Maldives /  มัลดีฟส์

สาธารณรัฐมัลดีฟส์
Republic of Maldives

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Maldives /  มัลดีฟส์

ตั้ง เป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดีย อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย และทางตะวันตกของศรีลังกา

พื้นที่ 300 ตารางกิโลเมตร(ประมาณ 0.006 % ของไทย) ประกอบด้วยหมู่เกาะปะการัง 26 กลุ่ม (atoll) รวม 1,190 เกาะ มีประชากรอาศัยอยู่เพียงประมาณ 200 เกาะ และได้รับการพัฒนาเป็นโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวประมาณ 74 เกาะ

เมืองหลวง กรุงมาเล (Male)

ภูมิอากาศ ร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 27 – 30 องศาเซลเซียส ตลอดทั้งปี ช่วงที่ปราศจากมรสุม คือ ช่วงเดือนธันวาคม – มีนาคม

ประชากร 409,160 คน (2558) ประกอบด้วยสิงหล ดราวิเดียน อาหรับ และแอฟริกัน  

ภาษา มัลดิเวียนดิเวฮี (Maldivian Divehi) ซึ่งมีสำเนียงแบบสิงหล และใช้ตัวอักษรอาหรับ 

ศาสนา อิสลาม นิกายซุนนี 

หน่วยเงินตรา รุฟิยา (Rufiyaa) 1 รุฟิยา มี 100 ลาริ (Laari) 1 รูฟิยา ประมาณ 2.28 บาท (กรกฎาคม 2559)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ  3.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2558) 

รายได้ประชาชาติต่อหัว      6,670 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2558)  
           
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ 1.5 % (ปี 2558)  

ประธานธิบดี นายอับดุลลา ยามีน อับดุล กายูม (Mr.Abdulla Yameen Abdul Gayoom)

รมว.กต. นาวสาวดุลยา มามูน (Ms. Dunya Maumoon)

เงินทุนสำรอง 627.4 ล้าน USD (2557), ไทย : 157.16 พันล้าน USD

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 2.1 (ปี 2557), ไทย : ร้อยละ 1.9

GDP  3.06 พันล้าน USD (ปี 2557), ไทย : 404.8 พันล้าน USD

GDP per Capita     7,355.5 USD (ปี 2557), ไทย 5,9774.4 ดอลลาร์สหรัฐ(ปี 2557)  

Real GDP Growth  ร้อยละ 6.5 (ปี 2557), ไทย ร้อยละ 0.9(ปี 2557)

อุตสาหกรรมหลัก การแปรรูปปลา การท่องเที่ยว

สินค้านำเข้าที่สำคัญ น้ำมัน สินค้าอุปโภคบริโภค

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ปลาและผลิตภัณฑ์จากทะเล

ประเทศคู่ค้าสำคัญ นำเข้าจาก สิงคโปร์ ศรีลังกา อินเดีย ส่งออกไปยัง ไทย อังกฤษ ศรีลังกา

ระบอบการปกครอง มัลดีฟส์ปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐใช้กฎหมายอิสลามเป็นพื้นฐานผสมกับระบบ Common Law ของอังกฤษ ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี เป็นประมุขรัฐและหัวหน้ารัฐบาล

การเมืองการปกครอง

1.   การเมืองการปกครอง

              นายเมามูน อับดุล กายูม (Maumoon Abdul Gayoom) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่
ปี 2521 โดยดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค Maldivian People’s Party (The Dhivehi Rayithunge Pary: DRP) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวมาตลอด จึงถูกโจมตีจากผู้ที่คัดค้านว่าผูกขาดอำนาจ ไม่มีความจริงใจในการปฏิรูปการเมือง และไม่สามารถกระจายรายได้จำนวนมหาศาลจากการท่องเที่ยวสู่ประชาชนได้ จึงนำไปสู่เหตุการณ์ความไม่สงบในมัลดีฟส์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2547 ซึ่งมีประชาชนกว่า 5,000 คน เดินขบวนประท้วงในกรุงมาเล เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและให้มีระบอบการเมืองหลายพรรค เป็นผลให้ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ ต้องเริ่มดำเนินการปฏิรูปในส่วนต่าง ๆ ที่ชัดเจน เช่น การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การปฏิรูประบบศาล
การจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการให้อิสรภาพต่อสื่อ เป็นต้น

    จุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองของมัลดีฟส์เกิดขึ้นเมื่อปี 2550 เมื่อนายเมามูน อับดุล กายูม
ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งมีสาระสำคัญคือ ใช้ระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบหลายพรรค ซึ่งมีการเตรียมการมาตั้งแต่ปี 2549 ด้วยการประกาศแผนปฏิรูปการปกครองภายใต้หัวข้อ “Ushering in a Modern Democracy” เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารระบบการปกครองของมัลดีฟส์ เช่น การทบทวนรัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยยุคใหม่ การส่งเสริมระบบการปกครองแบบหลายพรรค การกำหนดกฎเกณฑ์ด้านการเลือกตั้ง การจัดตั้งคณะกรรมาธิการด้านการเลือกตั้ง และการทบทวนเขตการเลือกตั้งและให้ความรู้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผ่านทางสื่อ

    ในเดือนตุลาคม 2551 ทางการมัลดีฟส์จัดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่เป็นครั้งแรก มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงถึง 86% โดยนายกายูมได้รับคะแนนเสียง 40.1% ส่วนนายโมฮัมหมัด นาชีดได้รับคะแนนเสียง 24.9% อย่างไรก็ตาม นายกายูมได้รับคะแนนเสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง
จึงไม่สามารถจัดตั้งคณะรัฐบาลได้ และต้องจัดการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ภายในเดือนเดียวกัน ผลปรากฏว่า นายนาซีดได้รับคะแนนเสียงถึง 54.2% จากผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 87% ทำให้นายนาซีดได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีภายใต้รัฐธรรมนูญคนแรกของมัลดีฟส์ และสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551

   ในเดือนพฤษภาคม 2552 มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาแบบหลายพรรคเป็นครั้งแรก โดยพรรค DRP ของนายกายูมได้รับเลือกตั้ง 28 ที่นั่ง พรรค Maldivian Democratic Party (MDP) ของประธานาธิบดี
นาซีดได้รับเลือกตั้ง 26 ที่นั่ง อีกทั้งยังมีผู้แทนอิสระได้รับเลือกตั้ง 17 ที่นั่ง และผู้แทนจากพรรค People’s Alliance อีก 7 ที่นั่ง ดังนั้น พรรค DRP ภายใต้การนำของนายกายูมจึงครองเสียงข้างมากในวุฒิสภามัลดีฟส์

    เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 คณะรัฐมนตรีจำนวน 12 คน ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ โดยรัฐมนตรีทั้งหมดให้เหตุผลว่า ฝ่ายนิติบัญญัติหรือรัฐสภา พยายามขัดขวางการทำงานของรัฐบาล ทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินนโยบาย ดังนั้น ประธานาธิบดีนาซีดพร้อมด้วยรองประธานาธิบดี จะปฏิบัติหน้าที่แทนในตำแหน่งรัฐมนตรีที่ว่างลงจนกว่าจะมีการแต่งตั้งใหม่ โดย
ในวันเดียวกันนี้ ได้มีการจับกุมสมาชิกวุฒิสภา 2 คน ได้แก่ นายกาซิม อิบราฮิม หัวหน้าพรรค Jumhooree Party และนายอับดุลลา ยามีน หัวหน้าพรรค People’s Alliance ในข้อหาคอร์รัปชัน ทั้งนี้ ความขัดแย้งระหว่างวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีแสดงให้เห็นว่าพรรค DRP ของนายกายูม และ พรรค MDP ของนายนาซีดยังคงมีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

    เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554 รัฐบาลของนายนาซีดได้จัดให้มีการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่นแบบหลายพรรคขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งล่าช้ากว่าที่รัฐธรรมนูญระบุให้จัดการเลือกตั้งภายในระยะเวลา 2 ปี หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ คือ ก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 สร้างความไม่พอใจต่อประชาชนจำนวนมาก ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำสืบเนื่องจากภัยธรรมชาติ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดี    นาซีดเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองทั้งจากประชาชนและจากฝ่ายการเมืองต่าง ๆ

