20/08/2010

ไปขี่ช้างจับแรดที่อุทยานคาซิรังกา

   กล่าวกันว่าการกระทำที่ลงทุนมากแต่ได้ผล ไม่คุ้มกับที่ลงไป ก็คือการขี่ช้างจับตั๊กแตน ผมเองก็เคยขี่ช้างมาครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้ขี่เพื่อจับตั๊กแตน เป็นการขี่ช้างเพื่อไปดูแรดนอเดียวในอุทยานคาซิรังกา เมือง Jorhat ในรัฐอัสสัมของอินเดีย บอกได้เลยว่าไม่ได้เป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนแน่นอน เพราะคุ้มค่าจริงๆ

ช่วงเดือนมกราคม 2552 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติคาซิรังกาหรือซาฟารีของอินเดียในรัฐอัสสัม อุทยานแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการอนุรักษ์แรดนอเดียวที่เกือบสูญพันธ์ไปแล้วให้กลับมามีประชากรแรดเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่งและถือว่าเป็นอุทยานที่มีแรดนอเดียวมากที่สุดเพียงแห่งเดียวในโลก เพราะว่าแรดนอเดียวนั้นเกือบจะสูญพันธ์ไปแล้ว เนื่องจากมีการล่ากันมากโดยฝีมือของมนุษย์ผู้โหดเหี้ยม ผมยังจำได้ดีในสมัยเด็กๆ เคยเห็นนอแรดประดับติดอยู่ข้างฝาในบ้านของนักการเมืองและผู้ใหญ่หลายคนทั้งในประเทศและต่างประเทศ นึกไม่ถึงเลยว่าความโลภของมนุษย์ที่เพียงเพื่อความสนุกสนานของตนเองหรือเพื่อความเชื่อที่งมงายว่านอแรดนั้นมีสรรพคุณในหลายๆด้าน จะนำไปสู่การทำลายสัตว์โลกชนิดนี้ให้สูญพันธ์ได้ถึงเพียงนี้ ที่ทำให้ผมเกือบไม่มีโอกาสได้เห็นแรดนอเดียวเป็นๆ และใกล้ๆ ในทุ่งหญ้าใหญ่เช่นนี้

การชมอุทยานแห่งนี้มีสองวีธีคือหนึ่ง จะนั่งรถจี๊ปเปิดประทุนคันละ 3-4 คน วิ่งไปตามทางดินเล็กๆแคบๆ ที่ดูเป็นธรรมชาติมากก็ได้ ซึ่งไปดูได้ในช่วงกลางวัน ได้รสชาติและเห็นสัตว์ชัดเจนดี แต่จะทรหดก้ตรงสภาทางดินที่รถวิ่งเพราะเป็นหลุ่มเป็นบ่อ เวลานั่งรถวิ่งไปช้าๆ จึงกระเด็นกระดอนโยกเยกไปมาจนท้องใส้ปั่นป่วนไปหมดแต่ก็เป็นวิธีที่สามารถไปดูวิถีชีวิตของสัตว์ในทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ไพศาลได้สนุกสนานวีธีหนึ่ง ซึ่งต้องยอมรับว่าคนขับรถของอุทยานมีความชำนาญทางมากเพราะทางที่ขับไปนั้นหลายช่วงดูไม่ออกเลยว่าเป็นทางไหนเพราะมีหลายทางและดูเหมือนๆ กันไปหมด ถ้าไม่ชำนาญคงไปได้แต่ขากลับคงกลับไม่ถูกและหลงแน่ๆ เส้นทางรถวิ่งโดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่พื้นที่โล่งรู้สึกว่าจะกำหนดไว้โดยมีหลักว่าจะไม่ให้เข้าใกล้ฝูงสัตว์มากเกินไป เจ้าหน้าที่จะมีกล้องส่องทางไกลให้นักท่องเที่ยวส่องดูตามจุดที่หยุดเป็นระยะๆ

สองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าโล่งขนาดใหญ่ สัตว์ที่อาศัยอยู่มีชุมทั้งช้างป่า ควายป่า กวางหนอง สุนัขจิ้งจอก ชะนี รวมทั้งนกนานาชนิดและเสือ  ที่เจ้าหน้าที่ประจำรถชี้ให้ดูร่องรอยตามต้นไม้ที่จะเห็นรอยขีดข่วนอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่บอกว่านั่นแหละรอยข่วนของเสือ ที่บางทีอาจจะเหงาใจเหงาเล็บเลยมาข่วนต้นไม้ระบายความเหงาซะงั้น ทิ้งร่องรอยไว้ให้ดูต่างหน้า เจ้าหน้าที่บอกด้วยว่าหากโชคดีคงได้เห็นเสือ แต่ผมคิดภาวนาในใจว่าขออย่าให้โชคดีเลย แต่อีกใจหนึ่งก็อยากเห็นเหมือนกันนะ

นอกจากเสือที่ทั้งอยากและไม่อยากเห็นแล้ว ก็มีแรดนี่ล่ะที่เป็นพระเอกนางเอกของอุทยานแห่งชาติคาซิรังก้า เพราะเป็นแรดนอเดียวที่เกือบจะสูญพันธ์ไปแล้วถ้าไม่มีอุทยานแห่งนี้คงไม่มีโอกาสได้เห็น

อุทยานคาซีรังกาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อพ.ศ.2528 เพราะเป็นแหล่งธรรมชาติที่สมบูรณ์มากๆแห่งหนึ่ง ที่สำคัญอุทยานฯ ถือเป็นแหล่งรักษาพันธุ์แรดนอเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนี้ เจ้าหน้าที่บอกว่าที่นี่มีแรดนอเดียวอยู่ประมาณ 1,600-1,800 ตัว จากเดิมที่มีเป็นจำนวนร้อย

วิธีที่สองที่ตื่นเต้นพอควรก็คือการขี่ช้างไปดูแรด ซึ่งมีเฉพาะตอนเช้าโดยใช้เวลาประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง บนหลังช้าง รอบแรกนั้นเช้ามืดเลยคือตั้งแต่ตีห้า รอบสองหกโมงเช้าและรอบสามเจ็ดโมงเช้า เหตุที่ต้องเช้าเพราะเป็นช่วงเวลาที่จะได้เห็นสัตว์ต่างๆ ออกมาหากินตอนเช้าอย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด

   การนั่งบนหลังช้าง ตื่นเต้นดีจริงๆ ผมเลือกออกรอบหกโมงเช้าซึ่งอากาศเย็นสบายมีหมอกลงพอสมควรแต่ก็ทำให้บรรยากาศสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง อยู่บนหลังช้างมีความรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปในอดีตกาล ที่คนนั่งหลังช้างเป็นคล้ายกับเจ้าเมืองกำลังออกล่าสัตว์ การนั่งช้างต้องนั่งคร่อมหลังช้างทำให้แรกๆ รู้สึกเกร็งๆขาทั้งสอง เพราะต้องถ่างขามากสุดๆ แต่สักพักค่อยเอียงตัวไปตามจังหวะการเดินของช้าง ก็จะเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่เห็นรอบตัวจนลืมกลัวลืมความเกร็งที่ขาไปเลย

