เอเชียใต้

  
25/08/2011

ศาสนาซิกข์

             หากถามถึงชาวอินเดียในไทย คนทั่วไปก็มักจะนึกถึงชาวไทยซิกข์[1]เป็นอันดับแรก และหากเราเปิดทีวีรับชมข่าวต่างประเทศเกี่ยวกับอินเดีย บ่อยครั้งที่เราคงจะได้ยินชื่อนายกรัฐมนตรีมาน โมหัน สิงห์ ซึ่งเป็นชาวซิกข์อีกเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อทราบถึงจำนวนประชากรชาวซิกข์ทั่วโลกที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ศาสนาซิกข์กลายเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของโลกด้วยแล้ว เรื่องราวความเป็นมาของชาวซิกข์จึงเป็นที่น่าสนใจ ที่จะทำให้เรารู้จักและเข้าใจประเทศอินเดียและภูมิภาคเอเชียใต้เพิ่มมากขึ้น

             ศาสนาซิกข์นั้นถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นช่วงปลายของยุคสุลต่านแห่งเดลีโดยมีศาสดาคือ ท่านคุรุ นานัก เทพ (Guru Nanak Dev – ค.ศ. 1469 - 1539) ซึ่งถือกำเนิดในชาติขัตรี (Khatri jati) จัดอยู่ในวรรณะกษัตริย์ของแคว้นปัญจาบ (ก่อนการแบ่งแยกอินเดีย – ปากีสถาน) โดยหมู่บ้านตัลวัณฑี (Talwandi) ที่ท่านเกิดนั้นปัจจุบันอยู่ในรัฐปัญจาบของปากีสถาน ในวัยเรียนท่านนานักได้ศึกษาวรรณกรรมทั้งที่เป็นภาษาฮินดี อาหรับ และเปอร์เซีย ทำให้ท่านมีโอกาสที่จะเข้าถึงวรรณกรรมทางศาสนาของทั้งฮินดูและอิสลามที่เขียนเป็นภาษาดังกล่าว

             นอกจากนี้ ตัวท่านเองยังมีจิตใฝ่ในเรื่องศาสนาตั้งแต่เด็กอีกด้วย โดยมักจะหาโอกาสเข้าไปสนทนาธรรมกับฤษีและนักบวชซูฟีที่มาบำเพ็ญพรตอยู่บริเวณใกล้ๆ ชุมชนที่ท่านอาศัยอยู่ อีกทั้งยังได้คบหาสมาคมกับทั้งชาวมุสลิมและฮินดู ทำให้ได้สัมผัสแนวคิดของลัทธิภักติของศาสนาฮินดูและแนวคิดของลัทธิซูฟีในศาสนาอิสลาม ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากอยู่ในอินเดียขณะนั้น

             แม้จะได้รับอิทธิพลจากทั้งสองศาสนา แต่ท่านนานักไม่ได้แสดงความโน้มเอียงที่จะเข้าร่วมกับศาสนาใด โดยสามารถเห็นได้จากการที่ท่านประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่า “ไม่มีฮินดู ไม่มีมุสลิม” ทัศนคติเช่นนี้ของท่านนานักเป็นสิ่งที่กำหนดปรัชญาและวิถีปฏิบัติของศาสนาซิกข์ ซึ่งเริ่มตั้งแต่หลักอภิปรัชญาของศาสนาที่เชื่อว่าพระเป็นเจ้ามีเพียงพระองค์เดียว ทรงแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของสิ่งที่พระองค์สร้าง ทรงอยู่เหนือกาลเวลา ไร้รูป ไร้เพศ และอยู่เหนือการเวียนว่ายตายเกิด โดยแนวคิดทั้งหมดได้รับการบรรจุไว้ในคำภาษาปัญจาบีสั้นๆ ว่า อิก โองการ (Ik Onkar - พระเจ้าองค์เดียว) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสัญลักษณ์หลักของศาสนาซิกข์ที่สามารถพบเห็นได้ตามโบสถ์ซิกข์ (Gurdwara) ทั่วไป

