Iran / อิหร่าน

สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
Islamic Republic of Iran

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Iran / อิหร่าน

ที่ตั้ง   มีพรมแดนติดกับอ่าวโอมาน อ่าวเปอร์เชีย และทะเลแคสเปียน พรมแดนด้านตะวันออกติดอัฟกานิสถานและปากีสถาน พรมแดนด้านเหนือจรดอาร์เมเนีย อาร์เซอร์ไบจานและเติร์กเมนิสถาน พรมแดนด้านตะวันตกติดอิรักและตุรกี

พื้นที่      1.648 ล้านตารางกิโลเมตร (3 เท่าของไทย)

เมืองหลวง      กรุงเตหะราน (Tehran)

ประชากร     80 ล้านคน (ปี 2557) ประกอบด้วยเชื้อชาติเปอร์เซีย อาเซอรี

ภูมิอากาศ    ภาคพื้นทวีป แห้งแล้ง ปีหนึ่งมี 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูหนาวและฤดูใบไม้ร่วง ผอุณหภูมิโดยเฉลี่ยแตกต่างกันมาก โดยอากาศจะหนาวจัดในฤดูหนาว (ธันวาคม – มีนาคม) และร้อนจัด ในฤดูร้อน (มิถุนายน – กันยายน)

ภาษาราชการ     ภาษาฟาร์ซี (Farsi) หรือภาษาเปอร์เซีย

ศาสนา     ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ (ชีอะห์ ร้อยละ 95 และสุหนี่ ร้อยละ 5)

ภาษา      ภาษาฟาร์ซี (Farsi) หรือภาษาเปอร์เซีย เป็นภาษาราชการ

วันชาติ 11 กุมภาพันธ์

ผู้นำสูงสุด อญาโตลลอฮ์ อะลี โฮไซนี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Hoiseini-Khamenei)

ประธานาธิบดี นายฮัสซัน โรฮานี (Dr. Hassan Rouhani)

รมว.กต. นายโมฮัมหมัด จาหวัด ซาริฟ (Dr. Mohammad Javad Zarif)

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 9 พฤศจิกายน 1955

หน่วยเงินตรา  เรียลอิหร่าน (IRR) 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ = 29,957 เรียลอิหร่าน 1 บาท เท่ากับ 843.15 เรียลอิหร่าน (ณ ตุลาคม 2558)

เงินทุนสำรอง 76.11 พันล้าน USD

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ    402.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2557)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 5,164.91 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2557)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ   ร้อยละ –5.8 (ปี 2557)

อัตราเงินเฟ้อ  ร้อยละ19.8 (ปี 2557)

อุตสาหกรรมหลัก น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปิโตรเคมี

สินค้านำเข้าที่สำคัญ วัตถุดิบ อาหาร สินค้าทุนอุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค

สินค้าส่งออกที่สำคัญ น้ำมัน เคมีภัณฑ์ ผลไม้ ถั่ว และพรม

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เกาหลีใต้ รัสเซีย เยอรมนี และอิตาลี

ตลาดส่งออกที่สำคัญ ญี่ปุ่น จีน อิตาลี แอฟริกาใต้ ตุรกี เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินเดีย และเนเธอร์แลนด์

ระบอบการปกครอง  ประธานาธิบดีทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหาร ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง คนปัจจุบันคือ นายฮัสซัน โรฮานี (Dr. Hassan Rouhani) ส่วนผู้นำสูงสุดศาสนาอิสลามคือ อญาโตลลอฮ์ อะลี โฮไซนี คาเมเนอี(Ayatollah Ali Hosseini Khamenei) เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพตำรวจ หน่วยข่าวกรอง ผู้แต่งตั้งคณะตุลาการ และผู้บริหารวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ

การเมืองการปกครอง

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

     ประวัติศาสตร์ของอิหร่านนับถอยหลังไปได้ถึงศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล เมื่อพระเจ้าไซรัสมหาราชก่อตั้งจักรวรรดิเปอร์เซียขึ้น หลังการยึดครองของอเล็กซานเดอร์มหาราชเมื่อ 330 ปีก่อนคริสตกาล จักรวรรดิเปอร์เซียได้ถูกรุกรานและครอบครองจากหลายชนเผ่าและราชวงศ์ ไม่ว่าจะเป็นชาวพาร์เธียน ชาวมองโกล หรือราชวงศ์ต่างๆ ของตุรกี และในศตวรรษที่ 7 หลังจากที่ชาวอาหรับเข้าครอบครองจักรวรรดิเปอร์เซีย Zoroastrianism ซึ่งเป็นศาสนาดั้งเดิมของชาวเปอร์เซียถูกแทนที่โดยศาสนาอิสลามตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

     ตลอดสหัศวรรษหลังจากนั้น เปอร์เซียตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ต่างชาติ ในศตวรรษที่ 16 ราชวงศ์ Safavid จากตุรกีได้เข้าครอบครองจักรวรรดิและประกาศให้ศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์เป็นศาสนาประจำชาติอิหร่าน เมื่อถึงยุคของชาห์ Abbas ราชวงศ์ Safavid ได้ก้าวถึงจุดสูงสุดและทำให้เปอร์เซียได้รับการยอมรับจากยุโรปในฐานะมหาอำนาจ จนกลายเป็นศัตรูสำคัญของจักรวรรดิออตโตมานที่สามารถดึงความสนใจของออตโตมานไปจากการรุกรานยุโรปได้ อย่างไรก็ตาม ราชวงศ์ Safavid ก็ถูกโค่นล้มโดยราชวงศ์ตุรกีอีกตระกูลหนึ่งคือราชวงศ์ Qajar ในศตวรรษที่ 18