    ในช่วงกลางเดือนมกราคม 2555 รัฐบาลของประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด นาชีด ได้จับกุมหัวหน้า
ผู้พิพากษาศาลอาญามัลดีฟส์ ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่ไม่เหมาะสมและสนับสนุนฝ่ายค้าน ส่งผลให้เกิดการชุมนุมประท้วงโดยประชาชน เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร และฝ่ายค้าน (กลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีเมามูน อับดุล กายูม) ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี พ.ศ. 2521 - 2551) อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 สัปดาห์ 

              เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555  ดร. โมฮัมหมัด วาฮีด รองประธานาธิบดีมัลดีฟส์ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 5  ภายหลังจากประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด นาชีด ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาล  โดย ดร. โมฮัมหมัด วาฮีด ได้จัดตั้งรัฐบาลเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (National Unity Government) และเชิญผู้แทนจากทุกพรรคการเมืองเข้าร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคฝ่ายค้านของอดีตประธานาธิบดีเมามูน อับดุล กายูม และพรรค Maldivian Democratic Party (MDP) ของอดีตประธานาธิบดีนาชีด เป็นต้น รวมทั้งประกาศนโยบายที่จะนำไปสู่การยุติข้อขัดแย้งทางการเมือง

    เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2556 ได้มีการจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีขึ้น ซึ่งมีผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งประมาณ 240,000 คน โดยมีนายโมฮัมเหม็ด นาชีดลงเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้ผู้ลงสมัครเลือกตั้งที่สำคัญอีกรายหนึ่งคือนายอับดุลลา ยามีน อับดุล กายูม น้องชายร่วมมารดาอดีตผู้นำภายใต้ระบบเผด็จการ

    ผลจากการเลือกตั้งในครั้งนี้นายโมฮัมเหม็ด นาชีด ได้รับชัยชนะไปด้วยคะแนน 45.45% ตามมาด้วยนายอับดุลลา ยามีน อับดุล กายูม ได้รับคะแนนเสียง 25.35% และอันดับสาม นายคาซิม อิบราฮิม 24.07% อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้สังเหตุการณ์ในท้องถิ่นและต่างชาติจะเห็นว่าการเลือกตั้งดังกล่าวเป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรม แต่นายคาซิม อิบราฮิม นักธุรกิจการท่องเที่ยวที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งได้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาขอให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะเนื่องจากเห็นว่ามีการทุจริตการเลือกตั้ง และคาดว่าจะจัดการเลือกตั้งเป็นครั้งที่สองในวันที่ 28 กันยายน อย่างไรก็ตาม กำหนดดังกล่าวได้ถูกเลื่อนออกไปก่อนที่ศาลฎีกาจะประกาศคำพิพากษาให้การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเป็นโมฆะเนื่องจากมีการทุจริตบัตรเลือกตั้งจำนวน 5,623 ใบ อันเนื่องมาจากการใช้บัตรประชาชนปลอม การใช้ชื่อของผู้เยาว์ลงคะแนนเสียง การลงคะแนนเสียงโดยไม่แสดงบัตรประชาชน การลงคะแนนซ้ำ การใช้บัตรประชาชนซึ่งปรากฏที่อยู่ไม่ตรงความจริงและการใช้ชื่อที่ต่างจากที่ได้จดทะเบียนไว้กับทางราชการ ซึ่งทางศาลพิจารณาแล้วเห็นว่ามีการโกงบัตรเลือกตั้งทั้งหมด 5,623 ใบ ซึ่งมีจำนวนมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงอันดับของผู้ได้รับคะแนนเสียงอันดับที่ 2 และ 3 ซึ่งมีคะแนนเสียงต่างกันเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

