Palestine / ปาเลสไตน์

ปาเลสไตน์
Palestine

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Palestine / ปาเลสไตน์ ที่ตั้ง  ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
  • ทิศใต้ ติดกับ จอร์แดนและซีเรีย
  • ทิศเหนือ ติดกับ อิสราเอล
  • ทิศตะวันออก ติดกับ เลบานอน
  • ทิศตะวันตก ติดกับ แม่น้ำจอร์แดนและอียิปต์
พื้นที่ รวม 5,860 ตารางกิโลเมตร

ประชากร  ประมาณ 4.4 ล้านคน (ปี 2557) 

ศาสนา  ศาสนาอิสลาม นิกายสุหนี่ร้อยละ 98.7 คริสเตียนร้อยละ 0.7  ยิวร้อยละ 0.6

ภาษาราชการ   ภาษาอาหรับ

ที่ตั้งสถานที่ราชการ  เมือง Ramallah ซึ่งตั้งอยู่ในเขต West Bank

เมืองสำคัญ 
 เมือง Bethlehem  เมือง Gaza  เมือง Hebron  เมือง Jatfa  เมือง Jericho Nablus เมือง Jerusalem เมือง Nazareth เมือง Ramallah

จุดติดต่อ  คณะทูตถาวรฯ ณ นครนิวยอร์ก, สอท. ณ กรุงฮานอย

เวลา  ช้ากว่าไทย 5  ชั่วโมง  

ประธานาธิบดี นายมามุด อับบาส (อาบู มาเซ็น) H.E. Mr. Mahmoud Abbas (Abu Mazen)

นายกรัฐมนตรี นายรามิ ฮัมดาลลาห์ (H.E. Dr. Rami Hamdallah)

รมว.กต. นายริยาด มาลิกี (H.E. Mr. Riad Malki)

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 1 สิงหาคม 2555                   

วันชาติ 1 มกราคม (เริ่มปี 2556)  

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 714.8 พันล้าน USD (ไทย 373.6 พันล้าน USD)                     

GDP per Capita 1,653 USD (ไทย 5,445 USD)

Real GDP Growth ร้อยละ 2.4 (ไทย ร้อยละ 0.7) 

อัตราผู้ว่างงาน ร้อยละ 23.4

สกุลเงิน เชคเกล (ILS) (1 ILS = 9.02 บาท) (สถานะ ณ ส.ค. 2558)

ทรัพยากรธรรมชาติ    ทองแดง ฟอสเฟต โปรแตส ซัลเฟอร์ แมงกานีส แก๊สธรรมชาติ น้ำมันดิบ

อุตสาหกรรมหลัก
  อุตสาหกรรมครัวเรือผลิตเสื้อผ้า สบู่ ผลิตภัณฑ์เครื่องแกะสลักจากไม้มะกอก  ของที่ระลึกทำจากมุก 

สินค้านำเข้าที่สำคัญ อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง  เครื่องจักร   

สินค้าส่งออกที่สำคัญ
ผลไม้ (ส้ม) ดอกไม้ สินค้าเกษตร

ประเทศนำเข้าที่สำคัญ 
อิสราเอล จอร์แดน และอียิปต์

ประเทศส่งออกที่สำคัญ 
อิสราเอล จอร์แดน และอียิปต์



การเมืองการปกครอง

1 ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

            1.1 
ปาเลสไตน์ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน  ทั้งชาวยิวและชาวปาเลสไตน์ต่างก็อ้างสิทธิเหนือดินแดนนี้โดยใช้เหตุผลทางด้านประวัติศาสตร์และศาสนา จึงทำให้ปัญหาปาเลสไตน์กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างชาวยิวกับชาวอาหรับตลอดมา นับตั้งแต่การก่อตั้งรัฐอิสราเอลเมื่อปี ค.ศ. 1948 ความขัดแย้งได้ขยายตัวไปสู่สงครามอาหรับ-อิสราเอลถึง 4 ครั้ง และส่งผลไปสู่การยึดครองดินแดนของปาเลสไตน์และของประเทศอาหรับอื่นๆ

