Ethiopia / เอธิโอเปีย

สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปีย
Federal Democratic Republic of Ethiopia

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Ethiopia / เอธิโอเปีย

ที่ตั้ง อยู่ในทวีปแอฟริกาตะวันออกบริเวณที่เรียกว่า จงอยแอฟริกา (Horn of Africa) เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทางทะเล โดยทิศเหนือ ติดกับเอริเทรีย ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ติดกับจิบูตี ทิศตะวันออก ติดกับโซมาเลีย ทิศใต้ ติดกับเคนยา ทิศตะวันตก ติดกับซูดาน

พื้นที่ 1,221,900 ตารางกิโลเมตร (มีขนาดเป็น 2 เท่าของไทย)    

เมืองหลวง กรุงแอดดิสอาบาบา (Addis Ababa)

ประชากร 108.38 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ อุณหภูมิขึ้นอยู่กับระดับความสูงของพื้นที่ พื้นที่ลุ่มต่ำจะมีสภาพอากาศที่ร้อนมากที่สุด โดยเมืองแอดดิสอาบาบาซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศและมีความสูงมากกว่า                                         2,000 ฟุต มีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 4 - 26 องศาเซลเซียส  

ภาษาราชการ Ahmaric, Oromigna, Tigrigna, อังกฤษ  

ศาสนา คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ ร้อยละ 50.6 คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ร้อยละ 10.2 อิสลาม ร้อยละ 32.8 ความเชื่อดั้งเดิม ร้อยละ 4.6 อื่นๆ ร้อยละ 1.8

ระบอบการปกครอง แบบสหพันธรัฐ แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 9 รัฐ (States) และ 2 เขตปกครองพิเศษ (municipal councils) ได้แก่ เขตปกครองพิเศษแอดดิสอาบาบาและเขตปกครองพิเศษดิเรดาวา  

ประธานาธิบดี นางซาห์เล-เวิร์ก ซูว์เด (Ms. Sahle-Work Zewde) (ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2561)

รมว. กต. ดร. เวิร์กเนห์ เกเบเยฮู (Dr. Workneh Gebeyehu) (ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559)

วันชาติ 28 พฤษภาคม

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 10 เมษายน 2507     

หน่วยเงินตรา เบอร์เอธิโอเปีย (ETB) (1 บาท = 0.902210ETB) (สถานะ ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 80.56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 767.6 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 10.2 (ปี 2560)

เงินทุนสำรอง 3.045 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 9.8 (ปี 2560)

ทรัพยากรธรรมชาติ ทองคำ แพลทินัม ทองแดง โปแตช ก๊าซธรรมชาติ พลังงานน้ำ

อุตสาหกรรมหลัก การแปรรูปอาหาร เครื่องดื่ม สิ่งทอ เครื่องหนัง เคมีภัณฑ์ การแปรรูปโลหะ ซีเมนต์

สินค้านำเข้าที่สำคัญ เครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์และอากาศยาน เครื่องกังหันก๊าซ ยา โทรศัพท์ รถบรรทุก

สินค้าส่งออกที่สำคัญ กาแฟ เมล็ดพืชน้ำมัน ทอง ไม้ตัดดอก ถั่วเมล็ดแห้ง  

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ นำเข้าจาก จีน ฝรั่งเศส อินเดีย เยอรมนี ตุรกี ส่งออกไปยัง จีน สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี

 
ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

ประเทศเอธิโอเปียเป็นหนึ่งในชาติที่มีประวัติศาสตร์อันต่อเนื่องยาวนานที่สุดในทวีปแอฟริกาและเป็นดินแดนที่ได้รับอารยธรรมจากอียิปต์และกรีกตั้งแต่สมัยโบราณ ดินแดนเอธิโอเปียก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียกว่า อบิสสิเนีย ปกครองโดยราชวงศ์เอธิโอเปีย ซึ่งเชื่อว่าเป็นเชื้อสายของพระเจ้าเมเนลิกที่ 1 (Menelik I) พระราชโอรสของพระเจ้าโซโลมอนแห่งอาณาจักรอิสราเอลโบราณ (King Solomon) และพระนางชีบา (Queen of Sheba) ตามตำนานฮิบรู

