ์” เป็นคำว่า “คาซา (Casa)” แปลว่า บ้าน และ “บลังกา (Blanca)” แปลว่า สีขาว ชื่อเมืองนี้จึงเรียกติดกันมาว่า คาซาบลังกา นั่นเอง

             ในปีค.ศ. 1755 เมืองคาซาบลังกาได้ถูกทำลายอีกครั้งหนึ่งอันเนื่องมาจากแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ต่อมา เมื่อโปรตุเกสถอนตัวออก สลต่านซิดี โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลลาห์ (Sultan Sidi Mohamed Ben Abdellah ) เข้าปกครองแทนและสร้างเมืองคาซาบลังกาขึ้นใหม่ ได้ทรงสั่งสร้างกำแพงเมือง ที่อาบน้ำสาธารณะ (เรียกว่าฮัมมาม – hammam) โรงเรียนสอนศาสนา (Madrasa) สุเหร่าจาเมะ อัล กาบีรร์ (Jamaa Al Kabir) และป้อมปราการที่เรียกว่า สกาลา (Scala – ปัจจุบันกลายเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงของคาซาบลังกา) นอกจากนี้ยังมีสุเหร่าจาเมะ ชะลูห์ (Jamaa Chleuh) ที่สร้างในสมัยเดียวกันนี้ และมีป้อมที่สร้างขึ้นโดยทหารผู้สืบเชื้อสายจาก “กองทัพดำ (Black Army) ของสุลต่านมูไลย์ อิซมาอิล (Sultan Moulay Ismail)” ซึ่งเป็นกองทัพชาวแอฟริกันผิวดำที่สุลต่านมูไลย์ อิซมาอิล จัดตั้งขึ้นเป็นกำลังหลักในการขยายและสร้างความเป็นปึกแผ่นของอาณาจักร เนื่องจากไม่มีความผูกพันกับชนเผ่าพื้นเมืองอื่นๆ ในโมร็อกโก

อดีตป้อมปราการที่เรียกว่า สกาลา (Scala) ซึ่งปัจจุบันคือร้านอาหารฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงของคาซาบลังกา

             ในปีค.ศ. 1794 ภายใต้การปกครองของสุลต่านมูไลย์ ยาซิด (Moulay Lyazid) และมูไลย์ สุไลมาน (Moulay Slimane) บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่วุ่นวายและไม่สงบ ชนเผ่าชาเวียะอ์ (Chaouia tribes) ได้บุกรุกเข้าเมือง ทำลายท่าเรือเสียหายจนต้องถูกปิดไปหลายสิบปี จนกระทั่งต่อมาในปีค.ศ. 1836 ท่าเรือที่คาซาบลังกาได้ถูกเปิดขึ้นใช้ใหม่สำหรับการค้าทางทะเลและเป็นด่านศุลกากรด้วย นอกจากนี้ จากความต้องการของยุโรปที่มีต่อสินค้าเกษตรจากแอฟริกาตอนเหนือ ทำให้มีการเปิดการเดินเรืออย่างเป็นประจำระหว่างเมืองท่าที่มาร์เเซยย์ในฝรั่งเศสกับเมืองท่าคาซาบลังกาในโมร็อกโกตั้งแต่ปี ค.ศ.1862

             ในคาซาบลังกามีเขตที่เรียกว่า เมดินา (Medina) คำว่า “เมดินา” แปลว่า “เมือง” มีกำแพงล้อมรอบ สูงราว 10 เมตร ต่อมาเมื่อมีการสร้างเมืองใหม่และที่อยู่อาศัยรอบนอกกำแพงเมือง เมดินาจึงได้รับเรียกกันว่าเป็นเขตเมืองเก่า ซึ่งภายในเขตนี้มีถนนและทางเดินที่แคบ เล็ก และวนไปมา บางจุดเป็นทางตัน และบางจุดก็เชื่อมต่อเนื่องกับทางเดินเล็กเส้นอื่นๆ ต่อไป เป็นเขตที่อยู่อาศัยของชุมชนที่ค่อนข้างแน่นขนัด มีร้านรวงเล็กๆ เหมือนห้องแถวรายเรียงกันไป และมีตลาดขายอาหาร ผักผลไม้ ผู้คนยังเอาของไปวางขายที่ริมถนน ในขณะเดียวกันก็มีชาวบ้านจูงลาขนของผ่านไปมาอยู่ตลอดเวลา นับเป็นสัตว์พาหนะที่สามารถพาจูงเดินได้ในทางเดินสายแคบๆ เหล่านั้น