             ศาสนาซิกข์เห็นว่าชีวิตของมนุษย์นั้นถูกพันธนาการด้วยสิ่งที่เรียกว่า มายา ซึ่งมีอยู่ห้าชนิดด้วยกันคือ ทิฐิ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ทำให้มนุษย์ยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ส่งผลให้ต้องติดข้องอยู่ในวัฏฏะสงสารอยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์จนกว่าจะบรรลุธรรม (มุกติ) โดยการบรรลุดังกล่าวสามารถทำได้โดยการหมั่นบริกรรมคำว่า “คุรุ” ซึ่งกล่าวกันว่ามาจากรากศัพท์สองคำคือ คุ (ความมืด) และ รุ (ความสว่าง) โดยรวมกันแล้วแปลว่าแสงสว่างที่ขับไล่ความมืด คำนี้ท่านคุรุนานักกำหนดขึ้นเพื่อใช้อ้างอิงถึงพระเป็นเจ้าในฐานะที่พระองค์เป็นแสงสว่างที่ปัดเป่าความมืดมิดของจิตใจมนุษย์ ทั้งนี้ ชาวซิกข์ยังจะต้องทำบุญด้วยการบริจาคทาน ช่วยเหลือผู้อื่น และประกอบอาชีพสุจริต

             เช่นเดียวกับลัทธิภักติและซูฟี ผู้ที่ดำเนินตามมรรควิธีเพื่อความหลุดพ้นของศาสนาซิกข์ไม่จำเป็นต้องละทิ้งชีวิตทางโลกแต่อย่างใด โดยสามารถทำงานหาเลี้ยงชีพและมีครอบครัวได้ตามปกติ อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องออกจาริกแสวงบุญ ถือศีลอด เป็นมังสวิรัติ บูชารูปเคารพ หรือประกอบพิธีกรรมที่ยุ่งยากซับซ้อน นอกจากนี้มรรควิธีนี้ยังไม่จำกัดเพศและวรรณะอีกด้วย

             ศาสนาซิกข์ให้ความสำคัญกับสถาบันคุรุเป็นอย่างมาก โดยคุรุนั้นเป็นสิ่งแสดงถึงแสงทิพย์จากพระเจ้าที่จะช่วยนำทางแก่มนุษย์ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ตัวคุรุคือสื่อกลางที่พระเจ้าใช้ในการสื่อสารวัจนะของพระองค์ไปสู่มนุษยชาตินั่นเอง ดังนั้น คำกล่าวของคุรุก็คือคำกล่าวของพระเป็นเจ้าไปโดยปริยาย

             หลังสิ้นท่านคุรุนานักแล้ว ศาสนาซิกข์มีคุรุสืบต่อมาอีกเก้าท่าน ซึ่งแต่ละท่านได้ปรับศาสนาซิกข์เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ได้ท่ามกลางสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญก็ได้แก่ การพัฒนาอักษรคุรมุขีขึ้นมาโดยท่านคุรุอังคัท เทพ (Angad Dev - ค.ศ. 1504 – 1552) ซึ่งเป็นคุรุท่านที่สอง เพื่อใช้เขียนภาษาปัญจาบีและต่อมาก็ใช้บันทึกคัมภีร์คุรุ ครันถ์ สาหิพ ของศาสนาซิกข์ การกระทำเช่นนี้ทำให้ศาสนาซิกข์ซึ่งมีศาสนิกส่วนใหญ่ในขณะนั้นพูดภาษาปัญจาบี มีอัตลักษณ์ของตัวเองชัดเจน และแตกต่างจากศาสนาอื่นยิ่งขึ้น

             ในช่วงแรกของประวัติศาสตร์ศาสนาซิกข์นั้น ชาวซิกข์ส่วนมากยังประกอบพิธีกรรมและปฏิบัติตามหลักจารีตประเพณีหลายอย่างของศาสนาฮินดู ไม่ว่าจะเป็นการคลุมหน้าสตรี พิธีสตี (พิธีที่บังคับให้ภรรยากระโดดลงไปในกองไฟตามสามีที่ตายไปก่อนหน้านั้น) ในสมัยคุรุท่านที่สามคือท่านคุรุอมระ ทาส (Amar Das – ค.ศ. 1479 - 1574) ได้ประกาศยกเลิก และแทนที่ด้วยประเพณีของศาสนาซิกข์ที่ท่านเป็นผู้กำหนดขึ้นเป็นบรรทัดฐานเองเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะประเพณีเกี่ยวการเกิด การแต่งงาน และการตาย และยังบัญญัติให้บุคคลต่างศาสนาที่มาเยือนโบสถ์ซิกข์รับประทานอาหารกับชาวซิกข์ (ลังคระ – langar) ก่อนเข้าพบคุรุ โดยมีเจตนาให้ผู้มาเยือนเหล่านี้ละความทะนงในชาติกำเนิดและสถานภาพทางสังคมของตนเอง

