Gambia / แกมเบีย

สาธารณรัฐอิสลามแกมเบีย
Islamic Republic of The Gambia

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Gambia / แกมเบีย

ที่ตั้ง แกมเบียตั้งอยู่ในภาคตะวันตกของทวีปแอฟริกา มีทิศเหนือ ทิศใต้และทิศตะวันออกติดกับประเทศเซเนกัล ทิศตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก 

พื้นที่ 11,295 ตารางกิโลเมตร (เล็กกว่าไทยประมาณ 45 เท่า) 

เมืองหลวง กรุงบันจูล (Banjul)

ประชากร 2.09 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ เขตร้อน หน้าร้อนและหน้าฝนอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน - พฤศจิกายน หน้าหนาวและหน้าแล้งอยู่ในช่วงเดือน พฤศจิกายน - พฤษภาคม 

ภาษาราชการ อังกฤษ

ศาสนา อิสลาม ร้อยละ 95.7 ศาสนาคริสต์ ร้อยละ 4.2 ไม่ระบุ ร้อยละ 0.1

ระบอบการปกครอง
ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งเป็นประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล ดำรงตำแหน่งคราวละ
5 ปี ไม่มีข้อจำกัดวาระของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี 
ฝ่ายบริหาร 
ประธานาธิบดี ในฐานะผู้นำรัฐบาล มีอำนาจแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี รวมถึงการแต่งตั้งรองประธานาธิบดีด้วย 
ฝ่ายนิติบัญญัติ 
ระบบสภาเดียว ประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภาจำนวน 53 ที่นั่ง โดยมาจากการเลือกตั้งจำนวน 48 ที่นั่ง และอีก 5 ที่นั่ง มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ทั้งหมดมีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี 

ฝ่ายตุลาการ 

ประกอบด้วยศาลสูงสุดเพียงศาลเดียว 

ประธานาธิบดี นายอาดามา แบร์โรว (Mr. Adama Barrow) (ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2560)

รมว. กต. นายมามาดู ตองการา (Mr. Mamadou Tangara)

วันชาติ 18 กุมภาพันธ์

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 15 กุมภาพันธ์ 2528  

หน่วยเงินตรา ดาลาซีแกมเบีย (GMD) (1 บาท = 1.60 GMD) (สถานะ ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 1.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 709.1 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 4.6 (ปี 2560)

เงินทุนสำรอง 0. 169 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 8.0 (ปี 2560)

ทรัพยากรธรรมชาติ ปลา ดิน ซิลิกา ไทเทเนียม ดีบุก เพทาย

อุตสาหกรรมหลัก การแปรรูปถั่วลิสง ปลา และหนังสัตว์ การท่องเที่ยว เครื่องดื่ม ชิ้นส่วนเครื่องจักรทางการเกษตร งานไม้

สินค้านำเข้าที่สำคัญ ผ้าฝ้ายทอ น้ำตาลทรายดิบ น้ำมันปาล์ม มอลต์สกัด ข้าว

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ไม้หยาบ มะพร้าว บราซิลนัทและเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ปลาแช่แข็ง เศษเหล็ก ผลไม้เขตร้อน

ประเทศคู่ค่าที่สำคัญ นำเข้าจาก จีน เซเนกัล อินเดีย บราซิล เนเธอร์แลนด์ ส่งออกไปยัง จีน อินเดีย เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร เซเนกัล          

การเมืองการปกครอง

แกมเบียเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีภูมิประเทศล้อมรอบด้วยประเทศเซเนกัล ในปี 2131 แกมเบียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และได้รับเอกราชพร้อมทั้งเข้าเป็นประเทศสมาชิกเครือจักรภพในปี 2508 

ปี 2513 แกมเบียประกาศเป็นประเทศสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดี Dawda Kairaba Jawara ดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม หลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ แกมเบียต้องประสบปัญหาอย่างมาก เนื่องจากเป็นประเทศเล็กที่มีความอ่อนแอในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ จนเกิดการรัฐประหารขึ้นหลายครั้ง ดังเช่น ความพยายามก่อรัฐประหารในปี 2524 โดยการนำของ นาย Kukoi Samba Sanyang ทำให้ประธานาธิบดี Jawara ขอรับความช่วยเหลือจากเซเนกัล รัฐบาลเซเนกัลจึงส่งกำลังทหารเข้าปราบปรามจนสำเร็จ ซึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้ทั้งฝ่ายแกมเบียและเซเนกัลลงนามในสนธิสัญญาการรวมตัวกันเป็นสมาพันธรัฐเซเนแกมเบียในปี 2525 ซึ่งต่อมาแกมเบียได้ขอแยกตัวออกจากเซเนกัลในปี 2532 เพราะมีปัญหากันในเรื่องดินแดน  