     ในช่วงศตวรรษที่ 18 ถึง 19 อิหร่านเริ่มเสื่อมลงจากการการขยายตัวของจักรวรรดิบริเตนและรัสเซีย การค้นพบน้ำมันในช่วงปี 1900 ยิ่งเพิ่มการแข่งขันระหว่างจักรวรรดิทั้งสองในการมีอิทธิพลเหนือเปอร์เซียมากยิ่งขึ้น และกลายเป็นหนึ่งในชนวนและสมรภูมิสำคัญในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมื่อสงครามสิ้นสุดลงอิหร่านได้เป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งของ League of Nations

     ในปี 2464 Reza Khan นายทหารในกองทัพอิหร่านได้ก่อการรัฐประหารโค่นล้มราชวงศ์ Qajar และสถาปนาราชวงศ์ปาห์ลาวี (Pahlavi) ขึ้นปกครองอิหร่านภายใต้ระบอบเผด็จการทหาร อย่างไรก็ดี ได้เกิดการ
ลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลราชวงศ์ปาห์ลาวีซึ่งเรียกว่า “การปฏิวัติขาว” นำโดยผู้นำทางศาสนา อญาโตลลอฮ์ รูโฮลาห์ โคไมนี (Ayatollah Ruhollah Khomeini) และประสบความสำเร็จในปี 2522 โดยรัฐบาลของราชวงศ์ชาห์ถูกโค่นล้มและ Khomeini ได้รับการสถาปนาเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ สถาปนา “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” ขึ้นในวันที่ 1 เมษายน 2522 ซึ่งกลายเป็นวันชาติของอิหร่านหลังจากนั้นเป็นต้นมา

การเมืองการปกครอง


     1. อิหร่านมีประวัติศาสตร์การปกครองแบบกษัตริย์เป็นระยะเวลานาน กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของอิหร่าน คือ พระเจ้ามุฮัมมัด เรซา ชาห์ ปาฮ์ลาวี (Muhammad Reza Shah Pahlavi) เหตุการณ์ความวุ่นวายภายในประเทศทำให้พระเจ้าชาห์ ปาฮ์ลาวี เสด็จฯ ไปลี้ภัยต่างประเทศ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2522 และเสด็จสวรรคตเมื่อปี 2523 ที่อียิปต์ ปัจจุบัน สมาชิกราชวงศ์ปาห์ลาวี อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา

      2. เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2522 อญาโตลลอฮ์ รูโฮลาห์ โคไมนี (Ayatollah Ruhollah Khomeini) ผู้นำศาสนาอิสลามนิกายชีอะต์ ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศอิหร่านเป็นสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (Islamic Republic of Iran) โดยใช้หลักการทางศาสนาอิสลาม หรือ การปกครองในรูปแบบเทวาธิปไตย (Theocratic republic) เป็นแนวทางในการปกครองประเทศ การปฏิบัติตนในสังคม รวมถึงการแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลามและต่อต้านอิทธิพลของโลกตะวันตก ทั้งนี้ ผู้นำสูงสุด (Supreme leader) ซึ่งถือเป็นผู้นำทั้งฝ่ายศาสนาจักรและอาณาจักร เป็นประมุขสูงสุดของประเทศ

     3. รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งประกาศใช้เมื่อเดือนธันวาคม 2522 และแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี 2532 กำหนดให้อิหร่านเป็นสาธารณรัฐอิสลาม โดยมีโครงสร้างดังนี้
  • ประมุขสูงสุด (Rahbar) เป็นผู้นำสูงสุดทั้งฝ่ายศาสนาจักรและอาณาจักร ประมุขสูงสุดของอิหร่านคนปัจจุบันคือ อยาโตลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei)
  • ประธานาธิบดี (Ra'is-e Jomhoor) เป็นตำแหน่งที่ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทุกๆ 4 ปี และจะได้รับเลือกตั้งได้ไม่เกิน 2 สมัย ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหาร ถึงแม้ประธานาธิบดีจะได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แต่อาจถูกถอดถอนจากตำแหน่งโดยประมุขสูงสุดได้ คนปัจจุบันคือ นายมาห์มูด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad)
  • รัฐบาล นอกจากประธานาธิบดีแล้ว ยังมีตำแหน่งรองประธานาธิบดี 6 คน และคณะรัฐมนตรี 20 คน ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
  • สภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสภาที่ปรึกษาอิสลาม (Majlis) ประกอบด้วยสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทุกๆ 4 ปี จำนวน 290 คน ทำหน้าที่ออกกฎหมายและควบคุมฝ่ายบริหาร ประธานฯ คนปัจจุบันคือ นายอาลี อาร์ดาชี ลารีจานี (Ali Ardashi Larijani)

     4. ในการแข่งขันระหว่างกลุ่มการเมืองสายอนุรักษ์นิยมเคร่งศาสนากับกลุ่มปฏิรูปหัวก้าวหน้าในเวทีการเมืองอิหร่าน ปรากฏว่า ในปี 2547 กลุ่มอนุรักษ์นิยม ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งรัฐสภา เนื่องจากได้รับ
การสนับสนุนจากกลุ่มเคร่งศาสนาอิสลามในอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านกลับไปมีนโยบายอนุรักษ์นิยมเคร่งศาสนา ต้านอิทธิพลตะวันตกและพึ่งพาตนเองยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากนโยบายของอิหร่านในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งได้รับการคัดค้านจากหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา

     5. ปัจจุบัน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้แก่ นายมาห์มูด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) ซึ่งมีแนวคิดอนุรักษ์นิยม โดยนายอามาดิเนจาด ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอิหร่านเป็นสมัยที่สอง จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2552 ด้วยคะแนนเสียง 62.63% (ได้รับเลือกและแต่งตั้งเป็นสมัยแรกโดยผู้นำสูงสุด Ayatollah Ali Khamenei เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2548)

นโยบายต่างประเทศ

     1. อิหร่านมีนโยบายมุ่งตะวันออก (Look East) หาพันธมิตรทางการเมืองและการค้าในเอเชียตะวันออกและมีบทบาทสำคัญในโลกมุสลิม อย่างไรก็ตาม การที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมเข้ามามีอำนาจมากขึ้นทำให้นโยบายต่างประเทศของอิหร่าน มีลักษณะเผชิญหน้ามากขึ้นกับสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล

     2. อิหร่านสนับสนุนกลุ่มฮิสบอลเลาะห์ (Hezbollah) ซึ่งเป็นชาวมุสลิมนิกายชีอะต์ในเลบานอน ทั้งยังสนับสนุนกลุ่มฮามาส (Hamas) ซึ่งขณะนี้เป็นรัฐบาลของปาเลสไตน์ และกลุ่มญิฮาด (Jihad) ในปาเลสไตน์ ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้สหรัฐฯ ประณามว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย รวมทั้ง สหรัฐฯ ยังเห็นว่าอิหร่านให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธชีอะต์ในอิรักในการต่อต้านสหรัฐฯ และแทรกแซงการเมืองภายในของอิรักอีกด้วย

     3. กรณีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
         อิหร่านมีโครงการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ตั้งแต่สมัยการปกครองของพระเจ้าชาห์ปาห์ลาวี ต่อมาในปี 2547 โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านกลายเป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมืองเป็นครั้งแรก เมื่อทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) มีข้อมติแสดงความผิดหวังที่อิหร่านไม่ให้ความร่วมมือเปิดเผยข้อมูลโครงการดังกล่าว ซึ่งหลายฝ่ายโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และประเทศตะวันตกหลายประเทศเห็นว่า อิหร่านต้องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อต่อต้านประเทศตะวันตกและใช้ในการก่อการร้าย เนื่องจากอิหร่านมีศักยภาพในการผลิตอาวุธ และพัฒนาเทคโนโลยีจรวดของตน ซึ่งอิหร่านแสดงท่าทีตอบโต้ด้วยการย้ำว่า โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นโครงการเชิงสันติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าสำหรับอนาคต และเดินหน้าพัฒนาโครงการเพิ่มสมรรถนะแร่ยูเรเนียม (centrifuge-aided uranium-enrichment programme) อย่างต่อเนื่อง

        สถานการณ์โครงการนิวเคลียร์อิหร่านได้ลดความตึงเครียดลงไปบ้างเมื่อปลายปี 2550 ซึ่งอิหร่านยินดีให้ความร่วมมือกับ IAEA ในการเปิดเผยข้อมูล Work Plan ระหว่างอิหร่านกับ IAEA เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และเมื่อหน่วยงานข่าวกรองสหรัฐฯ National Intelligence Council (NIC) เปิดเผยรายงาน National Intelligence Estimate (NIE) ที่ระบุว่าอิหร่านได้ระงับแผนดำเนินโครงการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของตนไปแล้วตั้งแต่ปี 2548 อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ และประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่นว่าอิหร่านไม่มีแผนจะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต

         การที่อิหร่านยืนกรานที่จะดำเนินโครงการนิวเคลียร์ ส่งผลให้อิหร่านถูกลงโทษด้วยข้อมติคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการทูตของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council- UNSC) ตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 41 บทที่ 7 มาแล้ว 5 ครั้ง ได้แก่ ข้อมติ UNSC ที่ 1737 (2006)
ข้อมติ UNSC ที่ 1747 (2007) ข้อมติ UNSC ที่ 1803 (2008) ข้อมติที่ UNSC ที่ 1835 (2008) และข้อมติที่ UNSC ที่ 1929 (2010)

         ข้อมติทั้ง 4 ฉบับแรก มีเนื้อหาสรุปคล้ายคลึงกัน โดยเรียกร้องให้อิหร่านยุติการเพิ่มสมรรถนะแร่ยูเรเนียม (uranium enrichment) ในทันที และให้อิหร่านปฏิบัติตามข้อเสนอของ IAEA ให้ประเทศรัฐสมาชิก UN ตรวจสอบสินค้าขนส่ง (cargo) ไป – กลับอิหร่านด้วยเรือหรือเครื่องบินที่เป็นของ Iran Air Cargo และ Islamic Republic of Iran Shipping Line (IRISL) ทั้งที่ท่าอากาศยานและท่าเรือ หากมีข้อสงสัยว่ามีการขนส่งสินค้า วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ หรือเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และให้เฝ้าระวัง/สอดส่องการจัดทำความตกลงใหม่ ซึ่งจะให้ความช่วยเหลือด้านการเงินสำหรับกับการค้ากับอิหร่าน อาทิ การให้เครดิตการส่งออก การให้หลักประกันด้านการค้ากับคนชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้ผลประโยชน์จากการค้าดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ที่มีความละเอียดอ่อนหรือการพัฒนาขีปนาวุธนิวเคลียร์อิหร่าน นอกเหนือไปจากการให้รัฐสมาชิกเฝ้าระวังการเดินทางเข้า – ออกประเทศของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน/การส่งออกกับสถาบันการเงิน และธนาคารอิหร่านที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์และโครงการอาวุธของอิหร่าน