             ในยุคปัจจุบัน แม้ไม่มีคุรุแล้ว ประเพณีนี้ยังได้รับการสืบสานต่อไป โดยจะมีการเลี้ยงอาหารแก่ทุกคนที่มาเยือนโบสถ์ซิกข์ โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ภาษา วรรณะ และศาสนา นอกจากนี้ยังทำให้ศาสนาซิกข์มีลักษณะเป็นสถาบันมากขึ้นโดยจัดตั้งศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนาซิกข์ขึ้นตามภูมิภาคใกล้เคียงจำนวน 22 แห่ง เรียกว่า มันชิ (Manji) ซึ่งในยุคดังกล่าวจะกระจุกตัวอยู่แถบภาคตะวันตกของอินเดียและภาคตะวันออกของปากีสถาน พร้อมกันนี้ก็ได้ฝึกสาวกทั้ง 142 คน เรียกว่า มะสันท์ (Masand) ไว้ประจำการตามมันชิเหล่านี้ด้วย

             ในสมัยคุรุรามทาส (Ramdas – ค.ศ.1534 - 1581) ผู้เป็นคุรุท่านที่สี่ ได้มีการสร้างเมืองรามทาสปุระ (Ramdaspur) ในปี ค.ศ. 1574 ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น อมฤตสาร์ (Amritsar) และกลายเป็นเมืองสำคัญทางศาสนาซิกข์ในเวลาต่อมา ในสมัยท่านคุรุอรชัน เทพ (Arjan Dev – ค.ศ. 1563 - 1606) คุรุท่านที่ห้า ได้มีการสร้างวิหารหริมันทีร์ สาหิพ (Harimandir Sahib – นิวาสสถานแห่งพระเจ้า) หรือเรียกอีกอย่างว่า วิหารทองคำ (Golden Temple) ที่เมืองนี้ ซึ่งได้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวซิกข์ในสมัยต่อมา

              นอกจากนี้ท่านคุรุอรชุน เทพยังเป็นผู้ที่รวบรวมคัมภีร์อาทิครันถ์ (Adi Granth) ขึ้นมาในปี 1604 โดยในคัมภีร์ดังกล่าวนั้นประกอบไปด้วยงานเขียนของคุรุห้าท่านแรกและนักบุญซูฟีและภักติ และเพื่อที่จะทำให้องค์กรของศาสนาซิกข์สามารถเลี้ยงตัวเองได้ จึงได้เริ่มการจัดเก็บภาษีจากชาวซิกข์ในอัตราสิบชักหนึ่ง

              เมื่อมีลักษณะเป็นองค์กรชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งมีจำนวนผู้นับถือเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากด้วย ชุมชนชาวซิกข์จึงตกสู่กระแสความขัดแย้งทางการเมืองกับจักรวรรดิโมกุล เนื่องจากถูกจักรพรรดิโมกุล ตั้งแต่จักรพรรดิจะฮานกีร์ (Jahangir – ค.ศ. 1569 - 1627) เป็นต้นมา มองว่าเป็นหอกข้างแคร่ทางการเมือง และมีการกระทบกระทั่งกันรุนแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เริ่มตั้งแต่ท่านคุรุอรชันถูกจักรพรรดิจะฮานกีร์จับมาทรมานจนสิ้นชีพ เพราะให้ที่ลี้ภัยแก่เจ้าชายขบถคุสรอ (Khusrau) และส่งผลให้คุรุหระ โควินท์ (Har Gobind – ค.ศ. 1595 - 1644) คุรุท่านที่หก ตระหนักถึงภัยคุกคามชุมชนซิกข์จากภายนอก และเห็นความจำเป็นของการสร้างกองทหารซิกข์เพื่อรับมือกับภัยดังกล่าว จึงได้สร้าง อกาล ทัคต์ (Akal Takht – บัลลังก์แห่งพระเจ้าผู้อยู่เหนือกาลเวลา) ตรงข้ามวิหารทองคำ เพื่อใช้เป็นศูนย์บัญชาการด้านกิจกรรมทางโลกของชุมชนชาวซิกข์

              การกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการปฏิรูปแนวคิดเรื่องสถานภาพของคุรุ จากที่เมื่อก่อนเป็นเพียงผู้นำทางศาสนาอย่างเดียวมาเป็นผู้นำทางโลกด้วย และเพื่อที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ท่านคุรุหระ โควินท์ จึงพกดาบไว้สองเล่ม โดยเล่มหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นผู้นำทางโลก (มีริ – Miri) และอีกเล่มแสดงถึงการเป็นผู้นำทางธรรม (ปีริ – Piri) อีกทั้งยังสวมเสื้อแบบกษัตริย์อีกด้วย ท่านจึงได้รับการขนานนามว่า สัจ ปาดชาห์ (Sach Padshah) ซึ่งแปลว่า กษัตริย์ที่แท้จริง และเพื่อปลูกฝังอุดมคติดังกล่าวในหมู่ชาวซิกข์ ท่านจึงกำหนดสัญลักษณ์ที่เรียกว่า ขัณฑา (Khanda) ขึ้นมา ซึ่งประกอบด้วยดาบสองคม (แสดงถึงความรูอันประเสิรฐจากพระเจ้าซึ่งสามารถช่วยตัดมายาได้) วางอยู่ตรงกลาง โดยมีวงกลม (จักร - แสดงถึงความเป็นนิรันดร์ของพระเจ้า) วางซ้อนอยู่ข้างบน และมีดาบโค้งสองเล่มไขว้กัน (แสดงถึงการดำเนินชีวิตที่วางอยู่บนความสมดุลย์ระหว่างคติทางโลกและคติทางธรรม) วางซ้อนบนฝักดาบดังกล่าว  ในสมัยต่อมา สัุญลักษณ์นี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์หลักของศาสนาซิกข์ควบคู่ไปกับสัญลักษณ์อิก โองการ ที่ได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้น นอกจากนี้ คุรุท่านนี้ยังออกรบด้วยตนเองและมีชัยชนะหลายครั้งอีกด้วย

              แม้จะมีความขัดแย้งถึงขั้นเกิดเป็นสงครามสู้รบกันกลายครั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์โมกุลกับชาวซิกข์ก็ใช่จะมีแต่ความมุ่งร้ายต่อกันเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีหลายกรณีที่ทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ยกตัวอย่างเช่น การที่คุรุหระโควินท์และจักรพรรดิจะฮานกีร์ออกล่าสัตว์ด้วยกัน และคุรุก็ได้ช่วยองค์จักรพรรดิให้รอดพ้นจากเสือ หรือการที่คุรุหระ ราย (Har Rai – ค.ศ. 1630 - 1661) คุรุท่านที่เจ็ด ส่งยาสมุนไพรไปรักษาเจ้าชายดารา ชิโกห์ (Dara Shikoh – ค.ศ. 1615 - 1659) ราชโอรสองค์โตในจักรพรรดิชาห์ จะฮาน (Shah Jahan – ค.ศ. 1592 - 1666) ให้หายจากอาการประชวรอย่างหนักได้

              ในสมัยคุรุหระ ราย และคุรุหระ กฤษัณ (Har Krishan – ค.ศ. 1656 - 1664) คุรุท่านที่แปด ความสัมพันธ์ระหว่างชาวซิกข์กับราชวงศ์โมกุลเป็นไปอย่างไม่ค่อยราบรื่นนัก แต่ก็ไม่ได้เกิดเหตุรุนแรงจนถึงขั้นรบกัน แม้จักรพรรดิออรังเซ็บ ซึ่งเป็นผู้ชนะในสงครามสืบสันตติวงศ์หลังการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิชาห์ จะฮาน จะเรียกคุรุหระ ราย มาเข้าเฝ้า เนื่องจากไม่ทรงพอพระทัยที่คุรุให้ที่ลี้ภัยกับเจ้าชายดารา ชูโกห์ คู่แข่งทางการเมืองของพระองค์ก็ตาม

              ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่ายดำเนินมาถึงจุดวิกฤตอีกครั้ง เมื่อคุรุเตฆ บะฮาดุร์ (Tegh Bahadur – ค.ศ. 1621 – 1675) คุรุท่านที่เก้า ถูกจักรพรรดิออรังเซ็บประหารชีวิตที่เดลี สำหรับเหตุผลที่ถูกสั่งประหารนั้น สตีศ จันทระ (Satish Chandra) นักประวัติศาสตร์อินเดียยุคกลางจากมหาวิทยาลัยยวาหระลาล เนห์รู กล่าวว่า มีหลักฐานกล่าวไว้ไม่ตรงกัน โดยมักจะให้รายละเอียดที่ขัดแย้งกับกระแสเหตุการณ์หลักที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว แต่เหตุผลหลักก็คือความหวาดระแวงว่าท่านอาจจะก่อการปลุกระดมชาวบ้านให้ต่อต้านรัฐนั่นเอง