จากนั้นในปี 2537 ได้เกิดเหตุวุ่นวายทางการเมืองภายในแกมเบีย เมื่อนาย Yahya A.J.J. Jammeh ผู้นำกลุ่ม AFPRC ทำรัฐประหารล้มรัฐบาลประธานาธิบดี Jawara ได้สำเร็จ จากนั้นได้ประกาศแผนการนำพาประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตยและได้จัดการเลือกตั้งขึ้นในปี 2539 โดยนาย Jammeh ชนะการเลือกตั้งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี (ภายหลังชนะการเลือกตั้งอีก 2 สมัย ในปี 2544 และเมื่อการเลือกตั้งเมื่อเดือนกันยายน 2549) 

จากการที่ประธานาธิบดี Jammeh และพรรค Alliance for Patriotic Reorientation and Construction (APRC) ผูกขาดทางการเมืองมาหลายสมัย จึงทำให้ประธานาธิบดี Jammeh ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในพรรค APRC มีอิทธิพลในทางการบริหารเป็นอย่างมาก ทำให้ฝ่ายค้านไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบฝ่ายรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ 

อีกทั้ง ประธานาธิบดี Jammeh ยังมีอิทธิพลแทรกแซงไปในฝ่ายนิติบัญญัติ ทำให้การแบ่งแยกอำนาจไม่มีความชัดเจน นอกจากนี้ พรรค APRC ยังคงรักษาความผูกขาดทางการเมืองในระดับท้องถิ่น ด้วยการเอาชนะพรรคคู่แข่งอื่นๆ ทำให้การทำงานของพรรคฝ่ายค้านในการบริหารประเทศทุกระดับมีความอ่อนแอ 

นโยบายต่างประเทศ 
เนื่องจากแกมเบียถูกโอบล้อมทางภูมิศาสตร์โดยเซเนกัลและประเทศอื่นๆ ซึ่งต่างเป็นประเทศที่ฝรั่งเศสมีอิทธิพลเหนือ จึงทำให้แกมเบียพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับไนจีเรีย ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคแอฟริกา โดยหวังที่จะสามารถถ่วงดุลย์อิทธิพลของฝรั่งเศส ภายหลังจากการปฏิวัติในปี 2537 ประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือทวิภาคีระงับความช่วยเหลือ ทำให้เงินช่วยเหลือจากไนจีเรียมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดของประเทศ นอกเหนือจากไนจีเรีย แกมเบียยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับอดีตอาณานิคมของอังกฤษ อาทิ เซียรร์ราลีโอน ไลบีเรีย อีกด้วย 

ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างแกมเบียและเซเนกัลมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาภาษีการค้าและการคมนาคมระหว่างกัน จนส่งผลกระทบถึงการท่องเที่ยวและการค้าของทั้งสองประเทศ แม้ข้อกล่าวหาที่ว่าประธานาธิบดี Jammeh ของแกมเบียสนับสนุนกลุ่มกบฏใน Casamance เพื่อเรียกร้องเอกราชจากเซเนกัล จะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศในหลายโอกาส แต่แกมเบียยังคงมีบทบาทสำคัญในการเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างกลุ่มกบฏและรัฐบาลเซเนกัล 

ประธานาธิบดี Jammeh มีท่าทีชัดเจนในการสนับสนุนนาย Muammar Qadhafi ผู้นำลิเบีย และในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางการทูตและความช่วยเหลือกับไต้หวัน คิวบา และอีกหลายรัฐในแถบตะวันออกกลาง มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น พร้อมกับมูลค่าความช่วยเหลือจากไต้หวันที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนและการบริหารประเทศแบบเบ็ดเสร็จส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างแกมเบียกับประเทศผู้ให้ความช่วยเหลืออื่นๆ รวมถึงสถาบันพหุภาคีต่างๆ แม้ว่าประธานาธิบดี Jammeh จะออกมาแสดงท่าทีเชิงบวกต่อปัญหาดังกล่าว แต่ก็เป็นไปเพียงเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับประเทศและองค์การระหว่างประเทศ มิให้ระงับความช่วยเหลือแก่แกมเบีย โดยเฉพาะการดำเนินนโยบาย Operation No Compromise เพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่น และการปฏิรูปทางเศรษฐกิจที่จำกัดเพื่อต้องการรักษาปฏิสัมพันธ์กับสถาบันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หลังจากที่เคยละเมิดข้อตกลงมาก่อนหน้านี้แล้ว จากนั้นในปี 2550 แกมเบียได้บรรลุข้อตกลง The Poverty Reduction and Growth Facility (PRGF) กับ IMF 