คาซิรังกา น่าไปดู อู่สัตว์ใหญ่

อยู่ไม่ไกล ในอัสสัม ย่ำอีสาน

มีทั้งแรด กวางแลช้าง หิมพานต์

แสนสำราญ ม่านหมอกฟ้า น่าภูมิใจ

  ทุ่งหญ้าที่เห็นเบื้องหน้าในระหว่างขี่ช้างนั้นเป็นทุ่งหญ้าที่อุดมสมบูรณ์จริงๆ และใหญ่สุดลูกตา ช้างจะก้าวย่างไปและหยุดเป็นระยะๆ เพื่อเอางวงไปดึงหญ้าเขียวสดมาเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นก็จะย่างก้าวลัดเลาะไปตามช่องว่างของกอหญ้าหรือบางครั้งก็ลุยเข้าไปในพงหญ้าเลย ตามพื้นดินนั้นเป็นหลุ่มลึกด้วยรอยเท้าของสัตว์ต่างๆ ก็คงเป็นรอยเท้าช้างเป็นหลักนั่นแหละ ทำให้ช้างจะไม่ค่อยจะเหยียบรอยเท้าเดิม มองไปรอบๆ ตัว เห็นสัตว์หลายชนิดหากินตามธรรมชาติของตน โดยเฉพาะแรดซึ่งเมื่อควาญช้างเห็น ก็จะใสช้างเข้าไปใกล้เป็นพิเศษและหยุดเพื่อให้นั่งท่องเที่ยวได้เห็นและถ่ายภาพกันอย่างจุใจซึ่งสัตว์ที่เห็นโดยเฉพาะแรดก็ดูเหมือนจะชินกับช้าง ไม่ได้รู้สึกตระหนกแต่อย่างใด เพียงแค่กระดิกหูพอให้รู้ว่ารู้นะว่ากำลังถูกมองดูอยู่

ออกจากพงหญ้าที่ทึบและสูงถึงทุ่งโล่งที่เป็นดินอ่อน ช้างต้องใช้ความชำนาญเหมือนกันที่จะก้าวไปแต่ละก้าวเพราะหากก้าวผิดก็หมายถึงการที่เท้าช้างจมดินโคลน ดึงไม่ขึ้นทีเดียวละ ควาญช้างก็จะเริ่มใช้เท้าทั้งสองข้างถีบใบหูช้างแรงบ้างเบาบ้างเพื่อบังคับให้ช้างเดินไปตามทิศทางที่ต้องการ ดูไปก็เหมือนคนขับรถที่ใช้พวงมาลัยในการเปลี่ยนทิศทางยังไงยังงั้น แต่มีข้อแม้ว่าต้องใช้เท้าเปล่านะ คิดเล็นๆ หากควาญช้างใส่รองเท้า คงเสียสัมผัสไปเยอะและช้างอาจไม่ชิน

ผมนั่งคอช้างต่อจากควาญช้าง เห็นช้างเดินเอื่อยๆ ก็รู้สึกสงสาร อยากจะสัมผัสผิวช้างและอยากรู้ว่าจะแข็งหรือหยาบแค่ไหนจึงลองเอามือไปลูบตรงไหล่ช่าง ด้วยความประหลาดใจยิ่งนัก หนังช้างไม่ได้แข็งหรือหยาบเหมือนที่คิดแต่นุ่มและอุ่นดีเหลือเกิน ผมสัมผัสแล้วก็ส่งพลังเมตตาจากใจจริงขอให้ช้างมีความสุขและขออภัยที่มาขี่คอช้าง ทำให้เขาต้องลำบากพาเรามาเดินเล่น

การขี่ช้างมีข้อดีคือทำให้เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติโดยที่สัตว์อื่นๆ ไม่รู้สึกว่ามีสิ่งแปลกปลอม เพราะที่ผมเห็นคือแรดนอเดียวหลายตัวที่ยังคงยืนกินหญ้าสบายใจเฉิบ แม้ช้างจะผ่านมาในระยะใกล้ๆไม่ถึง 10 เมตรก็ได้แด่มองดูและกระดิหูไปมา เช่นเดียวกับหมู่กวางหนองน้ำกลุ่มใหญ่นับสามสิบตัวที่ยังคงเกาะกลุ่มเล็มหญ้าอ่อนกันสบายใจ มีเพียงบางตัวที่หันมาดู คงคิดในใจว่า มาอีกแล้วหรือพ่อช้างกับสัตว์หน้าตาประหลาดบนหลังช้าง

การขี่ช้างสำหรับผมคือสวรรค์ของผู้รักธรรมชาติและรักการถ่ายภาพสัตว์ ถ้าไม่ใช้ช้างคงไม่สามารถเข้ามาดูวิถีชีวิตของสัตว์ได้ใกล้ขนาดนี้