กำแพงเมืองในย่านตัวเมืองเก่า (Old Medina) ของเมืองคาซาบลังกา

             แต่เดิมนั้นภายในเขตเมืองเก่ามีกำแพงที่ล้อมรอบอยู่ที่ถูกสร้างไว้เพื่อป้องกันขโมยและผู้บุกรุก มีทางเข้าออกหลักอยู่ 3 ประตูคือ บาบ อัล มัลสรอห์ (Bab Al Marsa) หันหน้าออกสู่ท่าเรือ, บาบ อัล กาบีรร์ (Bab Al Kebir) หรือ บาบ ซุก (Bab Suk) นำไปสู่จตุรัสสหประชาชาติ (United Nations Square), และ บาบ มาร์ราเกช (Bab Marrakech) อันเป็นทางเข้าของผู้เดินทางมาจากทิศทางใต้เพื่อเข้าสู่เมือง คำว่า บาบ (Bab) ภาษาอาหรับแปลว่า ประตู นอกเหนือจากประตูหลักทั้งสามนี้แล้ว ยังมีประตูเล็กอื่นๆ ที่สร้างขึ้นตามกำแพงนี้ด้วย ในปีค.ศ. 1892 สุลต่านมูไลย์ ฮัสซัน (Sultan Moulay Hassan) ทรงสั่งขยายกำแพงเมืองให้ยาวขึ้น และส่วนที่ขยายออกไปนี้ได้

บรรยากาศผู้คนเดินฝักใฝ่ในย่านเมืองเก่าของคาซาบลังกา

              ภายในเขตเมดินา มีอนุสรณ์สถานเก่าแก่ที่ยังหลงเหลืออยู่หลายแห่ง เช่น สุเหร่าจาเมะ อัล กาบีรร์ (Jamaa Al Kebir) และที่ทำการรัฐบาล (ดาร์ อัล มัคค์ซัน - Dar Al Makhzen) อันเป็นที่ที่เจ้าผู้ครองนคร (Pasha) เคยอาศัยอยู่และใช้เป็นที่ทำงาน ที่ทำการดังกล่าวถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อปีค.ศ. 1952 ในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมาผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมดินาหรือเขตเมืองเก่ามีจำนวนเพียงไม่กี่พันคน แต่เมื่อถึงต้นศตวรรษที่ 20 ประชาชนขยายจำนวนมากขึ้น ประกอบกับมีพ่อค้าและแรงงานชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการเริ่มต้นของยุคอุตสาหกรรม แม้แต่ชนเผ่าต่างๆ ก็ได้โยกย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ ซึ่งรวมถึงเผ่าชาเวียะอ์ (Chaouia) เผ่าดุกกาละอ์ (Doukkala) และเผ่าดารอะ (Draoua) นอกจากนี้ยังมีพ่อค้าต่างเมืองเข้ามาอยู่อีกหลายครอบครัว ทั้งจากราบัต (Rabat) เฟส (Fes) เม็กเนส (Meknes) และมาร์ราเกช (Marrakech) เมื่อถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 20 จำนวนประชากรได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก มีผลให้เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของชุมชนมีความซับซ้อนขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

