South Africa / แอฟริกาใต้

สาธารณรัฐแอฟริกาใต้
Republic of South Africa

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

South Africa / แอฟริกาใต้ ที่ตั้ง ตั้งอยู่ใต้สุดของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือติดกับนามิเบีย บอตสวานา ซิมบับเว ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับโมซัมบิกและสวาซิแลนด์ ทิศตะวันออกติดกับมหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก

พื้นที่ 1,219,090 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง กรุงพริทอเรีย (Pretoria)

ประชากร 53.7 ล้านคน (ประมาณการปี 2558)

ภูมิอากาศ สภาพอากาศอบอุ่น มีแสงแดดตลอดปี 

ภาษาราชการ อังกฤษ และ Afrikaans (ภาษาถิ่นที่มีผู้ใช้มาก เช่น IsiNdebele, IsiZulu)

ศาสนา Zion Christian ร้อยละ 11.1 Pentacostal/Charismatic ร้อยละ 8.2 Catholic ร้อยละ 7.1 Methodist
ร้อยละ 6.8 อิสลามร้อยละ 1.5 คริสต์นิกายอื่นๆ ร้อยละ 46.5 ไม่มีศาสนา ร้อยละ 15.1 อื่น ๆ ร้อยละ 3.7 


ประธานาธิบดี : นายเจค็อบ เกดเลยีห์เลคีซา ซูมา Mr. Jacob Gedleyihlekisa Zuma  (เข้ารับตำแหน่งวาระที่ 2 เมื่อ 24 พ.ค. 2557)

รมว.กต. : นางสาวไมเต อึนโคอานา-มาซาบาเน่ Ms. Maite Nkoana-Mashabane (เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 11 พ.ค.2552)

สกุลเงิน : แรนด์แอฟริกาใต้(ZAR)

อัตราแลกเปลี่ยน : 1ZAR =2.51 บาท (สถานะ ณ วันที่ 1 ส.ค. 2559)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ : 317.3 พันล้านUSD* (ไทย: 395.2 พันล้านUSD)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ : ร้อยละ 1.4* (ไทย: ร้อยละ 2.8)

รายได้ประชาชาติต่อหัว : 5,694.57 USD (IMF) (ไทย : 5,878.2 USD)

อัตราเงินเฟ้อ : ร้อยละ 4.8* (ไทย: ร้อยละ -0.9)

เงินทุนสำรอง :   44.28 พันล้าน USD* (ไทย : 156.5 พันล้าน USD)

อุตสาหกรรมหลัก : เหมืองแร่ (ทองคำขาว ทอง และโครเมียม) ชิ้นส่วนรถยนต์ งานโลหะ เครื่องจักร สิ่งทอ เหล็กและเหล็กกล้า เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย อาหาร การซ่อมเรือพาณิชย์

สินค้านำเข้าที่สำคัญ : เครื่องจักรกลและชิ้นส่วนเครื่องจักรกล  เคมีภัณฑ์  ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ อาหาร

สินค้าส่งออกที่สำคัญ : ทองคำ เพชร ทองคำขาว เหล็กและแร่อื่น ๆ เครื่องจักรและอุปกรณ์

ประเทศคู่ค้าสำคัญ นำเข้าจาก : จีน เยอรมนี  สหรัฐอเมริกา ซาอุดีอาระเบีย ญี่ปุ่น อินเดีย ส่งออกไปยัง จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์


การเมืองการปกครอง

ประธานาธิบดี นายเจคอบ เกดเลยิกีซ่า ซูมา (Jacob Gedleyihlekisa Zuma) ดำรงตำแหน่งเมื่อ 9 พฤษภาคม 2552

รัฐมนตรีต่างประเทศ นางไมเต อึนโคอานา-มาชาบาเน่ (Maite Nkoana-Mashabane) ดำรงตำแหน่งเมื่อ 10 พฤษภาคม 2552   

ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ เป็นระบบสองสภา โดยมีประธานาธิบดี  ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง เป็นประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี แต่ไม่เกิน 2 วาระ

การเมืองการปกครอง
แอฟริกาใต้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งในสภาผู้แทนราษฎร ดำรงตำแหน่งวาระละ ๕ ปี ติดต่อกันได้ไม่เกิน ๒ วาระ คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งของประธานาธิบดี ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบสองสภา ประกอบด้วยสมาชิกคณะมนตรีเขตการปกครองแห่งชาติ (National Council of Provinces)[1] จำนวน ๙๐ ที่นั่ง (คัดเลือกจากฝ่ายนิติบัญญัติของแต่ละเขตการปกครอง ทั้ง ๙ เขต เขตละ ๑๐ ที่นั่ง) มีวาระ ๕ ปี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๔๐๐ ที่นั่ง ซึ่งทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรงในแบบสัดส่วน มีวาระ ๕ ปี (เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗) ฝ่ายตุลาการประกอบด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลอุทธรณ์สูงสุด ศาลสูง และศาลปกครอง

แอฟริกาใต้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนาและเผ่าพันธุ์ มีภาษาที่ใช้เป็นภาษาทางการถึง ๑๑ ภาษา ภาษาหลักคือ อังกฤษ และ Afrikaan สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๐๔ (ค.ศ.๑๙๖๑) ถูกปกครองโดยคนผิวขาวซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย และมีนโยบายการปกครองแบบแบ่งแยกเชื้อชาติ (Racial Segregation) และการกีดกันสีผิวอย่างรุนแรง (Apartheid) จนกระทั่งสหประชาชาติประกาศคว่ำบาตรแอฟริกาใต้ในปี ๒๕๒๐ และประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติได้ยุติการติดต่อทางการเมืองกับแอฟริกาใต้ แรงกดดันทั้งจากในประเทศและจากนานาชาติส่งผลให้นโยบายเหยียดผิวในแอฟริกาใต้ผ่อนคลายลง โดยได้มีการจัดการเลือกตั้งอย่างไม่แบ่งแยกเผ่าพันธุ์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๓๗ ผลปรากฏว่า ผู้นำผิวดำที่มีบทบาทสำคัญในการยุตินโยบายเหยียดผิวคือ นายเนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรก (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี ๒๕๓๗-๒๕๔๒) และพรรคการเมือง African National Congress (ANC) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำในการต่อสู้รัฐบาล Apartheid ชนะการเลือกตั้งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล และครองอำนาจการเมืองต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

นายทาโบ อึมเบกิ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจากนายแมนเดลา ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๒ ได้ประกาศลาออก เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๑ เนื่องจากปัญหาภายในพรรค ANC ทำให้นายคกาเลมา โมแลนเต (Kgalema Motlanthe) รองประธานพรรค ANC ได้รับการรับรองจากรัฐสภาให้เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีภายใน ๑ วันหลังจากที่นายอึมเบกิลาออก และได้แต่งตั้งรองประธานาธิบดี และคณะรัฐมนตรีของนายอึมเบกิเข้ามาทำงานในตำแหน่งเดิมเกือบทั้งคณะ ส่งผลให้รัฐบาลสามารถประคองสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองของประเทศโดยรวมได้ รัฐบาลของนายโมแลนเตบริหารประเทศเพียงช่วง ๖ เดือน (ระหว่างกันยายน ๒๕๕๑ – เมษายน ๒๕๕๒) ซึ่งอยู่ในในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้ง

