Saudi Arabia / ซาอุดีอาระเบีย

ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย
Kingdom of Saudi Arabia

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Saudi Arabia / ซาอุดีอาระเบีย
ที่ตั้ง      ประเทศซาอุดีอาระเบียตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทิศเหนือติดอิรักและจอร์แดน ทิศตะวันออกติดคูเวต กาตาร์ และบาห์เรน ทิศตะวันตกติดกับอียิปต์ และทิศใต้ติดเยเมน ติดอ่าวอาหรับ (อ่าวเปอร์เซีย) ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลแดงทางทิศตะวันตก 

พื้นที่     2,149,690 ตร.กม. โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย  

ภูมิอากาศ     มี 2 ฤดู คือฤดูร้อน (เม.ย.-ต.ค.) อุณหภูมิ 35-50 องศาเซลเซียส และฤดูหนาว (พ.ย.-มี.ค.) อุณหภูมิ 9-27 องศาเซลเซียส 

ประชากร 30.6 ล้านคน (2557) 

เมืองหลวง     กรุงริยาด (Riyadh)

เมืองสำคัญ     เจดดาห์ (Jeddah) มักกะห์ (Makkah) ทาอีฟ (Taif) เมดินา (Medina) และดัมมัม (Dammam) พลเมือง ประมาณ 25.51 ล้านคน

ศาสนา     อิสลาม (ส่วนใหญ่สุหนี่ – วะหะบี มีซีอะห์ ประมาณ 5 แสนคน)

ภาษาราชการ    อาหรับ 

ประมุข สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อับดุลอาซิซ อัล ซาอูด ผู้พิทักษ์สองมหามัสยิด อันศักดิ์สิทธิ์ 
(King Salman bin Abdulazis Al Saud, The Custodian of the two Holy Mosques) 

นายกรัฐมนตรี สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อับดุลอาซิซ อัล ซาอูด 

รมว.กต. เจ้าชายซาอูด อัลไฟซาล (Saud Al-Faisal)

วันชาติ 23 กันยายน

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 1 ตุลาคม 2500

สกุลเงิน    ซาดุดีริยาล อัตราแลกเปลี่ยน ริยาล (1 SAR = 9.55 ) (สถานะ ณ สิงหาคม 2558)

รายได้ประชาชาติ
     778 พันล้านเหรียญสหรัฐ (2557)

รายได้ประชาชาติต่อหัว     25,400 เหรียญสหรัฐ (2557) 

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ   ร้อยละ 4.6

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 2.8   

เงินทุนสำรอง
725.71 พันล้าน USD

อุตสาหกรรมหลัก น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียม

สินค้านำเข้าที่สำคัญ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ รถยนต์ อาหารแปรรูป สิ่งทอ

สินค้าส่งออกที่สำคัญ น้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ จีน สหรัฐฯ เยอรมนี เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อิตาลี อินเดีย

ตลาดส่งออกที่สำคัญ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐฯ เกาหลีใต้ อินเดีย สิงคโปร์

การเมืองการปกครอง

ประวัติศาสตร์

   ประวัติศาสตร์ประเทศซาอุดีอาระเบียเริ่มขึ้นประมาณปี 1950 ในใจกลางคาบสมุทรอาระเบีย เมื่อ Mahammad bin Saud ผู้นำท้องถิ่นได้ร่วมมือกันกับ Mahammad Abd Al-Wahhab ผู้นำทางศาสนาก่อตั้งอาณาจักรใหม่ขึ้นมา แต่ประเทศที่เป็นซาอุดีอาระเบียในปัจจุบันนั้นสถาปนาขึ้นโดย King Abd Al-Aziz Al-Saud (หรือเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ Ibn Saud) ในปี 1902 Ibn Saud ได้ยึดริยาดซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของราชวงศ์ซาอุดคืนมาจากพวก Al-Rashid ซึ่งเป็นศัตรูคู่แข่งของราชวงศ์ซาอุด ต่อจากนั้น ก็ได้ยึดเมืองต่างๆ มาได้ ได้แก่ Al-Hasa Nejd และ Hijzaz ในปี 1932 Ibn Saud ได้ทำการรวมประเทศขึ้นเป็นราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