ในปี 2412 (ค.ศ. 1869) อิตาลีได้เข้ายึดครองแคว้นเอริเทรียของเอธิโอเปียและประกาศให้แคว้นเอริเทรียเป็นอาณานิคมของตนเมื่อปี 2433 (ค.ศ. 1890) แต่ในสนธิสัญญาสันติภาพอิตาลียังคงยอมรับเอกราชของเอธิโอเปียต่อไป เอธิโอเปียอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตรยิ์ไฮเล เซลัซซี (Haile Selassie) เป็นเวลากว่า 50 ปี โดย เซลัซซี ได้รับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ (Regent) ในปี 2459 (ค.ศ. 1916) ต่อมาได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ในปี 2471 (ค.ศ. 1928)

ปี 2479 (ค.ศ. 1936) อิตาลีได้รุกรานเอธิโอเปียและยึดเอธิโอเปีย เอริเทรีย และโซมาลีแลนด์ และประกาศรวมกันเป็นแอฟริกาตะวันออกของอิตาลีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม ในปี 2484 (ค.ศ. 1941) ภายใต้ความช่วยเหลือของกองทัพอังกฤษ กษัตริย์เซลัซซี สามารถยึดเอธิโอเปียคืนจากอิตาลีได้เป็นผลสำเร็จแต่อิตาลียังคงยึดแคว้นเอริเทรียไว้ หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เอธิโอเปียได้เรียกร้องดินแดนเอริเทรียคืน และสหประชาชาติได้มีข้อมติที่ 380 A (V) ปี 2492 (ค.ศ. 1949) โดยให้เอริเทรียเป็นดินแดนปกครองของตนเองภายใต้จักรวรรดิเอธิโอเปีย แต่ต่อมาในปี 2505 (ค.ศ. 1962) เอธิโอเปียได้ทำการผนวกเอริเทรียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศในฐานะจังหวัด ที่ 14 และได้กลายเป็นชนวนการสู้รบระหว่างชาว เอริเทรียที่ต้องการเอกราชกับฝ่ายเอธิโอเปียเรื่อยมา จนกระทั่งปี 2536 (ค.ศ. 1993) รัฐบาลเอธิโอเปียยอมให้มีการลงประชามติเกี่ยวกับอนาคตการปกครองของประชาชนเอริเทรีย ซึ่งผลปรากฏว่า ประชามติเป็นเอกฉันท์ให้เอริเทรียแยกตัวออกจากเอธิโอเปีย 

เว็บไซต์ทางการ www.ena.gov.et

การเมืองการปกครอง

ประธานาธิบดี นายมูลาทู เทโชเม (Mulatu Teshome)

นายกรัฐมนตรี นายไฮเลอมาเรียม เดอซาเลนย์ (Hailemariam Desalegn) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 20 สิงหาคม 2555

รัฐมนตรีต่างประเทศ นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส (Tedros Adhanom Ghebreyesus) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 2555

การเมืองการปกครอง
ในปี 2517 (ค.ศ. 1974) กลุ่มทหาร Provisional Military Administrative Council (PMAC) นำโดย พันเอก เมนกิซตุ ไฮลี มาริยาม (Colonel Mengistu Haile Mariam) ทำการปฏิวัติยึดอำนาจและ โค่นล้มระบอบกษัตริย์ มาริยามรับเอาลัทธิมาร์กซิสต์และเลนิน (Marxist-Leninist ideology)มาใช้ในการปกครอง ซึ่งเป็นที่ไม่พอใจของนักวิชาการและผู้มีการศึกษาในระยะเวลาต่อมา ก่อให้เกิดกาวิพากษ์วิจารณ์จนกระทั่งก่อเป็นความรุนแรงขึ้นภายในประเทศ มาริยามใช้กำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึงประมาณ 100,000 คนและอีกหลายร้อยคนอพยพออกนอกประเทศ

ต่อมาในปี 2534 (ค.ศ. 1991) พรรค Ethiopian People's Revolutionary Democratic Front (EPRDF) ซึ่งนำโดยนายเมเลส เซนาวี (Meles Zenawi) ได้ยึดอำนาจทางการเมืองจากพันเอก เมนกิซตุ ไฮลี มาริยาม ได้สำเร็จและนับแต่นั้นมา EPRDF มีอิทธิพลอย่างสูงในการเมืองภายในประเทศเอธิโอเปีย โดยได้รับเลือกตั้งเป็นพรรครัฐบาลเสียงข้างมากในทุกสมัยการเลือกตั้ง ในปี 2538 (ค.ศ. 1995) ปี 2543 (ค.ศ. 2000) ปี 2548 (ค.ศ. 2005) และล่าสุดปี 2553 (ค.ศ. 2010)