              หลังจากเหตุการณ์นี้ ชาวซิกข์ต้องถอยร่อนไปตั้งหลักอยู่แถบภูเขาศิวลิก (Shivalik) ในแคชเมียร์ตะวันออก โดยโควินท์ ราย (Gobind Rai) บุตรชายของท่าน ได้ดำรงตำแหน่งคุรุท่านที่สิบ ภายใต้นามว่า คุรุโควินท์ สิงห์ (Guru Gobind Singh – ค.ศ. 1666 - 1708) คุรุท่านนี้ได้ยกเลิกตำแหน่งมะสันด์ เนื่องจากพบว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้เริ่มทุจริตในหน้าที่ และด้วยเหตุที่ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่มีความวุ่นวายทางการเมืองเป็นอย่างมาก โดยมีรัฐเล็กๆ ลุกฮือขึ้นประกาศตัวเป็นอิสระจากราชวงศ์โมกุล ดังนั้น คุรุโควินท์ สิงห์ จึงได้จัดตั้งคาลซา (Khalsa) ขึ้นมาแทนเพื่อปกป้องชาวซิกข์ในปี ค.ศ. 1699

              คาลซาดังกล่าวเป็นกลุ่มภาคีนักรบซิกข์ผู้ได้ผ่านพิธีศีลล้างบาปมาแล้ว ซึ่งก็คือการน้อมรับปัญจ์ กะการ์ (Panj Kakar) หรือวัตถุแห่งศรัทธาห้าชิ้น ได้แก่ เกศา (การไว้ผมยาวห้ามตัด แสดงถึงความสมบูรณ์ของการสร้างสรรค์ของพระเจ้าและต้องสวมผ้าโพกหัวไว้ตลอด เป็นสิ่งเตือนใจให้ผู้สวมระลึกถึงหน้าที่ในฐานะชาวซิกข์) กังฆา หรือ กังคะ (หวีไม้ - แสดงถึงชีวิตที่มีวินัย) กะรา (กำไลเหล็ก - แสดงถึงความเป็นอนันต์ของพระเจ้า) กัจฉา หรือ กัจเฉระ (กางเกงชั้นในขาสั้น - แสดงถึงการระงับมายา) และกีรปาน (มีดสั้น - แสดงถึงภาระในการปกป้องศาสนาซิกข์ และผู้ได้เข้าพิธีศีลล้างบาปดังกล่าวแล้ว หากเป็นชายก็จะมีคำว่า สิงห์ ไว้หลังชื่อ หากเป็นหญิงก็จะมีคำว่า กอร์ (Kaur) ตามหลัง

              ผู้ที่เข้ามาเป็นภาคีของคาลซาแล้วเรียกรวมกันว่า อมฤตธารี (Amritdhari) นอกจากนี้ ยังต้องไม่ดื่มสุรา ไม่ประพฤติผิดทางเพศ และไม่รับประทานอาหารที่ใช้ในพิธีกรรม ส่วนผู้ที่ยังไม่สามารถเข้าร่วมเป็นภาคีของคาลซาได้ แต่มีศรัทธาในคำสอนศาสนาซิกข์ เรียกว่า สหัชธารี (Sahajdhari) นอกจากนี้ ก่อนถึงแก่อสัญกรรม ท่านยังได้รวบรวมคัมภีร์คุรุ ครันถ์ สาหิพ (Guru Granth Sahib) โดยผนวกเอาคัมภีร์อาทิ ครันถ์ ของท่านคุรุอรชัน มาเป็นส่วนหนึ่งด้วย และได้แต่งตั้งให้คัมภีร์เป็นคุรุท่านต่อไป โดยที่อำนาจการตัดสินใจในกิจการทางโลกนั้นจะอยู่กับประชาคมชาวซิกข์