    หลังจากการประกาศของศาลฎีกา นายนาชีดได้ออกมาประกาศไม่ยอมรับคำพิพากษาที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ก่อนและหลังการประกาศดังกล่าวได้มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นบนเกาะมาเล กล่าวคือมีกลุ่มผู้ประท้วงที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรค Maldivian Democratic Party ออกมาเดินขบวนประท้วงทั่วเกาะ ก่อนที่เหตุการณ์ต่าง ๆ จะกลับสู่สภาวะปกติเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2556 ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งครั้งที่สองขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งผลปรากฏว่านายอับดุลลา ยามีน อับดุล กายูม ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 6 ของมัลดีฟส์ ด้วยคะแนน 51.39% ในขณะที่นายนาชีดได้รับคะแนน 48.61%
โดยนายยามีนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านนโยบายสาธารณะจากมหาวิทยาลัยแคลร์มอนต์ ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และเข้าพิธีสาบานตนเพื่อรับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2556 

    อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นปี 2558 นายโมฮัมเหม็ด นาชีด ได้ถูกตั้งข้อหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจับกุมประธานศาลอาญา ขณะที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ก่อนที่ศาลจะยกคำร้องเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 แต่หลังจากนั้น 6 วัน ศาลได้สั่งการจับกุมอดีตประธานาธิบดีแม้ว่านายนาชีดจะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยทนายความอดีตประธานาธิบดีทั้งหมด 4 คน ได้ถอนตัวจากการเป็นทนายความในครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่ากระบวนการพิจารณาของศาลไม่เป็นธรรม โดยการตัดสินในครั้งนี้มีผลให้นายนาชีดต้องโทษจำคุก 13 ปี
โดยล่าสุด นายนาชีดได้รับอนุญาตจากรัฐบาลมัลดีฟส์ให้เดินทางไปรับการผ่าตัดกระดูกสันหลังที่กรุงลอนดอนตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นระยะเวลา 30 วัน ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2558 นายนาซีดได้ขอลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศอังกฤษเป็นผลสำเร็จ และยังคงพำนักอยู่ที่ต่างประเทศจนถึงปัจจุบัน

    จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ นานาชาติโดยเฉพาะอินเดียและสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วง
สวัสดิภาพของนายนาชีด และการดำเนินคดี โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้แถลงว่า มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากมีรายงานออกมาว่าการไต่สวนคดีนี้ไม่เป็นไปตามหลักกฎหมายของมัลดีฟส์ และขัดต่อพันธะกรณีที่มัลดีฟส์มีต่อประชาคมโลก อย่างไรก็ตาม นายอับดุลลา ยามีน อับดุล กายูม ได้ออกมาปฏิเสธว่าการจับกุมในครั้งนี้มีเรื่องการเมืองแอบแฝง และตนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์การจับกุมตัวในครั้งนี้

    นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2558 เกิดเหตุการณ์วางระเบิดเรือเร็วของประธานาธิบดีมัลดีฟส์
จนเป็นเหตุให้ภรรยาและผู้ติดตามประธานาธิบดีมัลดีฟส์ 2 คนได้รับบาดเจ็บ และกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญสู่ความไม่สงบทางการเมืองครั้งล่าสุดในมัลดีฟส์ โดยทางการมัลดีฟส์ประกาศว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุก่อการร้ายที่มุ่งสังหารประธานาธิบดี ส่งผลให้นายยามีน มีคำสั่งให้จับกุมนายอาห์เหม็ด อดีบ รองประธานาธิบดี หลังกลับจากการเยือนสิงคโปร์ โดยเชื่อว่าเป็นผู้มีส่วนในเหตุลอบสังหารดังกล่าว สาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ข้อสงสัยต่อนายอดีบ ในการพยายามลอบสังหารนายยามีนคือ ข้อกล่าวหาที่นายอดีบมีส่วนพัวพันกับกรณีทุจริตเงินจำนวน 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ
เคยมีสายสัมพันธ์กับกลุ่มอาชญากรที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด รวมถึงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปลุกระดมมุสลิมหัวรุนแรงให้ก่อความไม่สงบ นอกจากนั้น นายอดีบยังสามารถขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้หากมีเหตุให้ประธานาธิบดีคนปัจจุบันเสียชีวิตหรือทุพพลภาพตามรัฐธรรมนูญมัลดีฟส์ อย่างไรก็ตาม ทนายความของนายอดีบเชื่อว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ต่อมา นายอดีบได้ถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในข้อหาการก่อการร้าย การใช้อำนาจในทางที่มิชอบ และความผิดอาญาว่าด้วยการละเมิดความไว้ใจ (criminal breach of trust)

