24/08/2010

ตะลุยดินแดนสีฝุ่น...แองโกลา

  ก่อนหน้านี้ ดิฉันเคยได้ยินรุ่นพี่ในกระทรวงการต่างประเทศเคยพูดเอาไว้ว่ามีแต่นักการทูตกับแรงงานเท่านั้นแหละที่จะมีโอกาสได้ไปประเทศแปลก ๆ ที่คนอื่นไม่ค่อยจะไปกัน ฟังแล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นคำพูดเพื่อให้นักการทูตรุ่นน้องอย่างดิฉันต้องทำใจหรือเปล่า ซึ่งดิฉันก็เห็นด้วยกับรุ่นพี่ท่านนั้นมาโดยตลอด เพียงแต่จะขอเสริมอีกนิดว่าแองโกลาคงเป็นประเทศที่แปลกกว่าที่อื่นเป็นแน่แท้เพราะเห็นมีแต่นักการทูตกับนักธุรกิจใจกล้าไม่กี่คนนี่แหละที่ร่วมหัวจมท้ายมาทริปนี้ด้วยกัน

การเดินทางไปแองโกลาในครั้งนี้ส่อเค้าความยุ่งยากตั้งแต่ตอนเริ่มเดินทาง โชคยังดีที่พวกเราได้รับความกรุณาอย่างสูงจากท่านทูตแองโกลา ณ กรุงนิวเดลี (มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย) อุตส่าห์บินมาออกวีซ่าให้ถึงที่กระทรวงการต่างประเทศ อันที่จริงแล้วเรื่องวีซ่าก็เป็นปัญหาสำคัญเหมือนกันที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยนิยมไปแอฟริกาเท่าใดนัก มีเพียงแค่แอฟริกาใต้ (90 วัน) และเซเชลส์ (30 วัน) เท่านั้นที่คนไทยสามารถเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า

นอกจากเรื่องวีซ่าแล้วก็ต้องไปจัดการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เหลือง ฉีดครั้งเดียวก็มีภูมิคุ้มกันไปอีก 10 ปี ส่วนท่านที่ต้องเดินทางไปส่วนอื่น ๆ ของแอฟริกาโดยเฉพาะในแอฟริกาตะวันตกดิฉันขอแนะนำให้ฉีดวัคซีนโรคกาฬหลังแอ่นไปอีกตัวนึง เพราะหลายประเทศในแอฟริกาแถบนั้นยังมีการระบาดของโรคพวกนี้อยู่ พอฉีดวัคซีนเสร็จเรียบร้อยแล้วคุณพยาบาลจะให้เอกสารรับรองปกสีเหลืองเล่มเล็ก ๆ ไว้ให้ท่านพกไว้กับหนังสือเดินทางสำหรับแสดงให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไว้ตรวจตอนขากลับเข้ามาเมืองไทยค่ะ

รายละเอียดเกี่ยวกับการเตรียมตัวก่อนเดินทางไปแอฟริกาสามารถศึกษาได้จาก www.thaiafrica.net ซึ่งเป็นเว็บที่รวบรวมเรื่องราวต่างๆ   เกี่ยว  กับภูมิภาคนี้โดยเฉพาะค่ะ

การเดินทางจากเมืองไทยไปแองโกลายากอย่างที่คิดไว้เนื่องจากไม่มีเส้นทางบินตรง ทำให้คณะเดินทางต้องบินไปแวะที่สิงค์โปร์เมืองโจฮันเนสเบิร์ก (แอฟริกาใต้) แล้วค่อยมาถึงแองโกลา แค่เวลาเดินทางก็เหนื่อยมากพอแล้ว ไปถึงสนามบินที่นั่นก็แทบจะลมจับอีกรอบเพราะวุ่นวายเหลือเกิน แต่เห็นว่ามีการสร้างอาคารรองรับผู้โดยสารใหม่ก็ใจชื้นขึ้นมา อย่างน้อยรอบหน้าถ้า (ต้อง) มาอีกคงไม่เหนื่อยเหมือนครั้งนี้แน่..สาธุ

แองโกลาเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ในอดีตเคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสมาก่อนซึ่งยังคงมีอิทธิพลต่อสภาพการดำรงชีวิตของชาวแองโกลา ทั้งในด้านภาษาและอาหารการกินที่ยังคงรูปแบบโปรตุเกส หรือแม้แต่น้ำดื่มก็ยังอุตส่าห์นำเข้ามาจากโปรตุเกส อันนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นอิทธิพลจากเจ้าอาณานิคมหรือว่าน้ำดื่มจากโปรตุเกสมันอร่อยกว่าที่อื่นก็ไม่รู้สินะ แต่ที่แน่ ๆ การที่สินค้าอุปโภค บริโภคส่วนใหญ่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศทำให้กรุงลูอันดา เมืองหลวงของแองโกลาติดอันดับเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวต่างชาติ อย่างโรงแรมที่คณะของพวกเราไปพักเป็นเพียงแค่โรงแรม 3 ดาวธรรมดา แต่ราคาแพงระยับอย่างกับอยู่โรงแรม 5 ดาวเมืองไทยอย่างไรอย่างนั้น

แต่สิ่งที่เราทุกคนสังเกตได้คือการก่อสร้างที่ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็วกลางกรุงลูอันดา หันไปทางไหนก็เห็นแต่รถเครนเต็มท้องฟ้าไปหมด เห็นว่าภายในสิ้นปี 2552 นี้จะมีโรงแรมใหม่ ๆ ผุดขึ้นมานับ 10 โรงแรม ซึ่งถือว่าเป็นปรากฎการณ์ใหม่ของประเทศที่เพิ่งฟื้นตัวจากภาวะสงครามกลางเมือง และร่ำรวยอย่างรวดเร็วจากทรัพยากรล้ำค่าใต้ดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำมัน แมงกานีส และเพชร

