South Africa / แอฟริกาใต้

สาธารณรัฐแอฟริกาใต้
Republic of South Africa

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

South Africa / แอฟริกาใต้

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือติดกับนามิเบีย บอตสวานา ซิมบับเว ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ติดกับโมซัมบิกและเอสวาตินี ทิศตะวันออกติดกับมหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก

พื้นที่ 1,219,090 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง กรุงพริทอเรีย (Pretoria)                          

ประชากร 55.38 ล้านคน (ปี 2561)



ภูมิอากาศ แบ่งเป็น 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน อุณหภูมิเฉลี่ย 14 - 27

องศาเซลเซียส ฤดูร้อนตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ย 19 - 29 องศาเซลเซียส

ฤดูใบไม้ร่วงตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ย 17 - 27 องศาเซลเซียส และฤดูหนาว

ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม อุณหภูมิเฉลี่ย 6 - 23 องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ อังกฤษ (English) และแอฟริคานส์ (Afrikaans)  

ศาสนา ศาสนาคริสต์ ร้อยละ 86 ศาสนาอิสลาม ร้อยละ 1.9 ศาสนาชนเผ่าในแอฟริกา ร้อยละ 5.4

ศาสนาอื่นๆ ร้อยละ 1.5 ไม่ระบุศาสนา ร้อยละ 5.2            

ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ เป็นระบบสองสภา โดยมีประธานาธิบดีซึ่งมาจาก

การเลือกตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎรเป็นประมุขและหัวหน้ารัฐบาล วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี

โดยดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายมาตาเมลา ซีริล รามาโฟซา (Matamela Cyril Ramaphosa) (ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561)

ประธานาธิบดี นายมาตาเมลา ซีริล รามาโฟซา (Mr. Matamela Cyril Ramaphosa)

(ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561)

รมว. กต. นางสาวลินดีเว โนเนบา ซีซูลู (Ms. Lindiwe Nonceba Sisulu) (ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์  2561)               
วันชาติ 27 เมษายน (Freedom Day)

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 9 ธันวาคม 2536

หน่วยเงินตรา แรนด์แอฟริกาใต้ (ZAR) (1 บาท = 0.46 ZAR) (สถานะ ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2562)       

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 348.87 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 6,151.1 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 1.3 (ปี 2560)

เงินทุนสำรอง 50.722 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 5.2 (ปี 2560)

ทรัพยากรธรรมชาติ ทองคำ โครเมียม พลวง ถ่านหิน แร่เหล็ก แมงกานีส นิกเกิล ฟอสเฟต ดีบุก ยูเรเนียม อัญมณี เพชร ทองคำขาว ทองแดง เกลือ ก๊าซธรรมชาติ

อุตสาหกรรมหลัก เหมืองแร่ (ทองคำขาว ทองคำ และโครเมียม) ชิ้นส่วนรถยนต์ งานโลหะ เครื่องจักร สิ่งทอ เหล็กและเหล็กกล้า เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย อาหาร การต่อเรือพาณิชย์

สินค้านำเข้าที่สำคัญ น้ำมันดิบ น้ำมันปิโตรเลียม รถยนต์ ทองคำ อุปกรณ์งานถ่ายภาพยนตร์ 

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ทองคำขาว ถ่านหิน ยานยนต์ ทองคำ แร่เหล็ก

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ นำเข้าจาก จีน เยอรมนี สหรัฐอเมริกา อินเดีย ซาอุดิอาระเบีย ส่งออกไปยัง จีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย สหราชอาณาจักร เยอรมนี

การเมืองการปกครอง

ประธานาธิบดี นายมาตาเมลา ซีริล รามาโฟซา (Mr. Matamela Cyril Ramaphosa) ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561

รัฐมนตรีต่างประเทศ ดร. เกรซ นาเลดี มันดีซา พันโดร์ (Dr. Grace Naledi Mandisa Pandor)

ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2562                                                 

การเมืองการปกครอง

  แอฟริกาใต้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งในสภาผู้แทนราษฎร ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี ติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งของประธานาธิบดี ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบสองสภา ประกอบด้วยสมาชิกคณะมนตรีเขตการปกครองแห่งชาติ (National Council of Provinces) [1] จำนวน 90 ที่นั่ง (คัดเลือกจากฝ่ายนิติบัญญัติของแต่ละเขตการปกครอง ทั้ง 9 เขต เขตละ 10 ที่นั่ง) มีวาระ 5 ปี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 400 ที่นั่ง ซึ่งทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรงในแบบสัดส่วน มีวาระ 5 ปี (เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557) ฝ่ายตุลาการประกอบด้วย ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลอุทธรณ์สูงสุด ศาลสูง และศาลปกครอง