             สถานการณ์ความไม่สงบทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อรัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินมีระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 หลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงมัลดีฟส์ตรวจพบวัตถุระเบิดบริเวณทำเนียบประธานาธิบดี และที่อื่น ๆ อีก 2 แห่ง รวมถึงอาวุธสงครามและวัตถุประกอบระเบิดเป็นจำนวนมากในบ้านพักของทหารที่มีส่วนพัวพันต่อคดีระเบิดเรือเร็วของประธานาธิบดี ซึ่งเชื่อว่าเตรียมไว้เพื่อก่อเหตุรุนแรงในช่วงที่กำลังจะมีการประท้วงรัฐบาลโดยพรรคประชาธิปไตยมัลดีฟส์ (MDP) พรรคฝ่ายค้านสำคัญที่มีหัวหน้าพรรคคือ นายโมฮาเหม็ด นาชีด อดีตประธานาธิบดีผู้ถูกจำคุกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ รัฐบาลมัลดีฟส์ได้ยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อวันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2558 เนื่องจากความคืบหน้าในการสอบสวนกรณีระเบิดและอาวุธ รวมถึงเพื่อลดความเสียหายที่จะกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว

             ปัจจุบัน ปัญหาสำคัญของการเมืองมัลดีฟส์คือ ความขัดแย้งอย่างมากระหว่างพรรคการเมืองต่าง ๆ ของมัลดีฟส์เกี่ยวกับบทบาทของประธานาธิบดีซึ่งเป็นผู้มีอำนาจบริหารและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งนายอับดุลลา
ยามีน อับดุล กายูม ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองด้วยการเจรจาพูดคุย และได้ริเริ่มกระบวรการเจรจาระหว่างพรรคการเมือง (Party Dialogue Process) ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2558 ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้ช่วยสนับสนุนผลักดันกระบวนการดังกล่าว โดยนาย Tamrat Samuel ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการเมืองแห่งองค์การสหประชาชาติได้เดินทางเยือนมัลดีฟส์เมื่อวันที่ 16-29 เมษายน 2559 และได้หารือกับรัฐบาลและพรรคการเมืองต่าง ๆ ของมัลดีฟส์ ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้เผยแพร่ผลการหารือว่า
การพูดคุยเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ และองค์การสหประชาชาติจะสนับสนุนกระบวนการพูดคุยดังกล่าวต่อไป เช่นเดียวกับที่ประชุม Commonwealth Ministerial Action Group ที่กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2559 ได้มีข้อเสนอแนะให้มัลดีฟส์เร่งรัดกระบวนการเจรจาระหว่างพรรคการเมือง

          เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 นางสาวดุนยา มามูน (Dunya Maumoon) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมัลดีฟส์ได้ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับนโยบายของประธานาธิบดียามีนที่จะให้คงไว้ซึ่งโทษประหารชีวิต โดยนางสาวมามูนเป็นบุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีเมามูน อับดุล กายูม ซึ่งมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกับรัฐบาลของประธานาธิบดียามีน และเป็นน้องสาวของนาย Faris Maumoon ซึ่งถูกพรรค Progressive Party of The Maldives ของประธานาธิบดียามีนขับออกจากพรรค เนื่องจากออกเสียงคัดค้านนโยบายของประธานาธิบดี แสดงให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองของประธานาธิบดี
ยามีนยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 ประธานาธิบดียามีนได้แต่งตั้ง
Dr. Mohamed Asim ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศคนใหม่แทนนางสาวมามูน
  