สภาพโดยทั่วไปของกรุงลูอันดาคงต้องเรียนตรง ๆ ว่าไม่ค่อยน่าอยู่นัก เนื่องจากมีการก่อสร้างมากทำให้มีมลพิษทางอากาศสูง ฝุ่นละอองปกคลุมท้องฟ้าจนหลังคาบ้านแต่ละหลังเป็นสีน้ำตาลอิฐเหมือนกันเกือบหมด การจราจรที่หนาแน่นยิ่งกว่าเมืองไทย และชาวท้องถิ่นที่เหมือนจะไม่ค่อยเป็นมิตร เรื่องนี้สำคัญเหมือนกันเพราะลูกคณะทัวร์ของดิฉันหลายคนหวุดหวิดมีเรื่องเพราะเผลอไปถ่ายรูปคนท้องถิ่นเข้า จนต้องให้เจ้าหน้าที่ทางการแองโกลาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้

  ว่าไปแล้วจะบอกว่าคนท้องถิ่นไม่เป็นมิตรก็ดูจะเป็นการใส่ความมากไปหน่อย เพราะในความเป็นจริง ดิฉันมองว่าคนแองโกลาออกจะเป็นคนมีน้ำใจ โผงผาง ตรงไปตรงมา ไม่ต้องมาคอยนั่งเดาใจว่าคิดอะไรอยู่เหมือนกับคนชาติอื่น แต่ก็มีบ้างที่ชาวบ้านทั่วไปอาจไม่คุ้นเคยกับชาว  ต่างชาติมากนัก อีกทั้งบางคนยังเชื่อว่าการถูกถ่ายรูปเป็นการนำความโชคร้ายมาสู่ตัว ก็เป็นเรื่องของความเชื่อและความคุ้นเคยที่พวกเราในฐานะนักการทูตและนักท่องเที่ยวที่ดีควรจะต้องเข้าใจและเคารพกับความแตกต่างในแต่ละท้องถิ่น

สิ่งที่เห็นเด่นชัดในแองโกลาอีกเรื่องหนึ่งก็คือการเข้ามาของนักลงทุนและนักธุรกิจชาวจีนในแองโกลา สิ่งก่อสร้างหลายแห่งขึ้นป้ายตัวอักษรภาษาจีนราวกับจะประกาศให้โลกรู้ว่า "ตึกนี้อั๊วเป็นคนสร้าง" ซึ่งภายหลังจากที่สงครามภายในแองโกลายุติลง จีนจึงถือว่าเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในการก่อสร้างระบบคมนาคมและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในแองโกลา เห็นได้จากการที่รัฐบาลแองโกลามีนโยบายที่จะสร้างบ้านเอื้ออาทรอีกกว่า 1 ล้านหลังสำหรับชาวแองโกลา ก็มีบริษัทจากจีนนี่แหล่ะที่แสดงความสนใจเข้ามาเสนอโครงการก่อสร้างเป็นประเทศแรก ๆ

อย่างไรก็ตาม ดิฉันมองว่าการเข้ามาของจีนไม่ได้ปิดโอกาสสำหรับนักธุรกิจชาติอื่น ออกจะเป็นการช่วยกรุยทางในด่านแรกให้กับนักธุรกิจไทยด้วยซ้ำไป เนื่องจากแองโกลาแม้ว่าจะเริ่มเปิดประเทศแล้วแต่ก็ยังมีกฎระเบียบที่ยุ่งยาก และการจัดการที่ไม่เป็นระบบ หากจีนสามารถเข้าไปทำธุรกิจได้แล้วก็คงเข้าไปเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ท้ายที่สุด ก็มีเรื่องที่น่าดีใจว่าในซูเปอร์มาเก็ตในกรุงลูอันดาก็ยังมีข้าวหอมมะลิ และทูน่ากระป๋องจากเมืองไทยอยู่ด้วย แสดงให้เห็นว่าธุรกิจ  ใน  สาขาอื่น ๆ ที่สนใจในตลาดนี้ก็ยังมีโอกาสให้เข้ามาเช่นกัน เพียงแต่ว่าคงต้องใช้ความพยายามอย่างหนักกว่าที่อื่นเสียหน่อย อย่างน้อยคงต้องหาคู่ค้าที่เป็นคนท้องถิ่นและถ้าเป็นผู้มีอิทธิพลด้วยยิ่งดีเพราะที่นี่ยังมีระบบเส้นสายและเครือข่ายพอสมควร การทำธุรกิจที่นี่นอกจากจะต้องทำใจแล้วก็คงต้องยึดเอาภาษิตฝรั่งที่ว่า high risk , high return ไว้เป็นเครื่องปลอบใจอีกด้วย

โดยรวมแล้วนอกจากความวุ่นวายและการจัดการที่ยังไม่เป็นระบบแองโกลาก็ไม่ได้ดูน่ากลัวอะไร ออกจะเป็นสีสันและประสบการณ์ที่มีค่าจนทำให้การเดินทางในครั้งนี้ไม่เหงาจนเกินไปเสียอีก และสำหรับท่านที่คิดจะเดินทางมาแองโกลาไม่ว่าจะมาทำธุรกิจหรือท่องเที่ยวเพราะชอบของแปลกก็คงขอแนะนำให้เตรียมตัว เตรียมตังค์ และเตรียมใจมาให้พร้อมหน่อยละกัน ดินแดนสีฝุ่นแห่งนี้ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่น่าสนใจอีกหลายอย่างที่ท่านจะต้องไปพิสูจน์ด้วยตนเอง


By:  pornpunp


 
Enter your Post*
Spam bot protection (CAPTCHA)