  แอฟริกาใต้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนาและเผ่าพันธุ์ มีภาษาที่ใช้เป็นภาษาทางการถึง 11 ภาษา ภาษาหลักคือ อังกฤษ และ Afrikaan สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2504 (ค.ศ.1961) ถูกปกครองโดยคนผิวขาวซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย และมีนโยบายการปกครองแบบแบ่งแยกเชื้อชาติ (Racial Segregation) และการกีดกันสีผิวอย่างรุนแรง (Apartheid) จนกระทั่งสหประชาชาติประกาศคว่ำบาตรแอฟริกาใต้ในปี 2520 และประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติได้ยุติการติดต่อทางการเมืองกับแอฟริกาใต้ แรงกดดันทั้งจากในประเทศและจากนานาชาติส่งผลให้นโยบายเหยียดผิวในแอฟริกาใต้ผ่อนคลายลง โดยได้มีการจัดการเลือกตั้งอย่างไม่แบ่งแยกเผ่าพันธุ์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2537 ผลปรากฏว่า ผู้นำผิวดำที่มีบทบาทสำคัญในการยุตินโยบายเหยียดผิวคือ นายเนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรก (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2537 - 2542) และพรรคการเมือง African National Congress (ANC) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำในการต่อสู้รัฐบาล Apartheid ชนะการเลือกตั้งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล และครองอำนาจการเมืองต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

  นายทาโบ อึมเบกิ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจากนายแมนเดลา ตั้งแต่ปี 2542 ได้ประกาศลาออกเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2551 เนื่องจากปัญหาภายในพรรค ANC ทำให้นายคกาเลมา โมแลนเต (Kgalema Motlanthe) รองประธานพรรค ANC ได้รับการรับรองจากรัฐสภาให้เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีภายใน 1 วันหลังจากที่นายอึมเบกิลาออก และได้แต่งตั้งรองประธานาธิบดี และคณะรัฐมนตรีของนายอึมเบกิเข้ามาทำงานในตำแหน่งเดิมเกือบทั้งคณะ ส่งผลให้รัฐบาลสามารถประคองสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองของประเทศโดยรวมได้ รัฐบาลของนายโมแลนเตบริหารประเทศเพียงช่วง 6 เดือน (ระหว่างกันยายน 2551 - เมษายน 2552) ซึ่งอยู่ในในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้ง

  การแตกแยกภายในพรรคและการแบ่งพวกระหว่างผู้สนับสนุนนายอึมเบกิและผู้สนับสนุนนายซูมา ส่งผลให้พรรค ANC อ่อนแอลง อนึ่ง สมาชิกพรรค ANC จำนวนหนึ่งได้แยกตัวออกไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ ได้แก่ พรรค The Congress of the People (Cope) เมื่อเดือนธันวาคม 2551 โดยมีนายโมซิอัวร์ เลโกตา (Mosiuoa Lekota) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม เป็นประธานพรรค วิเคราะห์กันว่า พรรค Cope มีศักยภาพจะเป็นคู่แข่งที่สำคัญของพรรค ANC ได้ในอนาคต


นโยบายต่างประเทศ 

นโยบายต่างประเทศของแอฟริกาใต้มีลักษณะของการทูตเชิงเศรษฐกิจ โดยมุ่งหวังให้ประเทศต่าง ๆ มองแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเสรีที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ แอฟริกาใต้มีเป้าหมายที่จะเป็นประเทศศูนย์กลางในการฟื้นฟูศักยภาพของทวีปแอฟริกาทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ และมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและระงับข้อพิพาทในหลายพื้นที่ในทวีปแอฟริกา เช่น แองโกลา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โมซัมบิก รวันดา บุรุนดี และซิมบับเว ทั้งนี้แอฟริกาใต้เชื่อมั่นว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้งในทวีปแอฟริกานั้น ควรให้ประเทศในแอฟริกามีบทบาทนำในการเจรจาแก้ปัญหา

  แอฟริกาใต้เป็นสมาชิกผู้มีบทบาทสำคัญในการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาคของประเทศในแอฟริกา ได้แก่ กลุ่มประชาคมเพื่อการพัฒนาภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Development Community – SACU) สหภาพแอฟริกา (African Union – AU) สหภาพศุลการกรแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Customs Union – SACU) และตลาดร่วมสำหรับแอฟริกาตะวันออกและตอนใต้ (Common Market for Eastern and Southern Africa – COMESA)

  แอฟริกาใต้ได้รับเลือกจากที่ประชุมสมัชชาองค์การสหประชาชาติให้เป็นสมาชิกไม่ถาวรของ UNSC ในฐานะตัวแทนของกลุ่มแอฟริกาวาระปี 2550 - 2551 และมีท่าทีสนับสนุนไทยในกรณีเขาพระวิหาร ในขณะนี้ แอฟริกาใต้ประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิกถาวรของ UNSC โดยให้เหตุผลว่า ยังไม่มีประเทศจากทวีปแอฟริกาอยู่ใน UNSC เลย