   การเจรจาทำสนธิสัญญาแบ่งเส้นเขตแดนระหว่างซาอุดีอาระเบียกับจอร์แดน อิรัก และคูเวต มีขึ้นช่วงทศวรรษ 1920 และได้มีการจัดตั้ง "neutral zones" ขึ้นด้วยกัน 2 เขตคือระหว่างซาอุดีฯ กับอิรัก และซาอุดีฯ กับคูเวต ในปี 1971 ได้มีการแบ่งเขตเป็นกลางระหว่างซาอุดีฯ และคูเวต โดยให้แต่ละฝ่ายแบ่งทรัพยากรน้ำมันกันอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนการแบ่งเขตเป็นกลางระหว่างซาอุดีฯ กับอิรักได้เสร็จสิ้นลงในปี 1983 ทางด้านเขตแดนตอนใต้ที่ติดกับเยเมนนั้น มีการเจรจาแบ่งเขตแดนโดยสนธิสัญญา Taif ในปี 1934 แต่ก็สิ้นสุดลงด้วยการสู้รบระหว่างสองประเทศ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ เขตแดนระหว่างซาอุดีฯ และเยเมนในบางพื้นที่ก็ยังมิได้แบ่งลงไปอย่างแน่ชัด ส่วนเขตแดนที่ติดกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นั้นสามารถตกลงกันได้ในปี 1974 สำหรับเขตแดนกับกาตาร์นั้นยังเป็นปัญหาอยู่

   Ibn Saud สิ้นพระชนม์ในปี 1953 และพระราชโอรสองค์โตคือเจ้าชาย Saud ได้ขึ้นครองราชย์ต่อมาอีก 11 ปี ในปี 1964 King Saud ได้สละราชสมบัติให้กับเจ้าชาย Faisal ซึ่งเป็นน้องชายต่างมารดาและดำรงตำแหน่งรมว.กต.อยู่ด้วย King Faisal เป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียพัฒนาไปสู่ระบบที่ทันสมัย

   ซาอุดีฯ มิได้ส่งกำลังทหารเข้าร่วมรบในสงครามหกวันระหว่างอาหรับและอิสราเอล แต่ได้ให้เงินช่วยเหลือรายปีแก่อียิปต์ จอร์แดน และซีเรียเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ ในช่วงสงครามอาหรับ-อิสราเอล ปี 1973 ซาอุดีฯ ได้เข้าร่วมการคว่ำบาตรทางน้ำมันต่อสหรัฐฯ และเนเธอร์แลนด์ ในฐานะสมาชิกของ OPEC ซาอุดีฯ ได้ร่วมกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ขึ้นราคาน้ำมันในปี 1971 ภายหลังสงครามปี 1973 ราคาน้ำมันได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมากนำความมั่งคั่งและอิทธิพลทางการเมืองมาสู่ซาอุดีฯ

   ในปี 1975 King Faisal ถูกลอบสังหารโดยหลานชายของพระองค์เอง King Khalid น้องชายต่างมารดาได้ขึ้นเป็นกษัตริย์คนต่อมาและยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย King Khalid ได้แต่งตั้งเจ้าชาย Fahad น้องชายต่างมารดาของพระองค์เป็นมกุฎราช-กุมารและมอบหมายให้มีอำนาจให้ดูแลกิจการภายในประเทศและต่างประเทศ ในรัชสมัยของ King Khalid เศรษฐกิจของซาอุดีฯ ได้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและซาอุดีฯ ได้มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในเวทีการเมืองในภูมิภาคและในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในปี 1982 King Fahad ได้ขึ้นครองราชย์และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน King Khalid ซึ่งสิ้นพระชนม์ลง King Fahad ได้แต่งตั้งเจ้าชาย Abdullah น้องชายต่างมารดาซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการ Saudi National Guard ขึ้นเป็นมกุฎราชกุมาร ส่วนเจ้าชาย Sultan รัฐมนตรีกลาโหมซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของ King Fahad ได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีคนที่สอง

   ภายใต้รัชสมัยของพระราชาธิบดีฟาฮัดเศรษฐกิจของซาอุดีฯ ได้ปรับสภาพให้เข้ากับรายได้จากน้ำมันซึ่งมีราคาตกต่ำลงอย่างมากอันสืบเนื่องมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกซึ่งตกต่ำลงในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน ซาอุดีฯ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการให้มีการหยุดยิงระหว่างอิรัก-อิหร่านในปี 1988 และในการก่อตั้งคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศรัฐริมอ่าว 6 ประเทศ

   ในระหว่างปี 1990-1991 พระราชาธิบดีฯ มีบทบาทสำคัญทั้งก่อนหน้าและระหว่างสงครามอ่าว (Gulf War) โดยพระองค์ได้ช่วยเป็นจุดศูนย์กลางในการระดมความสนับสนุนความช่วยเหลือ และได้ใช้อิทธิพลของพระองค์ในฐานะผู้พิทักษ์สุเหร่าศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองแห่ง (Custodian of the Two Holy Mosques) ชักชวนให้ประเทศอาหรับและอิสลามเข้าร่วมในกองกำลังผสมต่อต้านอิรัก