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างแกมเบียและสหรัฐฯ ไม่ราบรื่นเท่าที่ควร แม้ว่าแกมเบียจะได้รับสิทธิประโยชน์จากพระราชบัญญัติการให้ความช่วยเหลือแอฟริกา (African Growth and Opportunity ACT-AGOA) ของสหรัฐฯ แต่ก็ถูกสหรัฐฯ ตัดออกจากประเทศผู้มีสิทธิประโยชน์ในกรอบความช่วยเหลือ Millennium Challenge Initiative ในปี 2549 เนื่องจากสหรัฐฯ มีข้อกังวลต่อปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนของแกมเบีย 

เมื่อเดือนเมษายน 2550 สภาผู้แทนราษฎรของแกมเบียได้รับรองกรอบความตกลงเพื่อความร่วมมือระหว่างแกมเบียและเวเนซูเอลา ต่อมาประธานาธิบดี Hugo Chavez ของเวเนซูเอลาได้เดินทางไปร่วมการประชุม African Union (AU) Summit ที่กรุงบันจูล เมื่อเดือนกรกฎาคม 2550 และทั้งสองประเทศได้ประกาศที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันในด้านเกษตรกรรม สาธารณสุข
การศึกษา ปิโตรเลียม พลังงาน การทหาร และระบบโครงสร้างพื้นฐาน
 

นอกเหนือจากความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเวเนซูเอลา แกมเบียได้เสริมสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอิหร่าน นับแต่การประชุม AU Summit เมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 โดยทั้งสองประเทศได้ลงนามความตกลงในด้านการค้า การจัดเก็บภาษี อุตสาหกรรม เทคโนโลยี การเงินการธนาคาร การคมนาคม การสื่อสาร และระบบโครงสร้างพื้นฐาน 

เศรษฐกิจและสังคม

แกมเบียเป็นประเทศขนาดเล็ก มีประชากรเพียง 1.7 ล้านคน ประชากรในสัดส่วนกว่าร้อยละ 50 โดยเฉลี่ยมีรายได้ต่ำกว่า 2 USD ต่อวัน และกว่าร้อยละ 80 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม อย่างไรก็ดี ตัวชี้วัดทางสุขภาพหลายตัวมีพัฒนาการที่ดีขึ้น อายุเฉลี่ยประชากรเพิ่มขึ้นจาก 37 ปี ในปี 2513 เป็น 59 ปี ในปี 2548 การแพร่กระจายของโรคเอดส์โดยส่วนใหญ่สามารถควบคุมได้ แต่ยังคงมีอัตราสูงในกรุงบันจูล นักวิจัยชี้ว่า การขาดแผนงานที่สมบูรณ์ในการส่งเสริมความรู้โรคเอดส์ ปัญหาว่างงาน และการอพยพ เป็นปัจจัยลบต่อการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในแกมเบีย 

แกมเบียเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้หลักจากการเกษตรและอุตสาหกรรมท่อง เที่ยว เมื่อใดที่แกมเบียประสบปัญหาความแห้งแล้ง ก็จะมีผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม แกมเบียไม่มีแร่ธาตุหรือทรัพยากรธรรมชาติที่เด่นชัดนัก และมีรากฐานทางเกษตรกรรมค่อนข้างจำกัด แต่ทรัพยากรตามลุ่มแม่น้ำแกมเบียยังคงไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์มากนัก เนื่องจากเป็นแม่น้ำที่สามารถใช้เป็นเส้นทางขนส่งได้ บริเวณดังกล่าวจึงเหมาะแก่การเพาะปลูกและอุตสาหกรรมแปรรูปที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเพาะปลูกและจัดส่งดอกไม้ ผลไม้เขตร้อน ฝ้าย และข้าว ซึ่งได้รับประโยชน์จากการที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่องและในปริมาณที่เหมาะสม 

แม้ในช่วงหลัง สาธารณูปโภคทางอากาศและทางบกจะได้รับการพัฒนามากขึ้น การคมนาคมทางน้ำยังคงเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะผ่านทางแม่น้ำแกมเบีย ซึ่งท่าเรือที่กรุงบันจูลรับตู้สินค้าโดยเฉลี่ย 800 ตู้ต่อเดือน ท่าอากาศยาน Yundum International Airport ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่เมื่อปี 2540 อาคารผู้โดยสารใหม่ได้ถูกสร้างขึ้น มีการเชื่อมต่อทางอากาศที่ค่อนข้างดีและมีหลายสายการบินที่บินออกจากกรุงบัน จูลไปยังจุดหมายต่างๆ ในแอฟริกาและยุโรป 

อุตสาหกรรมเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กด้านการผลิต ถั่ว ปลา หนังสัตว์ การลดค่าเงิน CFA FRANC ของเซเนกัล ในเดือนมกราคม 2537 ส่งผลให้สินค้าของประเทศเซเนกัลเป็นที่สนใจจากผู้ซื้อมากกว่าสินค้าจาก แกมเบีย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการขยายตัวของธุรกิจโทรคมนาคม มีการลงทุนขนาดใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมการประมง โดยแกมเบียได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่น แม้ว่า ภาคการประมงยังคงมีขนาดเล็ก นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการก่อสร้างและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ยังเป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญและทำรายได้ให้แกมเบียเป็นจำนวนมาก 

สิ่งที่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศคือ ปัญหาโครงข่ายพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค อาทิไฟฟ้า ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ การเชื่อมต่อทางการตลาดและการขนส่งค่อนข้างจำกัด และกฏระเบียบยังไม่ได้มาตรฐาน นอกเหนือจากการประมง ภาค รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่ โดยเฉพาะในรอบหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมืองของ แกมเบีย 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจ Vision 2020 ซึ่งได้ถูกร่างขึ้นโดย The Armed Forces Provisional Ruling Council เมื่อปี 2537 ยังคงเป็นแผนหลักของแกมเบียในปัจจุบัน แผนดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะขจัดความยากจนและส่งเสริมการพึ่งพาอาหารตนเอง การเสริมสร้างและเพิ่มความหลากหลายของฐานอุตสาหกรรม และการสร้างภาคอุตสาหกรรมการส่งออก

ความสัมพันธ์

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราได้ที่สถานกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐแกมเบียประจำประเทศไทย

สำนักงานของไทยที่ดูแลแกมเบีย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์

สำนักงานของแกมเบียที่ดูแลไทย สถานกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐแกมเบียประจำประเทศไทย (กงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐแกมเบียประจำประเทศไทย คือ นายสมควร บุณยมานนท์)

ความสัมพันธ์ทั่วไป

ความสัมพันธ์ทางการทูต

ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับแกมเบียเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2528 โดยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ
กรุงดาการ์ มีเขตอาณาครอบคลุมถึงแกมเบีย แต่ฝ่ายแกมเบียยังไม่ได้กำหนดให้สถานเอกอัครราชทูตแห่งใดมีเขตอาณาครอบคลุมถึงประเทศไทย 

ไทยมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำแกมเบียโดยมีนาย Alieu Abdoulie Momodou Mboge (อาลีเยอ อับดูลี โมโมดู อึมโบเก) ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำกรุงบันจูล และมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์แกมเบียประจำประเทศไทย โดยมีนายสมควร บุณยมานนท์ ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์แกมเบียประจำกรุงเทพฯ 

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

การค้า

แม้ว่ามูลค่าการค้าระหว่างไทยกับแกมเบียยังมีจำนวนไม่มาก ไทยอาจพิจารณาใช้แกมเบียเป็นศูนย์กลางการค้าในแถบกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส (Francophone) โดยให้แกมเบียเป็นเสมือนแหล่งระบายสินค้า หรือคลังสินค้า เพื่อส่งต่อสินค้าไทยไปขายในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ทั้งนี้ แกมเบียเคยเสนอให้มีการร่วมลงทุนในแกมเบีย โดยเฉพาะด้านการประมง ซึ่งข้อเสนอทางด้านการประมงเป็นสิ่งที่น่าจะดำเนินการได้ โดยเฉพาะการจัดตั้งโรงงานทำปลากระป๋องส่งไปยังประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่แกมเบียต้องมีปัจจัยด้านการพัฒนาภายในประเทศให้พร้อมกว่านี้ 

อาทิ ระบบคมนาคมและการสื่อสาร การพัฒนากรุงบันจูลให้เป็นท่าเรือน้ำลึก จะมีส่วนสำคัญในการเชิญชวนให้นักลงทุนไทยเข้าร่วมลงทุนกับแกมเบีย สำหรับด้านการท่องเที่ยวนั้นไทยอาจพิจารณาลงทุนในกิจการโรงแรมเพื่อชักชวนนักท่องเที่ยวจากยุโรปเข้ามาในแกมเบียวัตถุดิบที่ไทยสามารถนำเข้าได้ เช่น ฝ้าย ปลา อัญมณี ถั่วลิสง