            1.2 สงครามอาหรับ-อิสราเอล (1948) ภายหลังสงคราม ได้มีข้อตกลงสงบศึกในปี ค.ศ.1949 กำหนดให้แบ่งดินแดนออกเป็น 4 ส่วน ให้กับอิสราเอล และชาติอาหรับในบริเวณนั้นอีก 3 ชาติ คือ อียิปต์, จอร์แดน และซีเรีย โดยอิสราเอลได้เนื้อที่ไป 26% คือฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน ส่วนจอร์แดนได้ไป 21% กรุงเยรูซาเล็มถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนให้กับทั้งอิสราเอลและจอร์แดน ส่วนอียิปต์ได้บริเวณฉนวนกาซา เมื่อการแบ่งดินแดนแล้ว ชาวยิวและชาวอาหรับได้อพยพเข้าไปอาศัยอยู่ในเขตแดนของตน

            1.3 สงครามหกวัน (1967) หลังจากสงครามหกวัน อิสราเอลสามารถยึดครอง Gaza Strip และ West Bank (และเยรูซาเล็มตะวันออก) รวมถึง Sinai Peninsula ของอียิปต์และที่ราบสูง Golan ไว้ได้ เป็นเหตุให้ชาวปาเลสไตน์กว่า   3 แสนคนต้องอพยพจาก West Bank เข้าสู่จอร์แดน และชาวยิวเริ่มตั้งถิ่นฐาน (Jewish settlements) ในเขต West Bank ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของประเด็น final issues status ที่เป็นจุดหมายของกระบวนการสันติภาพตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสิทธิการกลับคืนสู่ถิ่นฐานเดิม (right to return) ในดินแดนอิสราเอลในปัจจุบันของชาวปาเลสไตน์ และการยุติการขยายถิ่นฐานของชาวยิวในเขต West Bank

           1.4 นอกจากนี้ ในเวที UNSC ได้ผ่านข้อมติ 242 เพื่อเรียกร้องอิสราเอลถอนทหารออกจากดินแดนที่ยึดครองอิสราเอลจึงได้ทะยอยมอบคืนดินแดน Sinai แก่อียิปต์ และที่ราบสูง Golan แก่ซีเรีย ปัจจุบัน พื้นที่ในเขต West Bank และ Gaza Strip นั้น อิสราเอลได้ถอนทหารและนิคมชาวยิวออกมา ตามแผน (Disengagement Plan 2005) ของนายกรัฐมนตรี Ariel Sharon (อิสราเอล) ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงในการเปิดชายแดนฉนวนกาซาและอนุญาตให้ชาวปาเลสไตน์มีอิสระในการเคลื่อนย้าย หลังการกดดันจากสหรัฐฯ

          1.5 Oslo Accords (1993)  ข้อตกลงออสโล Oslo Accords หรือ Declaration of Principles on Interim Self-Government Arrangements หรือ Declaration of Principles (DOP) ลงนามที่กรุงออสโล นอร์เวย์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2536 และลงนามอย่างเป็นทางการที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2536 โดยนาย Yasser Arafat ปธน. ปาเลสไตน์/ ผู้นำ Palestine Liberation Organization และ นาย Shimon Peres ปธน. อิสราเอล โดยได้มีการแบ่งการปกครองดูแลปาเลสไตน์ออกเป็นส่วนๆ และมอบให้ Palestinian National Authority (PNA) เป็นองค์กรบริหารชั่วคราวของปาเลสไตน์ในบางส่วนของฉนวนกาซาและเขต West Bank (เฉพาะบริเวณที่อยู่อาศัยของชาวปาเลสไตน์) PNA ได้รับการยอมรับให้เป็นองค์กรผู้แทนปาเลสไตน์ โดยมีสถานะเป็นผู้สังเกตการณ์ในองค์การสหประชาชาติและได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากสหภาพยุโรป สหรัฐฯ และประเทศผู้ให้อื่น ๆ

2. การเมืองการปกครอง

          2.1 ภายหลังจากที่อิสราเอล และ Palestine Legislative Organization (PLO) ได้ลงนามข้อตกลง ออสโล (Oslo Accords) ซึ่งก่อตั้ง Palestine National Authority (PNA) เป็นรัฐบาลบริหารปาเลสไตน์ชั่วคราวในเดือนมิถุนายน 2548  Palestinian Legislative Council (PLC) ได้เสนอร่างกฏหมายว่าด้วย การวางโครงสร้างทางการเมืองปาเลสไตน์ ซึ่งได้แก่ การเพิ่มจำนวนสมาชิกรัฐสภา จาก 88 เป็น 132 ที่นั่ง  โดยสมาชิกครึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้งภายใต้ระบบตัวแทนแบบแบ่งเขต หรือตามสัดส่วนประชากร (Proportional Representation- PR) และอีกครึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน แต่ละเขตเลือกตั้ง