การแตกแยกภายในพรรคและการแบ่งพวกระหว่างผู้สนับสนุนนายอึมเบกิและผู้สนับสนุนนายซูมา ส่งผลให้พรรค ANC อ่อนแอลง อนึ่ง สมาชิกพรรค ANC จำนวนหนึ่งได้แยกตัวออกไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ ได้แก่ พรรค The Congress of the People (Cope) เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ โดยมีนายโมซิอัวร์ เลโกตา (Mosiuoa Lekota) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม เป็นประธานพรรค วิเคราะห์กันว่า พรรค Cope มีศักยภาพจะเป็นคู่แข่งที่สำคัญของพรรค ANC ได้ในอนาคต

ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗
เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ได้ประกาศผลการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งเป็นการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนรัฐสภาเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ โดยพรรค African National Congress (ANC) ภายใต้การนำของนาย Jacob Zuma ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้คนปัจจุบัน ได้รับชัยชนะโดยได้รับคะแนนเสียงร้อยละ ๖๒.๑๕ ของคะแนนเสียงทั้งหมด ส่วนพรรค Democratic Alliance (DA) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านได้รับคะแนนเสียงเพียงร้อยละ ๒๒.๒๓ ขณะที่พรรคการเมืองอื่นๆ ซึ่งได้สมัครรับเลือกตั้งอีก ๒๗ พรรค ได้คะแนนเสียงรวมกันร้อยละ ๑๕.๖๒ ของคะแนนเสียงทั้งหมด ส่งผลให้นาย Jacob Zuma ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้เป็นสมัยที่ ๒ ติดต่อกันและเป็นสมัยสุดท้ายตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง ๕ ปี

การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงความต้องการของชาวแอฟริกาใต้ผิวดำที่ยังคงต้องการให้พรรค ANC ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของนาย Nelson Mandela ที่ต่อต้านนโยบายการแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) ของรัฐบาลผิวขาวของแอฟริกาใต้ในอดีตให้บริหารประเทศต่อไป ถึงแม้ว่าจะได้รับความนิยมน้อยลงจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๙ ประมาณร้อยละ ๓.๘ ก็ตาม ทั้งนี้พรรค ANC เป็นพรรคที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปของแอฟริกาใต้ติดต่อกัน ๕ สมัย ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๙๔ ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในแอฟริกาใต้

นอกจากนี้ ถึงแม้จะมีการประเมินก่อนการเลือกตั้งว่า พรรค ANC จะได้รับคะแนนเสียงน้อยลงมาก เนื่องจากมีการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารรัฐบาลของนาย Jacob Zuma และพรรค ANC ในระยะ ๒-๓ ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องที่พรรค ANC ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการว่างงานและปัญหาอาชญากรรมได้ ซึ่งการที่พรรค ANC ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็สะท้อนว่าชาวแอฟริกาใต้ ยังลงคะแนนเสียงให้พรรค ANC เนื่องจากชาวแอฟริกาใต้ผิวดำมองว่า พรรค ANC เป็นพรรคที่ได้ต่อสู้เพื่อชาวผิวดำในอดีต และเป็นพรรคของนาย Nelson Mandela ซึ่งเป็นรัฐบุรุษและบุคคลที่ชาวแอฟริกาใต้มีความชื่นชมมาก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของนาย Jacob Zuma ยังต้องเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้ในเชิงโครงสร้าง เช่น การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ โครงสร้างสาธารณูปโภคที่ไม่เพียงพอ และอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูง

แอฟริกาใต้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ แม้จะมีกระบวนการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลที่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างปกติ เนื่องจากปัจจัยหลายประการ รวมทั้งบทบาทของพรรค ANC ซึ่งมีอิทธิพลเป็นอย่างสูงต่อการเมืองของแอฟริกาใต้ โดยพรรค ANC สามารถครองตำแหน่งเสียงข้างมากในรัฐสภาและเป็นรัฐบาลนับตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๙๔ จนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถควบคุมรัฐบาลในหลายระดับ โดยที่พรรคฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถคานอำนาจได้ แม้ว่าพรรคฝ่ายค้านหลัก คือพรรค DA จะมีนโยบายที่ดึงดูดคนผิวดำมากขึ้น และได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดสูงขึ้น (๒๒%) เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้เมื่อปี ค.ศ.๒๐๐๙ (๑๖.๗%) ก็ตาม อีกทั้งพรรค ANC ยังพยายามควบคุมสื่อและข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ นอกจากนั้น ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ และปัญหาการคอร์รัปชันที่เพิ่มสูงขึ้น ก็เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของแอฟริกาใต้เช่นกัน  

นโยบายต่างประเทศ
นโยบายต่างประเทศของแอฟริกาใต้มีลักษณะของการทูตเชิงเศรษฐกิจ โดยมุ่งหวังให้ประเทศต่าง ๆ มองแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเสรีที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ แอฟริกาใต้มีเป้าหมายที่จะเป็นประเทศศูนย์กลางในการฟื้นฟูศักยภาพของทวีปแอฟริกาทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ และมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและระงับข้อพิพาทในหลายพื้นที่ในทวีปแอฟริกา เช่น แองโกลา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โมซัมบิก รวันดา บุรุนดี และซิมบับเว ทั้งนี้แอฟริกาใต้เชื่อมั่นว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้งในทวีปแอฟริกานั้น ควรให้ประเทศในแอฟริกามีบทบาทนำในการเจรจาแก้ปัญหา

แอฟริกาใต้เป็นสมาชิกผู้มีบทบาทสำคัญในการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาคของประเทศในแอฟริกา ได้แก่ กลุ่มประชาคมเพื่อการพัฒนาภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Development Community – SACU) สหภาพแอฟริกา (African Union – AU) สหภาพศุลการกรแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Customs Union – SACU) และตลาดร่วมสำหรับแอฟริกาตะวันออกและตอนใต้ (Common Market for Eastern and Southern Africa – COMESA)

แอฟริกาใต้ได้รับเลือกจากที่ประชุมสมัชชาองค์การสหประชาชาติให้เป็นสมาชิกไม่ถาวรของ UNSC ในฐานะตัวแทนของกลุ่มแอฟริกาวาระปี ๒๕๕๐-๒๕๕๑ และมีท่าทีสนับสนุนไทยในกรณีเขาพระวิหาร ในขณะนี้ แอฟริกาใต้ประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิกถาวรของ UNSC โดยให้เหตุผลว่า ยังไม่มีประเทศจากทวีปแอฟริกาอยู่ใน UNSC เลย

แอฟริกาใต้เป็นประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้งในกรอบความร่วมมือ Indian Ocean Rim Association for Regional Cooperation (IOR-ARC) ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๘ ที่สาธารณรัฐมอริเชียส โดยมีสมาชิกผู้ก่อตั้งอื่น ๆ อีก ๖ ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย อินเดีย เคนยา สิงคโปร์ โอมาน และมอริเชียส มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียในลักษณะไตรภาคี คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการ ซึ่งไทยเข้าเป็นสมาชิกโดยฉันทามติของที่ประชุมสภารัฐมนตรีสมัยพิเศษเมื่อวันที่ ๓๐-๓๑ มีนาคม ๒๕๔๒ ณ กรุงมาปูโต สาธารณรัฐโมซัมบิก ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน ๑๘ ประเทศ ได้แก่ ๗ ประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้ง และอินโดนีเซีย มาดากัสการ์ มาเลเซีย โมซัมบิก ศรีลังกา แทนซาเนีย เยเมน ไทย บังกลาเทษ อิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ ยังประเทศคู่เจรจาคือ อียิปต์ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร จีน ฝรั่งเศส และกาตาร์ โดยมีองค์การการท่องเที่ยวแห่งมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Tourism Organisation – IOTO) เป็นผู้สังเกตการณ์