  แอฟริกาใต้เป็นประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้งในกรอบความร่วมมือ Indian Ocean Rim Association for Regional Cooperation (IOR-ARC) ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2538 ที่สาธารณรัฐมอริเชียส โดยมีสมาชิกผู้ก่อตั้งอื่น ๆ อีก 6 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย อินเดีย เคนยา สิงคโปร์ โอมาน และมอริเชียส มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียในลักษณะไตรภาคี คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการ ซึ่งไทยเข้าเป็นสมาชิกโดยฉันทามติของที่ประชุมสภารัฐมนตรีสมัยพิเศษเมื่อวันที่ 30 - 31 มีนาคม 2542 ณ กรุงมาปูโต สาธารณรัฐโมซัมบิก ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 18 ประเทศ ได้แก่ 7 ประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้ง และอินโดนีเซีย มาดากัสการ์ มาเลเซีย โมซัมบิก ศรีลังกา แทนซาเนีย เยเมน ไทย บังกลาเทศอิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ ยังประเทศคู่เจรจาคือ อียิปต์ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร จีน ฝรั่งเศส และกาตาร์ โดยมีองค์การการท่องเที่ยวแห่งมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Tourism Organisation – IOTO) เป็นผู้สังเกตการณ์

  แอฟริกาใต้เป็นประเทศสมาชิกที่แข็งขันในกลุ่ม Foreign Policy and Global Health Initiative (FPGHI) ภายใต้องค์การสหประชาชาติ ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2549 โดยการรวมตัวของ 7 ประเทศจาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ นอร์เวย์ ฝรั่งเศส บราซิล อินโดนิเซีย แอฟริกาใต้ เซเนกัล และไทย ซึ่งต่างเล็งเห็นว่า ในโลกแห่งความเชื่อมโยง สามารถใช้ประเด็นสาธารณสุขเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และในทางกลับกันก็สามารถใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตได้เช่นกัน FPGHI

ได้พยายามแสดงบทบาทนำในการส่งเสริมให้เกิด global health security และให้ความสนใจประเด็นสาธารณสุขโลก ได้แก่ การช่วยประเทศกำลังพัฒนาบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs) ด้านสาธารณสุข การส่งเสริมการเข้าถึงยาและวัคซีนอย่างทั่วถึง การส่งเสริมด้านสุขภาพและสาธารณสุข และการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับโรคระบาดร้ายแรง

  แอฟริกาใต้มีบทบาทในการผลักดันและเร่งรัดให้มีการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) โดยเฉพาะการผลักดันท่าทีผ่านการรวมกลุ่มประเทศ BASIC ซึ่งประกอบด้วย บราซิล แอฟริกาใต้ อินเดีย และจีน ล่าสุด แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีกลุ่มประเทศ BASIC เมื่อวันที่ 25 - 26 เมษายน 2553 ที่เมืองเคปทาวน์

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2553 นางซู วาน เดอร์ เมอร์เว (Sue van der Merwe) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศแอฟริกาใต้ แถลงว่า รัฐบาลแอฟริกาใต้ พร้อมด้วยองค์กรอิสระและภาคเอกชนแอฟริกาใต้ จะร่วมมือให้ความช่วยเหลือแก่เฮติผ่านศูนย์บริหารภัยพิบัติแห่งชาติ (National Disaster Management Center) ของแอฟริกาใต้ โดยจะแบ่งความช่วยเหลือเป็น 3 ระยะ คือ (1) การส่งหน่วยค้นหาและช่วยชีวิตเหยื่อแผ่นดินไหว
(2) การส่งหน่วยนิติเวชเพื่อพิสูจน์ศพผู้เสียชีวิต และ
(3) ให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟูเฮติ ในเชิงงบประมาณ มีรายงานว่า รัฐบาลแอฟริกาใต้ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 134,970 ดอลลาร์สหรัฐ และได้รับเงินสมทบจากภาคเอกชนจำนวนประมาณ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อส่งหน่วยผู้เชี่ยวชาญไปเฮติด้วย

รัฐบาลปัจจุบันต้องการกระจายทิศทางนโยบายต่างประเทศไปทางประเทศตะวันออกมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) และอาเซียน โดยมองว่า อาเซียนเป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการเชื่อมโยงและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ และจะเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของ SADC ที่แอฟริกาใต้มีบทบาทนำในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ด้วย