         เมื่อวันที่ 9 มิย 53 UNSC ได้มีมติเห็นชอบต่อข้อมติ UNSC ที่ 1929 (2010) เพื่อคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้ง (12 ประเทศ:เห็นด้วย ตุรกี/บราซิล:คัดค้าน เลบานอน: งดออกเสียง นับเป็นครั้งที่แรกที่มีการลงคะแนนเสียงคัดค้าน และครั้งแรกที่จีนและรัสเซียมีท่าทีสนับสนุนการคว่ำบาตรอิหร่านอย่างชัดเจน) โดยมีเนื้อหาสำคัญที่เพิ่มเติมจากข้อมติเดิม ดังนี้
        
          (1) เพิ่มความเข้มข้นของมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน เช่น ห้ามการเปิดสาขาของธนาคารอิหร่าน
ในประเทศสมาชิกสหประชาชาติ การเปิดสาขาของธนาคารจากประเทศสมาชิกฯ ในอิหร่าน หลีกเลี่ยงการให้ประกันภัยต่อธุรกรรมการเงินกับอิหร่าน ในกรณีที่เกี่ยวข้องกิจการด้านนิวเคลียร์ เป็นต้น

          (2) ห้ามอิหร่านพัฒนาขีปนาวุธ (Ballistic Missiles) ที่สามารถใช้เป็นหัวอาวุธนิวเคลียร์

          (3) นอกจากห้ามการซื้อขายแล้ว ยังห้ามประเทศสมาชิกฯ รับการลงทุนด้านวัสดุชิ้นส่วนนิวเคลียร์
อาวุธยุทธภัณฑ์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องจากอิหร่าน และยังห้ามประเทศสมาชิกฯ สนับสนุนอิหร่านในกิจการเหมืองแร่ยูเรเนียม การผลิตและการใช้ชิ้นส่วนนิวเคลียร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

          (4) เพิ่มจำนวนบุคคลและองค์กรที่ถูกลงโทษสืบเนื่องจากโครงการนิวเคลียร์อิหร่านอีก 1 คนและ 40 องค์กร โดยเน้นบทบาทที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธและให้การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่โครงการนิวเคลียร์ของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) และบริษัทเดินเรือของอิหร่าน (Islamic Republic of Iran Shipping Lines: IRISL)
ผู้สนใจรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมติทั้ง 5 ฉบับสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ http://www.un.org/documents/scres.htm (คลิกที่ปี ตามด้วยเลขข้อมติ)

     4. ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน - สหรัฐอเมริกา มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2487 และมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดต่อกันมาโดยตลอด จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติโค่นล้มชาห์และก่อตั้ง
รัฐอิสลามอิหร่านซึ่งมีนโยบายต่อต้านสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกอื่นๆ อย่างรุนแรง ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจึงตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ และไปสู่จุดแตกหักเมื่อเกิดวิกฤติการณ์กลุ่มนักศึกษาอิหร่านหัวรุนแรงบุกยึดสถานทูตสหรัฐในอิหร่านและจับนักการทูตเป็นตัวประกันยาวนานถึง 444 วันเหตุการณ์นี้ก่อให้เกิด
ความเสียหายทั้งทางด้านเศรษฐกิจและทางด้านการทูตอย่างมาก จนสหรัฐอเมริกาได้ตัดความสัมพันธ์ทาง
การทูตกับอิหร่านและความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองได้ชะงักงันตั้งแต่นั้นมา

         ในยุคของประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิลยู บุช มีการกล่าวหาว่าอิหร่านเป็นหนึ่งในอักษะแห่งความชั่วร้าย ก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ชาวอิหร่าน โดยเฉพาะลัทธินักปฏิรูปและกลุ่มอนุรักษ์นิยมและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเลวร้ายลงอีก

         เมื่อมาถึงยุคของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายของสหรัฐเพื่อเป็นการเตรียมที่จะมีการเจรจากับประเทศที่มีระบอบการปกครองที่แตกต่างกับตนโดยเฉพาะอิหร่าน มีการดำเนินยุทธศาสตร์อย่างตรงไปตรงมาโดยสหรัฐยื่นข้อเสนอให้อิหร่านหยุดโครงการนิวเคลียร์ทางด้านการทหาร ตลอดจนการกระทำใดๆ ที่สหรัฐถือว่าเป็นการก่อการร้าย ซึ่งรวมถึงการให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้าย โดยแลกเปลี่ยนกับการที่สหรัฐจะการหยุดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านชั่วคราว แต่อิหร่านยังคงไม่ตอบสนองต่อข้อเสนอดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าการคว่ำบาตรของสหรัฐส่งผลต่อเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประเทศอื่นๆ เช่นจีนและรัสเซีย ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐไม่น่าจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้