การเมืองการปกครอง

     เดิมซาอุดีอาระเบีย มีการเมืองการปกครองตามหลักกฎหมายอิสลาม (Sharia) กษัตริย์ทรงมีอำนาจเด็ดขาดและสูงสุดในการบริหารประเทศ ต่อมาหลังสงครามอิรัก-คูเวต ในปี 1991 มีความเคลื่อนไหวของประชาชนบางส่วนเรียกร้องการมีส่วนร่วมในทางการเมือง จึงได้มีการประกาศใช้กฎหมายพื้นฐาน (basic law) ซึ่งเป็นเสมือนรัฐธรรมนูญของประเทศ กำหนดให้มีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กษัตริย์ทรงแต่งตั้งและถอดถอนคณะรัฐมนตรี แต่งตั้งสภาที่ปรึกษา (Shoura Council) โดยในการดำเนินนโยบายที่สำคัญบางด้านจะทรงปรึกษาหารือฝ่ายศาสนา ทหาร สมาชิกราชวงศ์ ภาคธุรกิจและประชาชนด้วย

     ปัจจุบันรัฐบาลซาอุดีอาระเบียกำลังดำเนินการปฏิรูปทางการเมืองและการบริหารทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากการเลือกสมาชิกสภาเทศบาลตามเมืองต่างๆ จำนวนครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด การส่งเสริมการปรึกษาหารือระหว่างทุกภาคส่วนของสังคม (national dialogue) เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการเมืองการปกครองในอนาคต

      รัฐบาลซาอุดีอาระเบียเน้นนโยบายในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพภายในประเทศ ในขณะเดียวกันก็พยายามเสริมสร้างบทบาทความเป็นผู้นำในโลกมุสลิมและกลุ่มอาหรับและให้ความสำคัญกับความร่วมมือในกรอบคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Corporation Council-GCC) เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นและความมั่นคงของกลุ่มอาหรับและกลุ่มประเทศ GCC นอกจากนั้น ปัจจุบันกษัตริย์อับดุลลาห์ยังเร่งดำเนินการต่อต้านการก่อการร้าย โดยเสนอให้จัดตั้งศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายสากล (International Center for Combating Terrorism)และการเพิ่มพูนความสัมพันธ์และความร่วมมือในประเทศในเอเชีย

      ซาอุดีอาระเบีย แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 13 เขต หรือ ภาค ได้แก่

     (1) Riyadh Region (2) Makkah Region (3) Eastern Region

     (4) Madinah Region (5) Qassim Region (6) Aseer Region

     (7) Jizan Region (8) Najran Region (9) Tabuk Region

     (10) Hail Region (11) Baha Region (12) Jouf Region

     (13) Northern Border Region

      กองกำลังทางทหารของซาอุดีอาระเบียประกอบด้วย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ Air Defense Force, National Guard, Ministry of Interior Forces (กองกำลังพลเรือน)

นโยบายด้านต่างประเทศ

   ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญทางการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจในโลกอิสลาม กลุ่มอาหรับและภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นศูนย์กลางของโลกมุสลิมและเป็นที่ตั้งขององค์กรมุสลิมที่สำคัญ อาทิ Organization of Islamic Cooperation (OIC), Gulf Cooperation Council (GCC), Islamic Development Bank (IDB) ซาอุดีอาระเบียให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อประเทศในกลุ่ม GCC ประเทศเพื่อนบ้านและกลุ่มอาหรับในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันซาอุดีอาระเบียพยายามขยายบทบาทของตนในกระบวนการสันติภาพตะวันออกกลาง โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2545 กษัตริย์ Abdullah (ขณะทรงเป็นมกุฎราชกุมาร) ได้เสนอแผนสันติภาพ (Abdullah Peace Initiative) ตามหลักการ Land for Peace โดยขอให้อิสราเอลถอนจากดินแดนอาหรับที่ถูกยึดครองทั้งหมด เพื่อแลกกับการที่กลุ่มประเทศอาหรับทั้งหมดจะทีความสัมพันธ์