แอฟริกาใต้เป็นประเทศสมาชิกที่แข็งขันในกลุ่ม Foreign Policy and Global Health Initiative (FPGHI) ภายใต้องค์การสหประชาชาติ ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๙ โดยการรวมตัวของ ๗ ประเทศจาก ๔ ภูมิภาค ได้แก่ นอร์เวย์ ฝรั่งเศส บราซิล อินโดนิเซีย แอฟริกาใต้ เซเนกัล และไทย ซึ่งต่างเล็งเห็นว่า ในโลกแห่งความเชื่อมโยง สามารถใช้ประเด็นสาธารณสุขเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และในทางกลับกัน ก็สามารถใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตได้เช่นกัน FPGHI ได้พยายามแสดงบทบาทนำในการส่งเสริมให้เกิด global health security และให้ความสนใจประเด็นสาธารณสุขโลก ได้แก่ การช่วยประเทศกำลังพัฒนาบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs) ด้านสาธารณสุข การส่งเสริมการเข้าถึงยาและวัคซีนอย่างทั่วถึง การส่งเสริมด้านสุขภาพและสาธารณสุข และการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับโรคระบาดร้ายแรง

แอฟริกาใต้มีบทบาทในการผลักดันและเร่งรัดให้มีการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) โดยเฉพาะการผลักดันท่าทีผ่านการรวมกลุ่มประเทศ BASIC ซึ่งประกอบด้วย บราซิล แอฟริกาใต้ อินเดีย และจีน ล่าสุด แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีกลุ่มประเทศ BASIC เมื่อวันที่ ๒๕-๒๖ เมษายน ๒๕๕๓ ที่เมืองเคปทาวน์

เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๓ นางซู วาน เดอร์ เมอร์เว (Sue van der Merwe) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศแอฟริกาใต้ แถลงว่า รัฐบาลแอฟริกาใต้ พร้อมด้วยองค์กรอิสระและภาคเอกชนแอฟริกาใต้ จะร่วมมือให้ความช่วยเหลือแก่เฮติผ่านศูนย์บริหารภัยพิบัติแห่งชาติ (National Disaster Management Center) ของแอฟริกาใต้ โดยจะแบ่งความช่วยเหลือเป็น ๓ ระยะ คือ (๑) การส่งหน่วยค้นหาและช่วยชีวิตเหยื่อแผ่นดินไหว (๒) การส่งหน่วยนิติเวชเพื่อพิสูจน์ศพผู้เสียชีวิต และ (๓) ให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟูเฮติ ในเชิงงบประมาณ มีรายงานว่า รัฐบาลแอฟริกาใต้ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน ๑๓๔,๙๗๐ ดอลลาร์สหรัฐ และได้รับเงินสมทบจากภาคเอกชนจำนวนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อส่งหน่วยผู้เชี่ยวชาญไปเฮติด้วย

รัฐบาลปัจจุบันต้องการกระจายทิศทางนโยบายต่างประเทศไปทางประเทศตะวันออกมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) และอาเซียน โดยมองว่า อาเซียนเป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการเชื่อมโยงและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ และจะเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของ SADC ที่แอฟริกาใต้มีบทบาทนำในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ด้วย

แอฟริกาใต้ได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) วาระปี ค.ศ.๒๐๑๑-๒๐๑๒ ซึ่งไทยลงคะแนนเสียงสนับสนุนแอฟริกาใต้ นอกจากนั้น แอฟริกาใต้ยังมีความประสงค์ที่จะเป็นตัวแทนของประเทศในทวีปแอฟริกา เพื่อรับตำแหน่งสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติด้วย ซึ่งถือเป็นความท้าทายด้านนโยบายต่างประเทศที่สำคัญประการหนึ่งของแอฟริกาใต้ 

นโยบายด้านพลังงานนิวเคลียร์
แอฟริกาใต้เคยมีโครงการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างปี ๒๕๑๗-๒๕๒๐ เพื่อรับมือกับการแทรกแซงในอนุภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนของอดีตสหภาพโซเวียต ซึ่งคุกคามความมั่นคงของประเทศ ต่อมาการแทรกแซงดังกล่าวได้ลดลง ประกอบกับการสิ้นสุดของรัฐบาล Aparthied ของแอฟริกาใต้ แอฟริกาใต้จึงยกเลิกโครงการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ในปลายปี ๒๕๓๒ ถึงปี ๒๕๓๓ เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากเวทีระหว่างประเทศ ปัจจุบันแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ประเทศแรกและประเทศเดียวจนถึงขณะนี้ที่ยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ของตน

ปัจจุบันแอฟริกาใต้มีโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์เพียงประเทศเดียวในทวีปแอฟริกา และมีปริมาณแร่ยูเรเนียมสำรองอันดับ ๔ ของโลก แอฟริกาใต้จึงมีบทบาทสำคัญในการไม่เผยแพร่วัสดุเชื้อเพลิงและเทคโนโลยีในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์

แอฟริกาใต้มีโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ๑ แห่ง คือ โรงไฟฟ้าโคเอเบิร์ก (Koeburg) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองดุยเนฟอนเทน (Duynefontein) ริมมหาสมุทรแอตแลนติก ทางตอนเหนือของเมืองเคปทาวน์ (Cape Town) ในมลรัฐเวสเทิร์น เคป (Western Cape) และเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งเดียวในทวีปแอฟริกา แม้ว่ารัฐบาลแอฟริกาใต้จะเล็งเห็นว่า พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานทางเลือกในระดับต้น เพื่อบรรลุเป้าหมายการเพิ่มปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้าอีกเท่าตัว (ประมาณ ๘๐,๐๐๐ เมกะวัตต์) ภายในปี ๒๕๖๘ แต่ล่าสุด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ รัฐบาลแอฟริกาใต้ได้ประกาศยกเลิกการสนับสนุนงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบ pebble bed modular reactor (PBMR) ซึ่งมีความปลอดภัยและมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าระบบปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบปรกติ ส่งผลให้นโยบายการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้ากลับมาเน้นเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์แบบปรกติและการใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหิน ซึ่งแอฟริกาใต้มีแร่ถ่านหินเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก

การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี ค.ศ. 2010
แอฟริกาใต้เคยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ครั้งที่ ๑๙ ในปี พ.ศ.๒๕๕๓/ค.ศ.๒๐๑๐ และเป็นประเทศแรกในภูมิภาคแอฟริกาที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 

นายเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ถึงแก่อสัญกรรม 
เมื่อวันที่ 5  ธันวาคม 2556 เวลา 20.50 น.(ตามเวลาท้องถิ่นของแอฟริกาใต้ หรือตรงกับวันที่ 6 ธันวาคม 2556 เวลา 00.50 น. ตามเวลาในประเทศไทย) นายเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ได้ถึงแก่อสัญกรรมลงอย่างสงบที่บ้านพักในเมืองโจฮันเนสเบิร์กด้วยวัย 95 ปี ท่ามกลางความโศกเศร้าของชาวแอฟริกาใต้และความอาลัยของประชาคมโลก   

                

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

[1] แทนที่วุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประกาศใช้เมื่อ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ 