     5. ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน – รัสเซีย อิหร่านเป็นรัฐที่มีความสำคัญต่อนโยบายต่างประเทศของรัสเซียมากที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้เพราะอิหร่านตั้งอยู่ในจุดภูมิศาสตร์ที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญทั้งทางการค้า การเมือง และความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซีย นอกจากนี้อิหร่านยังมีความเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ของรัสเซียในเอเชียกลางและภูมิภาคเทือกเขาคอเคซัสซึ่งรัสเซียถือว่าเป็นเขตอิทธิพลสำคัญของตน ในขณะเดียวกัน รัสเซียยังเป็นตัวแปรสำคัญในยุทธศาสตร์หลักของอิหร่านในการเพิ่มอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาคและการรักษาความมั่นคง ด้วยเหตุนี้ รัสเซียจึงให้การสนับสนุนอิหร่านทั้งในทางการเมือง การทูต และเศรษฐกิจ มีการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำระดับสูง มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขายอาวุธสงครามของรัสเซียให้แก่อิหร่าน และความร่วมมือทางเทคโนโลยีและวัตถุดิบในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

         อย่างไรก็ตาม แม้รัสเซียและอิหร่านจะมีความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในหลายประเด็น แต่ก็มีข้อพิพาทและความไม่พอใจกันระหว่างกัน เช่น ปัญหาแบ่งเขตแดนในทะเลสาปแคสเปียน อันป็นพื้นที่ซึ่งเชื่อกันว่ามีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำรองในปริมาณใกล้เคียงกับอ่าวเปอร์เซีย หรือปัญหาท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งอิหร่านมีโครงการจะสร้างท่อส่งน้ำมันพาดผ่านยุโรปตอนใต้ แต่ไม่ผ่านดินแดนของรัสเซียทำให้รัสเซียไม่พอใจและคัดค้านโครงการดังกล่าว

     6. ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน – สหภาพยุโรป เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและประเทศในยุโรปเสื่อมถอยลงภายหลังการปฏิวัติอิสลามในปี 2522 ยุโรปต่อต้านการขึ้นมามีอำนาจของ อยาโตลเลาะห์ โคห์ไมนี ผู้นำทางศาสนาของอิหร่าน โดยหลายประเทศในยุโรปได้ลดทอนความสัมพันธ์และตัดความช่วยเหลือที่เคยให้กับอิหร่าน อาทิ ความช่วยเหลือจัดตั้งโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งเริ่มต้นในสมัยพระเจ้าชาห์ปาฮ์ลาวี

         ถึงแม้อิหร่านกับสหภาพยุโรปจะมีผลประโยชน์ร่วมกันหลายประการ โดยเฉพาะการที่ยุโรปต้องการก๊าซธรรมชาติจากอิหร่านเพื่อลดการพึ่งพารัสเซีย ในขณะที่ยุโรปเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าเทคโนโลยี เครื่องจักร และเป็นช่องทางของอิหร่านในการทำธุรกรรมกับประเทศอื่นๆทั่วโลก แต่ตั้งแต่กลุ่มอนุรักษ์นิยม เคร่งศาสนาขึ้นมามีอำนาจในการเมืองอิหร่านในช่วงปี 2549 จนถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหภาพยุโรปได้ตกต่ำลง โดยมีเหตุการณ์ขัดแย้งรุนแรงระหว่างกันหลายเหตุการณ์ อาทิ การเกิดเหตุการณ์ประท้วงปาระเบิดเพลิงใส่สถานเอกอัคราชทูตเดนมาร์ก ณ กรุงเตหะราน เพื่อประท้วงการ์ตูนดูหมิ่นพระศาสดาโมฮัมหมัด การที่สมาชิกรัฐสภายุโรปเสนอให้ประธานาธิบดีอิหร่านเป็น Persona non grata เพื่อประท้วงการที่ประธานาธิบดีอิหร่านกล่าวว่าจะ “ลบ” อิสราเอลออกจากแผนที่โลก เป็นต้น

         ในด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี อิหร่านมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสมาชิกสหภาพยุโรป 22 ประเทศโดยมีความสัมพันธ์ทางการค้าใกล้ชิดที่สุดกับอิตาลีและเยอรมนี ในขณะที่ห่างเหินกับฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร เนื่องจากอิหร่านเห็นว่าทั้งสองประเทศในฐานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มักมีจุดยืนสนับสนุนสหรัฐในการประณามและมีท่าทีก้าวร้าวกับอิหร่าน ทั้งในเรื่องปัญหาโครงการนิวเคลียร์ ปัญหาสิทธิมนุษยชน และปัญหาอิทธิพลทางการเมืองของอิหร่านในตะวันออกกลาง

เศรษฐกิจและสังคม

เศรษฐกิจ

     1. นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลของประธานาธิบดีอาห์มาดิเนจาดเป็นไปตามแนวคิดของฝ่ายอนุรักษ์นิยม คือเน้นการกระจายรายได้ให้ผู้ยากไร้ การให้การบริการสวัสดิการสังคมแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและการสนับสนุนให้ภาคเอกชนอิหร่านมีบทบาททางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านเคารพในสัญญาด้านการค้าก๊าซธรรมชาติและน้ำมันกับบริษัทต่างชาติ และสนับสนุนให้มีการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และการขุดเจาะสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยมีโครงการในรูปแบบ สร้าง-บริหาร-ส่งมอบ (Built-Operate-Transfer: BOT) หรือโครงการซื้อคืนน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติที่ได้จากการขุดเจาะสำรวจ (Buy back)

