เอเชียกลาง

  
24/06/2011

วิถีชีวิตแบบเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนของชาวเอเชียกลาง

                 ศิลปะแห่งการดำรงชีวิตบนโลกใบนี้ มีหลากหลายรูปแบบ ทุกชน ทุกหมู่เหล่าก็ต่างที่จะแสวงหาวิถีชีวิตที่ตนเองพึงปรารถนา วิถีชีวิตแบบเร่อนเลี้ยงสัตว์ของชาวเอเชียกลางดั้งเดิมที่กลายเป็นอารยธรรมที่มีความเป็นตัวตน ผ่านความผูกพันอันลึกซึ้งที่พวกเขามีต่อกองคาราวานสัตว์ภายใต้ท้อ’ฟ้าสีครามและทุ่งหญ้าเพียงเบาบาง เคลื่อนย้ายไปสู่แผ่นดินแห่งใหม่ตลอดเวลาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ต้องพึ่งพิงความปราณีตจากสภาพภูมิอากาศอยู่เสมอ

                 ดินแดน“เอเชียกลาง” สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยทะเลทรายและที่ราบทุ่งหญ้า ไม่ค่อยมีต้นไม้สูง มีสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ในฤดูร้อนแห้งแล้งมากและเย็นยะเยือกในฤดูหนาว สภาพพื้นดินที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ผู้คนในภูมิภาคนิยมประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่ดั้งเดิม อาทิเช่น ม้า แพะ แกะและอูฐ จนกลายเป็นวิถีการดำรงชีวิตที่มีความผูกพันกับสัตว์เลี้ยงของพวกเขาอย่างลึกซึ้ง

                 ชนเผ่าที่มีวิถีชีวิตแบบเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนในดินแดนเอเชียกลาง อันเนื่องมาจากการโยกย้ายอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ชาวเอเชียกลางมีบรรพบุรุษที่มีที่มาจากการผสมผสานระหว่างชาวซินเธียนส์จากยุโรปกับพวกฮวน-นั้ง(ชาวฮวน)จากตะวันออกซึ่งต่อมาเราเรียกพวกนี้ว่าอินโด-ซินเธียนส์หรืออินโด-อารยัน บางส่วนมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณเตอร์กิสถานตะวันออกหรือดินแดนที่เป็นส่วนหนึ่งของมณฑลซินเกียงในปัจจุบัน ส่วนใหญ่พบว่าเป็นชนเผ่าเร่ร่อนชาวเติร์กในประเทศเตอร์กิสถานและชาวตาตาร์(ชาวฮวน) มีชาวมองโกล ชาวแมกยาร์(ฮังการี่) และชาวอลันส์บริเวณเทือกเขาคอเคซัส อีกทั้งยังมีชนเผ่าคาซัคในประเทศคาซัคสถาน ชนเผ่าคีร์กีซ(Kyrgyz)เป็นต้น ชนเผ่าเหล่านี้ดำรงชีวิตเร่ร่อนที่ไม่สร้างอาณาจักรเป็นหลักเป็นแหล่งสำหรับตนเอง เพราะดำรงชีวิตด้วยการเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก ทำให้ต้องดั้นด้นไปทุกหนทุกแห่งที่สามารถให้หญ้าและน้ำแก่ม้าและแกะซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจของตนได้ และเพราะการที่ไม่มีหลักแหล่ง พวกเร่ร่อนมิใช่ชนชาติที่ไม่มีอารยธรรม แต่พวกเขามีอารยธรรมในแบบของตนที่มีความชำนาญในการดำรงชีพเฉพาะตัว แม้พวกเขาจะไม่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง แต่จะสร้างเมืองในทุกหนทุกแห่งที่เร่ร่อนไป เมืองที่สร้างทำหน้าที่เป็นสถานี ตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าและเป็นจุดกำเนิดของศิลปวิทยาการต่างๆอีกด้วย

                ชาวฮวนในเอเชียกลางเร่ร่อนไปทั่วโดยมีอาณาเขตจรดทะเลสาบแคสเปียนทางตะวันตกไปจนจรดอาณาจักรเปอร์เซียทางทิศไต้ เข้าครอบครองที่ราบทุ่งหญ้าสเตปป์(Steppe) ในไซบีเรียและมองโกเลีย รวมทั้งขยายอิทธิพลเข้าไปทางตอนเหนือและตะวันตกของจีนอยู่บ้าง จนชาวจีนต้องสร้างกำแพงสกัดกั้นการขยายดินแดนของพวกเขา

                   การเร่ร่อนนั้นมีทั้งแบบฟาร์มปศุสัตว์ขนาดเล็ก เช่น ชนเผ่าคาซัค ในประเทศคาซัคสถานและเลี้ยงแบบเร่ร่อนไปตามสภาพภูมิประเทศ ส่วนมากจะเป็นบริเวณทางตอนใต้ของทะเลอารัล(Aral Sea )