บรรยากาศตลาดในย่านเมืองเก่าของคาซาบลังกา

             การเพิ่มของจำนวนประชากร ทำให้ต้องมีการขยายเมืองไปสู่เขตใหม่และจัดสรรที่ดินกันใหม่ มีการสร้างเขตเมดินาใหม่เพื่อรองรับธุรกิจการค้าที่ขยายตัวขึ้น รวมทั้งสร้างที่อยู่อาศัย และที่ทำการของฝ่ายบริหารเพิ่มขึ้น เมดินาเขตใหม่ได้ขยายตัวไปทางด้านใต้ของเมือง ปัจจุบันเป็นย่านที่มีชื่อเสียงที่สุดของคาซาบลังกา มีร้านค้าขายงานหัตถกรรมพื้นเมืองของโมร็อกโกหลายชนิด ในช่วงทศวรรษ 1930s ได้มีการวางผังเมืองเพื่อการเติบโตอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการจัดสรรที่ดิน การสร้างศูนย์กลางธุรกิจและเขตอุตสาหกรรมของเมือง การซื้อขายบ้านและที่ดินเติบโตขึ้นมาก คาซาบลังกาได้รุดหน้าเป็นเมืองสมัยใหม่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ชาวฝรั่งเศสและชนพื้นเมืองที่มีรายได้สูงมีความเป็นอยู่อย่างทันสมัยและหรูหรา มีการสร้างบ้านราคาถูกให้กับชนชั้นกลางและผู้ใช้แรงงาน นอกจากนี้มีการวางแผนและปรับปรุงเขตต่างๆ ของคาซาบลังกาอย่างเป็นระบบระเบียบ บ้านเมืองตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมและศิลปะคลาสสิคสมัยใหม่ (neo-classicism) ผสมผสานกับศิลปะแบบ Art Nouveau และ Art Deco ในขณะเดียวกันก็ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะของมุสลิมผสมกับศิลปะพื้นเมืองของโมร็อกโก ที่เรียกว่า ศิลปะแบบมัวร์ (Moorish Art) อาทิ ใช้หลังคาโดมกลม (Mihrab dome) ตกแต่งอาคารด้วยโครงหรือซุ้มประตูและหน้าต่างโค้ง ทั้งโค้งแบบครึ่งวงกลม โค้งแหลม โค้งรูปปลายดาบ โค้งยอดแหลม โค้งรูปเกือกม้า เป็นต้น อีกทั้งมีการแกะสลักหิน ไม้ และใช้ปูนปั้นตามตัวอาคาร รวมทั้งการใช้แผ่นกระเบื้องเล็กๆ (mosaics) ประดับประดาเป็นลวดลายดอกไม้ เส้นเรขาคณิตและตัวอักษรจากคัมภีร์อัลกุรอ่าน

สถานที่ราชการในคาซาบลังกาที่สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมและศิลปะมัวร์

             หลังจากที่โมร็อกโกได้รับเอกราชเมื่อปีค.ศ. 1956 ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในสังคมของโมร็อกโก อาทิ การปรับวิถีชีวิตใหม่ของประชาชน การปรับเปลี่ยนผังเมืองและการตกแต่งบ้านเรือน โดยเฉพาะในคาซาบลังกานั้น วิถีชีวิตของผู้คนและบ้านเมืองทันสมัยขึ้นอีกมาก นักธุรกิจและอุตสาหกรรมมีโอกาสขยายกิจการของตนอย่างกว้างขวาง มีศูนย์การค้าและย่านธุรกิจเกิดขึ้นหลายแห่ง ความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของเมืองยังคงมีอยู่แม้จนทุกวันนี้

            คาซาบลังกามีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะสุเหร่าเก่าแก่ที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่า อันได้แก่ สุเหร่าจาเมะ อัล กาบีรร์ ที่สร้างในสมัยศตวรรษที่ 18 โดยสุลต่าน ซิดี โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลลาห์ในช่วงศตวรรษที่ 20 ได้มีการสร้างสุเหร่าขึ้นใหม่อีกมาก ที่มีชื่อเสียงคือ สุเหร่ากษัตริย์อับดุลลาซิส บิน ซาอุด (King Abdelaziz Ibn Saoud Mosque) สร้างเมื่อปีค.ศ.1985 ตั้งหันหน้าสู่มหาสมุทรแอตแลนติก มีสถาปัตยกรรมพื้นเมืองและศิลปะแบบมัวร์ ภายในสุเหร่าแห่งนี้ยังมีมูลนิธิและห้องสมุดเพื่อการค้นคว้าวิจัยทางด้านสังคมและมนุษยศาสตร์ โดยมีหนังสือและงานเขียนรวมมากกว่า 5 แสนเล่ม

            ปัจจุบันสุเหร่าที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในคาซาบลังกาและใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากสุเหร่าที่เมืองเมกกะ (Mecca) คือ สุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 (The Hassan II Mosque) อยู่ทางด้านใต้ของเมือง เริ่มสร้างเมื่อปีค.ศ. 1988 และเสร็จในปีค.ศ. 1993 สถาปนิกผู้ออกแบบเป็นชาวฝรั่งเศส ชื่อ นายมิเชล แปงโซ (Michel Pinseau)

สุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2

            ประวัติการก่อสร้างสุเหร่าแห่งนี้คือ เมื่อกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 เสด็จสวรรคตในปีค.ศ. 1961 พระราชโอรสคือ ฮัสซันที่ 2 ได้พิจารณาที่จะก่อสร้างสุสานสำหรับพระราชบิดาขึ้นที่คาซาบลังกาอันเป็นเมืองที่กษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 เสด็จสวรรคต แต่เมื่อฮัสซันที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงเปลี่ยนพระทัยให้มีการก่อสร้างสุสานสำหรับพระราชบิดาขึ้นในนครหลวงที่กรุงราบัตแทนเพื่อพระองค์จะได้อยู่ใกล้ชิดกับสุสานของพระราชบิดามากขึ้น และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประมุขของประเทศต่างๆ ที่ไปเยือนโมร็อกโกได้ไปเยี่ยมคารวะสุสานแห่งกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 ได้ด้วย อย่างไรก็ตาม กษัตริย์ฮัสซันที่ 2 ได้ทรงสั่งให้มีการสร้างสุเหร่าขึ้นที่เมืองคาซาบลังกาเป็นการทดแทน ในวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1988 พระองค์ทรงประกาศจัดตั้งกองทุนสาธารณะเพื่อการสร้างสุเหร่าดังกล่าว มีชาวโมร็อกโกประมาณ 13 ล้านคนและต่างชาติอีก 4 หมื่นคนได้ร่วมบริจาคเงินเพื่อช่วยก่อสร้างสุเหร่าแห่งนี้

            สุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 หันหน้าสู่เมืองเมกกะ และตั้งอยู่ตรงจุดทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่ชาวมุสลิมเรียกว่า “ดาร์ อัล อิสลาม (Dar Al Islam)” แปลว่า ดินแดนแห่งอิสลาม (Land of Islam) เป็นจุดเชื่อมของอารยธรรมอันหลากหลายที่อยู่ล้อมรอบโมร็อกโก อันได้แก่ แอฟริกา ยุโรป เมดิเตอร์เรเนียน และอาหรับ เป็นสัญลักษณ์ของการนำวัฒนธรรมแห่งอิสลามไปสู่การเปิดกว้างและความเข้าใจที่มีต่อวัฒนธรรมอื่นๆ ที่อยู่โดยรอบ คาซาบลังกาจึงกลายเป็นเมืองที่มีความโดดเด่นทั้งด้านศาสนาและวัฒนธรรมด้วย การก่อสร้างสุเหร่าใช้เวลา 6 ปีจึงแล้วเสร็จ ทั้งนี้ กษัตริย์ฮัสซันที่ 2 ได้ทรงควบคุมดูแลและให้คำแนะนำในระหว่างการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด ในวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1993 ได้มีพระราชพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ สุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวโมร็อกโกอย่างแท้จริง

            รูปทรงของสุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาว 200 เมตร กว้าง 100 เมตร มีหอสูง (minaret) ที่สูงที่สุดในโลก คือสูง 200 เมตร หอดังกล่าวอยู่ทางด้านใต้ของสุเหร่า เป็นองค์ประกอบหลักของสุเหร่าที่ไว้ใช้ประกาศเรียกผู้มาทำละหมาด มีรูปทรงสี่เหลี่ยม สร้างบนฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส ด้วยความยาว 25 เมตรทั้งสี่ด้าน สร้างด้วยหิน

            พื้นที่ของสุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 มีอาณาบริเวณกว้างถึง 968,774 ตารางฟุต โดย 2 ใน 3 ของพื้นที่นั้นสร้างบนพื้นดินที่ถมลงไปในมหาสมุทรแอตแลนติก มีฐานรองรับใต้มหาสมุทรที่สูงถึง 10 เมตร โครงสร้างของสุเหร่าทนทานต่อลม คลื่นทะเล และแม้แต่การเคลื่อนไหวของแผ่นดิน การก่อสร้างใช้แรงงานที่เป็นชาวโมร็อกโกทั้งหมด 35,000 คน ในจำนวนนี้เป็นช่างฝีมือ 1 หมื่นคน และที่เหลือเป็นแรงงานก่อสร้าง ทำงานเป็นผลัดทั้งกลางวันและกลางคืน การก่อสร้างใช้วัสดุที่หาได้ภายในประเทศโมร็อกโกทั้งหมด ยกเว้นโคมไฟและไฟช่อที่ใช้ประดับภายในสุเหร่าเท่านั้นที่นำเข้ามาจากประเทศอิตาลี