เศรษฐกิจและสังคม

มัลดีฟส์ต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก มีรายได้มากกว่าร้อยละ 70 ของรายได้หลักของประเทศ แต่เหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2549 และวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มัลดีฟส์ได้รับผลกระทบอย่างมาก จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเป็นจำนวนมากและเป็นผลทำให้รัฐบาลมัลดีฟส์สูญเสียรายได้มหาศาล ด้วยเหตุนี้ มัลดีฟส์จึงพยายามจัดกิจกรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาสู่ประเทศ อย่างไรก็ดี มัลดีฟส์ มีสาขาประมงที่เข้มแข็ง และเป็นรายได้สำคัญรองจากการท่องเที่ยว ทั้งนี้ มัลดีฟส์เป็นประเทศผู้ส่งออกปลาทูน่าที่สำคัญ

รัฐบาลมัลดีฟส์มีนโยบายกระจายความเจริญไปยังส่วนท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อกระจายรายได้และยกระดับมาตรฐานการครองชีพให้กับประชาชนในประเทศ ในการนี้ จึงมุ่งเน้นการพัฒนาสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นต่าง ๆ  โดยมีแผนให้เอกชนเข้ามาบริหารบางกิจการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด รวมทั้งสนับสนุนให้ต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งรัฐบาลมัลดีฟส์จะให้มาตรการจูงใจรูปแบบต่าง ๆ

ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ทั่วไป
ไทยกับมัลดีฟส์สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับเอกอัครราชทูต เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2522 รวมระยะเวลากว่า 30 ปี นับถึงปัจจุบัน และมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันมาโดยตลอดทั้งในระดับรัฐบาลและประชาชน   ไทยดำเนินความสัมพันธ์กับมัลดีฟส์ตามนโยบาย Look West โดยเน้นบทบาทผู้ให้ความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนา อย่างไรก็ดี ความร่วมมือระหว่างกันมีพลวัตรน้อย เนื่องจากมัลดีฟส์เป็นประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กและมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันมาก ทำให้ขาดผลประโยชน์ที่สอดคล้องกันทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่ชัดเจน

ปัจจุบัน เอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำมัลดีฟส์ และมีนายมุฮัมเหม็ด ซอลิห์ (Mohamed Salih) ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำมัลดีฟส์ และมีนายมุฮัมมัด ซากิ (Mr. Mohamad Zaki) ดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐมัลดีฟส์ประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ และได้เข้าถวายอักษรสาส์นตราตั้ง เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2553 นอกจากนี้มีนายสนั่น อังอุบลกุล ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์มัลดีฟส์ประจำประเทศไทย

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

การค้า - ในช่วงปี 2554 การค้าระหว่างไทยกับมัลดีฟส์มีมูลค่า มีมูลค่า 108.72 ล้านดอลลาร์ โดยไทยส่งสินค้าออกไปยังมัลดีฟส์เป็นมูลค่า 68.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าสินค้าจากมัลดีฟส์ 40.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กล่าวคือ ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า โดยไทยนำเข้าปลาทูน่าสดแช่แข็งและแช่เย็นจากมัลดีฟส์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สินค้าจากไทยเข้าสู่มัลดีฟส์มีปริมาณมากกว่าที่ปรากฏตามสถิติ เนื่องจากสินค้าไทยผ่านการ re-export ทางสิงคโปร์เป็นจำนวนมาก สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์พลาสติก เสื้อผ้าสำเร็จรูป ปูนซีเมนต์ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วน และเฟอร์นิเจอร์และส่วนประกอบ

การท่องเที่ยว - นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปมัลดีฟส์ในปี 2554 จำนวนประมาณ 5,397 คน นักท่องเที่ยวมัลดีฟส์เดินทางมาไทยในปี 2554 จำนวน 8,343 คน ปัจจุบันสายการบินบางกอกแอร์เวย์ได้เปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพและกรุงมาเล สัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน

การประมง - มัลดีฟส์เป็นแหล่งปลาทูน่าที่สำคัญในมหาสมุทรอินเดีย ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าปลาทูน่ารายใหญ่ที่สุดของมัลดีฟส์ เพื่อนำไปแปรรูปเป็นอาหารอีกทอดหนึ่ง อย่างไรก็ดี ไทยยังไม่มีการติดต่อเพื่อทำประมงร่วมกับมัลดีฟส์ ทั้งระหว่างภาครัฐบาลและเอกชน ปัจจุบัน มัลดีฟส์ไม่อนุญาตให้เรือประมงต่างชาติเข้าไปทำประมงในทะเลอาณาเขตและเขตเศรษฐกิจจำเพาะ อนึ่ง ฝ่ายไทยเคยส่งเรือวิจัยประมงของกรมประมงเดินทางไปทำการศึกษาและวิจัยด้านปลาทูน่าในมัลดีฟส์ในบางโอกาส

ความร่วมมือทางวิชาการ

ในการประชุมความร่วมมือทางวิชาการไทยกับมัลดีฟส์ (Thai – Maldives Joint Commission on Economic and Technical Cooperation) ณ กรุงมาเล เมื่อปี 2535 และ 2536 รัฐบาลไทย (โดยกรมวิเทศสหการหรือสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศในปัจจุบัน) เริ่มให้ความช่วยเหลือแก่มัลดีฟส์อย่างจริงจัง ทั้งด้านสาธารณสุข การประมง เกษตรกรรม การท่องเที่ยว การให้ทุนศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทยแก่นักเรียนและนักศึกษามัลดีฟส์ รวมทั้งจัดส่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตเวชและการแพทย์ไปฝึกอบรมเจ้าหน้าที่มัลดีฟส์ตามโครงการ Thai Aid Programme โครงการ Third Country Training Programme และข้อตกลงในกรอบของความร่วมมือทางวิชาการ

สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศให้ทุนฝึกอบรมแก่มัลดีฟส์ โดยเฉลี่ยปีละ
5 - 10 ทุน  ปัจจุบัน  เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการเพิ่มขีดความสามารถในสาขาที่ไทยมีความเชี่ยวชาญและตรงกับความต้องการของมัลดีฟส์ อาทิ การท่องเที่ยว การเกษตร การประมง และการสาธารณสุข

แนวโน้มความสัมพันธ์ไทย - มัลดีฟส์
เมื่อพิจารณาจากพัฒนาการของความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับมัลดีฟส์ล่าสุด การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในทุกสาขาและทุกระดับน่าจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นต่อไปได้อย่างราบรื่น

โดยที่รัฐบาลมัลดีฟส์ต้องการเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เพื่อเร่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จึงต้องการเชิญชวนให้นักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในมัลดีฟส์ ในสาขาต่าง ๆ ที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ อาทิ การก่อสร้าง การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และการแปรรูปอาหาร ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศจึงน่าจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในอนาคต และจะเป็นแกนหลักของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศต่อไป

นอกจากนี้ การเปิดสถานกงสุล ณ กรุงมาเล เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 จะมีประโยชน์ในส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น และจะก่อให้เกิดพลวัตรที่จะนำมาสู่การเพิ่มพูนความสัมพันธ์และความร่วมมือในด้านอื่น ๆ ต่อไป

คนไทยและแรงงานไทยในมัลดีฟส์
แรงงานไทยที่เข้าไปทำงานในมัลดีฟส์กระจายตัวอยู่ตามเกาะต่าง ๆ ในภาคการก่อสร้าง โรงแรม สปา และพ่อครัว
ข้อมูลของกรมการจัดหางานเมื่อปี 2553 (2010) รายงานจำนวนแรงงานไทยในมัลดีฟส์ว่ามี 158 คน แต่กระทรวงแรงงานมัลดีฟส์ระบุว่า มีแรงงานไทยประมาณ 1,000 คน ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขของกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ ที่ 1,387 คน