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 (ค.ศ. 2010) พรรค EPRDF ได้ที่นั่งในสภาร้อยละ 99 และนายเมเลส เซนาวี ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 4 ติดต่อกัน ชัยชนะจากการเลือกตั้งสะท้อนให้เห็นว่า สถานะของรัฐบาลมีความมั่นคงอย่างมาก ส่วนฝ่ายค้านถูกจำกัดบทบาทและถูกควบคุมจนไม่สามารถเคลื่อนไหว

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2555 นายเมเลส เซนาวี ถึงแก่อสัญกรรม และเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2555 นายไฮเลอมาเรียม เดอซาเลนย์ (Hailemariam Desalegn) ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเอธิโอเปียภายใต้นายเซนาวี ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการสืบต่อจากนายเซนาวี และได้สาบานตนเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2555 ภายหลังจากที่พรรค Ethiopian People’s Revolutionary Democratic Front (EPRDF) ของรัฐบาล ได้รับรองให้นายเดอซาเลนย์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจนกว่าจะมีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไปในปี 2558 ล่าสุด นายเดอซาเลนย์ได้ประกาศปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555

เอธิโอเปียมีรูปแบบการปกครองแบบสหพันธรัฐ โครงสร้างการปกครองแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ ฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดี ซึ่งเป็นประมุขของรัฐมาจากการเลือกตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎรและอยู่ในตำแหน่ง คราวละ 6 ปี การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปจะมีขึ้นในเดือนตุลาคม 2558 (ค.ศ. 2015) พรรครัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วย 2 สภาได้แก่ สภาแห่งสหพันธรัฐ (the House of Federation) ซึ่งเทียบเท่ากับวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร (House of People's Representatives)

เอธิโอเปียแบ่งเขตการปกครองเป็น 9 รัฐตามชนเผ่าในพื้นที่ และ 2 เขตการปกครองพิเศษ ได้แก่ (1) รัฐ Tigray (2) รัฐ Afar (3) รัฐ Amhara (4) รัฐOromia (5) รัฐ Somali (Ogaden) (6) รัฐ Benishangul-Gumuz (7) รัฐ Southern Nations Nationalities and People Region (SNNPR) (8) รัฐ Gambella (9) รัฐ Harari เขต(10) การปกครองพิเศษกรุง Addis Ababa และ(11) เขตการปกครองพิเศษเมือง Dire Dawa

ความมั่นคงทางการเมืองช่วงปี 2557-2567 (2014-2018) พรรคการเมืองที่ครองอำนาจ (The Ethiopian People’s Revolutionary Democratic Front-EPRDF) ยังคงเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าจะมีสัญญานแห่งการเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง หลังจากที่นาย Hailemariam Desalegn เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนสิงหาคม 2555 ก็พยายามคานอำนาจพรรค EPRDF โดยการเป็นแกนนำพรรค Tigray People’s Liberation Front และผลักดันให้มีบทบาทนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสม แต่เขายังไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอจากพรรคของเขา อีกทั้งยังถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความพยายามลดความตึงเครียดและความขัดแย้งเรื่องชาติพันธุ์ระหว่างกลุ่ม Oromo และรัฐบาลกลางที่สะสมมาอย่างยาวนาน

Oromo เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในเอธิโอเปีย โดยมีจำนวนประมาณ 27 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 94 ล้านคน (ประมาณการปี 2556) และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดน Oromo Liberation Front อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า นาย Hailemariam จะทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ Oromo เป็นตัวแสดงที่มีบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาล แต่กลุ่ม Oromo ยังคงสงสัยว่าองค์กร Oromo People’s Democratic จะมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของรัฐบาลอย่างแท้จริง หรือเป็นการนำไปสู่การประท้วงที่เกิดขึ้นดังเด่นที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา จากการประท้วงรัฐบาลที่พยายามขยายอาณาเขตการปกครองที่เมืองแอนดสอาบาบา ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นนักเรียน 11 คน และกลุ่มชาติพันธุ์ Oromo อีก 15 คน

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภูมิภาคของกลุ่ม Ogaden มีความตึงเครียดอยู่บ้าง ทั้งนี้เพราะรัฐบาลกลางพยายามกำจัด Ogaden National Liberation Front ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หัวรุนแรง อย่างไรก็ตามความขัดแย้งเรื่องชาติพันธุ์คงไม่ลุกลามกลายเป็นประเด็นระดับชาติหรือกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