ทัศนียภาพโดยรอบสุเหร่าฮัสซันที่ 2

             การตกแต่งทั้งภายในและภายนอกสุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 สวยงาม โดดเด่น เป็นไปตามเอกลักษณ์ของศิลปะมุสลิมที่ผสมผสานงานศิลปะพื้นเมืองของโมร็อกโกได้อย่างกลมกลืน ใช้สีขาวและเขียวอันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลาม มีความอัจฉริยะในการใช้เทคโนโลยีและวิศวกรรมที่ทันสมัย อาคารทั้งหลังใช้หินอ่อน แผ่นกระเบื้อง (zellij-tilework) ประดับประดาด้วยศิลปะแบบมัวร์ ประตูรอบสุเหร่าสร้างด้วย titanium และ brass สลักเสลางดงาม ภายในสุเหร่ามีบริเวณกว้างใหญ่ แบ่งเป็นหลายส่วน มีห้องโถงกลางยาว และส่วนที่แยกไว้เป็นมิหร็อบหรือสถานที่อิมามนำพิธีละหมาด หลังคาโดมเป็นไม้ซีด้าแกะสลักอย่างละเอียดบรรจง มีเสาต้นใหญ่ๆ อยู่รายล้อมรอบห้อง สกัดจากหินอ่อน หินแกรนิต และหิน onyx ทำให้มีสีสันธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไป ตามเสาแต่ละต้น มีลำโพงติดอยู่โดยรอบรวม 360 อัน

         ภายในห้องโถงทำพิธีละหมาย (Prayer Hall) ของสุเหร่าฯ     มิหราบ (Mihrab) ในห้องโถงทำพิธีละหมาดของสุเหราฯ  

            ในส่วนที่เป็นห้องโถงทำพิธีละหมาด (Prayer Hall) มีหลังคาที่หนักถึง 1,100 ตัน สร้างด้วยโลหะชนิดเบาและตกแต่งด้วยไม้ซีด้า (Cedar wood) จากเทือกเขาแอตลาส (Atlas Mountain) ของโมร็อกโก หลังคายาว 3,400 ตารางเมตร แบ่งเป็น 2 ตอน สามารถเลื่อนเปิดออกจากกันได้ภายในเวลาที่น้อยกว่า 5 นาที เมื่อหลังคาเปิดออก ทำให้กลายเป็นห้องโถงที่เปิดโล่งเห็นท้องฟ้า แต่หากเกิดมีลมแรงเร็วเกิน 85 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะมีกลไกอัตโนมัติที่ทำให้หลังคาปิดเข้าหากันได้ทันที ห้องโถงทำพิธีละหมาดจุคนได้ถึง 2 หมื่น 5 พันคน โดยแยกบริเวณสำหรับผู้ทำละหมาดที่เป็นชายและหญิง ซึ่งผู้หญิงจะถูกจัดไว้อยู่ที่ห้องยกพื้น แยกเป็น 2 ด้านของห้องโถง จุได้ถึง 5 พันคน ส่วนบริเวณภายนอกสุเหร่านั้น ผู้ทำละหมาดสามารถอยู่ได้ถึง 8 หมื่นคน           

            ชั้นล่างของสุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 คือบริเวณที่จัดเป็นห้องเพื่อชะล้างทำความสะอาดก่อนทำละหมาด (purification halls) กว้าง 18,800 ตารางเมตร ตั้งอยู่ตรงใต้ห้องโถงทำพิธีละหมาด แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ห้องหนึ่งสำหรับผู้ชายและอีกห้องหนึ่งสำหรับผู้หญิง ห้องทั้งสองส่วนมีน้ำพุที่มีน้ำไหลตลอดเวลารวม 41 อัน ในจำนวนนี้มี 4 อันใหญ่ที่สามารถจัดให้คนใช้ได้ถึง 1,400 คนพร้อมๆ กัน มีเสาต้นใหญ่ๆ อยู่ภายในห้องนี้ ส่วนบนของแต่ละต้นถูกฉาบไว้ด้วยส่วนผสมพิเศษที่ช่วยป้องกันความชื้นและรักษาอุณหภูมิของห้องนั่นคือ ส่วนผสมของมะนาว ทรายผสมโคลน ไข่แดง และสบู่ดำ (สกัดจากผล Olive) ส่วนล่างของเสาทาด้วยสีแดง เหลือง และน้ำเงิน ภายในห้องชั้นล่างยังมีห้องอาบน้ำสาธารณะ เรียกภาษาอาหรับว่า ฮัมมาม (hammam) มีอยู่ 3 ห้อง เนื้อที่รวม 6 พันตารางเมตร น้ำมีอุณหภูมิไม่เกิน 45 องศาเซลเซียส และพื้นถูกควบคุมอุณหภูมิให้อุ่นด้วยระบบการหมุนเวียนพิเศษ