ตัวเลขแรงงานไทยในมัลดีฟส์มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ในมัลดีฟส์ทยอยแล้วเสร็จ (ภายหลังเหตุการณ์สึนามิ) กอปรกับกระทรวงแรงงานไทย (ก) มีความเข้มงวดในการตรวจสอบแรงงานไทยที่จะเข้าไปทำงานในมัลดีฟส์มากขึ้น (ข) มีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับแรงงานไทยที่สนใจเข้าไปทำงานในมัลดีฟส์ และ (ค) พิจารณาระงับการส่งแรงงานไปมัลดีฟส์สำหรับผู้ที่มีพฤติการณ์ลักลอบไปทำงาน (เคยมีกรณีปัญหาแรงงานไทยถูกล่อลวงไปทำงานในมัลดีฟส์)

กงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำมัลดีฟส์มีแผนการลงทะเบียนแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในมัลดีฟส์ เพื่อประโยชน์ในการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองแรงงานไทยอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ความตกลงที่สำคัญๆกับไทย
ความตกลงว่าด้วยการเดินอากาศไทย - มัลดีฟส์ (ลงนามเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2532)
ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขไทย - มัลดีฟส์ (ลงนามเมื่อวันที่ 18 – 21 กุมภาพันธ์ 2546)

การเยือนที่สำคัญ
ฝ่ายไทย
- ร.ต. ประพาส ลิมปะพันธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนมัลดีฟส์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 – 23 พฤศจิกายน 2528
- นายเทอดพงษ์ ไชยนันท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เยือนมัลดีฟส์ เพื่อร่วม      การประชุมเจรจาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือทางวิชาการและงานพัฒนาด้านสาธารณสุขเมื่อวันที่ 21 – 24 มีนาคม 2531
- นายปองพล อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เยือนมัลดีฟส์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 – 8 เมษายน 2543
- นางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และคณะเดินทางเยือน
มัลดีฟส์อย่างเป็นทางการ เพื่อเจรจาความร่วมมือสาธารณสุข และลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกันเมื่อวันที่ 18 – 21 กุมภาพันธ์ 2546
- นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนมัลดีฟส์ และพบหารือกับนาย Mohamed Nasheed ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2552  
- นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้หารือทวิภาคีกับนาย Mohamed Nasheed ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ ระหว่างการประชุม United Nations Climate Change Conference หรือ COP-15 ณ กรุงโคเปนเฮเกน เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2552
    
ฝ่ายมัลดีฟส์
- นาย Maumoon Abdul Gayoom ประธานาธิบดี เดินทางแวะผ่านไทยตามคำเชิญฝ่ายไทยเมื่อวันที่ 5 - 6 และ 9 - 10 ธันวาคม 2528
- นาย Maumoon Abdul Gayoom ประธานาธิบดี เยือนไทย เพื่อร่วมการประชุมระดับโลกเรื่องการศึกษาเพื่อปวงชน (World Council on Education for All) เมื่อวันที่ 5 – 9 มีนาคม 2533
- นาย Abdulla Shahid รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทยในฐานะแขกกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหารือทวิภาคีกับนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 27 - 29 มีนาคม 2551
- ดร. Mohamed Waheed รองประธานาธิบดี และได้เข้าเยี่ยมคารวะ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2552
- นาย Mohamed Nasheed ประธานาธิบดี เดินทางแวะผ่านไทย และได้ให้นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าพบหารือกับ เมื่อวันที่ 30 เมายน 2553
- นาย Mohamad Zaki เอกอัครราชทูตมัลดีฟส์ประจำประเทศไทย (ถิ่นพำนัก ณ
กรุงกัวลาลัมเปอร์) เข้าร่วมคณะทูตานุทูตเดินทางศึกษาดูงานโครงการพระราชดำริ ในจังหวัดกรุงเทพฯ – เชียงราย – เชียงใหม่ จัดโดย สอท. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์  ระหว่างวันที่  28 กันยายน – 1 ตุลาคม 2554 ทั้งนี้ คณะทูตานุทูต ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในวันที่ 29 กันายน 2554

ความตกลงและความร่วมมือ

  • ความตกลงการเดินอากาศระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐมัลดีฟส์
    วันที่ลงนาม 21 ตุลาคม 2532
  • ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขไทย - มัลดีฟส์
    วันที่ลงนาม 21 กุมภาพันธ์ 2546