เศรษฐกิจและสังคม

แอฟริกาใต้มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในทวีปแอฟริกา มีภาคการเงินการธนาคารและอุตสาหกรรมการผลิตที่แข็งแกร่ง เป็นประเทศผู้ส่งออก โดยเฉพาะ เหล็ก ถ่านหิน และอัญมณีรายใหญ่ของโลก มีอุตสาหกรรมแร่ธาตุและการท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ ภาวะวิกฤติการเงินโลกในขณะนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบธนาคารและสถาบันการเงินในแอฟริกาใต้อย่างรุนแรงนัก เนื่องจากแอฟริกาใต้มีกฎระเบียบทางการเงินที่เข้มงวด และธนาคารหลักในแอฟริกาใต้มักพึ่งพาเงินทุนสำรองระหว่างกันและกันมากกว่าที่จะหาแหล่งเงินกู้จากต่างประเทศ

ศักยภาพทางเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้

สาขาเกษตร
อุตสาหกรรมการเกษตร (agro-industrial sector) ของแอฟริกาใต้ มีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ๑๕ ของ GDP ใช้เทคโนโลยีด้านการปรับแต่งพันธุกรรม (GMO) เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างกว้างขวาง มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณร้อยละ ๑๒ ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ (พื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๑.๒ ล้าน ตรกม.) โดยร้อยละ ๒๒ ของพื้นที่เพาะปลูกนี้ จัดเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและดินมีคุณภาพสูง มีระบบชลประทานที่ดี

การเกษตรของแอฟริกาใต้มี ๒ ลักษณะคือ (๑) กลุ่มที่ทำการเกษตรเพื่อเชิงพาณิชย์ ใช้เทคโนโลยี การเกษตรค่อนข้างสูง มีระบบชลประทานและการจัดการที่ดี เจ้าของพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว และ (๒) กลุ่มที่ทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัว เจ้าของพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำ

พืชไร่ในแอฟริกาใต้ที่ผลิตมากที่ที่สุดคือข้าวโพด (ผลิตประมาณ ๘ ล้านตันต่อปี) ทั้งเพื่อการบริโภคและเลี้ยงสัตว์ โดยนอกจากจะผลิตเพื่อบริโภคในประเทศแล้ว แอฟริกาใต้ยังถือเป็นผู้ผลิตข้าวโพดหลักในกลุ่ม Southern African Development Community (SADC)

นอกจากนี้ยังมีผลผลิตที่สำคัญอื่น ๆ เช่น ข้าวสาลี อ้อย เมล็ดทานตะวัน(แอฟริกาใต้เป็นผู้ผลิตเมล็ดทานตะวันที่ใหญ่อันดับ ๑๒ ของโลก ผลิตได้ประมาณ ๑ ล้านตันต่อปี) ผลผลิตพืชสวนที่สำคัญคือ ส้ม ซึ่งผลิตกว่าปีละ ๓ ล้านตัน

ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่สำคัญคือ สัตว์ปีก ผลิตปีละ ๑๕ ล้านตัน/เนื้อวัว ผลิตกว่าปีละ ๑๑ ล้านตัน

โอกาสของไทยในแอฟริกาใต้ด้านการเกษตร เช่น (๑) การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการเกษตรแก่กันและกัน (๒) การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หากราคาข้าวโพดจากแอฟริกาใต้ถูกกว่าจากตลาดหลักเช่นสหรัฐฯ เนื่องจากค่าเงินแรนด์ที่ลดลง (๓) การแลกเปลี่ยนทางวิชาการด้านการวิจัย GMO (๔) การส่งออกผลไม้จากไทยไปแอฟริกาใต้ (แต่ขณะนี้ ยังมีปัญหาเรื่องกฏระเบียบของการส่งออกสินค้าเกษตรไปแอฟริกาใต้)

สาขาพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ
แอฟริกาใต้มีทรัพยากรธรรมชาติด้านพลังงานโดยเฉพาะถ่านหินสำรองมากเป็นลำดับ ๖ ของโลก (๓ หมื่นล้านตัน) โดยแอฟริกาใต้ผลิตถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงปีละประมาณ ๒๕๐ ล้านตันต่อปี ในจำนวนนี้ ใช้ในประเทศประมาณร้อยละ ๗๐ และส่งออกร้อยละ ๓๐ ขณะนี้ กลุ่มธุรกิจบ้านปูได้เข้ามาสำรวจเหมืองถ่านหินหลายแห่งในแอฟริกาใต้ และคาดว่า จะมีการลงทุนซื้อเหมืองถ่านหินเพื่อส่งออกไปยังตลาดอินเดียและจีน

อย่างไรก็ตาม แอฟริกาใต้ประสบความเสี่ยงสูงจากการประท้วงขอขึ้นค่าแรงในภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล โดยในปี พ.ศ.๒๕๕๕ ได้เกิดเหตุการณ์ประท้วงหลายครั้งในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค. ๒๕๕๕ เช่น ที่เหมืองแร่แพลทตินัม Marikana ของบริษัทอังกฤษ Lonmin เมื่อวันที่ ๑๐-๑๖ ส.ค. ๒๕๕๕ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น ๔๔ คน และบาดเจ็บอีก ๗๘ คน เหตุการณ์ยุติลงโดยแรงงานที่เหมือง Marikana ได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๒ ส่วนในปี พ.ศ.๒๕๕๗ ได้เกิดกรณีคนงานเหมืองรวมตัวกันกว่า ๘๐,๐๐๐ คน ภายใต้การนำของสหภาพ AMCU ประท้วงบริษัทเหมือง Lonmin, Anglo American Platinum และ Impala Platinum Holding เพื่อขอเพิ่มค่าแรงตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม ถึงประมาณเดือนมิถุนายน ๒๕๕๗ และเป็นการประท้วงที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์แอฟริกาใต้ การหยุดงานครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานของทองคำขาวทั่วโลกประมาณ ๔๐% บริษัทเหมืองทองคำสูญเสียรายได้ประมาณ ๒ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเศรษฐกิจแอฟริกาใต้หดตัวลง ๐.๖ % ในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ.๒๕๕๗ โดยเหตุการณ์ประท้วงยุติลงเมื่อสหภาพ AMCU ยอมรับข้อเสนอจากบริษัทในการเพิ่มค่าแรง ๑๐% ให้แก่คนงาน

การก่อสร้างและแรงงาน
ขณะนี้มีแรงงานไทยในแอฟริกาใต้ปีละประมาณ ๑,๕๐๐ คน ซึ่งเดิม แอฟริกาใต้นำเข้าเพียงกลุ่มช่างเชื่อม ช่างประกอบท่อ จากไทยเป็นหลัก แต่ขณะนี้เริ่มนำเข้าแรงงานกลุ่มอื่นๆ เช่น ช่างไม้ พนักงานควบคุมรถขุด เนื่องจากแอฟริกาใต้มีข้อจำกัดด้านจำนวนของแรงงานฝีมือและแรงงานไร้ฝีมือ

นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลแอฟริกาใต้ชุดใหม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมไม่มากนัก โดยนาย Jacob Zuma ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ได้กล่าวสุนทรพจน์ภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้งว่าจะสานต่อนโยบายการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญสำหรับรัฐบาลคือ การเร่งรัดอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การใช้งบประมาณแบบขาดดุลและการลดค่าเงิน ซึ่งอาจจะไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว นอกจากนั้น รัฐบาลยังต้องจัดการกับปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค โดยเฉพาะปัญหาในเชิงโครงสร้าง เช่น การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ เป็นต้น และลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก อีกทั้งยังต้องเร่งแก้ไขปัญหาภายในประเทศ เช่น ปัญหาการว่างงาน การทุจริตคอร์รัปชัน