ตามรายงานเมื่อเดือนเมษายน 2014 เอธิโอเปียถูดจัดอยู่ในอันดับที่ 3 สำหรับประเทศที่มีกองกำลังทหารที่แข็งแกร่งที่สุดในแอฟริกาใต้

ภัยคุกคามที่สำคัญของเอธิโอเปีย คือ กลุ่มก่อการร้ายสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่ม Al-Shabab และกลุ่มก่อความไม่สงบในโซมาเลีย 

นโยบายต่างประเทศ

นโยบายโดยรวม

ในอดีตรัฐบาลทหารเผด็จการของเอธิโอเปียดำเนินนโยบายซ้ายจัดในกลุ่มนิยมสหภาพโซเวียต เพื่อรับการสนับสนุนด้านการทหารจากโซเวียตในการต่อต้านโซมาเลียและปราบปราม กบฏแบ่งแยกดินแดน อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันรัฐบาลเอธิโอเปียได้ประกาศนโยบายเคารพสิทธิและความเท่าเทียมกัน ของรัฐ และการไม่แทรกแซงกิจการภายในของผู้อื่น เอธิโอเปียมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตก นอกจากนี้ เอธิโอเปียเป็นพันธมิตรทางการเมืองของสหรัฐฯ และชาติตะวันตกในการต่อต้านการก่อการร้ายในภูมิภาค Horn of Africa

ด้วยประเทศเอธิโอเปียไม่มีทางออกสู่ทะเลภายหลังเอริเทรียแยกเป็นเอกราช เอธิโอเปียจึงใช้จิบูตีเป็นเส้นทางออกทะเล โดยเอธิโอเปียและจิบูตีได้สัญญาอนุญาตให้บริษัทเดินเรือทะเลของเอธิโอเปียใช้ท่าเรือจิบูตี นอกจากนี้ มีเส้นทางรถไฟระหว่างจิบูตีและเมือง Dire Dawa ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของเอธิโอเปีย และขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนขยายเส้นทางรถไฟไปยังกรุงแอดดิสอาบาบา

เอธิโอเปียมีนโยบาย Look East โดยต้องการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชีย จีนได้เข้ามามีบทบาทมากในเอธิโอเปีย โดยเข้าไปดำเนินโครงการสร้างถนนตลอดจนสาธารณูปโภคต่างๆ นอกจากนี้ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ก็เข้าไปขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับเอธิโอเปียมากขึ้น ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เอธิโอเปียประสงค์ให้ร่วมเป็นหุ้นส่วน (partnership) ที่สำคัญของเอธิโอเปีย

เอธิโอเปียถือเป็นเมืองหลวงของแอฟริกา เนื่องจากเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของสหภาพแอฟริกา (African Union - AU) นอกจากนี้ เอธิโอเปียยังเป็นสมาชิกของกลุ่มตลาดร่วมแห่งภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตอนใต้ (Common Market for Eastern and Southern Africa - COMESA) นอกจากนี้ เอธิโอเปียยังได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าในการส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ดังนั้น การเชื่อมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับเอธิโอเปียจึงเป็นการเชื่อม ความสัมพันธ์ทางการค้ากับ COMESA ตลอดจนสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

จากสถานการณ์ความไม่มั่นคงในภูมิภาค ทำให้บทบาทของเอธิโอเปียกลายเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกโดยมุ่งภารกิจเกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้ายในภูมิภาค

สำหรับบทบาทในภูมิภาค เอธิโอเปียมีส่วนร่วมในหลายประเด็นในภูมิภาค เช่น การส่งกองกำลังทหารเข้าไปในภารกิจรักษาสันติภาพของ AMISOM ในโซมาเลีย และยังมีส่วนในโครงการการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อข้ามพรมแดนระหว่างกัน เช่น การสร้างรางรถไฟ ถนน นอกจากนี้ยังมีแผนการเกี่ยวกับพลังงาน อาทิ แผนการ Ethiopia’s 25-years renewable master plan ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้นำทางด้านพลังงานในแอฟริกา โดยเพิ่มการส่งออกไปยังประเทศจิบูติ เคนยา และซูดาน อีกทั้งยังสร้างความเชื่อมโยงเครือข่ายพลังงานใหม่ เช่น เซ้าท์ซูดาน ยูกันดา รวันดา แทนซาเนีย และเยเมน