แอฟริกาใต้ได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) วาระปี ค.ศ. 2011 - 2012 ซึ่งไทยลงคะแนนเสียงสนับสนุนแอฟริกาใต้ นอกจากนั้น แอฟริกาใต้ยังมีความประสงค์ที่จะเป็นตัวแทนของประเทศในทวีปแอฟริกา เพื่อรับตำแหน่งสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติด้วย ซึ่งถือเป็นความท้าทายด้านนโยบายต่างประเทศที่สำคัญประการหนึ่งของแอฟริกาใต้

[1] แทนที่วุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประกาศใช้เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2540

เศรษฐกิจและสังคม

แอฟริกาใต้มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในทวีปแอฟริกา มีภาคการเงินการธนาคารและอุตสาหกรรมการผลิตที่แข็งแกร่ง เป็นประเทศผู้ส่งออก โดยเฉพาะ เหล็ก ถ่านหิน และอัญมณีรายใหญ่ของโลก มีอุตสาหกรรมแร่ธาตุและการท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ ภาวะวิกฤติการเงินโลกในขณะนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบธนาคารและสถาบันการเงินในแอฟริกาใต้อย่างรุนแรงนัก เนื่องจากแอฟริกาใต้มีกฎระเบียบทางการเงินที่เข้มงวด และธนาคารหลักในแอฟริกาใต้มักพึ่งพาเงินทุนสำรองระหว่างกันและกันมากกว่าที่จะหาแหล่งเงินกู้จากต่างประเทศ

ศักยภาพทางเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้

สาขาเกษตร

          อุตสาหกรรมการเกษตร (agro-industrial sector) ของแอฟริกาใต้ มีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 15 ของ GDP ใช้เทคโนโลยีด้านการปรับแต่งพันธุกรรม (GMO) เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างกว้างขวาง มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณร้อยละ 12 ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ (พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1.2 ล้าน ตร.กม.) โดยร้อยละ 22 ของพื้นที่เพาะปลูกนี้ จัดเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและดินมีคุณภาพสูง มีระบบชลประทานที่ดี

          การเกษตรของแอฟริกาใต้มี 2 ลักษณะ คือ
(1) กลุ่มที่ทำการเกษตรเพื่อเชิงพาณิชย์ ใช้เทคโนโลยี การเกษตรค่อนข้างสูง มีระบบชลประทานและการจัดการที่ดี เจ้าของพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว

และ (2) กลุ่มที่ทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัว เจ้าของพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำ

          พืชไร่ในแอฟริกาใต้ที่ผลิตมากที่ที่สุดคือข้าวโพด (ผลิตประมาณ 8 ล้านตันต่อปี) ทั้งเพื่อการบริโภคและเลี้ยงสัตว์ โดยนอกจากจะผลิตเพื่อบริโภคในประเทศแล้ว แอฟริกาใต้ยังถือเป็นผู้ผลิตข้าวโพดหลักในกลุ่ม Southern African Development Community (SADC)

          นอกจากนี้ยังมีผลผลิตที่สำคัญอื่น ๆ เช่น ข้าวสาลี อ้อย เมล็ดทานตะวัน (แอฟริกาใต้เป็นผู้ผลิตเมล็ดทานตะวันที่ใหญ่อันดับ 12 ของโลก ผลิตได้ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี) ผลผลิตพืชสวนที่สำคัญคือ ส้ม ซึ่งผลิตกว่าปีละ 3 ล้านตัน

          ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่สำคัญคือ สัตว์ปีก ผลิตปีละ 15 ล้านตัน/เนื้อวัว ผลิตกว่าปีละ 11 ล้านตัน

โอกาสของไทยในแอฟริกาใต้ด้านการเกษตร เช่น
(1) การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการเกษตรแก่กันและกัน
(2) การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หากราคาข้าวโพดจากแอฟริกาใต้ถูกกว่าจากตลาดหลักเช่นสหรัฐฯ เนื่องจากค่าเงินแรนด์ที่ลดลง
(3) การแลกเปลี่ยนทางวิชาการด้านการวิจัย
GMO
(4) การส่งออกผลไม้จากไทยไปแอฟริกาใต้ (แต่ขณะนี้ ยังมีปัญหาเรื่องกฏระเบียบของการส่งออกสินค้าเกษตรไปแอฟริกาใต้)

สาขาพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ

          แอฟริกาใต้มีทรัพยากรธรรมชาติด้านพลังงานโดยเฉพาะถ่านหินสำรองมากเป็นลำดับ 6 ของโลก (3 หมื่นล้านตัน) โดยแอฟริกาใต้ผลิตถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงปีละประมาณ 250 ล้านตันต่อปี ในจำนวนนี้ ใช้ในประเทศประมาณร้อยละ 70 และส่งออกร้อยละ 30 ขณะนี้ กลุ่มธุรกิจบ้านปูได้เข้ามาสำรวจเหมืองถ่านหินหลายแห่งในแอฟริกาใต้ และคาดว่า จะมีการลงทุนซื้อเหมืองถ่านหินเพื่อส่งออกไปยังตลาดอินเดียและจีน