          2.2 ภายหลังการลงนามข้อตกลงออสโล เขตเวสต์แบงค์และฉนวนกาซาถูกแยกออกเป็นเขตการปกครองเอ บี และซี เขตเอ อยู่ภายใต้การดูแลของ PNA อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งด้านการบริหารจัดการทางพลเรือนและการรักษาความปลอดภัยทางทหาร เขตบี อยู่ภายใต้การบริหารของ PNA แต่การรักษาความปลอดภัยเป็นของอิสราเอล และเขตซี อยู่ภายใต้การปกครองเต็มรูปแบบของอิสราเอล

          2.3 เมื่อเดือนมกราคม 2549 กลุ่ม Hamas ได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งทั่วไป แต่ไม่เป็นที่ยอมรับของหลายชาติ เนื่องจากเห็นว่ากลุ่ม Hamas เป็นกลุ่มก่อการร้าย ส่งผลให้มีการคว่ำบาตรรัฐบาลชุดนี้  ต่อมาเมื่อเดือนมิถุนายน 2550 เกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มติดอาวุธ Hamas และ Fatah ในฉนวนกาซา และ Fatah ถูกขับไล่ออกมา นาย Mahmoud Abbas ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ จึงใช้อำนาจสั่งการในสถานการณ์ฉุกเฉินตามรัฐธรรมนูญปาเลสไตน์ปลดคณะรัฐมนตรี Hmas และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยมีนาย Salam Fayyad เป็นนายกรัฐมนตรี และมีผู้แทนกลุ่ม Fatah เป็นรัฐมนตรีทั้งหมด

         2.4 อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีปาเลสไตน์ดังกล่าว มีสถานะเป็นรัฐบาลชั่วคราว ซึ่งในขณะนี้ ยังไม่สามารถได้รับการรับรองจากรัฐสภาปาเลสไตน์ได้ เนื่องจากสมาชิกรัฐสภาปาเลสไตน์เกินครึ่งถูกอิสราเอลจำคุกในข้อหาก่อการร้าย และสมาชิกรัฐสภาที่เป็นอิสระ/ฝ่าย Hamas ได้ปฏิเสธจะเข้าประชุมรัฐสภา ทำให้สภาไม่ครบองค์ประชุม

         2.5 ตามรัฐธรรมนูญปาเลสไตน์ รัฐบาลจำเป็นต้องจัดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกรัฐสภาอีกครั้ง ซึ่งยังไม่สามารถดำเนินการได้เช่นกัน เนื่องจากพื้นที่ฉนวนกาซาอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรค Hamas

        2.6 เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2554 ผู้แทนกลุ่ม Fatah และ Hamas ได้ลงนามความตกลงที่กรุงไคโร โดยได้หารือกันในรายละเอียดของความตกลงอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2554 ได้แก่ (1) ให้จัดการเลือกตั้งรัฐสภาและเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือน พ.ค. 2555 (2) ให้ปล่อยตัวสมาชิกของแต่ละฝ่ายที่ถูกคุมขัง (3) ตกลงร่วมต่อต้านอิสราเอลด้วยแนวทางสันติวิธี (Popular Resistance) (4) ตกลงจะพบหารือกันอีกในวันที่ 20 ธ.ค. 2554 เพื่อหารือเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้าง PLO ซึ่งอาจรวมทั้งการหลอมรวมกลุ่มฮามาสใน PLO
ต่อมา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555  ปธน.  Mahmoud Abbas และนาย Khaled Meshaal ผู้นำกลุ่ม Hamas ได้ลงนามปฏิญญาโดฮาว่าด้วยการปรองดองในปาเลสไตน์ (The Doha Declaration of the Palestinian Reconciliation) โดยมีสาระสำคัญของปฏิญญาฯ ดังนี้