จุดแข็งสำคัญของแอฟริกาใต้ คือการเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจของทวีปแอฟริกา โดยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๔ แอฟริกาใต้ได้เข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้) ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นตลาดใหม่ที่สำคัญของโลก และเป็นสมาชิกของกลุ่ม G-20 ในแง่ของทรัพยากร แอฟริกาใต้อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและแร่ธาตุหลายชนิด ได้แก่ ถ่านหิน แพลทตินัม ทองคำ แร่เหล็ก แมงกานีส ยูเรเนียม และโครเมียม ขณะเดียวกัน ก็เป็นประเทศที่มีภูมิทัศน์สวยงามและมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง เช่น เมืองเคปทาวน์ ซึ่งเคยได้รับรางวัล “2011 Travellers Choice Destination Award” ในฐานะเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมที่สุดของโลก ส่วนในด้าน Logistics แอฟริกาใต้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมที่ทันสมัย โดยมีเครือข่ายเส้นทางถนนและรถไฟที่นับว่าใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา โดยท่าเรือแอฟริกาใต้เป็นจุดแวะพักของเรือขนส่งสินค้าที่เดินทางจากทวีปอเมริกา เอเชีย ออสเตรเลีย และชายฝั่งทั้งสองด้านของทวีปแอฟริกา นอกจากนั้น แอฟริกาใต้ยังให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนที่ค่อนข้างจูงใจแก่นักลงทุนต่างชาติในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในเรื่องภาษีรายได้ ภาษีศุลกากร การนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ และการอำนวยความสะดวกในการส่งออกไปยังประเทศที่สามในแอฟริกาตอนใต้

ปัญหาสังคม
แม้ว่าแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง แต่ก็ประสบกับปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยเงินทุนส่วนใหญ่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของคนผิวขาวและคนผิวดำที่อยู่ในแวดวงการเมืองเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น คนจนและผู้ใช้แรงงานผิวดำส่วนใหญ่ของแอฟริกาใต้ยังคงมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ ส่งผลให้เกิดปัญหาสังคม การแพร่กระจายของ HIV/ AIDS และอาชญากรรมซึ่งมีความรุนแรง อาทิ การข่มขืน การค้าและเสพยาเสพติด และการทุจริต

รัฐบาลของประธานาธิบดีซูมา ประกาศนโยบายจะปรับปรุงมาตรฐานการศึกษา สาธารณสุข ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน คุณภาพที่อยู่อาศัย การเพิ่มปริมาณการจ้างงาน การพยายามลดอัตราการก่ออาชญากรรม

ปัจจุบัน สถิติผู้ติดเชื้อเอดส์มีประมาณ ๖ ล้านคน แต่มีเพียงจำนวนร้อยละ ๓๐ เท่านั้นที่ได้รับยาต้านไวรัสเอดส์ รัฐบาลแอฟริกาใต้ต้องใช้งบประมาณกว่า ๒ พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อต่อสู้กับปัญหาดังกล่าว และพยายามใช้วิธีตรวจหาผู้ติดเชื้ออย่างทั่วถึง (Universal testing) ควบคู่ไปกับการให้ยาต้านไวรัสเอดส์ (ARV Treatment) 

หน่วยเงินตรา แรนด์แอฟริกาใต้ (South Africa Rand - ZAR) อัตราแลกเปลี่ยน ๑ ZAR ประมาณ ๓.๐๓ บาท
(ณ วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๗)  

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 342.007 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2556)  

รายได้ประชาชาติต่อหัว
 6,620ดอลลาร์สหรัฐ (2556)  

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 1.9 (2556)  

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 5.8 (2556) 

ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ด้านการทูต 
แอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีความสำคัญที่สุดประเทศหนึ่งสำหรับไทยในทวีปแอฟริกา โดยเป็นหุ้นส่วนหลักทางยุทธศาสตร์ของไทยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการกงสุลกับแอฟริกาใต้เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๓๕ และได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๓๖ เดิมไทยได้เปิดสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโจฮันเนสเบอร์ก เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๓๕ ต่อมาเมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๓๖ ได้เปลี่ยนสถานะเป็นสถานเอกอัครราชทูตและย้ายไปตั้งที่กรุงพริทอเรียแทน และเคยแต่งตั้งนาย ลีโอนาร์ด โนเอล ฮาวีย์ (Leonard Noel Harvey) เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำเมืองเดอร์บัน (ปัจจุบันพ้นหน้าที่ไปแล้ว) เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐแอฟริกาใต้คนปัจุบันคือ นายวรเดช วีระเวคิน ส่วนฝ่ายแอฟริกาใต้เคยเปิดสถานกงสุลใหญ่ประจำกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๓๕ และได้เปลี่ยนสถานะเป็นสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทยเมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทยคนปัจจุบันคือ นางสาว Robina Patricia Marks นอกจากนั้น แอฟริกาใต้ได้แต่งตั้งให้นายแสวง เครือวัฒนสกุล เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำจังหวัดเชียงใหม่ และมีเขตอาณาทางการกงสุลครอบคลุมจังหวัดเชียงรายด้วย

ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับแอฟริกาใต้มีความราบรื่นและใกล้ชิดในระดับหนึ่ง รวมทั้งมีท่าทีระหว่างประเทศที่สอดคล้องกันและมีการแลกเปลี่ยนเสียงสนับสนุนระหว่างกันในเวทีการเมืองระหว่างประเทศเป็นครั้งคราว อย่างไรก็ดี รัฐบาลแอฟริกาใต้มีท่าทีไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และได้เลื่อน/ระงับกำหนดการเดินทางเยือนและการดูงานในประเทศไทยของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ตลอดจนไม่ยอมรับการเยือนหรือการมีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับไทยในระดับหัวหน้ารัฐบาลและรัฐมนตรี จนกว่าไทยจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามวิถีทางแห่งระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ หลังจากที่ไทยได้มีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๐ แล้ว ความสัมพันธ์ได้ถูกปรับสู่ระดับปกติ และเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงการต่างประเทศแอฟริกาใต้ได้เดินทางเยือนไทยเพื่อร่วมการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงการต่างประเทศไทย-แอฟริกาใต้ ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๑

เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ รัฐบาลแอฟริกาใต้ได้บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในประเทศไทยเป็นจำนวนเงิน ๑ ล้านแรนด์ (ประมาณ ๔ ล้านบาท) ให้แก่สภากาชาดไทย การที่รัฐบาลแอฟริกาใต้ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงมิตรไมตรีจิตของแอฟริกาใต้ที่มีต่อไทย และการพัฒนาของความสัมพันธ์ทวิภาคี

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
การค้า 
แอฟริกาใต้เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในทวีปแอฟริกาและเป็นตลาดส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ และไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของแอฟริกาใต้ในกลุ่มประเทศอาเซียน ในปี ๒๕๕๖ การค้าระหว่างไทยกับแอฟริกาใต้มีมูลค่ารวม ๔, ๘๔๒.๙๑ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก ๒,๖๐๗.๘๔ ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า ๒,๒๓๕.๐๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า ๓๗๒.๗๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปแอฟริกาใต้ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ข้าว เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป สำหรับสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากแอฟริกาใต้ ได้แก่ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ เคมีภัณฑ์ เครื่องเพชรพลอย และอัญมณี

ทั้งสองฝ่ายประสงค์ที่จะเพิ่มพูนปริมาณการค้าระหว่างกัน แม้ว่าแอฟริกาใต้จะมีความกังวลในเรื่องความไม่สมดุลย์ทางการค้า (trade imbalance) เนื่องจากแอฟริกาใต้ขาดดุลการค้ากับไทยเป็นจำนวนมากมาอย่างต่อเนื่อง และต่างสนับสนุนให้ใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่แล้ว เช่น คณะกรรมาธิการการค้าร่วม (Joint Trade Committee – JTC) ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพเพื่อกระชับความร่วมมือทางการค้าระหว่างกันต่อไป 