เศรษฐกิจและสังคม

เศรษฐกิจการค้า

     ซาอุดีอาระเบียมีระบบเศรษฐกิจแบบมีรัฐเป็นผู้นำ (State-led Economy) มีทรัพยากรน้ำมันเป็นพื้นฐานและเป็นตัวนำในการพัฒนา ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันอันดับ 1 ของโลก และมีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุด (1 ใน 4 ของโลก) อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญใน OPEC และในการรักษาเสถียรภาพราคาและระดับอุปทานน้ำมันในตลาดโลก ในแต่ละปี ผลผลิตภาคน้ำมันของซาอุดีอาระเบียคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของ GDP รายได้จากการส่งออกน้ำมันคิดเป็นร้อยละ 90-95 ของรายได้การส่งออกทั้งหมด หรือคิดเป็นร้อยละ 70-80 ของรายได้รัฐบาล เศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียจึงมีลักษณะพึ่งพาภาคน้ำมันสูง (oil dependence)

     ภาวะเศรษฐกิจในปี 2547 อยู่ในระดับที่ดีมาก (GDP เติบโตร้อยละ 5.3 และมีมูลค่ารวม 248.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทำการผลิตน้ำมันได้เพิ่มขึ้น (เฉลี่ยวันละ 10.4 ล้านบาร์เรล) กอปรกับการที่ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น (เฉลี่ยตลอดปีอยู่ในระดับ 35 ดอลลาร์สรอ/บาร์เรล) ทำให้มีรายได้จากการส่งออกน้ำมัน 106 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์ของซาอุดีอาระเบีย (ในช่วง 5 ปีก่อนหน้านี้ มีรายได้โดยเฉลี่ยปีละ 69 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และทำให้รัฐบาลมีงบประมาณเกินดุล 26.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกินดุลร้อยละ 10 ในขณะเดียวกันในปี 2548 ซาอุดีอาระเบียทำการผลิตน้ำมันได้เฉลี่ยวันละ 9.6 ล้านบาร์เรล ทำให้รัฐบาลมีรายได้ในปี 2548 ประมาณ 140 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ GDP มีมูลค่ารวมประมาณ 310.2 พันล้านดอลลารสหรัฐ และปริมาณสำรองเงินตราต่างประเทศ 90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

     เศรษฐกิจภาคที่ไม่ใช่น้ำมัน (non-oil) ในปี 2547 มีการขยายตัวร้อยละ 5.7 สูงที่สุดในรอบ 22 ปี ภาคที่เติบโตสูงได้แก่ โทรคมนาคม การก่อสร้าง ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมการผลิต (manufacturing) นับว่าซาอุดีอาระเบียมีเศรษฐกิจเข้มแข็งมากที่สุดในกลุ่มประเทศอาหรับ ในปี 2547

      ภาวะเศรษฐกิจที่ดีในระยะปัจจุบัน และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้น และการมีสภาพคล่องในระบบน่าจะทำให้เศรษฐกิจ มีเสถียรภาพและแนวโน้มที่ดีในปี 2549 ซึ่งน่าจะทำให้รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย มุ่งผลักดันการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ การเพิ่มงบประมาณด้านการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสวัสดิการสังคม เช่น กษัตริย์อับดุลลาห์ได้ทรงประกาศเพิ่มงบลงทุนเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็น 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะเดียวกันก็คาดว่าจะเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงและการทหารไปพร้อมกันด้วย

      นอกจากนั้น ภาวะเศรษฐกิจที่ดีทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ จัดให้ซาอุดีอาระเบีย มีระดับความน่าเชื่อถือสูง กล่าวคือ Standard & Poors (S&P) จัดให้อยู่ในระดับ A ซึ่ง Fitch Ratings จัดให้อยู่ในระดับ A และ Moody’s Investors Services จัดให้อยู่ในระดับ B อย่างไรก็ดี ซาอุดีอาระเบียก็ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญปัญหาหนึ่ง คือ ปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะหลังจากที่รัฐบาลต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายด้านการทหารและความมั่นคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในต้นปี 2546 รัฐบาลซาอุดีอาระเบียจึงประกาศเริ่มดำเนินนโยบาย Saudization เพื่อส่งเสริมให้กำลังแรงงานชาวซาอุดีอาระเบียมีงานทำมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคนซาอุดียังไม่นิยมทำงานหนักหรืองานที่ต้องใช้ทักษะความรู้เฉพาะด้าน ทำให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะจำกัดจำนวนให้มีแรงงานต่างชาติไม่เกินร้อยละ 20 ของประชากรซาอุดีอาระเบีย ทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 25 ล้านคน เกี่ยวกับเรื่องนี้ Dr. Ghazi Al-Qusaibi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานซาอุดีอาระเบีย ได้กล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2547 ว่า ได้กำหนดเป้าหมายที่จะเร่งลดจำนวนแรงงานต่างชาติให้เร็วยิ่งขึ้น คือจะลดลงปีละ 100,000 คน เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานชาวซาอุดีอาระเบียเข้ามาแทนที่

ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

     1. ความสัมพันธ์ทั่วๆ ไป

         ซาอุดีอาระเบีย นับเป็นประเทศอาหรับประเทศแรกๆ ที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย (1 ตุลาคม 2500) ในชั้นแรกยังไม่มีการแต่งตั้งเอกอัครราชทูต คงมีเพียงการแลกเปลี่ยนผู้แทนทางกงสุลระหว่างกัน โดยไทยเปิดสถานกงสุลใหญ่ที่เมืองเจดดาห์ และซาอุดีอาระเบียเปิดสถานกงสุลใหญ่ที่กรุงเทพมหานคร

         เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2509 ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงแลกเปลี่ยนผู้แทนทางการทูตระหว่างกัน โดยยกฐานะสถานกงสุลใหญ่ของแต่ละฝ่ายขึ้นเป็นสถานเอกอัครราชทูต ซาอุดีอาระเบียได้ตั้งกงสุลใหญ่ซึ่งประจำการในประเทศไทยอยู่แล้ว คือ Sheikh Abdulrahman Al-Omran เป็นเอกอัครราชทูตคนแรก ส่วนไทยได้แต่งตั้งอุปทูตไปประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ เมืองเจดดาห์

         ต่อมาเมื่อ 4 มิถุนายน 2518 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำซาอุดีอาระเบีย (เอกอัครราชทูตประสงค์ สุวรรณประเทศ) และเมื่อปี พ.ศ. 2527 ซาอุดีอาระเบียได้ย้ายเมืองหลวงไปยังกรุงริยาด คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อ 15 มกราคม 2528 ย้ายสถานเอกอัครราชทูตไปยังกรุงริยาด และเปิดสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์

     2. ด้านการเมือง

        ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศดำเนินไปอย่างราบรื่น มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับต่างๆ โดยต่อเนื่อง จนกระทั่งการเกิดคดีโจรกรรมเครื่องเพชรของเจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด คดีฆาตกรรมนักการทูตซาอุดีอาระเบีย (3 คดี รวม 4 ศพ) และคดีการหายสาบสูญของนักธุรกิจซาอุดีอาระเบียในระหว่างปี พ.ศ. 2532-2533

         ก่อนการเกิดคดีต่างๆ ข้างต้น ซาอุดีอาระเบียมีความสำคัญต่อไทยในหลายด้าน ได้แก่

         1) เป็นตลาดแรงงานที่ใหญ่ที่สุดของไทยในตะวันออกกลาง โดยจากสถิติของกรมแรงงาน (กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ในขณะนั้น) ในบางช่วงเคยมีแรงงานไทยสูงถึง 300,000 คน นำรายได้เข้าประเทศโดยเฉลี่ยปีละ 9,000 ล้านบาท ขณะที่ในปัจจุบันมีคนไทยอาศัยอยู่ในซาอุดีอาระเบียประมาณ 15,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานเก่าก่อนเกิดปัญหาความสัมพันธ์ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานฝีมือหรือกึ่งฝีมือ และคนงานในภาคบริการ เช่น ประกอบกิจการร้านอาหารไทย พนักงานธนาคาร และบริษัทห้างร้านต่างๆ เป็นต้น

         2) แม้ความสัมพันธ์จะได้รับผลกระทบจากคดีที่เกิดขึ้น แต่จนถึงปัจจุบันซาอุดีอาระเบียก็ยังคงเป็นแหล่งพลังงานอันดับต้นๆ ของไทย โดยในช่วงปี 2543-2546 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบียมากเป็นอันดับสาม (รองจาก UAE และโอมาน) เฉลี่ยปีละ 800-1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

         3) เป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญอันดับสองของไทยในตะวันออกกลาง และเป็นตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดใหญ่ที่สุดของไทยในตะวันออกกลาง

         4) เป็นศูนย์กลางของศาสนาอิสลาม มีศาสนสถานศักดิ์สิทธ์ของชาวมุสลิมที่เมืองมักกะห์ และมาดีนะ ในแต่ละปีมีผู้แสวงบุญชาวไทยเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ประมาณปีละ 1 หมื่นคน (ในปี 2548 มีชาวไทยมุสลิมเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ 10,451 คน)

         5) เป็นประเทศที่ให้ความช่วยเหลือไทยในด้านต่างๆ เช่น Saudi Fund for Development ได้ให้เงินกู้ เพื่อการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเมื่อปี 2524 และ Islamic Development Bank ของซาอุดีอาระเบียได้ให้เงินช่วยเหลือในการก่อสร้างอิสลามวิทยาลัย จังหวัด ยะลา เป็นจำนวน 32 ล้านบาท เมื่อปี พ.ศ. 2528