          อย่างไรก็ตาม แอฟริกาใต้ประสบความเสี่ยงสูงจากการประท้วงขอขึ้นค่าแรงในภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล โดยในปี พ.ศ.2555 ได้เกิดเหตุการณ์ประท้วงหลายครั้งในช่วงเดือน ส.ค. - ต.ค. 2555 เช่น ที่เหมืองแร่แพลทตินัม Marikana ของบริษัทอังกฤษ Lonmin เมื่อวันที่ 10 - 16 ส.ค. 2555 ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 44 คน และบาดเจ็บอีก 78 คน เหตุการณ์ยุติลงโดยแรงงานที่เหมือง Marikana ได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 ส่วนในปี พ.ศ.2557 ได้เกิดกรณีคนงานเหมืองรวมตัวกันกว่า 80,000 คน ภายใต้การนำของสหภาพ AMCU ประท้วงบริษัทเหมือง Lonmin, Anglo American Platinum และ Impala Platinum Holding เพื่อขอเพิ่มค่าแรงตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม ถึงประมาณเดือนมิถุนายน 25557 และเป็นการประท้วงที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์แอฟริกาใต้ การหยุดงานครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานของทองคำขาวทั่วโลกประมาณร้อยละ 40 บริษัทเหมืองทองคำสูญเสียรายได้ประมาณ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเศรษฐกิจแอฟริกาใต้หดตัวลงร้อยละ 0.6 ในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2557 โดยเหตุการณ์ประท้วงยุติลงเมื่อสหภาพ AMCU ยอมรับข้อเสนอจากบริษัทในการเพิ่มค่าแรงร้อยละ 10 ให้แก่คนงาน

การก่อสร้างและแรงงาน

          ขณะนี้มีแรงงานไทยในแอฟริกาใต้ปีละประมาณ 1,500 คน ซึ่งเดิม แอฟริกาใต้นำเข้าเพียงกลุ่มช่างเชื่อม ช่างประกอบท่อ จากไทยเป็นหลัก แต่ขณะนี้เริ่มนำเข้าแรงงานกลุ่มอื่นๆ เช่น ช่างไม้ พนักงานควบคุมรถขุด เนื่องจากแอฟริกาใต้มีข้อจำกัดด้านจำนวนของแรงงานฝีมือและแรงงานไร้ฝีมือ

          นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลแอฟริกาใต้ชุดใหม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมไม่มากนัก โดยนาย Jacob Zuma ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ได้กล่าวสุนทรพจน์ภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้งว่าจะสานต่อนโยบายการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญสำหรับรัฐบาลคือ การเร่งรัดอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การใช้งบประมาณแบบขาดดุลและการลดค่าเงิน ซึ่งอาจจะไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว นอกจากนั้น รัฐบาลยังต้องจัดการกับปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค โดยเฉพาะปัญหาในเชิงโครงสร้าง เช่น การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ เป็นต้น และลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก อีกทั้งยังต้องเร่งแก้ไขปัญหาภายในประเทศ เช่น ปัญหาการว่างงาน การทุจริตคอร์รัปชัน

          จุดแข็งสำคัญของแอฟริกาใต้ คือการเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจของทวีปแอฟริกา โดยเมื่อปี พ.ศ.2554 แอฟริกาใต้ได้เข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้) ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นตลาดใหม่ที่สำคัญของโลก และเป็นสมาชิกของกลุ่ม G-20 ในแง่ของทรัพยากร แอฟริกาใต้อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและแร่ธาตุหลายชนิด ได้แก่ ถ่านหิน แพลทตินัม ทองคำ แร่เหล็ก แมงกานีส ยูเรเนียม และโครเมียม ขณะเดียวกัน ก็เป็นประเทศที่มีภูมิทัศน์สวยงามและมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง เช่น เมืองเคปทาวน์ ซึ่งเคยได้รับรางวัล “2011 Travellers Choice Destination Award” ในฐานะเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมที่สุดของโลก ส่วนในด้าน Logistics แอฟริกาใต้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมที่ทันสมัย โดยมีเครือข่ายเส้นทางถนนและรถไฟที่นับว่าใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา โดยท่าเรือแอฟริกาใต้เป็นจุดแวะพักของเรือขนส่งสินค้าที่เดินทางจากทวีปอเมริกา เอเชีย ออสเตรเลีย และชายฝั่งทั้งสองด้านของทวีปแอฟริกา 