การลงทุน 
ปัจจุบัน ปริมาณการลงทุนในภาพรวมระหว่างไทย-แอฟริกาใต้ยังมีน้อย ภาคธุรกิจที่มีศักยภาพต่อการลงทุนร่วมกัน ได้แก่ ธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ โรงแรม การก่อสร้าง ธนาคาร และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร แอฟริกาใต้มีโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในไทยจำนวน ๑ โครงการ มูลค่า ๗.๓ ล้านบาท ในอุตสาหกรรมเบา (อัญมณีและเครื่องประดับ) ธุรกิจไทยที่ลงทุนในแอฟริกาใต้ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็กและกลาง ได้แก่ ร้านอาหารและสปา จำนวนกว่า ๒๐ ร้าน ปัจจุบันมีการลงทุนขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น อาทิ

- กลุ่มธุรกิจบ้านปู ในธุรกิจการก่อสร้างโรงแรม เหมืองถ่านหิน

- กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในธุรกิจค้าข้าว สินค้าเกษตร และอาหารแปรรูป

- บริษัทค้าสากลปูนซีเมนต์ไทย ที่เพิ่งเริ่มเปิดสำนักงานในปี ๒๕๕๓ ค้าเม็ดพลาสติกและสินค้ากระป๋อง และอยู่ระหว่างการศึกษาลู่ทางการนำเข้าไวน์และถ่านหินจากแอฟริกาใต้มาจำหน่ายในไทย

- บริษัทอิตาเลี่ยนไทย ในธุรกิจก่อสร้าง โรงแรมและสนามกอล์ฟ

- โรงงานผลิตสีสำหรับใช้กับถนนที่เมืองเดอร์บัน ซึ่งถือเป็นโรงงานอุตสาหกรรมของไทยแห่งแรกในแอฟริกาตอนใต้

- T Group โดยบริษัท Thai Export 1980 ได้เข้าไปเปิดศูนย์กระจายสินค้าในแอฟริกาใต้ 


การท่องเที่ยว 
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลักที่นำรายได้เข้าสู่แอฟริกาใต้ แต่ยังขาดความชำนาญในด้านการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ฝ่ายแอฟริกาใต้จึงประสงค์จะเรียนรู้ด้านการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจากไทย ซึ่งฝ่ายไทยยินดีจะให้ความร่วมมือและจัดหลักสูตรให้กับเจ้าหน้าที่ของแอฟริกาใต้

รัฐบาลไทยจัดเทศกาลไทย (Thailand Grand Festival) อย่างต่อเนื่อง นับแต่ปี ๒๕๔๙ ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๒ ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานมากกว่า ๑๕,๐๐๐ คน เพิ่มขึ้นจากการจัดงานครั้งก่อน ๆ และยังได้มีกิจกรรมขยายผลโครงการดังกล่าว โดยจัดให้เดือนกันยายน เป็น “เดือนแห่งประเทศไทย” ด้วยการจัดกิจกรรมโหมโรงย่อยๆ ขึ้นในกรุงพริทอเรียและนครโจฮันเนสเบิร์ก เป็นเวลา ๒ สัปดาห์ ก่อนงานเทศกาลไทย รวมทั้งได้เผยแพร่การจัดงานฯ ผ่านทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ท้องถิ่น อย่างแพร่หลาย

ความหลากหลายและความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวไทย กอปรกับชื่อเสียงด้านอาหารและอัธยาศัยไมตรีของชาวไทย รวมทั้งความได้เปรียบด้านราคาและอัตราแลกเปลี่ยน เป็นจุดเด่นและจุดแข็งของการท่องเที่ยวไทยในหมู่ชาวแอฟริกาใต้ ที่ผ่านมา จากการสำรวจของสมาคมบริษัทนำเที่ยวแอฟริกาใต้พบว่า ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ ๒ โดยชาวแอฟริกาใต้ที่เดินทางไปไทยส่วนใหญ่เป็นชาวผิวขาวที่พูดภาษาอัฟริกานส์ (Afrikaans) แต่ปัจจุบัน กลุ่มชาวผิวดำรุ่นใหม่และชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายอินเดีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้สูง กำลังให้ความสนใจไทยมากขึ้น

ในปี ๒๕๕๖ มีชาวแอฟริกาใต้เดินทางมาไทยประมาณ ๗๙, ๐๑๐ คน มีคนไทยอยู่ในแอฟริกาใต้ประมาณ ๓,๐๐๐ คน แบ่งแรงงานไทยในอุตสาหกรรมการก่อสร้างและการบริการ (ร้านอาหารและสปา) ประมาณ ๑,๕๐๐ คน (ขึ้นอยู่กับฤดูการจ้างงาน) ส่วนใหญ่เป็นแรงงานฝีมือและกึ่งฝีมือ อาทิ ช่างเชื่อมท่อและช่างประกอบท่อ และ คู่สมรสของชาวต่างชาติ ประมาณ ๗๕๐-๘๐๐ คน ผู้ประกอบการร้านอาหาร/สปา ประมาณ ๗๐๐ คน และนักศึกษาประมาณ ๑๐๐ คน 

ความร่วมมือทางวิชาการ 
ไทยจัดให้แอฟริกาใต้เป็นประเทศที่อยู่ในโครงการ Annual International Training Course (AITC) ของไทย ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือในรูปทุนการศึกษาฝึกอบรม และดูงานในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาที่ไทยมีความชำนาญ และเป็นที่ต้องการของประเทศกำลังพัฒนา

ฝ่ายแอฟริกาใต้มีความสนใจที่จะร่วมมือกับไทยในการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแก่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคแอฟริกา ในลักษณะไตรภาคี รวมทั้งประสงค์จะเรียนรู้จากไทยในการจัดตั้งหน่วยงานการให้ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของแอฟริกาใต้เองด้วย

ในปี ๒๕๕๓ แอฟริกาใต้เสนอชื่อศาสตราจารย์ชาน ไนดู (Shan Naidoo) ตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาสาธารณสุขชุมชน มหาวิทยาลัย Witwatersrand ซึ่งเป็นผู้ที่อุทิศตนต่อการพัฒนาระบบสาธารณสุขในแอฟริกาใต้ เพื่อรับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล

ความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ
-  ไทยกับแอฟริกาใต้แลกเสียงสนับสนุนซึ่งกันและกันในการสมัครสมาชิก International Telecommunication Union (ITU) วาระปี ค.ศ.2011-2014
-  ไทยกับแอฟริกาใต้แลกเสียงสนับสนุนซึ่งกันและกันในการสมัครสมาชิก International Law Commission (ILC) วาระปี ค.ศ. 2012-2016 

ความตกลงที่สำคัญ ๆ กับไทย

ความตกลงที่ได้ลงนามไปแล้ว
-  ความตกลงว่าด้วยการบริการทางอากาศ (ลงนามเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2536)
-  ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา (ลงนามเมื่อปี 2536)
-  อนุสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุน (ลงนามเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539)
-  ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ (ลงนามเมื่อปี 2542)
-  ความตกลงทางการค้า (ลงนามเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2544)
-  ข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการว่าด้วยการตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ (ลงนามเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2544)
-  ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้า (ลงนามเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2546)
-  ความตกลงว่าด้วยการหารือและความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยและกระทรวงการต่างประเทศแอฟริกาใต้ (ลงนามเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๖) 

ความตกลงที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา
- ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมสำหรับความร่วมมือทวิภาคี (สถานะล่าสุด ไทยพร้อมลงนามผ่าน ครม.แล้ว แต่อยู่ระหว่างการรอให้ผ่านกระบวนการภายในของ อฟต.)

- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สถานะล่าสุด ร่าง counter draft อยู่ที่กระทรวง ICT ตั้งแต่วันที่ ๑๓ ก.ค. ๒๕๔๘ โดยกระทรวง ICT ยังไม่มีความชัดเจนด้านนโยบาย)

- ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (สถานะล่าสุด ร่าง counter draft อยู่ที่ฝ่าย อฟต. ตั้งแต่เดือน พ.ค. ๒๕๔๘ แต่ฝ่าย อฟต. ไม่กระตือรือร้น เนื่องจากมองว่าฝ่ายตนไม่ได้มาลงทุนในไทยเท่ากับที่ฝ่ายไทยไปลงทุนใน อฟต.)

- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร (สถานะล่าสุด ร่างความตกลงฯ ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว เมื่อเดือน เม.ย. ๒๕๕๔ กษ. กำลังเตรียมการลงนาม กต. จึงได้มีหนังสือแจ้งความพร้อมไปยัง สอท. อฟต. ในเดือน พ.ค. ๒๕๕๔ ซึ่งฝ่าย อฟต. ขอแก้ไขเพิ่มเติม ในเดือน มิ.ย. ๒๕๕๖ แต่กำหนดการเยือน อฟต. ของ นรม. ในเดือน ธ.ค. ๒๕๕๖ ถูกยกเลิก ทำให้ยังไม่มีโอกาสที่เหมาะสมในการลงนาม)

- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์และการให้ความช่วยเหลือเหยื่อของการค้ามนุษย์ (สถานะล่าสุด ร่าง counter draft อยู่ที่ฝ่าย อฟต. โดย กต.ได้นำส่งร่างล่าสุดให้แก่ พม. เมื่อเดือน มี.ค. ๒๕๕๗ และได้สอบถามสถานะและความคืบหน้าไปยัง พม.อีกครั้ง เมื่อวันที่ ๓ มิ.ย. ๒๕๕๗)

- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา

- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านมาตรการสุขอนามัยพืช

- พิธีสารว่าด้วยเรื่องผลของพืชตระกูลไซตรัส

- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านศิลปะและวัฒนธรรม (สถานะล่าสุด ร่าง counter draft อยู่ที่ฝ่าย อฟต. ตั้งแต่วันที่ ๓๐ ก.ค. ๒๕๕๒ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่าย อฟต.) 

การเยือนที่สำคัญ
ฝ่ายไทย
พระราชวงศ์
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
-  วันที่ 22 มีนาคม 2546 เสด็จฯ แวะพักเพื่อทรงเปลี่ยนเครื่องบินพระที่นั่งที่ท่าอากาศยานนานาชาตินครโจฮันเนสเบอร์ก เป็นเวลา 6 ชั่วโมง ก่อนเสด็จฯ นิวัติกลับประเทศไทย ภายหลังเสร็จสิ้นการเสด็จฯ เยือนเคนยาและแทนซาเนีย

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
-  วันที่ 5-16 กุมภาพันธ์ 2542 เสด็จเยือนแอฟริกาใต้ เพื่อทรงเป็นองค์ปาฐกในการประชุม TWOWS Second General Assembly & International Conference ในหัวข้อเรื่องWomen, Science & Technology for Sustainable Human Development” ที่เมืองเคปทาวน์ ตามคำกราบทูลเชิญของ Third World Organization for Women in Science (TWOWS) และทรงเป็นอาคันตุกะของรัฐบาลแอฟริกาใต้ระหว่างวันที่ 9-11 กุมภาพันธ์ 2542
-  วันที่ 26 สิงหาคม - 5 กันยายน 2545 เสด็จเยือนแอฟริกาใต้ในฐานะผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และองค์หัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมระดับโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development-WSSD) ตามคำกราบทูลเชิญของประธานาธิบดีทาโบ อึมเบกิ (Thabo Mbeki) แห่งแอฟริกาใต้

นายกรัฐมนตรี / คณะรัฐมนตรี / เจ้าหน้าที่ระดับสูง
-  วันที่ 1-5 มีนาคม 2536 นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนแอฟริกาใต้อย่างเป็นทางการ
-  วันที่ 8-10 พฤษภาคม 2537 นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และผู้แทนรัฐบาลไทย เยือนแอฟริกาใต้เพื่อเข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของนายเนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela)
-  วันที่ 17-21 สิงหาคม 2540 นายประจวบ ไชยสาส์น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนแอฟริกาใต้อย่างเป็นทางการ
-  วันที่ 14-17 มิถุนายน 2542 หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และผู้แทนรัฐบาลไทย เยือนแอฟริกาใต้เพื่อเข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของนายทาโบ อึมเบกิ (Thabo Mbeki)
-  วันที่ 17-23 พฤษภาคม 2545 นายนิสสัย เวชชาชีวะ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนพิเศษรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนแอฟริกาใต้เพื่อร่วมงานฉลองครบรอบ 10 ปี ความสัมพันธ์ไทย-แอฟริกาใต้
-  วันที่ 25-28 เมษายน 2547 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เยือนแอฟริกาใต้เพื่อเข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของนายทาโบ อึมเบกิ (Thabo Mbeki) และพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี การปกครองในระบอบประชาธิปไตยและการยกเลิกการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้
-  วันที่ 25-29 มกราคม 2552 พลอากาศเอิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เยือนแอฟริกาใต้อย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของกองทัพอากาศแอฟริกาใต้
-  วันที่ 9 พฤษภาคม 2552 นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนาย ธฤต จรุงวัฒน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยไปร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของนายเจคอบ ซูมา (Jacob Zuma)
-  วันที่ 2-7 สิงหาคม 2552 พลเอกทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เยือนแอฟริกาใต้อย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองทัพสาธารณรัฐแอฟริกาใต้
-  วันที่ 8-15 กันยายน 2552 นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงและภาคเอกชน เยือนแอฟริกาใต้ เพื่อเจรจาด้านการค้าการลงทุน
-  วันที่ 12-20 มกราคม 2554 พันเอกอภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง พร้อมคณะผู้แทนรัฐสภาไทย เยือนแอฟริกาใต้เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาของทั้งสองประเทศ
-  วันที่ 14-20 มกราคม 2554 นายภุชงค์ รุ่งโรจน์ ประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง และคณะ เยือนแอฟริกาใต้เพื่อกระชับความสัมพันธ์และศึกษาดูงานด้านนิติบัญญัติ ระบบงานรัฐสภา ระบบงานคณะกรรมาธิการ การบริหารราชการแผ่นดินของแอฟริกาใต้
-  วันที่ 14-23 มกราคม 2554 นายมนตรี รูปสุวรรณ ที่ปรึกษาด้านการเมือง การปกครอง และการบริหารจัดการ ประจำสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา พร้อมคณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เยือนแอฟริกาใต้เพื่อศึกษาดูงานเชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับระบบงานรัฐสภาและกระบวนการนิติบัญญัติของแอฟริกาใต้