  สำหรับมูลค่าการค้าระหว่างสองฝ่ายมีปริมาณไม่มากนัก โดยในปี 2561 ไทยกับแกมเบียมีมูลค่าการค้ารวม 22.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 21.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 1.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐไทยได้ดุลการค้า 19.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับสินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปแกมเบีย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผ้าปักและผ้าลูกไม้ ข้าว กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ ตาข่ายจับปลา เป็นต้น
สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากแกมเบีย ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์
 ไดโอด ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์ตัวนำ เป็นต้น

การลงทุน

ไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนระหว่างกัน

การท่องเที่ยว

ปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวแกมเบียเดินทางมาไทยจำนวน 229 คน

ความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรม

ภายใต้โครงการ Thai Aid ปี 2531 แกมเบียส่งเจ้าหน้าที่จำนวน 5-6 คน มารับการฝึกอบรมบุคลากรสาขาสาธารณสุขภายใต้โครงการ Thai Aid Programme และแกมเบียมีความสนใจในหลักสูตรการฝึกอบรมของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศแกมเบียเคยไปเยี่ยมชมมาเมื่อต้นปี 2531 

ไทยได้ให้ความช่วยเหลือแกมเบียด้านสาธารณสุข โดยไทยได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตยารักษาโรคมาลาเรียไปประเทศแกมเบีย เพื่อพบหารือกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข และเยี่ยมชมสถาบัน โรงพยาบาลในเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2549 นอกจากนี้ ไทยยังได้เคยมอบ Malaria Test Kits จำนวน 7,500 ชิ้น และมุ้งเคลือบน้ำยากันยุงอีก 300 ชิ้น ซึ่งได้รับความชื่นชมอย่างกว้างขวางจากฝ่ายแกมเบีย 

สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) ได้จัดการอบรม Malaria Prevention and Control แก่ผู้รับทุนชาวเซเนกัล แกมเบีย มาลี และบูร์กินาฟาโซ ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 8 มิถุนายน ? 3 กรกฎาคม 2552 และครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม - 14 สิงหาคม 2552 สำหรับปีงบประมาณ 2553 สพร. มีแผนที่จะจัดการอบรมดังกล่าวที่ไทย 1 ครั้ง และจัด workshop ในประเทศเซเนกัล แกมเบีย และบูร์กินาฟาโซ อีกประเทศละ 1 ครั้ง 

ระหว่างวันที่ 21-23 กันยายน 2552 เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงดาการ์ได้เดินทางไปเยือนแกมเบียเพื่อติดตามผลโครงการความร่วมมือระหว่างไทย-แกมเบีย และได้มีการหารือเกี่ยวกับการขยายโครงการ One hospital bed, One mosquito net ที่ปัจจุบันกำลังดำเนินการกับเซเนกัล ไปยังแกมเบียด้วย 

การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายไทย 
รัฐบาล
 
- ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม - 3 กรกฎาคม 2549 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าร่วมการประชุม AU Summit ที่กรุงบันจูล 
ฝ่ายแกมเบีย 
รัฐบาล 
- ประธานาธิบดี Dawda Kairaba Jawara เคยเดินทางมาเยือนไทยอย่างไม่เป็นทางการ 3 ครั้ง คือ ปี 2511 (ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี), ปี 2513, ปี 2518 เคยแวะพัก (Stop-over) 3 ครั้ง คือ 18 กันยายน 2527, 16-18 เมษายน 2530, 14-16 กรกฎาคม 2531 และเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11-15 ธันวาคม 2531 และเมื่อวันที่ 23-27 มิถุนายน 2548 จึงนับเป็นผู้นำของประเทศในแอฟริกาที่มาเยือนประเทศไทยบ่อยครั้งที่สุด 
- รัฐมนตรีต่างประเทศ นาย Alhagi Lamin Kiti Jabang เยือนไทยระหว่างวันที่ 16-18 เมษายน 2530 
- รัฐมนตรีต่างประเทศ นาย Omar B Say เยือนไทย 2 ครั้ง ในเดือนมกราคม 2531 และระหว่างวันที่ 11-15 ธันวาคม 2531 
- รัฐมนตรีต่างประเทศ นาย Omar A. Touray และรัฐมนตรีการค้าและแรงงาน นาย Abdou Kolley เดินทางเยือนไทยเพื่อหารือถึงประเด็นการซื้อขายข้าวระหว่างรัฐต่อรัฐ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2551   

ความตกลงและความร่วมมือ

  • ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และวิชาการ
    วันที่ลงนาม 02 กรกฎาคม 2549