        คดีต่างๆ ข้างต้น มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์เป็นอย่างมาก โดยเป็นผลให้ซาอุดีอาระเบียมีมาตรการตอบโต้ไทย ประกอบด้วย การห้ามมิให้คนซาอุดีอาระเบียเดินทางมาไทย การไม่ออกวีซ่าให้คนไทยไปทำงานในซาอุดีอาระเบียเพิ่มขึ้น การไม่ให้การตรวจลงตราไป-กลับ ( Exit-re-entry Visa) แก่คนงานไทยในซาอุดีอาระเบียที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศ และการลดระดับตัวแทนทางการทูตเป็นระดับอุปทูต

     3. ด้านเศรษฐกิจการค้า

        แม้จะมีปัญหาความสัมพันธ์ต่อกันที่ผ่านมาฝ่ายซาอุดีอาระเบีย ก็มิได้ปิดกั้นการติดต่อทางการค้า และธุรกิจระหว่างเอกชนทั้งสองฝ่าย แต่ก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนหรือส่งเสริม คงเพียงปล่อยให้มีการดำเนินการไปตามปกติ ในขณะที่ภาคเอกชนซาอุดีอาระเบียต้องการขยายการติดต่อกับไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งมีการต่อต้านสินค้าตะวันตกในระดับประชาชนในซาอุดีอาระเบีย ได้ปรากฏแนวโน้มที่ผู้นำเข้า ผู้ประกอบการซาอุดีอาระเบีย มีความต้องการติดต่อกับประเทศในเอเชีย รวมทั้งการนำเข้าจากประเทศไทยมากขึ้น

         ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบีย เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญอันดับสองของไทยในตะวันออกกลาง (รองจาก UAE) การค้าระหว่างทั้งสองประเทศในปี 2552 มีมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 5,808.94ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 1,819.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 3,989.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยขาดดุล 2,169.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซาอุดีอาระเบียเป็นแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบที่สำคัญอันดับ 2 ของไทย (รองจาก UAE) ระหว่างปี 2543-2549 ไทยนำเข้าเฉลี่ยปีละ 800-2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในปี 2552 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบ 3,343 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนั้น สินค้าเข้าที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่เคมีภัณฑ์ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์และน้ำมันสำเร็จรูป สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์

        ในด้านการส่งออกนั้น สินค้าของไทยส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ที่สำคัญได้แก่ รถยนต์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ อาหารทะเลแปรรูป เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผ้าผืน สินค้าไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีและได้รับการยอมรับในตลาดซาอุดีอาระเบีย จากการมีราคาที่แข่งขันได้ และมีคุณภาพทัดเทียมสินค้าของประเทศอุตสาหกรรมใหม่อื่นๆ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน สินค้าที่มีการขยายตัวและมีอนาคตเชิงธุรกิจในตลาดซาอุดีอาระเบียสูง ได้แก่ อุปกรณ์ โทรคมนาคม อุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้า อุปกรณ์การกลั่นน้ำทะเล อะไหล่รถยนต์ สินค้าที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์รักษาความปลอดภัย สินค้าเกษตร ผักผลไม้สด อาหารฮาลาล เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น

         ปัญหาสำคัญในการติดต่อการค้าระหว่างกันได้แก่ ข้อจำกัดในการให้ตรวจลงตราแก่นักธุรกิจไทย ทำให้การขยายช่องทางการติดต่อ การเพิ่มพูนมูลค่าการค้าทำได้ไม่กว้างขวางพอ ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยได้หาทางขยายตลาดในซาอุดีอาระเบีย โดยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเมืองเจดดาห์และที่กรุงริยาด ซึ่งเป็นช่องทางเดียวที่จะได้รับการตรวจลงตราจากฝ่ายซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ตาม ต่อมา ซาอุดีอาระเบียได้ผ่อนคลายมาตรการเกี่ยวกับการตรวจลงตรา ซึ่งเป็นผลให้มี การเยือนของภาคเอกชนมากขึ้น ที่สำคัญ ได้แก่

  • ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ประพัฒน์ โพธิวรคุณ) ได้เดินทางไปเยือนซาอุดีอาระเบีย (20-23 พฤษภาคม 48) ได้พบหารือกับผู้บริหารองค์กรภาคเอกชน (กึ่งราชการ) ที่สำคัญของซาอุดีอาระเบีย ได้แก่ Saudi Arabia General Investment Authority (SAGIA) และ Saudi Arabian Basic Industries Corporation (SABIC) และ Saudi Chambers of Commerce and Industry โดยได้มีหนังสือเชิญนาย Abdulrahman Al Jeraisy ประธาน Saudi Chambers of Commerce and Industry มาเยือนไทย ซึ่งนาย Abdulrahman ตอบรับจะมาเยือนไทยในปี 2549
  • การเยือนซาอุดีอาระเบียของผู้บริหารธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (27 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 48) เพื่อแสวงหาความร่วมมือกับธนาคารซาอุดีอาระเบีย เช่น National Commercial Bank

     4. ด้านความร่วมมือและการช่วยเหลือ

        ซาอุดีอาระเบียเคยให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลไทยตามโครงการเงินกู้จากกองทุนซาอุดีอาระเบียเพื่อการพัฒนา (The Saudi Fund for Development) ทั้งนี้ เมื่อปี 2524 รัฐบาลไทยได้เคยกู้เงินจากกองทุนฯ เป็นจำนวนเงินประมาณ 175 ล้านริยาล หรือประมาณ 51.47 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาโครงการไฟฟ้าท้องถิ่น ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าลิกไนท์ แม่เมาะ หน่วยที่ 4 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต และโครงการเร่งรัดพัฒนาไฟฟ้าชนบทระยะที่ 2 ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
หมายเหตุ : กองทุนซาอุดีอาระเบียเพื่อการพัฒนาเป็นสถาบันการเงินของรัฐบาลเริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2518 มีทุนตามกฎหมายประมาณ 1 หมื่นล้านริยาล หรือประมาณ 2,941 ล้านเหรียญสหรัฐ กองทุนฯ ที่ให้ความสำคัญกับโครงการพัฒนาด้านการคมนาคมและการขนส่ง การพลังงาน การเกษตร โครงการพื้นฐานด้านสังคม สาธารณูปโภค และการทำเหมืองแร่
ธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม (IDB) ของซาอุดีฯ ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือโครงการสร้างวิทยาลัยอิสลาม ที่จังหวัดยะลา ประมาณ 32 ล้านบาท เมื่อปี 2528 และต่อมาเมื่อปี 2533ประธาน IDB ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดอาคารเรียนดังกล่าวด้วย

การเยือนของผู้นำระดับสูง

     การเสด็จเยือนของราชวงศ์

     ฝ่ายไทย

  • พลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการเมื่อ 27 มกราคม 2528
  • พลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเยือนระหว่าง 4-11 ตุลาคม 2532 ตามคำทูลเชิญของเจ้าชาย Naif bin Abdulaziz Al-Saud รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซาอุดีอาระเบีย และได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงมหาดไทยของทั้งสองประเทศ เพื่อร่วมมือกันป้องกันและปราบปรามการก่อการร้ายสากล และดูแลให้ความปลอดภัยแก่เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต
  • ร้อยตรีประพาส ลิมปะพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนระหว่าง 10-12 กุมภาพันธ์ 2533 เพื่อแสดงความเสียใจในเหตุการณ์และคดีที่เกิดขึ้น
  • นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนระหว่าง 29 ธันวาคม 2533 - 2 มกราคม 2534 เพื่อแสดงท่าทีสนับสนุนซาอุดีอาระเบียในช่วงสงครามอ่าวอาหรับ
  • นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนในฐานะอามีรุ้ลฮัจย์ ระหว่าง 22-28 เมษายน 2536 และได้เข้าพบเจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด เจ้าของเพชรซึ่งถูกโจรกรรม
  • นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รัฐมนตรีว่าการคมนาคม เดินทางไปซาอุดีอาระเบียเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2545 เพื่อเข้าร่วมประชุม World Muslim League และได้เข้าเฝ้ากษัตริย์ Fahad bin Abdulaziz Al-Saud และเจ้าชาย Abdullah bin Abdulaziz Al-Saud มกุฎราชกุมาร พร้อมผู้เข้าร่วมประชุม WML อื่นๆ
  • นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนซาอุดีอาระเบีย ระหว่าง 19-20 เมษายน 2547 ตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย และได้เข้าเฝ้าฯ และหารือกับ Crown Prince Abdullah Al Saud รองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 และผู้สำเร็จราชการของซาอุดีอาระเบีย (ตำแหน่งในขณะนั้น) เกี่ยวกับคดี ที่คั่งค้างและแนวทางความร่วมมือในอนาคตเช่น เรื่อง ACD และการร่วมมือด้านการข่าวเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย
  • นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นำคณะเยือนซาอุดีอาระเบีย เพื่อเจรจาเตรียมการฮัจย์ ระหว่างวันที่ 14-17 พฤษภาคม 2548
  • นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างปะเทศ เป็นผู้แทนพระองค์และผู้แทนรัฐบาล เดินทางไปร่วมพิธีพระศพกษัตริย์ฟาฮัด ระหว่างวันที่ 2-3 สิงหาคม 2548
  • นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2548 เพื่อมอบสารนายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลเชิญเสด็จกษัตริย์อับดุลลาห์ร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