              หลังจากนั้น ชุมชนชาวซิกข์ ต้องรับมือกับสงครามมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกองทัพโมกุล กองทัพชนเผ่าอัฟกัน หรือกองทัพมราฐาจากรัฐมหาษฏระ อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์เหล่านี้ก็ทำให้ชาวซิกข์ชำนาญศึกมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นกลุ่มอำนาจที่น่าเกรงขามที่สุดกลุ่มหนึ่งในอนุทวีปในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และในสมัยของมหาราชารณชิต สิงห์ (Maharaja Ranjit Singh – ค.ศ. 1780 - 1839) ชาวซิกข์สามารถตั้งจักรวรรดิของตนเองได้โดยอาณาเขตทางทิศตะวันตกจดช่องเขาไคเบอร์ ทางเหนือจดแคชเมียร์ ทางใต้จดแคว้นสินธ์ และทางตะวันออกจดทิเบต โดยมีละฮอร์ (Lahore) เป็นเมืองหลวง และได้นำไปสู่ความขัดแย้งกับอังกฤษจนเกิดเป็นสงครามถึงสองครั้ง โดยในครั้งที่สองจักรวรรดิซิกข์ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษในปี 1849 และดินแดนของจักรวรรดิซิกข์ได้กลายเป็นมณฑลปัญจาบ[2]ของอังกฤษในเวลาต่อมา ทั้งนี้ ลักษณะด้านการทหารที่พัฒนาขึ้นมาตามกาลเวลาได้ทำให้ชาวซิกข์กลายเป็นทหารกลุ่มสำคัญที่สุดของกองทัพจักรวรรดิอังกฤษในยุคอาณานิคมอีกด้วย

              จากจุดเริ่มต้นของศาสนาซิกข์ที่เป็นกลุ่มศรัทธาซึ่งมีลักษณะไม่แตกต่างจากศาสนาหลักในยุคนั้น และมุ่งที่จะบรรลุเป้าหมายทางธรรมเป็นหลัก แต่เมื่อศาสนานี้เติบโตจนมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนมากขึ้น โดยมีลักษณะเป็นทั้งการผสานและการก้าวพ้นความแตกต่างระหว่างศาสนาฮินดูและศาสนาอิสลาม สิ่งที่ศาสนาซิกข์มักเน้นย้ำอยู่เสมอก็คือคุณค่าของการมีชีวิตทางโลก ซึ่งแสดงออกมารูปของการเน้นคุณค่าของการทำงานหนักและความซื่อสัตย์ในการทำงาน ดังจะเห็นได้จากที่ในปัจจุบัน ชาวซิกข์มักจะประกอบธุรกิจส่วนตัว เกษตรกร หรือทหาร ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเห็นได้จากที่รัฐปัญจาบ ซึ่งเป็นรัฐที่มีชาวซิกข์มากที่สุดในอินเดีย ได้รับการจัดอันดับให้เป็นรัฐที่มีลักษณะโดยรวมดีที่สุดตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา และยังคงเป็นรัฐที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตสูงที่สุดของอินเดียอีกด้วย





ปวินท์  มินทอง
กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
25 สิงหาคม 2554



ที่มา
หนังสือ

Chandra, Satish. A History of Medieval India. New Delhi : Orient Longman, 2007

Habib, Irfan. Medieval India : The Study of a Civilization. New Delhi: National Book Trust, 2008

เว็บไซต์
http://en.wikipedia.org/wiki/Sikhism
http://en.wikipedia.org/wiki/Sikh_Empire
http://en.wikipedia.org/wiki/Punjab,_India
http://www.sikhs.org
http://www.sikhiwiki.org
http://www.searchsikhism.com
http://www.sikhnet.com







[1] คำว่า ซิกข์ (Sikh) เป็นคำในภาษาปัญจาบี หมายถึง ลูกศิษย์ ซึ่งมาจากคำว่า ศิษฺย ในภาษาสันสกฤต ซึ่งมีความหมายเดียวกัน คำนี้แสดงให้เห็นว่าชาวซิกข์เป็นศิษย์ของพระเจ้า ซึ่งแสดงตัวออกมาผ่านคำสอนของเหล่าคุรุ

[2] มณฑลปัญจาบในยุคอาณานิคมนั้นประกอบด้วยพื้นที่ทั้งในอินเดียและปากีสถาน โดยในอินเดียนั้นประกอบด้วยรัฐปัญจาบ รัฐหิมาจัลประเทศ กรุงนิวเดลี รัฐหิมาจัลประเทศ ดินแดนสหภาพจันฑีครห์ และรัฐหรยาณา ส่วนในปากีสถานนั้นประกอบด้วยมณฑลปัญจาบ กรุงอิสลามาบัด และมณฑลไคเบอร์ ปักทุงควา (Khyber Paktunkhwa) ต่อมาในปี 1901 มณฑลไคเบอร์ฯ ถูกแยกไปเป็นมณฑลใหม่เรียกว่า มณฑลชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ (North Western Frontier Province)

 


หากท่านใดต้องการเผยแพร่บทความหรือข้อมูลจากเว็บไซต์ เพื่อความรู้หรือประโยชน์ทางการศึกษา โปรดอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลให้ชัดเจน

และกรุณาแจ้งให้ทราบที่   »  E-mail : sameaf.info@gmail.com