นอกจากนั้น แอฟริกาใต้ยังให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนที่ค่อนข้างจูงใจแก่นักลงทุนต่างชาติในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในเรื่องภาษีรายได้ ภาษีศุลกากร การนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ และการอำนวยความสะดวกในการส่งออกไปยังประเทศที่สามในแอฟริกาตอนใต้

ปัญหาสังคม

          แม้ว่าแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง แต่ก็ประสบกับปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยเงินทุนส่วนใหญ่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของคนผิวขาวและคนผิวดำที่อยู่ในแวดวงการเมืองเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น คนจนและผู้ใช้แรงงานผิวดำส่วนใหญ่ของแอฟริกาใต้ยังคงมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ ส่งผลให้เกิดปัญหาสังคม การแพร่กระจายของ HIV/AIDS และอาชญากรรมซึ่งมีความรุนแรง อาทิ

การข่มขืน การค้าและเสพยาเสพติด และการทุจริต

หน่วยเงินตรา แรนด์แอฟริกาใต้ (ZAR) (1 บาท = 0.46 ZAR) (สถานะ ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 349.42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 6,160.73 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 1.30 (ปี 2560)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 6.30 (ปี 2560)

อุตสาหกรรมที่สำคัญ เหมืองแร่ (ทองคำขาว ทอง และโครเมียม) ชิ้นส่วนรถยนต์ งานโลหะ เครื่องจักร สิ่งทอ เหล็กและเหล็กกล้า เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย อาหาร การต่อเรือพาณิชย์

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ทองคำขาว ถ่านหิน ยานยนต์ ทอง แร่เหล็ก

สินค้านำเข้าที่สำคัญ น้ำมันดิบ น้ำมันปิโตรเลียม รถยนต์ ทอง อุปกรณ์งานถ่ายภาพยนตร์ 

มูลค่าการค้าไทย - แอฟริกาใต้ 3766.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทยส่งออก 2837.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 928.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 1909.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

สินค้าส่งออกของไทย ได้แก่ (1) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (2) เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ (3) ข้าว (4) ผลิตภัณฑ์ยาง (5) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

สินค้านำเข้าจากแอฟริกาใต้ ได้แก่ (1) เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ (2) สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะ (3) เคมีภัณฑ์ (4) ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ (5) เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ

ประเทศคู่ค้าสำคัญ ส่งออกไป จีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย สหราชอาณาจักร เยอรมนี

นำเข้าจาก จีน เยอรมนี สหรัฐอเมริกา อินเดีย ซาอุดิอาระเบีย

ความสัมพันธ์

การตรวจลงตรา 

ไทย-แอฟริกาใต้ มีความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการ

90 วัน/ธรรมดา 30 วัน

สำนักงานของไทยในแอฟริกาใต้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย

สำนักงานของแอฟริกาใต้ในไทย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย

ความสัมพันธ์ทางการทูต 

ไทยและแอฟริกาใต้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการกงสุลระหว่างกันเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2535 โดยไทยได้เปิดสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโจฮันเนสเบิร์ก (Johannesburg) และต่อมาได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2536 โดยยกสถานะสถานกงสุลใหญ่เป็นสถานเอกอัครราชทูต และย้ายที่ทำการมายังกรุงพริทอเรีย ซึ่งเป็นเมืองหลวง พร้อมทั้งมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ มีเขตอาณาครอบคลุมสาธารณรัฐแองโกลา สาธารณรัฐบอตสวานา ราชอาณาจักรเลโซโท สาธารณรัฐมาลาวี สาธารณรัฐมอริเชียส สาธารณรัฐนามิเบีย ราชอาณาจักรเอสวาตินี สาธารณรัฐแซมเบีย และสาธารณรัฐซิมบับเว

          ปัจจุบัน เรือโท โกเมศ กมลนาวิน ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย (โดยได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561) ขณะที่ฝ่ายแอฟริกาใต้เคยเปิดสถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2535 และต่อมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2537 ได้ยกสถานะเป็นสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย โดยมีนายเจฟฟรีย์ ควินตัน มิตเชลล์ ดอยจ์ (Geoffrey Quinton Mitchell Doidge) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน โดยได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2560 และมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำจังหวัดเชียงราย มีเขตอาณาทางการกงสุลครอบคลุมจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย โดยมีนายแสวง เครือวัฒนสกุล ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำจังหวัดเชียงรายคนปัจจุบัน