ห้องชะล้างทำความสะอาดก่อนทำละหมาด (purification halls) ซึ่งตั้งอยู่ตรงใต้ห้องโถงทำพิธีละหมาด

            ผนังด้านนอกของสุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 สร้างด้วยหินอ่อน มีซุ้มประตูที่แกะสลักอย่างประณีตบรรจงราวกับผ้าลูกไม้ที่ถักทออย่างละเอียด นอกจากนี้มีน้ำพุอยู่รายรอบ ตกแต่งด้วยกระเบื้องสีเป็นลวดลายดอกไม้และทรงเลขาคณิตอยู่ภายใต้ซุ้มโค้ง ที่บริเวณใกล้สุเหร่ามีหอสมุดใหญ่และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติโดยเฉพาะหอสมุดนั้นเป็นที่สะสมของงานเขียนและเอกสารเกี่ยวกับประวัติศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก อีกทั้งมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับหอสมุดใหญ่ๆ ของโลกด้วยซึ่งรวมถึงหอสมุดในพิพิธภัณฑ์ของอังกฤษ (British Museum) หอสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ (Library of Congress) และหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส (National Library of Paris) นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยศาสนาอิสลาม (Madrasa – Islamic University) กว้าง 4,200 ตารางเมตร มี 2 ชั้น ประกอบด้วยห้องเรียน ห้องสมุด ห้องประชุมสัมมนา และสื่อเทคโนโลยีต่างๆ ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยศาสนาอิสลามแห่งแรก ๆของแอฟริกาตอนเหนือ สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 13 ในเมืองใหญ่ๆ เช่น ตูนีส (Tunis), เฟส (Fes), และมาร์ราเกช (Marrakech) และนับจากศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา ได้มีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยสอนศาสนาอิสลามเปิดขึ้นอีกมากมายหลายแห่ง แต่ก่อนนี้ผู้ที่ไม่ได้เป็นมุสลิมจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปข้างในสุเหร่าแห่งกษ้ตริย์ฮัสซันที่ 2 คงเดินชมได้เพียงบริเวณรอบนอก แต่ปัจจุบันอนุญาตให้คนทุกศาสนาเข้าไปชมภายในได้ และหากเป็นผู้หญิงก็ควรคลุมผมให้เรียบร้อยเพื่อให้ความเคารพต่อสถานที่สำคัญของศาสนาอิสลามแห่งนี้

 ตัวอย่างการประดับตกแต่งภายนอกของสุเหร่าฮัสซันที่ 2

            ในคาซาบลังกายังมี sysnagogues ของศาสนายิวและโบสถ์ของศาสนาคริสต์ให้เห็นอยู่หลายแห่งด้วย นอกเหนือจากเรื่องราวของคาซาบลังกาแล้ว ขอเพิ่มเติมสักเล็กน้อยว่า เมื่อเดินทางจากคาซาบลังกาต่อลงไปทางใต้ ยังมีเมืองชายทะเลริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกที่มีชื่อเสียงอีกหลายแห่ง ซึ่งจะขอกล่าวถึงเพียงเมืองเดียว คือ อัสซูวีระอ์ (Essaouira) นับเป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโมร็อกโก มีหาดทรายกว้างยาว และโขดหินอยู่โดยรอบ คลื่นลมแรงด้วยลมสินค้า (trade wind) ที่พัดผ่านตลอดปี ได้รับฉายาว่าเป็น “เมืองแห่งลมของแอฟริกา (Wind City, Africa)”