                  ในสมัยเจงกีสข่าน พวกเร่ร่อนชาวมองโกลเคลื่อนย้ายไปเลี้ยงสัตว์บริเวณทุ่งหญ้าสเตปป์ตลอดแนวจากตอนใต้ของไซบีเรียไปจนถึงลุ่มแม่น้ำดานูบที่อุดมสมบูรณ์กว่าและมีฤดูร้อนที่ยาวกว่าเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของตน วิถีชีวิตชนเผ่าเร่ร่อนขนาดใหญ่ จะไปพร้อมกับกองคาราวานสัตว์ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสัตว์ประเภทที่กินพืชเป็นอาหาร อพยพไปตามฤดูกาล ซึ่งระยะเวลาและสถานที่นั้นจะพิจารณาจากความต้องการของสัตว์และอาหารเป็นหลัก ดำรงชีวิตบริเวณดินแดนทางตะวันออกของทะเลสาบแคสเบียนซึ่งเป็นบริเวณที่แห้งแล้ง แต่พวกเขาจะอาศัยอยู่ในเต้นท์หรือที่อยู่อาศัยที่ง่ายๆตลอดทั้งปี พึ่งพาตนเองในเรื่องของอาหารและสิ่งที่จำเป็นสำหรับเผ่า พวกเขาดำเนินชีวิตไปตามวัฏจักรซึ่งในฤดูร้อนพวกเขาจะเคลื่อนย้ายไปตามหุบเขาสูงเย็นและในฤดูหนาวจะเคลื่อนย้ายไปตามที่ราบลุ่มทุ่งหญ้าเสตปป์ และมักจะสร้างฟาร์มขนาดเล็กขึ้นเพื่อปลูกพืชผักที่สามารถให้อาหารได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วอีกด้วย มีการทำการค้าขนาดเล็กจากบรรดาสัตว์เลี้ยง เพราะในภูมิภาคกึ่งแห้งแล้งนี้ไม่มีชลประทานที่เอื้ออำนวยในการเพาะปลูก ซึ่งรูปแบบการดำรงชีวิตแบบสัตว์เลี้ยงเร่ร่อนจะสามารถปรับตัวได้ดีกับลักษณะภูมิประเทศเช่นนี้ มีความเป็นอิสระจากสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะเมื่อมีภัยแห้งแล้งเกิดขึ้น พวกเขาจะสลายกองคาราวานสัตว์เลี้ยงของพวกเขาไปยังแหล่งที่อยู่ใหม่แต่ในขณะเดียวกันกับกลุ่มชนเผ่าที่ประกอบอาชีพทางการเกษตรในเขตเชิงเขาและที่ราบลุ่มน้ำนั้น ต้องประสบกับความล้มเหลวของการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพราะความแห้งแล้ง ในเอเชียกลาง การดำรงชีวิตแบบเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ จึงเป็นการลดความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

                สำหรับพวกเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ที่ปราศจากทุ่งหญ้าก็เสมือนดั่งปลาที่ขาดน้ำ จึงเป็นความจำเป็นที่พวกเร่ร่อน อาทิ ชาวมองโกล ต้องหาทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ทางดินแดนทางใต้ซึ่งมีหิมะละลายเร็วกว่า ปัจจัยดังกล่าวบางครั้งส่งผลให้การดำเนินชีวิตของพวกเขาต้องเผชิญกับการสงครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ การสู้รบกับชาวจีน แต่การสู้รบกับชาวจีนซึ่งเป็นชาติที่มีอารยะธรรมเจริญกว่าชาติใดในโลก ทำให้พวกเร่ร่อนชาวมองโกลได้รับวัฒนธรรมใหม่และผสมผลสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนมากขึ้น ได้เรียนรู้ศิลปะการสู้รบและสิ่งประดิษฐ์ต่างๆของชาวจีนอาทิ การใช้ดินปืน การใช้พลุให้สัญญาณ และการใช้เข็มทิศนำมาประยุกต์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำสงคราม และเมื่อนำมาผสมผสานกับความชำนาญในการใช้ม้าเป็นพาหนะซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะตัวของชาวมองโกล ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าสิ่งประดิษฐ์ของคนจีนต่างๆข้างต้นที่ชาวมองโกลนำมาใช้ในการทำสงคราม โดยเฉพาะการใช้ดินปืนนั้น ยังไม่มีฝรั่งตะวันตกชาติไหนประดิษฐขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 12

                ลักษณะการดำรงชีวิตท่ามกลางความผูกพันกับกองคาราวานสัตว์นี้ ยังถ่ายทอดอารยธรรมมองโกลให้ชุมชนเร่ร่อนในยุโรปอีกด้วย โดยเฉพาะศิลปะการขี่ม้า การใช้ม้าเป็นพาหนะและเครื่องมือแรงงานลักษณะต่างๆ ซึ่งพวกฮวนชาวมองโกลจากเอเชียกลางรู้จักมานับเป็นพันปีก่อนนี้แล้ว  

             ลักษณะบุคลิกภาพของชนเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์จะมีทักษะในการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว รักอิสระ ผู้นำกลุ่มจะต้องมีความสามารถโดยตรงในการเคลื่อนย้ายฝูงสัตว์และกล้าตัดสินใจในกลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้ทรัพยากรที่ขาดแคลนในบางช่วงของฤดูกาลโดยไม่ต้องรอคำปรึกษา จะต้องทำด้วยความง่ายดายและไม่ลังเล กล้าหาญและมีทักษะในการควบคุม ลักษณะเหล่านี้ส่งผลให้เด็กผ้ชายที่เติบโตขึ้นมาในชนเผ่าจะได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษซึ่งจะถูกฝึกให้มีความกล้าหาญและรักศักดิ์ศรี