ฝ่ายแอฟริกาใต้
ประธานาธิบดี / คณะรัฐมนตรี
-  วันที่ 9-10 เมษายน 2540 นายอัลเฟรด อึนโซ (Alfred B. Nzo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแอฟริกาใต้เยือนไทยอย่างเป็นทางการ โดยเป็นแขกของกระทรวงการต่างประเทศ
-  วันที่ 16-17 กรกฎาคม 2540 นายเนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล
-  วันที่ 27 มิถุนายน - 7 กรกฎาคม 2545 นายเชพเพิร์ท มาลูซิ มายายูลา (Professor Shepherd Malusi Mayayula) ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาของรัฐสภาแอฟริกาใต้และคณะเยือนไทยเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านการศึกษากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่เกี่ยวข้อง
-  วันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 นางซาเนเล อึมเบกิ (Zanele Mbeki) ภริยาของประธานาธิบดีแอฟริกาใต้แวะพักที่ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ ก่อนเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กรุงพนมเปญ
-  วันที่ 23-30 พฤศจิกายน 2545 นายลินคอร์น วูมิเล อึนกูลู (Lincoln Vumile Ngoulu) ประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข รัฐสภาแอฟริกาใต้และคณะเยือนไทยเพื่อศึกษาดูงานด้านระบบการสาธารณสุขของไทย โดยเฉพาะการป้องกันและบำบัดรักษาโรคเอดส์และอุตสาหกรรมยา
-  วันที่ 8-10 ธันวาคม 2545 นายเฟรเน่ โนเชอร์ จินวาลา (Dr. Frene Noshir Ginwala) ประธานสภาผู้แทนราษฎรแอฟริกาใต้เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม Commission for Human Security
-  วันที่ 5-11 พฤศจิกายน 2546 นายลินดา อึมที (Linda Mti) ตำแหน่ง National Commissioner of Correctional Services และคณะเยือนไทยเพื่อศึกษาดูงานด้านการราชทัณฑ์ของไทย
-  วันที่ 11-16 กรกฎาคม 2547 นายเนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ และนางกราซา มาเชล (Graca Machel) ภริยา เยือนไทยในฐานะแขกของรัฐบาลไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมนานาชาติเรื่องโรคเอดส์ ครั้งที่ 15 ที่กรุงเทพฯ โดยนางกราซา มาเชล (Graca Machel)ได้รับเชิญเป็นผู้อุปถัมภ์โครงการ Leadership Programme ของการประชุม ในโอกาสนี้ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย ภริยา ได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับนายแมนเดลาและภริยา เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2547 โดยได้หารือเกี่ยวกับการกระตุ้นความสำนึกในหมู่ผู้นำประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ในเรื่องความสำคัญของการต่อสู้กับปัญหาโรคเอดส์และกระตุ้นให้ผู้นำทุ่มเททรัพยากรในประเทศของตนเพื่อจัดหายาให้แก่ผู้ติดเชื้อ และทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถอยู่ในสังคมได้โดยไม่ถูกเลือกประติบัติ นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของโลกในปัจจุบัน อาทิ สถานการณ์ในอิรัก และความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแอฟริกาในลักษณะหุ้นส่วนด้านต่าง ๆ
-  วันที่ 7-10 ธันวาคม 2547 นางไอวี่ แมทเซเป-คาซาเบอรี่ (Dr. Ivy Matsepe-Casaburri) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารแอฟริกาใต้ และคณะเยือนไทยเพื่อดูงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของไทย
-  วันที่ 29-30 มกราคม 2548 นางสาวโนแมทยาลา ฮันกานา (Nomatyala Hangana) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการปกครองท้องถิ่นและภูมิภาคแอฟริกาใต้ เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม the Ministerial Meeting on Tsunami Early Warning System Arrangement ที่จังหวัดภูเก็ต
-  วันที่ 30 มกราคม 1 กุมภาพันธ์ 2551 นางมันทอมบาซานา ชาบาราร่า-อึมซิมัง (Dr. Mantombazana Tshabalala-Msimang) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม Prince Mahidol Award Conference ที่โรงแรมดุสิตธานี
-  วันที่ 20-22 สิงหาคม 2551 นายโซลา สเกยิย่า (Dr. Zola Skweyiya) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม Dialogue Forum on Social Policies in South East Asia
-  วันที่ 27 มีนาคม 1 เมษายน 2553 นายแมกซ์ วูยิซิเล ซิซูลู (Max Vuyisile Sisulu) ประธานสภาผู้แทนราษฎรแอฟริกาใต้ และคณะผู้แทนจากสภาผู้แทนราษฎรแอฟริกาใต้ เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสหภาพรัฐสภานานาชาติ ครั้งที่ 122 ที่กรุงเทพฯ
-  วันที่ 23 สิงหาคม 2553 พลเอก Godfrey Nhlanhla Ngwenya ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เยือนไทยเพื่อหารือข้อราชการกับผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย
-  วันที่ 22-24 มีนาคม 2554 นายโมฮาเหม็ด เอนเวอร์ เซอร์ตี (Mohamed Enver Surty) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการศึกษาพื้นฐาน (Basic Education) เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม The 10th Meeting of the High-Level Group (HLG) on Education for All (EFA) ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
-  วันที่ 31 ตุลาคม - 4 พฤศจิกายน 2554 นายแพทย์เจตน์  ศิรธรานนท์  สมาชิกวุฒิสภาและรองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข คนที่หนึ่ง เดินทางไปเยือนแอริกาใต้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศเรื่อง Population Dynamics, Climate Change and Sustainable Development (ในโอกาสนี้ นายแพทย์เจตน์ฯ ได้นำวัคซีนต้านพิษงูกรีนแมมบ้า กลับมาที่ประเทศไทยด้วยได้อย่างทันการณ์ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นช่วง   ที่ประเทศไทยเกิดอุทกภัยและมีข่าวว่ามีงูพิษกรีนแมมบ้า หลุดออกมาเป็นจำนวนมาก จึงต้องการวัคซีนดังกล่าวอย่างเร่งด่วน)
-  วันที่ 24-27 ธันวาคม 2554 นาย Ebrahim Ismail Ebrahim รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแอฟริกาใต้ และครอบครัวเดินทางมาเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนตัว โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้รับนาย Ebrahim และครอบครัวเป็นแขก และวันที่ 26 ธันวาคม 2554 นาย Ebrahim ได้เข้าเยี่ยมคารวะผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศด้วย
-  วันที่ 28 มกราคม 2555 นายแพทย์ Pakishe Aaron Motsoaledi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แอฟริกาใต้ เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2555 ในโอกาสนี้ นายแพทย์ Pakishe Aaron Motsoaledi ได้เข้าพบหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการสาธารณสุขกับผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงสาธารณสุขด้วย
-  ล่าสุด Dr. Lindiwe Nonceba Sisulu รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแอฟริกาใต้ มีหนังสือเชิญพลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมงาน The Africa Aerospace and Defence Exhibition (AAD) ระหว่างวันที่ 19-23 กันยายน 2555 ในฐานะแขกของตน

ความตกลงและความร่วมมือ

  • ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้า
    วันที่ลงนาม 21 มิถุนายน 2546
  • ความตกลงด้านการค้าระหว่างรัฐบาลราชอาณราจักรไทยและสาธารณรัฐแอฟริกาใต้
    วันที่ลงนาม 11 พฤษภาคม 2544
  • ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราผู้ถืิอหนังสือเดินทางทูตและราชการ
    วันที่ลงนาม 01 มกราคม 2542
  • อนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้
    วันที่ลงนาม 12 กุมภาพันธ์ 2539
  • ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา
    วันที่ลงนาม 01 มกราคม 2536
  • ความตกลงว่าด้วยการบริการทางอากาศระหว่างรัฐบาลราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐแอฟริกาใต้
    วันที่ลงนาม 04 มีนาคม 2536