ความสัมพันธ์ทางการเมือง 

ความสัมพันธ์ด้านการเมืองระหว่างไทยกับแอฟริกาใต้เป็นไปด้วยความราบรื่น รวมทั้งมีท่าทีระหว่างประเทศที่สอดคล้องกันและมีการแลกเปลี่ยนเสียงสนับสนุนระหว่างกันในเวทีระหว่างประเทศเป็นครั้งคราว อย่างไรก็ดี รัฐบาลแอฟริกาใต้มีท่าทีไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2559 โดยได้เลื่อนและระงับการเดินทางเยือนและการศึกษาดูงานในประเทศไทยของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ตลอดจนไม่ยอมรับการเยือนหรือการมีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับไทยในระดับหัวหน้ารัฐบาลและรัฐมนตรี จนกว่าไทยจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามวิถีทางแห่งระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ หลังจากที่ไทยมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนธันวาคม 2550 แล้ว ความสัมพันธ์ได้กลับคืนสู่ภาวะปกติ

          ภายหลังการเข้ามาบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 แอฟริกาใต้เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคแอฟริกาที่มีแถลงการณ์ประณามไทย แต่มิได้มีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อไทยเมื่อเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเมื่อปี 2559 อย่างไรก็ดี ในห้วงปี 2561 ฝ่ายแอฟริกาใต้ส่งสัญญาณเชิงบวกในด้านความสัมพันธ์ทางการเมืองกับไทยอย่างมีนัยสำคัญ ดังเห็นได้จากข้อเสนอให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง อาทิ การเยือนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และการประมงแอฟริกาใต้ การเยือนไทยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโทรคมนาคมและบริการไปรษณีย์แอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ฝ่ายแอฟริกาใต้ไม่ต้องการมีปฏิสัมพันธ์ในระดับการเมืองกับไทย และต้องการพัฒนาความสัมพันธ์กับไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการค้าและการลงทุน

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

การค้า

ในปี 2561 ไทยและแอฟริกาใต้มีมูลค่าการค้ารวม 3766.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นการส่งออก 2837.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 928.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้า 1909.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปแอฟริกาใต้ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ข้าว ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 
และสินค้านำเข้าที่สำคัญจากแอฟริกาใต้ ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะ เคมีภัณฑ์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ

        สถิติการค้าระหว่างไทย - แอฟริกาใต้ (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ปี

ปริมาณการค้า

ไทยส่งออก

ไทยนำเข้า

ดุลการค้า

2550

1,880.38

1,326.53

553.85

+772.68

2551

2,433.98

1,690.00

743.99

+946.01

2552

1,847.00

1,445.03

401.97

+1,043.06

2553

2,283.33

1,760.12

523.20

+1,236.92

2554

3,575.68

2,202.12

1,373.56

+828.55

2555

4,873.89

2,839.68

2,034.21

+805.46

2556

4,852.32

2,607.84

2,244.48

+363.36

2557

3,516.88

2,349.46

1,167.42

+1,182.03

2558

2,846.29

2,010.16

836.14

+1,174.02

2559

2,836.46

2,103.21

733.25

+1,369.96

2560

3,276.64

2,478.01

798.63

+1,679.38

2561

3,766.03

2,837.55

928.48

+1,909.07

                                  ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพาณิชย์

การลงทุน

        ปัจจุบัน ภาคเอกชนไทยได้เข้าไปลงทุนเปิดร้านอาหาร สปา ร้านขายสินค้าจากไทยในแอฟริกาใต้จำนวนมาก โดยเฉพาะร้านอาหารและสปาไทย มีจำนวนกว่า 150 ร้าน สำหรับการลงทุนขนาดใหญ่ของไทยยังมีมูลค่าไม่มากนัก เนื่องจากปัจจัยด้านกฎระเบียบและกฎหมายแรงงาน ซึ่งให้สิทธิแก่สหภาพแรงงานค่อนข้างมากและยังมีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับสวัสดิภาพและความปลอดภัย บริษัทของไทยที่เข้าไปลงทุนในแอฟริกาใต้ ได้แก่ บริษัท ซีพี อินเตอร์เทรด เซาท์แอฟริกา (CP Intertrade South Africa) ซึ่งดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าอาหารและอาหารแช่แข็งในแอฟริกาใต้ตั้งแต่ปี 2538 นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในธุรกิจร้านอาหารภายใต้ชื่อ Simply Asia ซึ่งมีสาขามากกว่า 70 แห่งในแอฟริกาใต้ ซิมบับเว และบอตสวานา

และปัจจุบัน บริษัท Thai Summit Group อยู่ระหว่างการจัดตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่กรุงพริทอเรีย ส่วนการลงทุนของแอฟริกาใต้ในไทยเป็นการลงทุนขนาดกลางและขนาดเล็ก เช่น การเจียระไนอัญมณี และการต่อเรือขนาดเล็ก