     2. ในด้านการค้ากับต่างประเทศ อิหร่านเน้นนโยบายรักษาดุลการค้าระหว่างประเทศและปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยมีการประเมินและปรับปรุงมาตรการนำเข้าในเดือนมีนาคมทุกปี ซึ่งถือเป็นการช่วงสิ้นปีตามปฏิทินอิหร่าน อย่างไรก็ดี อิหร่านไม่ได้เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organisation: WTO) ซึ่งอำนวยให้อิหร่านสามารถปรับระบบภาษีได้อย่างเสรี และมีภาษีสินค้านำเข้าสูง

      3. เศรษฐกิจอิหร่านได้รับผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ และประเทศตะวันตกนำข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ไปตีความให้ครอบคลุมการทำธุรกรรมในสาขาอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาวุธและนิวเคลียร์ โดยสามารถเห็นได้จากอัตราค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อและอัตราว่างงานในอิหร่านที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี อิหร่านได้ดำเนินนโยบายเสริมสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศเน้นการให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านพลังงาน ส่งผลให้ปัจจุบันอิหร่านยังคงทนรับแรงกดดันได้ เนื่องจากมีเงินทุนสำรอง 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และโดยที่มีน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติสำรองปริมาณมากเป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมันเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม OPEC และที่ 4 ของโลก จึงมีรายได้จากส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งลงทุนทางเลือกในด้านพลังงานสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาหรือแสวงหาตลาดใหม่ เช่น จีน รัสเซีย เกาหลีใต้ เป็นต้น

ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย 

         1. ด้านการเมืองและการทูต

         ประเทศไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่านเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2498 แต่ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับอิหร่าน (ราชอาณาจักรเปอร์เซียในสมัยนั้น) มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยชาเปอร์เซีย ชื่อ เชค อาหมัด (Sheikh Ahmad) ได้เดินทางมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย และรับราชการในราชสำนักไทยจนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาบวรราชนายก และมีลูกหลานสืบเชื้อสายมาจนปัจจุบันในสายสกุลบุนนาค

ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองเป็นไปอย่างราบรื่น และจะครบรอบ 60 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปีนี้ (2558)                                                                        

ทั้งสองฝ่ายมิได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงมาเป็นเวลานาน โดยการพบหารือระดับสูงครั้งล่าสุดคือ

1.1 การพบหารือระหว่างนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับนาย Mohammad Farhadi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ การวิจัยและเทคโนโลยีอิหร่าน เมื่อ 22 ก.พ. 2558 ที่กรุงเตหะราน ระหว่างการเยือนอิหร่านเพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของกลุ่มประเทศไม่ฝักฝ่ายใด (Ministerial Conference on Science, Technology and Innovation of the Non-Aligned Movement – NAM)

1.2 การพบหารือระหว่างนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กับนาย Ibrahim Rahimpour รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระหว่างการประชุมสภารัฐมนตรีกรอบสมาคมแห่งมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Rim Association - IORA) ครั้งที่ ๑๔ เมื่อ ๙ ต.ค. ๒๕๕๗ ที่เมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย

1.3 การพบหารือระหว่าง น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) กับนาย Mahmoud Ahmadinejad (ประธานาธิบดีอิหร่านในขณะนั้น) ในระหว่างการประชุมสุดยอดความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue – ACD) ครั้งที่ 1 เมื่อเดือน พ.ย. 2555 ที่คูเวต

1.4 การพบหารือระหว่างนายสุรพงษ์ โตวิจักขณ์ชัยกุล (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น) กับนาย Ali Akbar Salehi (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านในขณะนั้น) ในระหว่างการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement – NAM) ครั้งที่ 16 เมื่อเดือน ส.ค. 2555 ที่กรุงเตหะราน

ไทยกับอิหร่านมีกลไกประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พาณิชย์ อุตสาหกรรม วิชาการ การเกษตรและวิทยาศาสตร์ (Joint Commission on Economic, Commercial, Industrial, Technical, Agricultural and Scientific Cooperation – JC) โดยฝ่ายไทยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และฝ่ายอิหร่านมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานร่วม การประชุม JC ครั้งล่าสุด (ครั้งที่ 8) จัดขึ้น ที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือน ก.พ. 2554 และการประชุม JC ครั้งที่ 9 มีกำหนดจะจัดขึ้นที่กรุงเตหะราน ในเดือน ธ.ค. 2558 

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศไทยและกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านยังมีกลไกการประชุม Political Consultations (PC) ระหว่างกันในระดับอธิบดี โดยฝ่ายไทยได้จัดการประชุม PC ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2557 ที่กรุงเทพฯ และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2558 โดยมีนายมานพชัย วงศ์ภักดี อธิบดีกรมเอเชียใต้ฯ และนาย Sayed Rasool Mohajer อธิบดีกรมเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เป็นประธานร่วม ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคีและความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับอิหร่านในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการค้าและการลงทุน การแลกเปลี่ยน การเยือน การท่องเที่ยว และการแสวงหาศักยภาพและโอกาสที่มีอยู่ของทั้งสองฝ่ายและได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นระดับภูมิภาค และระหว่างประเทศ