     ฝ่ายซาอุดีอาระเบีย

     การเยือนของฝ่ายซาอุดีอาระเบียส่วนใหญ่เป็นการเยือนอย่างไม่เป็นทางการ    

     การเยือนของภาคเอกชน และองค์กรด้านศาสนาอิสลาม และองค์กรสาธารณกุศล ที่สำคัญ ได้แก่

  • การเยือนของเจ้าชาย Mohammad bin Nawaf bin Abdulaziz, Director General of Inspection กระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียเพื่อติดตามคดีที่คั่งค้าง ระหว่างวันที่ 11-14 เมษายน 2536
  • เจ้าชาย Turki bin Fahad bin Jalwi Al-Saud ประธานสันนิบาตมุสลิมโลก (World Muslim League) เดินทางมาเยือนเพื่อร่วมพิธีเปิดวิทยาลัยอิสลามยะลา ระหว่างวันที่ 8-9 พฤศจิกายน 2541
  • การเยือนของนาย Sulaiman Saleh Al Ogla คณบดีบรรณารักษ์ศาสตร์ มหาวิทยาลัย King Saud และนาย Khaled Al Al Arfaj คณบดีบรรณารักษ์ศาสตร์ มหาวิทยาลัย Imam Mohammad ระหว่างวันที่ 18-22 สิงหาคม 2542 ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ
  • การเยือนของคณะนักธุรกิจผู้นำเข้าสินค้าอาหารและเกษตรซาอุดีอาระเบีย ระหว่างวันที่ 6-12 กันยายน 2546 ตามโครงการของกระทรวงการต่างประเทศ
  • การเยือนของคณะสื่อมวลชนซาอุดีอาระเบีย ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม- 2 สิงหาคม 2547
  • เจ้าชาย Abdulaziz bin Bandar ผู้ช่วยผู้อำนวยการ General Intelligence Presidency ของซาอุดีอาระเบีย เดินทางมาพบและหารือกับผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองของไทย เมื่อเดือนกันยายน 2547
  • การเยือนของนาย Abdulrahman Al Sawailarn ประธานสภาเสี้ยววงเดือนแดงซาอุดีอาระเบีย (Saudi Red Crescent Society) เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ ระหว่างวันที่ 27-29 มกราคม 2548

ข้อมูลด้านกงสุล

ผู้แทนทางการทูต

ฝ่ายไทย

Royal Thai Consulate-General
2 Safwan Ibn Wahab Street (92),
Falestine Street, Behind Jeddah Dome,
Sharafia Dist.3,
P.O. Box 2224, Jeddah,
Saudi Arabia, 21451 
Tel. (+966) 561-912-260 , (+966) 509-002-103 (Riyadh)  
Tel. 00966-12-550-521-218 , 00966-12-555-441-539 (Jaddha)  
Fax. (966-2) 665-5318

ฝ่ายซาอุดีอาระเบีย

The Royal Embassy of Saudi Arabia
82 Saeng Thong Thani Bldg., 23rd
& 24thFL., North Sathorn Rd., Silom,
Bangrak, Bangkok, 10500
Tel. :0-2639-2999 ,0-2639-2960-3
Fax. :0-2639-2950

ความตกลงและความร่วมมือ

  • ความตกลง ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย เพื่อการเว้นการเก็บภาษีในลักษณะถ้อยทีถ้อยปฏิบัติในส่วนของภาษีเรัยกเก็บ จากกิจกรรมของวิสาหกิจการขนส่งทางอากาศของประเทศทั้งสอง
    วันที่ลงนาม 10 พฤษภาคม 2537
  • ความตกลง ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรซาอุดิอาราเบีย เพื่อการเว้นการเก็บภาษีในลักษณะถ้อยทีถ้อยปฏิบัติในส่วนของภาษีเรียกเก็บ จากกิจกรรมของวิสาหกิจ การขนส่งทางอากาศของประเทศทั้งสอง
    วันที่ลงนาม 10 พฤษภาคม 2537
  • ความตกลง ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย ว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างอาณาเขตของแต่ละฝ่ายและพ้นจากนั้นไป
    วันที่ลงนาม 08 กรกฎาคม 2527