  1. ดำเนินการต่อเนื่องในการเสริมสร้างและพัฒนาองค์กร Palestine Liberation Organisation (PLO) ผ่านการจัดตั้ง Palestinian National Council (PNC) โดยมีประธานาธิบดีและการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีการหารือคณะกรรมการดำเนินการเรื่องดังกล่าวครั้งที่ 2 ที่กรุงไคโร อียิปต์ ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2555
  2. จัดตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งปาเลสไตน์ โดยมีนาย Abbas เป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลปรองดอง เพื่อจัดการเลือกตั้งฯ และฟื้นฟูฉนวนกาซา
  3. ให้ความสำคัญกับความจำเป็นในการดำเนินการอย่างต่อเนื่องของคณะกรรมการต่างๆ ที่มีการจัดตั้ง ได้แก่ Public Freedom Committee และ Community Reconciliation Committee
  4. เริ่มการดำเนินงานของคณะกรรมการ Central Elections Committee ใน West Bank ฉนวนกาซา และกรุงเยรูซาเล็ม
           แม้ว่า Fatah และ Hamas จะลงนามในปฏิญญาปรองดองดังกล่าว แต่ทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงขัดแย้งกันในประเด็นกระบวนการสันติภาพตะวันออกกลาง เนื่องจาก Hamas ไม่ยอมรับการมีอยู่ของรัฐอิสราเอล ไม่ยอมรับหลักการ Two-State Solution และไม่ยอมรับข้อตกลงระหว่างอิสราเอลและ Palestinian Authority (PA) ที่เคยมีมา

           2.7 นอกจากนี้ Hamas ก็มีความขัดแย้งภายใน โดยนาย Khaled Meshaal ผู้นำ Hamas มีท่าทีสนับสนุนการต่อสู้กับอิสราเอลด้วยวิถีทางการเมือง (Popular Resistance) ซึ่งเป็นท่าทีเดียวกับกลุ่ม Fatah ขณะที่นาย Ismail Haniyeh นรม. ในฉนวนกาซา เห็นว่า ยังจำเป็นต้องรักษาการต่อสู้ด้วยอาวุธ (Armed Resistance) หรือดำเนินการต่อสู้ทั้งสองแนวทางควบคู่กันไป อีกทั้ง นาย Haniyeh ไม่เห็นด้วยกับการที่นาย Meshaal ลงนามในปฏิญญาปรองดองฯ โดยเห็นว่านาย Meshaal ดำเนินการโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้นำอื่น ๆ ของฮามาส และเห็นว่าการปรองดองระหว่าง Fatah และ Hamas และการที่นาย Mahmoud Abbas เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลแห่งชาติที่จะจัดตั้งขึ้น เป็นการบั่นทอนสถานะทางการเมืองของ Hamas และเป็นการสมรู้ร่วมคิดกับ Fatah เพื่อขจัดนาย Haniyeh ออกจากอำนาจ อีกทั้ง การรวมกลุ่ม Hamas กับ Fatah เท่ากับเป็นการยอมรับการมีอยู่ของรัฐอิสราเอล และยอมรับความตกลงต่าง ๆ ที่ PA ทำกับอิสราเอลที่ผ่านมา

          2.8 อย่างไรก็ตาม ภายใต้การนำของนาย Abbas ทำให้กระบวนการสันติภาพอิสราเอล-ปาเลสไตน์ สามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยอิสราเอลยินดีเจรจากับ Fatah เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีนโยบายประนีประนอม โดยอิสราเอลได้เข้าร่วมการประชุม Annapolis: Middle East Peace Conference ที่เมือง Annapolis รัฐ Maryland สหรัฐฯ กับนาย Abbas ตามคำเชิญของนาย George W.Bush ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งที่ประชุมฯ ได้รับรอง Joint Declaration อิสราเอล-ปาเลสไตน์ ซึ่งมีสาระสำคัญ ได้แก่  (1) การตั้งปณิธานของการยุติความรุนแรง และการเริ่มเจรจา final status issues โดยไม่มีเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นใดๆ เช่นความตกลงก่อน ๆ  (2) การประกาศว่าอิสราเอล-ปาเลสไตน์จะผลักดันให้มีข้อตกลงสันติภาพร่วมกันภายในปี 2551 (2008)  (3) จะจัดตั้ง steering committee ประกอบด้วยตัวแทนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยการประชุมครั้งแรกจะจัดขึ้นในวันที่ 12 ธ.ค. 2550 และผู้นำอิสราเอล-ปาเลสไตน์จะพบหารือกันทุก 2 สัปดาห์หลังจากนั้น (4) อิสราเอล-ปาเลสไตน์ จะปฏิบัติตามพันธกรณีตาม Quartet Road Map (2003) จนกว่าข้อตกลงสันติภาพจะบรรลุผล