         2. ด้านความร่วมมือพหุภาคี

อิหร่านให้การสนับสนุนไทยในเวทีพหุภาคี เช่น การประชุมสหประชาชาติ การประชุม NAM และสนใจขยายความร่วมมือในกรอบอาเซียน โดยขอสมัครเข้าเป็นคู่เจรจาเฉพาะด้านของอาเซียน (Sectoral Dialogue Partner) และขอเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation – TAC)

         3. ด้านเศรษฐกิจ

ในปี 2557 ไทย – อิหร่าน มีมูลค่าการค้ารวม 357.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.28 จากปี 2556 ซึ่งมีมูลค่าการค้า 336.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ไทยส่งออก 322.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 3.18 จากปี 2556 ซึ่งไทยส่งออก 332.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สินค้าส่งออกไปอิหร่าน ได้แก่ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ข้าว ผลิตภัณฑ์ยาง ยางพารา เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลไม้กระป๋อง และชิ้นส่วนยานยนต์) และนำเข้าจากอิหร่าน 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 10.73 เท่า จากปี 2556 ซึ่งไทยนำเข้า 3.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ ปุ๋ย ยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เคมีภัณฑ์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เชื้อเพลิงอื่น ๆ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค (ทั้งนี้ ไทยไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน)

         4. การลงทุน

        - บริษัท SCG Chemicals มีบริษัทสาขาในอิหร่านคือ บริษัท Mehr Petrochemical (HDPE)           

- บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (PTT-EP) เคยมีโครงการด้านน้ ามัน ก๊าซธรรมชาติและปิโตรเคมี ในอิหร่าน แต่ได้ยุติโครงการเมื่อเดือน ต.ค. 2553 เนื่องจากผลประกอบการไม่คุ้มทุน

         5. การท่องเที่ยว

- ชาวอิหร่านนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย เนื่องจากความพอใจในการบริการ สถานที่ท่องเที่ยว แหล่งซื้อขายสินค้าหลากหลาย บริการด้านสุขภาพที่ดี และความปลอดภัย ซึ่งตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวอิหร่าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีฐานะดี มีกำลังซื้อสูงและเดินทางเป็นครอบครัว

- ในปี 2557 มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวอิหร่าน 73,359 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ทำให้จำนวนเที่ยวบินที่ทำการบินมีจำนวนลดลง ปัจจุบัน สายการบิน Mahan Air มีเที่ยวบิน เส้นทางเตหะราน – กรุงเทพฯ – เตหะราน 5 เที่ยวต่อสัปดาห์ และสายการบิน Qeshm มีเที่ยวบิน เส้นทางเตหะราน – กรุงเทพฯ – เตหะราน 1 เที่ยวต่อสัปดาห์ (ทุกวันศุกร์) โดยเริ่มทำการบินในเส้นทางดังกล่าว เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2558 ส่วนสายการบิน Iran Air ได้ยกเลิกท าการบินมาไทยแล้ว

- กรมการบินพลเรือน คค. ได้จัดสรรสิทธิการบินไปอิหร่านให้กับบริษัท Thai Air Asia X จำกัด โดยอยู่ระหว่างขออนุญาตเปิดเส้นทางการบิน ซึ่ง สอท. ณ กรุงเตหะราน ได้แจ้งหน่วยงานอิหร่านที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้ว ทั้งนี้ เมื่อมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านถูกยกเลิก สายการบินของอิหร่านก็น่าจะเพิ่มเที่ยวบิน/เปิดเที่ยวบินมาไทยอีกครั้ง

6. ความตกลงที่สำคัญ

- ทั้งสองฝ่ายได้ทำความตกลง/บันทึกความเข้าใจระหว่างกันจนถึงปัจจุบัน รวม 13 ฉบับ อาทิ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้ง JC บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่าง กต. ของทั้งสองฝ่าย สนธิสัญญาการโอนตัวผู้ต้องคำพิพากษาและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการต่อต้านการลักลอบการค้ายาเสพติดวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและสารตั้งต้น

- ปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำความตกลงอีกประมาณ 30 ฉบับ อาทิ ความตกลง ว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ความตกลงด้านการเกษตร บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการ และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคง

7. การเสด็จเยือน/การเยือนที่สำคัญ

7.1 ฝ่ายไทย 

7.1.1 พระราชวงศ์                                                                                                                           - พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนอิหร่านอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 23 – 30 เมษายน 2510 (ค.ศ. 1967) ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งอิหร่าน 

- สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนอิหร่าน ระหว่างวันที่ 7 – 12 ธันวาคม 2519 (ค.ศ. 1976) ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของเจ้าชาย เรซา ปาห์ลาวี มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่าน                                                                                                                                                             - สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ         เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอิหร่าน ระหว่างวันที่ 22 – 26 เมษายน 2520 (ค.ศ. 1977) ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของเจ้าหญิงฟาราห์ – นาซ ปาห์ลาวี พระราชธิดาในสมเด็จพระจักรพรรดิ และสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งอิหร่าน        

- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอิหร่าน ระหว่างวันที่ 17 – 21 เมษายน 2547 (ค.ศ. 2004) ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของนางมาซูเมห์ อิบทีการ์ (Masoumeh Ebtekar) รองประธานาธิบดีอิหร่าน 