ป้อมปราการที่เมืองอัสซูวีระอ์

             ตามประวัตินั้น เมื่อ 700 ปีก่อนคริสตกาล ชาวฟีนิเชี่ยนได้เข้ามาติดต่อค้าขายในบริเวณที่เป็นเมืองอัสซูวีระอ์ในปัจจุบัน และเมื่อ 100 ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์จูบาที่ 2 ทรงตั้งให้เขตนี้เป็นศูนย์กลางการผลิตสีย้อมผ้าสีม่วง ในสมัยศตวรรษที่ 15 ชาวโปรตุเกสได้จัดตั้งศูนย์กลางการค้าและป้อมปราการริมฝั่งทะเลที่แห่งนี้และให้ชื่อว่า โมกาโดร์ (Mogador) ซึ่งเชื่อว่าหมายถึงเครื่องหมายที่ใช้สำหรับนำทางเข้าสู่อ่าวทะเล แต่สำหรับชาวโมร็อกโกรู้จักกันในชื่อว่า เซอูร่าห์ (Seurah) เป็นภาษาของชนเผ่าเบอร์เบอะที่แปลว่า “ภาพเล็กๆ”

             อย่างไรก็ตาม ตัวเมืองและกำแพงเมืองนั้นได้ถูกสร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1760’s โดยสุลต่านซิดี โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลลาห์ พระองค์ยังได้ทรงสั่งให้มีการจัดตั้งฐานทัพเรือ ณ ที่เมืองนี้ด้วย การก่อสร้างเมือง ท่าเรือ และป้อมปราการเป็นไปตามแบบสถาปัตยกรรมของฝรั่งเศส ออกแบบก่อสร้างโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศสชื่อทีโอดอร์ คอร์นูต์ (Theodor Cornut) ผู้เคยทำงานในราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ด้วย

             เดิมนั้นสุลต่านซิดี โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลลาห์ ทรงต้องการให้อัสซูวีระอ์เป็นป้อมทหาร แต่ต่อมาความต้องการในเรื่องการค้าขายมีมากขึ้น อัสซูวีระอ์จึงได้กลายเป็นท่าเรือที่เปิดสำหรับการค้ากับยุโรป ทำให้เมืองมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก ทั้งนี้ นับจากศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ร้อยละ 40 ของการเดินเรือในมหาสมุทร แอตแลนติกต้องผ่านเมืองอัสซูวีระอ์ทั้งสิ้น จนได้รับฉายาว่าเป็นท่าเรือแห่งทิมบักตู (Port of Timbuctu) เนื่องจากการเป็นจุดหมายของกองคาราวานจากดินแดนทางใต้ของทะเลทรายซาฮารา (sub-Saharan Africa) ที่นำสินค้าไปค้าขายต่อยังยุโรป พ่อค้าชาวอังกฤษและชาวยิวยังได้เข้าไปตั้งหลักแหล่งเป็นชุมชนในเขตต่างๆ ของเมือง อย่างไรก็ตาม หลังจากที่โมร็อกโกตกอยู่ภายใต้การดูแลและอิทธิพลของฝรั่งเศส เมืองอัสซูวีระอ์เริ่มหมดความสำคัญลง ขณะที่คาซาบลังกาได้รับการขยายให้เป็นเมืองท่าสำคัญไปแทน

ตัวอย่างงานหัตถกรรมจากไม้ตูย่า (Thuya wood handicraft)

             แม้ปัจจุบันอัสซูวีระอ์จะเป็นเพียงเมืองเล็กๆ แต่ก็มีชื่อเสียงในฐานะเมืองสำคัญของการประมงโดยเฉพาะปลาซาดีน (Sadine) และแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล ที่สำคัญคือ เขตเมืองเก่าของอัสซูวีระอ์ (Medina of Essaouira) ได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของโมร็อกโกด้วย อัสซูวีระอ์ยังมีชื่อเสียงในเรื่องความเป็นเมืองแห่งศิลปะพื้นเมืองและงานหัตถกรรมที่ประดิษฐ์จากไม้ตูย่า (Thuya wood) อันเป็นไม้ที่หาพบได้มากในเขตเมืองอากาดีร์ (Agardir) และอัสซูวีระอ์ ไม้ตูย่าเป็นไม้เนื้อแข็ง เนื้อไม้มีสีเหลืองอ่อนและกลิ่นหอมละมุน สามารถใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วนของต้น นำมาแกะสลักและทำเป็นงานประดิษฐ์ในรูปแบบต่างๆ ได้งดงามหลากหลาย ทั้งเครื่องเรือน ภาชนะ และเครื่องมือเครื่องใช้ นับเป็นความโดดเด่นของเมืองนี้เลยทีเดียว