          2.9 ภายหลังการประชุมฯ  นาย Abbas ถูกโจมตีจากกลุ่ม Hamas และกลุ่ม Islamic Jihad ที่ไม่เห็นด้วยกับการประชุมฯ และยังถูกต่อต้านจากชาวปาเลสไตน์บางส่วนซึ่งไม่เห็นว่ารัฐบาลจาก Fatah มีความชอบธรรมเป็นผู้แทนเจรจาของปาเลสไตน์ โดยเมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2550 มีชาวปาเลสไตน์ใน West Bank ชุมนุมประท้วงการประชุมดังกล่าว อย่างไรก็ตามนาย Abbas ยังคงเจรจากับฝ่ายอิสราเอลต่อไปในการประชุมครั้งต่อ ๆ มา

3. นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน

          3.1 รัฐบาลปาเลสไตน์ (Fatah) ภายใต้การนำของนาย Mahmoud Abbas ปธน. และนาย Salam Fayyad นรม. มีนโยบายชัดเจนที่จะเจรจากับอิสราเอล เพื่อรื้อฟื้นกระบวนการสันติภาพ อย่างไรก็ดี ทางฝ่ายอิสราเอล พรรค Likud –Beiteibu ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวาเป็นแกนนำรัฐบาล โดยมีนาย Benjamin Netanyahu ดำรงตำแหน่ง นรม. ซึ่งมีนโยบายแข็งกร้าวต่อกระบวนการสันติภาพตะวันออกกลาง เพราะแม้ว่านาย Netanyahu ยอมรับนโยบาย Two-State Solution แต่ยังคงเดินหน้าขยายนิคมชาวยิวและยืนยันว่านครเยรูซาเล็มจะเป็นเมืองหลวงที่แบ่งแยกไม่ได้ของรัฐอิสราเอล

        3.2 อิสราเอลยังคงไม่มอบอำนาจในการจัดการรักษาความปลอดภัยในเขตเวสต์แบงค์ให้กับรัฐบาลปาเลสไตน์ รวมทั้ง ไม่แสดงท่าทีว่าจะยินยอมเจรจากับปาเลสไตน์ ในประเด็นปัญหาที่ฝ่ายปาเลสไตน์ต้องการแก้ไขมาเป็นเวลานาน อาทิ (1) การกลับคืนถิ่นของผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ (2) เส้นแบ่งเขตแดนอิสราเอล-ปาเลสไตน์ อาทิ การรื้อถอน/ทำลายกำแพงระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์  และ (3) การแบ่งเขตเมืองเยรูซาเล็ม (Jerusalem) ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ 3 ศาสนาสำคัญของโลก คือ คริสต์ ยูดาย และอิสลาม และอิสราเอลได้ผนวกดินแดนเยรูซาเล็มตะวันออกภายหลังสงครามหกวัน ในปี 1967 เข้ากับเยรูซาเล็มตะวันตก โดยปัจจุบัน อิสราเอลและปาเลสไตน์ ต่างยังคงอ้างว่า เมืองเยรูซาเล็ม เป็นเมืองหลวงของตน
  
        3.3 ภายหลังเหตุการณ์  Mavi Marmara เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 (อิสราเอลบุกยึดเรือขนส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ฉนวนกาซา) ทำให้อิสราเอลได้รับแรงกดดันจากนานาชาติอย่างมาก ต่อมา ครม. อิสราเอลได้ประกาศผ่อนปรนมาตรการปิดกั้นพื้นที่ฉนวนกาซา และได้อนุญาตให้เรือสินค้าทุกชนิดสามารถผ่านเข้าสู่ฉนวนกาซาได้โดยอิสระ รวมถึงอุปกรณ์ก่อสร้างสำหรับโครงการของปาเลสไตน์และอยู่ภายใต้การดำเนินการของประชาคมระหว่างประเทศ ยกเว้นอาวุธและอุปกรณ์ที่อาจมีวัตถุประสงค์ทางการทหาร ทั้งนี้ อิสราเอลและ PA เห็นพ้องกันที่จะเปิดจุดผ่านแดนเข้า-ออกเขตฉนวนกาซ่าเพียง 2 จุด คือ จุดผ่านแดน Kerem Shalom Crossing สำหรับการผ่านเข้า-ออกของสินค้า และจุดผ่านแดน Rafah Border Crossing สำหรับการผ่านเข้า-ออกของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา

       3.4 ภายหลังการใช้มาตรการผ่อนปรนของอิสราเอล เศรษฐกิจปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้ขยายตัว ในขณะที่อัตราว่างงานลดลงอย่างต่อเนื่อง และโดยมีปัจจัยหลักจากภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง การขนส่งสินค้าเข้า – ออกทางจุดผ่านแดน Kerem Shalom Crossing (โดยเฉลี่ยมีรถบรรทุกผ่านเข้า – ออกประมาณวันละ 280 – 300 คัน) เพื่อขนส่งเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งภาคอุตสาหกรรมที่มีการลักลอบนำเข้าวัตถุดิบต่างๆ ผ่านทางอุโมงค์ใต้ดินเชื่อมต่อเข้าไปในฉนวนกาซาจากเขตแดนอียิปต์ ในขณะที่อัตราว่างงานได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

      3.5 นอกจากนี้ การขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอียิปต์ของนาย Mohamed Morsi ได้ช่วยให้เศรษฐกิจของปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาดีขึ้น โดยนาย Ismail Haniyeh นายกรัฐมนตรีปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ได้ขอให้อียิปต์ช่วยเหลือ/ให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ เช่น การส่งน้ำมันไปกาซาผ่านจุดผ่านแดนอียิปต์ – กาซ่า โดยตรงแทนการส่งจากจุดผ่านแดน Al-Awja ในอียิปต์เข้าไปในอิสราเอลแล้วส่งไปยังกาซาทางจุดผ่านแดน Karen Shalom ในปัจจุบัน การขยายเวลาจุดผ่านแดน Rafah เพิ่มขึ้นอีก 4 ชั่วโมง เป็น 12 ชั่วโมง/วัน (09.00 – 21.00 น.) พร้อมทั้งอนุญาตให้ชายชาวกาซาที่มีอายุระหว่าง 18 – 40 ปี เดินทางเข้า – ออกจุดผ่านแดน Rafah โดยไม่ต้องมีวีซ่าเช่นเดียวกับชาวกาซาอื่น ๆ เพิ่มจำนวนคนในการเดินทางเข้า – ออกเป็น 1500 คน/วัน (จากประมาณ 500 คน/วัน) และลดจำนวนผู้ที่อยู่ในรายชื่อห้ามเดินทางเข้า – ออกลงร้อยละ 60 ซึ่งฝ่ายอียิปต์รับจะให้ความช่วยเหลือในการเพิ่มการส่งน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า (ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกาตาร์) จากอียิปต์ไปกาซ่าเป็น 2 เท่า นอกจากนี้ จะเพิ่มกำลังการส่งกระแสไฟฟ้าจาก 22 เมกะวัตต์เป็น 30 เมกะวัตต์

   3.6 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2555 Sheikh Hamad Bin Khalifa Al-Thani เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ได้เดินทางไปฉนวนกาซา เพื่อเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการที่ลงทุนโดยกาตาร์มูลค่ากว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นโครงการเกี่ยวกับการสร้างที่พักอาศัยกว่า 1,000 หลัง การศึกษา และสาธารณสุข ซึ่งนับเป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่เดินทางเยือนฉนวนกาซ่าภายหลังจากที่ฉนวนกาซ่าอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มฮามาสตั้งแต่ปี 2550

 

เศรษฐกิจและสังคม

          ด้านเศรษฐกิจ อิสราเอลได้คืนเงินภาษีที่ยึดไว้คืนแก่รัฐบาลปาเลสไตน์ ซึ่งต่อมานานาประเทศได้มีการระดมเงินช่วยเหลือปาเลสไตน์ โดยญี่ปุ่นและจอร์แดน ได้สนับสนุนโครงการ The Corridor for Peace and Prosperity เพื่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม-เกษตร ในบริเวณ Jordan Valley ชายแดนอิสราเอล-ปาเลสไตน์-จอร์แดน และเมื่อเดือน ธ.ค. 2550 การประชุม International Donor’s Conference for the Palestinian State ที่กรุงปารีส  มีประเทศต่างๆ เข้าร่วม 75 ประเทศ ปาเลสไตน์ได้รับเงินช่วยเหลือสูงถึง 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ซึ่งสูงกว่าตัวเลขงบประมาณที่นาย Abbas เสนอ คือ 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยประเทศที่แจ้งว่า จะให้ความช่วยเหลือ เป็นปริมาณเงินจำนวนมาก ได้แก่ สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป สหรัฐฯ ซาอุดีอาระเบีย ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
 