7.1.2 รัฐบาล                                                                                                                                   - นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนอิหร่านอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 20 – 23 พฤศจิกายน 2541 (ค.ศ. 1998)                                                                         - นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนอิหร่านอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 2 – 7 กรกฎาคม 2542 (ค.ศ. 1999)                                                                               - นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนอิหร่านอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 5 – 7 กันยายน 2547 (ค.ศ. 2004)                                                                                 - นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนอิหร่าน เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement หรือ NAM) ระหว่างวันที่ 27 – 31 สิงหาคม 2555 (ค.ศ. 2012) 

7.2 ฝ่ายอิหร่าน 

7.2.1 พระราชวงศ์                                                                                                                           - สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งอิหร่าน เสด็จฯ เยือนไทย ระหว่างวันที่ 22 – 29 มกราคม 2511 (ค.ศ. 1968) ตามคำทูลเชิญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ                                                                                                                                   - เจ้าชายเรซา ปาห์ลาวี มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่าน เสด็จฯ เยือนไทย ระหว่างวันที่ 4 – 8 มกราคม 2521 (ค.ศ. 1978) ในฐานะพระราชอาคันตุกะของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร 

7.2.2 ผู้นำทางศาสนาระดับสูง                                                                                                         - อญาโตลลอฮ์ มุฮัมมัด อะลี ตัชกีรี (Ayatollah Muhammad Ali Taskhiri) เลขาธิการองค์กรสมาพันธ์แห่งโลกเพื่อความสมานฉันท์ระหว่างส านักคิดในอิสลาม (World Forum for Proximity of Thoughts of Islamic Schools) เยือนไทย ระหว่างวันที่ 18 – 20 กรกฎาคม 2550 (ค.ศ. 2007) เพื่อเข้าร่วมการสัมมนา “Role of Muslims in Proximity of Religions” จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจ าประเทศไทย

7.2.3 ระดับรองประธานาธิบดี                                                                                                           - นายฮามิด เรซา บาราดาราน โชรากา (Hamid Reza Baradaran Shoraka)                       รองประธานาธิบดีอิหร่าน เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง: ทางเลือกในการพัฒนา” จัดโดยกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 8 – 10 พฤศจิกายน 2547 (ค.ศ. 2004) - นายเอสฟานด์ยาร์ ราฮิม มาชาอี (Esfandyar Rahim Mashaee) รองประธานาธิบดีอิหร่าน เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดงานสัมมนาการเฉลิมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับอิหร่าน ครบรอบ 50 ปี ระหว่างวันที่ 22 – 24 พฤศจิกายน 2548 (ค.ศ. 2005)                                               - นายโมฮัมหมัดจาหวัด โมฮัมมาดิซาเดห์ (Mohammad-Javad Mohammadizadeh) รองประธานาธิบดีอิหร่าน เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับผู้น าด้านน้ าแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 2 (2nd Asia-Pacific Water Summit) ที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 19 – 20 พฤษภาคม 2556 (ค.ศ. 2013) 

7.2.4 ระดับรัฐมนตรี                                                                                                                         - ดร. คามาล คาราซี (Kamal Kharrazi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เยือนไทย ระหว่างวันที่ 8 – 10 พฤศจิกายน 2542 (ค.ศ. 1999)                                                                       - ดร. คามาล คาราซี (Kamal Kharrazi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เยือนไทย ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ โดยเดินทางโดยสายการบินมาฮันแอร์ (Mahan Air) เที่ยวบินปฐมฤกษ์ระหว่างวันที่ 4 – 7 มิถุนายน 2543 (ค.ศ. 2000)                                                                   - ดร. คามาล คาราซี (Kamal Kharrazi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เยือนไทย ระหว่างวันที่ 23 – 24 เมษายน 2544 (ค.ศ. 2001)                                                                           - นายโมฮัมหมัด อะลี ฮาดี นาจัฟ อาบาดี (Mohamad Ali Hadi Najaf Abadi) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เยือนไทย ระหว่างวันที่ 14 – 17 ธันวาคม 2545 (ค.ศ. 2002)             - นายมานูเชอร์ มอตตากี (Manuchehr Mottaki) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เยือนไทย ระหว่างวันที่ 23 – 26 กุมภาพันธ์ 2549 (ค.ศ. 2006)

        

ความตกลงและความร่วมมือ

  • ความตกลงทวิภาคีว่าด้วยการขนส่งอากาศระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
    วันที่ลงนาม 25 เมษายน 2545
  • ข้อตกลงว่าด้วยการหารือและความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยและกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน
    วันที่ลงนาม 06 กรกฎาคม 2542
  • บันทึกความเข้า ใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจพาณิชยก รรมอุตสาหกรรม วิชาการ เกษตรกรรม และวิทยาศาสตร์ระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
    วันที่ลงนาม 12 สิงหาคม 2533
  • ความตกลงทางวัฒนธรรมระหว่างรัฐบาลแห่งพระมหากษัตริย์ไทยกับรัฐบาลแห่งพระจักรพรรดิ์อิหร่าน
    วันที่ลงนาม 11 กันยายน 2519
  • ความตกลงทางการค้าระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งจักรวรรดิอิหร่าน
    วันที่ลงนาม 12 พฤศจิกายน 2512
  • สนธิสัญญาทางไมตรีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับจักรวรรดิ์อิหร่าน
    วันที่ลงนาม 02 กุมภาพันธ์ 2510