                วัฒนธรรมในการดำรงชีวิตของชนเผ่าจะอาศัยความกินง่ายอยู่ง่าย อาหารของพวกเขาจึงประกอบขึ้นจากเนื้อสัตว์เป็นหลัก ซึ่งนอกจากจะเป็นสัตว์เลี้ยงแล้วยังสามารถนำมาเป็นอาหารได้อีกด้วย อาทิ ชูจูก(Shuzhuk) กาซี (Kazy) เป็นต้น ซึ่งเป็นอาหารที่สามารถเก็บไว้ได้นานส่วนใหญ่อาศัยการตากแห้ง การหมัก นอกจากนั้น ยังได้นมสดจากสัตว์เลี้ยงของพวกเขามาแปรรูปเป็นเนยและโยเกิร์ตไว้รับประทานได้นานอีกด้วย สำหรับที่พักอาศัยชั่วคราวในแบบกระโจมนั้น ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับชนเผ่าที่เร่ร่อนไปมาไม่อยู่กับที่ ซึ่งเราจะเห็นได้จากชนเผ่าเร่รอนที่ดำรงอาชีพการเลี้ยงสัตว์ทั่วไปในภูมิภาคอื่นๆของโลก อาทิ เช่น ชนเผ่าเบดูอิน(Bedouin) ในภูมิภาคเอเชียตะวันตก หรือในภูมิภาคอื่นก็จะมีลักษณะที่คล้ายๆกัน จะมีการตกแต่งภายในด้วยพรมแบบสีสันจากธรรมชาติซึ่งทอมาจากขนสัตว์ของพวกเขาเองจากบรรดาผู้หญิงที่มีเวลาว่างจากการทำงาน มีการบรรเลงดนตรีเพื่อสร้างความครื้นเครงแทนบรรยากาศอันเงียบสงบและที่สำคัญวัฒนธรรมที่น่าประทับใจซึ่งถือว่าเป็นการให้เกียรติกับชนเผ่าเร่ร่อนก็คือ การต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยอาหารที่ถูกประกอบขึ้นอย่างดี ถูกจัดวางไว้อย่างเต็มโต๊ะอาหารอีกด้วย

               ฉะนั้น โลกทุกวันนี้ซึ่งถือได้ว่ามีความเจริญทางวัตถุรวดเร็วมาก ดังนั้นบางครั้งการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายจึงอาจถูกมองว่าเป็นความล้าหล้งของสังคมไป ชนเผ่าที่เลือกวิถีวิตแบบเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบ ถึงแม้จะเลวร้ายบ้าง ห่างไกลจากสังคมเมือง พึ่งพิงตนเอง และมีเอกลักษณ์เฉพาะในการดำรงชีพ

               ปัจจุบัน รัฐบาลในของประเทศในแถบเอเชียกลาง พยายามยับยั้งให้ชนเผ่าเหล่านี้หยุดการเคลื่อนย้าย เพื่อลดขนาดของฝูงสัตว์และเพื่อป้องกันไม่ให้มีการแพร่กระจายการเล็มทุ่งหญ้า มากกว่าที่จะเห็นกลุ่มเหล่านี้เป็นรูปแบบการดำรงชีวิตที่มีฝูงสัตว์เป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง สร้างเศรษฐกิจขนาดเล็กที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และสามารถมีความปลอดภัยท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่ไม่แน่นอน ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงสีสันแห่งการดำรงชีวิตในดินแดนกึ่งทะเลทรายและแห้งแล้ง เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอันโหดร้ายที่หล่อหลอมให้คนในเอเชียกลางมีความอดทน และขยันสร้างอารยธรรมเฉพาะตนขึ้นมาให้โลกได้รู้ว่าดินแดนแห่งนี้ยังมีหลายสิ่งที่น่าค้นหาอีกมากมาย


โดย
กัณทิมา   มานมาน
คณะวิทยาลัยอิสลามศึกษา
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

อ้างอิงจาก:
www.pastoralpeoples.org/pastoralists.htm
www.slideshare.net/.../central-asia-pastoralist-presentation
www.fao.org/sd/rodirect/ROan0009.htm
www.anthro.palomar.edu/subsistence/sub_3.htm
www.en.wikipedia.org/wiki/Nomadic_pastoralism
http://sameaf.mfa.go.th/th/country/central-asia/tips_detail.php?ID=1879
http://th.thaiembassymoscow.com/articles/?section=d2&artid=24

ภาพจาก www. google.co.in
 


หากท่านใดต้องการเผยแพร่บทความหรือข้อมูลจากเว็บไซต์ เพื่อความรู้หรือประโยชน์ทางการศึกษา โปรดอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลให้ชัดเจน

และกรุณาแจ้งให้ทราบที่   »  E-mail : sameaf.info@gmail.com