ปัญหาข้อพิพาทระหว่างเอธิโอเปียกับเอริเทรีย

ภายหลังจากแคว้นเอริเทรียแยกตัวจากเอธิโอเปียเป็นรัฐอธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2536 (ค.ศ. 1993) รัฐบาลรักษาการของเอธิโอเปียกับรัฐบาลกลางเอริเทรียได้ทำความตกลงกันในด้าน การทหารและการไม่รุกรานซึ่งกันและกัน และได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการให้เสรีภาพแก่ประชาชน การขนส่งสินค้าและการบริการผ่านดินแดนของกันและกัน อย่างไรก็ตาม การกล่าวอ้างสิทธิในการครอบครองดินแดนบริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศ ในดินแดนที่เรียกว่า Badme เป็นสาเหตุที่นำไปสู่ความบาดหมางอย่างรุนแรงระหว่างเอธิโอเปียและเอริเทรีย

การปะทะกันเพื่อแย่งชิงดินแดน Badme เริ่มขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2541 (ค.ศ. 1998) โดยทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าเป็นฝ่ายเริ่มใช้อาวุธโจมตีก่อน องค์การสหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา และองค์การเอกภาพ แอฟริกา (Organization of African Unity - OAU ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็น African Union) ได้พยายามเข้า ไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาทและการสู้รบของทั้งสองประเทศหลายครั้ง จนกระทั่ง เอธิโอเปียและเอริเทรีย ได้ยุติสงครามอย่างเป็นทางการด้วยการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างกัน เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2543 (ค.ศ. 2000) และได้จัดตั้ง Eritrea-Ethiopia Boundary Commission (EEBC) ภายใต้อาณัติของ Permanent Court of Arbitration เพื่อตกลงการแบ่งเขตดินแดนกันโดยสันติวิธี ทั้งนี้ตั้งแต่ปี2545 (2002) เมือง Badme ได้ตกอยู่ใต้อาณัติของเอริเทรีย ตามมติของ UN-backed Eritera-Ethiopia Boundary Commission

ทั้งเอธิโอเปียและเอริเทรียต่างก็ไม่ยอมรับการตัดสินชี้ขาดของ EEBC และยังมีการปะทะกันตามแนวชายแดนอยู่เนืองๆ ใขขณะเดียวกัน องค์การสหประชาชาติก็พยายามลดขนาดของกองกำลังรักษาสันติภาพ (UN Mission in Ethiopia and Eritrea - UNMEE) เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าเจรจาร่วมกัน และยุติการทำงานของ UNMEE เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 (ค.ศ. 2008) แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

ปัญหาความขัดแย้งของทั้งสองประเทศยังคงยืดเยื้อและดูเหมือนว่าจะถึงทางตัน เพราะถึงแม้ว่าในปี 2555 ประธานาธิบดีซูดาน นาย Omar al Bashir เสนอเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยปัญหาดังกล่าว ซึ่งเอธิโอเปียก็แสดงท่าทีความพยายามที่จะหาหนทางในการเจรจา หากแต่ทางฝ่ายเอริเทรียยังคงยืนกรานให้เอธิโอเปียถอนกองกำลังออกจากชายแดนเมือง Badme

บทบาทของเอธิโอเปียในโซมาเลีย

เอธิโอเปียได้เข้าไปข้องเกี่ยวกิจการภายในโซมาเลียมาช้านาน โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ทั้งสองประเทศได้ทำสงครามแย่งเขตแดนกันบ่อยครั้ง อย่างไรก็ดี รัฐ Ogaden ของเอธิโอเปียมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางเชื้อชาติกับประชากรของโซมาเลีย ดังนั้น เอธิโอเปียจึงยังพยายาม ใช้นโยบายควบคุมความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มต่างๆ ในโซมาเลีย ทั้งรัฐบาลรักษาการณ์โซมาเลีย Transitional Federal Government-TFG) และสนับสนุนรัฐ Somaliland และ Puntland ซึ่งเป็นดินแดนอิสระในโซมาเลีย

ในเดือนธันวาคม 2549 (ค.ศ. 2006) กองกำลังทหารของเอธิโอเปียได้รุกเข้าไปในโซมาเลียเพื่อโค่นล้มกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง (Union of Islamic Court - UIC) ซึ่งได้ยึดอำนาจทางภาคใต้ของโซมาเลียเกือบทั้งหมดไว้ตั้งแต่ต้นปี 2549 (ค.ศ. 2006) โดยเอธิโอเปียอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและการก่อการร้ายโดยกลุ่ม UIC ซึ่งคุกคามต่อความมั่นคงของเอธิโอเปีย อย่างไรก็ดี ในเดือนสิงหาคม 2550 (ค.ศ. 2007) สหภาพแอฟริกา (African Union - AU) ได้ส่งกองกำลังทหารเข้าร่วมรักษาสันติภาพในโซมาเลีย และเมื่อนาย Sheikh Sharif Sheikh Ahmed ผู้นำกลุ่ม UIC ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคม 2552 (ค.ศ. 2009) เอธิโอเปียจึงมีบทบาทในโซมาเลียลดลง