ผมเห็นมีคนอินเดียมาเที่ยวอุทยานมากพอสมควรโดยเฉพาะการขี่ช้าง เป็นที่นิยมไม่น้อยทีเดียว แต่ละรอบมีช้าง 7-8 ตัวที่พร้อมจะพานักท่องเที่ยวไปชมโลกของสัตว์

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้การขี่ช้างน่าตื่นเต้นไม่ได้อยู่ที่แรดเท่านั้นแต่อยู่ที่เสือที่เจ้าหน้าที่บอกว่าเคยมีเหมือนกันที่ในอดีต ขณะที่ขี่ช้างไปตาม  ทุ่งหญ้านั้น มีเสือโคร่งโผล่ออกมาจากพงหญ้ากระโจนเข้าใส่คนนั่งบนหลังช้างจนได้รับบาดเจ็บ แต่ก็บอกว่าเป็นหนึ่งในล้านที่จะเกิด และนั้นก็คือเหตุผลที่ต้องมีเจ้าหน้าที่นั่งถือปืนยาวตามมาบนหลังช้างอีกตัวหนึ่งด้วย ผมมองดูรอบตัวบนหลังช้างขณะก้าวเดินไปตามพงหญ้าสูงแล้วก็ชักเสียวเหมือนกันเพราะดงหญ้าทึบหากมีเสือแอบซุ่มอยู่ก็ไม่มีทางรู้ล่วงหน้าเลย และยิ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าในอุทยานนี้มีเสือหลายร้อยตัวและไม่ได้ควบคุมดูแลก็คือปล่อยให้เสือหาอาหารการกินเองตามธรรมชาติ ก็ยิ่งน่ากลัวว่า วันดีคืนดีเสือเกิดหิวหรือเบื่อเจ้ากวางหนองที่เคยกินอยู่เสมอๆ อาจจะเห็นคนบนหลังช้างเป็นอาหารเช้าที่น่าสนใจก็ได้ แต่หลังจากเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าโอกาสเกิดน้อยมาก ก็ทำให้ผมค่อยคลายกังวลแต่ก็มิวายต้องจ้องมองทุกพงหญ้าทึบด้วยความตื่นเต้น เผื่อจะโชคดีได้เห็นเสือหรือแม้แต่หางเสือก็ยังดี

นึกอีกทีการมาขี่ช้างแบบธรรมชาติแบบนี้ ก็ต้องเป็นมีความเสี่ยงเป็นธรรมดาเพราะเป็นถิ่นของสัตว์ที่มนุษย์เข้ามายุ่มย่ามเอง ถ้าเป็นเหมือนสวนสัตว์ก็คงไม่สนุกและตื่นเต้น

ขี่ช้างรอบเดียวได้เห็นสัตว์ทุกชนิดถือว่าคุ้มค่ามากๆ เป็นซาฟารีที่ดีมากๆ และอยู่ไม่ไกลจากเมืองไทย ไม่ต้องถ่อไปถึงแอฟริกาก็สามารถสัมผัสธรรมชาติแบบนี้ได้เช่นกัน

ผมถือว่าอุทยานแห่งชาติคาซิรังก้าเป็นมรดกของคนเอเชียที่น่าภาคภูมิใจสมกับการได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกซึ่งคนไทยน่าจะหาเวลาไปเยี่ยมชมให้ได้สักครั้งหนึ่งแล้วจะรู้ว่าสวรรค์ในธรรมชาติมีจริงโดยไม่ต้องใช้เงินทองมากมาย ที่อินเดียนี่เอง ดินแดนแห่งความเหลือเชื่อไงครับ

ขอขอบคุณรูปภาพจาก

http://www.indianwildlifetour.com/tiger-safari-india.html

http://www.wildlifetourpackages.com/india-safari-tours/elephant-safari-tour-india.html

http://www.statesymbolsusa.org/Pennsylvania/Animal_White_tailed_Deer.html

http://declubz.com/blog/2008/05/18/elephant-incident/


By:  พลเดช


 
Enter your Post*
Spam bot protection (CAPTCHA)