            นี่คือเรื่องราวโดยสังเขปของคาซาบลังกา และอัสซูวีระอ์...เมืองท่าและเมืองสำคัญของโมร็อกโกบนฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ยังมีเรื่องราวของเมืองและสถานที่สำคัญอื่นๆ ในประเทศโมร็อกโกที่จะขอนำมาเสนอกันอีก ขอได้โปรดติดตามกันต่อไป

----------------------------------------------------

หมายเหตุ : ขอขอบคุณ คุณสาเหาะ เจ๊ะแว นักเรียนไทยในโมร็อกโกที่ช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับคำอ่านในภาษาอาหรับ

หนังสืออ้างอิง

1. Arthaud, B.; and Francois Garrigue. Enchanted Morocco. Bellegarde : S.A.D.A.G. Press. 1967

2. DK Eyewitness Travel Guides : Morocco. London : Dorling Kindersley Limited, 2004

3. Ellingham, Mark; and Hamish Brown, Daniel Jacobs, Shaun Mcveigh. The Rough Guide To Morocco. (seventh edition) New York : Rough Guides, 2004

4. Sijelmassi, Mohamed. The Casablanca I Love. OUM Editions. Casablanca : Erraha III. 2003

5. Editorial Escudo de Oro, S.A. The Hassan II Mosque FISA-Escudo de Oro, S.A.

6. Sinaceur, Mohammed-Allal; and Mustapha Kasir, Ali Amahane, Houceine Kasir. The Hassan II Mosque. Daniel Briand Publisher.

7. “From Sea to Sahara in French Morocco” by Jean and Franc Shor. National Geographic Magazine. Vol. CVII, No. 2; February 1955 (CD-ROM)

8. “Morocco : Land of the Farthest West” by Thomas J. Abercrombie. National Geographic Magazine. Vol. 139, No. 6; June 1971 (CD-ROM)

9. “World Heritage Sites” National Geographic Magazine. Vol. 202, No. 4; October 2002

10. เที่ยวรอบโลก คู่มือนักเดินทางฉบับพกพา: โมร็อกโก กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์อทิตตา. กรกฎาคม พ.ศ. 2546


ภาพจาก
http://www.flickr.com/photos/charaf09/4876268892/
http://www.colourbox.com/image/inside-of-the-hassan-ii-mosque-in-casablanca-morocco-image-2858214
http://www.ahha-travel.com/Tr_M/Casablanca.htm
http://www.flickr.com/photos/jlascar/5586593939/
http://www.findtripinfo.com/Morocco/images-morocco.html
http://www.flickr.com/photos/cdammen/7160787961/
http://www.flickriver.com/photos/maryloosemore/tags/tile/
http://www.vagabondjourney.com/209-0074-mosques-perfume-olives-morocco.shtml
http://www.alibaba.com/productshowimg/ma101071331-100739094-0/Moroccan_Thuya_Wood_Boxes.html
http://www.jassimtaqui.com/2012/04/king-mohammed-vi-expresses-muslims.html#!/2012/04/king-mohammed-vi-expresses-muslims.html
http://www.pattayamail.com/696/special.shtml
http://www.bestourism.com/items/di/546?title=Ain-Diab-in-Morocco&b=82
http://andresjourney.info/andres/2007/06/05/the-old-capital-fez-morocco/
http://s1.zetaboards.com/anthroscape/topic/2319012/1/
http://www.flickr.com/photos/jaaphofstee/8440365/
http://porterrasdafrica.blogspot.com/2011/02/lunch-with-friend-at-scala-in.html
http://www.ubertramp.com/blog/meknes-and-the-mad-mad-mulai-ismail/
http://kiyaha.blogspot.com/2008/12/old-and-new-cities-of-morocco.html





 


หากท่านใดต้องการเผยแพร่บทความหรือข้อมูลจากเว็บไซต์ เพื่อความรู้หรือประโยชน์ทางการศึกษา โปรดอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลให้ชัดเจน

และกรุณาแจ้งให้ทราบที่   »  E-mail : sameaf.info@gmail.com