การท่องเที่ยว

ในปี 2561 นักท่องเที่ยวแอฟริกาใต้เดินทางมาไทยจำนวน 102,713 คน

ความร่วมมือด้านวิชาการ

        แอฟริกาใต้มีศักยภาพที่จะร่วมมือกับไทยในการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแก่ประเทศอื่น ๆ ในแอฟริกา เพื่อบรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals–SDGs) โดยไทยพร้อมจะแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านการพัฒนากับแอฟริกาใต้และประเทศอื่น ๆในแอฟริกา 

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา แอฟริกาใต้มองตนเองเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาสูง และต้องการจะเป็นประเทศผู้ให้ จึงสนใจจะมีความร่วมมือกับไทยในบางด้านเท่านั้น เช่น การท่องเที่ยว

การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายไทย

การเยือนระดับพระราชวงศ์

        สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี       

         - วันที่ 22 มีนาคม 2546 เสด็จฯ แวะพักเพื่อเปลี่ยนเครื่องบินพระที่นั่งที่ท่าอากาศยานนานาชาติ

นครโจฮันเนสเบิร์ก เป็นเวลา 6 ชั่วโมง ก่อนเสด็จนิวัตประเทศไทย ภายหลังเสร็จสิ้นการเสด็จฯ เยือนเคนยาและแทนซาเนีย

        สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนา วรขัติยราชนารี

        - วันที่ 5 - 16 กุมภาพันธ์ 2542 เสด็จเยือนแอฟริกาใต้เพื่อทรงเป็นองค์ปาฐกในการประชุม TWOWS Second General Assembly & International Conference ในหัวข้อเรื่อง “Women, Science & Technology for Sustainable Human Development” ที่เมืองเคปทาวน์ ตามคำกราบทูลเชิญของ Third World Organization for Women in Science (TWOWS) และทรงเป็นอาคันตุกะของรัฐบาลแอฟริกาใต้ระหว่างวันที่ 9 - 11 กุมภาพันธ์ 2542

        - วันที่ 26 สิงหาคม - 5 กันยายน 2545 เสด็จเยือนแอฟริกาใต้ในฐานะผู้แทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  และหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมระดับโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development–WSSD) ตามคำกราบทูลเชิญของนายทาโบ อึมเบกิ (Thabo Mbeki) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้

การเยือนระดับรัฐบาล

        รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

        - วันที่ 8 - 10 พฤษภาคม 2537 นาวาอากาศตรี ประสงค์ สุ่นสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช บรมนาถบพิตร และผู้แทนรัฐบาลไทย เยือนแอฟริกาใต้ เพื่อเข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของนายเนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela)

        - วันที่ 17 - 21 สิงหาคม 2540 นายประจวบ ไชยสาส์น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนแอฟริกาใต้อย่างเป็นทางการ


ฝ่ายแอฟริกาใต้

การเยือนระดับรัฐบาล

          ประธานาธิบดี

          - วันที่ 16 - 17 กรกฎาคม 2540 นายเนลสัน แมนเดลา ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล

          - วันที่ 11 - 16 กรกฎาคม 2547 นายเนลสัน แมนเดลา ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ และนางกราซา มาเชล (Graca Machel) ภริยา เยือนประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐบาลเพื่อเข้าร่วมการประชุมนานาชาติเรื่องโรคเอดส์ ครั้งที่ 15 ที่กรุงเทพฯ โดยนางกราซา มาเชล ได้รับเชิญเป็นผู้อุปถัมภ์โครงการ Leadership Programme ของการประชุมฯ ในโอกาสนี้ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย ภริยา ได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับนายแมนเดลาและภริยาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2547

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

          - วันที่ 9 - 10 เมษายน 2540 นายอัลเฟรด อึนโซ (Alfred Nzo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือแอฟริกาใต้ เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ

          - วันที่ 2 - 4 กันยายน 2555 นางสาวไมเต อึนโคอานา-มาชาบาเน (Maite Nkoana-Mashabane) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือแอฟริกาใต้ เยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุม Bangkok Climate Change Conference ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ และเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีและพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ความตกลงและความร่วมมือ

  • ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้า
    วันที่ลงนาม 21 มิถุนายน 2546
  • ความตกลงด้านการค้าระหว่างรัฐบาลราชอาณราจักรไทยและสาธารณรัฐแอฟริกาใต้
    วันที่ลงนาม 11 พฤษภาคม 2544
  • ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราผู้ถืิอหนังสือเดินทางทูตและราชการ
    วันที่ลงนาม 01 มกราคม 2542
  • อนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้
    วันที่ลงนาม 12 กุมภาพันธ์ 2539
  • ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา
    วันที่ลงนาม 01 มกราคม 2536
  • ความตกลงว่าด้วยการบริการทางอากาศระหว่างรัฐบาลราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐแอฟริกาใต้
    วันที่ลงนาม 04 มีนาคม 2536