        เศรษฐกิจปาเลสไตน์ ได้รับผลกระทบ การขนส่งสินค้าเข้า-ออกเขตกาซาและเวสต์แบงค์ถูกควบคุมอย่างหนักจากอิสราเอล กลุ่มฮามาสถูกคว่ำบาตรจากรัฐบาลอิสราเอล ทำให้พื้นที่ฉนวนกาซาได้รับผลกระทบสูงที่สุด  มีการปิดจุดข้ามแดนปาเลสไตน์-อียิปต์ และมีการจำกัดการนำเข้า-ส่งออกสินค้าไปยังฉนวนกาซารวมทั้ง ธุรกิจก่อสร้าง และโรงงานอุตสาหกรรมปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ได้หยุดการดำเนินการ นอกจากนั้น รัฐบาลปาเลสไตน์  (ฟาตาห์) ได้สั่งการระงับการจ่ายเงินเดือนของข้าราชการปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาที่อยู่ภาย ใต้กลุ่มฮามาส และได้สั่งปิดองค์กรการกุศลในเขตเวสต์แบงค์ที่กลุ่มฮามาสตั้งขึ้น โดยอ้างว่าองค์กรดังกล่าวสนับสนุนการก่อการร้าย

ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัฐปาเลสไตน์

          1. ไทยและปาเลสไตน์มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และสนับสนุนการได้มาซึ่งสิทธิในการกำหนดใจตนเอง (self-determination) และการได้มาซึ่งมาตุภูมิ (homeland) ของชาวปาเลสไตน์

           2.  ไทยได้รับรองรัฐปาเลสไตน์ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 และสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 ปัจจุบัน มีประเทศที่ให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์แล้ว จำนวน 131 ประเทศ (รวมไทย) สำหรับในอาเซียน มี 2 ประเทศที่ยังไม่ให้การรับรอง คือ สิงคโปร์ และเมียนมาร์

           3. ไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัมมาน จอร์แดน มีเขตอาณาครอบคลุมปาเลสไตน์ และเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ประชุม ครม. ได้มีมติให้การรับรองเอกอัครราชทูตปาเลสไตน์/ปทท. โดยมีถิ่นพำนักที่มาเลเซีย ดูแลเขตอาณาไทย

           4. ไทยวางตัวเป็นกลางในปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์ อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาสันติภาพในตะวันออกกลางโดยวิธีการเจรจาอย่าง สันติ และสนับสนุนแผนสันติภาพ Road Map ของ the Quartet และได้ออกเสียงรับรองมติในการประชุม UNGA 67 (2555) ยกระดับสถานะปาเลสไตน์ให้เป็น Non-Member Observer State

           5. ในเวทีพหุภาคี ไทยสนับสนุนข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงฯ ที่ 242 (ค.ศ. 1967) และ 338               (ค.ศ. 1973) ซึ่งเรียกร้องให้อิสราเอลถอนทหารออกจากดินแดนปาเลสไตน์ที่ได้ยึดครองไว้ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1967 รวมทั้งข้อมติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับปาเลสไตน์

           6.  ไทยให้ความช่วยเหลือปาเลสไตน์ภายใต้กรอบ United Nations Relief and Work Agency for Palestinian Refugees in the Near East (UNRWA) ตั้งแต่ปี 2521 และได้อนุมัติเงินช่วยเหลือเพิ่มเป็นปีละ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี งปม. 2557 

           7. สำหรับท่าทีของไทยต่อความขัดแย้งระหว่าง Hamas และ Fatah เนื่องจากสถานการณ์การเมืองภายใน ปาเลสไตน์ยังมีความไม่แน่นอนสูง รัฐบาลไทยจึงวางตัวเป็นกลางและเน้นการสนับสนุนให้เกิดสันติภาพ ด้วยการหยุดยิง และการหันหน้าเข้าสู่การเจรจาจากทุกฝ่าย โดยให้คำนึงถึงสภาพความเป็นอยู่ ความปลอดภัย และเศรษฐกิจปาเลสไตน์ที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากปัญหาความขัดแย้ง

          8.  ไทยและปาเลสไตน์มีการติดต่อกันในระดับสูง โดยล่าสุดนาย Riad Malki รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศปาเลสไตน์พบหารือกับนายจุลพงษ์ โนนศรีชัย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างเข้าร่วมการประชุม United Nations Asian Pacific Meeting in Support of Israeli-Palestinian Peace ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 10-12 กรกฎาคม 2555