เอธิโอเปียยังคงกองกำลังทหารไว้ในโซมาเลียตามปฏิบัติการของ African Union Mission in Somalia (Amisom)

การหารือระหว่างปธน.อียิปต์และนรม.เอธิโอเปีย

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2557 ปธน. Al-sisi ของอียิปต์ได้พบปะหารือกับนายกรัฐมนตรี Hailemariam Desalegn ของเอธิโอเปีย ที่กรุงมาลาโบ ประเทศอิเควทอเรียกินี ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างการประชุม AU Summit ครั้งที่ 23 สรุปสาระสำคัญดังนี้

- ทั้งสองประเทศตกลงที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีบนพื้นฐานของหลักการความร่วมมือระหว่างกัน เคารพซึ่งกันและกัน รวมไปถึงการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันและเคารพในกฎหมายระหว่างประเทศ โดยทั้งสองประเทศต้องการจะบรรลุผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาการก่อสร้างเขื่อน Grand Ethiopia Renaissance Dam project (GERD)

- ทั้งสองประเทศตกลงที่จะศึกษาและเตรียมการในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วม (Joint commission) ภายในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อศึกษาลู่ทางที่ทั้งสองประเทศจะจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

- ทั้งสองประเทศเล็งเห็นถึงความต้องการของชาวอียิปต์และเอธิโอเปียในการแบ่งปันทรัพยากรธรรมชาติข้ามพรมแดน และความสำคัญของลุ่มน้ำไลน์ในฐานะแหล่งน้ำหลักในการดำรงชีวิตและการพัฒนาประเทศ ดังนั้น จึงเกิดข้อตกลงเรื่องการใช้น้ำดังนี้

1) ใช้หลักการของการพูดคุยหารือ (Dialogue) และหลักความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อนำไปสู่สถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์เท่าเทียมกัน (win-win situation) และหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบที่จะเกิดขึ้น

2) ให้ความสำคัญกับโครงการพัฒนาทรัพยากรน้ำในภูมิภาคเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนน้ำ

3) เคารพหลักการกฎหมายประหว่างประเทศ

4) เข้าร่วมในคณะกรรมการเทคนิค 3 ฝ่าย (Trilateral Technical Committee) ของโครงการก่อสร้างเขื่อน โดยมีซูดานเข้าร่วมด้วย เพื่อปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศ (International Panel of Experts- IPOE) และเคารพรายงานผลการศึกษาด้านเทคนิคของ IPOE์

5) เอธิโอเปียจะหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบของการก่อสร้างเขื่อน GERD ต่อการใช้น้ำของอียิปต์

6) อียิปต์จะพูดคุยหารือกับเอธิโอเปียในเชิงสร้างสรรค์ โดยตระหนักถึงความต้องการในด้านการพัฒนาประเทศของชาวเอธิโอเปีย

7) ทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการต่างๆโดยฉันทามติและโดยสุจริต

- นาย Berhane Gebre-Christos รมว.กต.เอธิโอเปียกล่าวว่า การประชุมดังกล่าวถือเป็น “จุดเริ่มต้น” ของความสัมพันธ์ยุคใหม่ระหว่างอียิปต์และเอธิโอเปีย

- อียิปต์แสดงท่าทีประณีประนอมมากขึ้นในกรณีปัญหาความขัดแย้งเรื่องน้ำกับเอธิโอเปีย และพยายามสร้างบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีขึ้นก่อนที่จะมีการหารือร่วมกันในระดับนโยบาย ซึ่งได้รับการตอบสนองที่ดีจากฝ่ายเอธิโอเปีย อย่างไรก็ดี เอธีโอเปีก็ยังแสดงความมุ่งมั่นที่จะก่อสร้างเขื่อนตามแผนงานเดิม ดังนั้น จึงยังไม่เป็นที่มั่นใจได้ว่าการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการร่วมจะช่วยขจัดความหวั่นเกรงของอียิปต์ต่อการสร้างเขื่อนได้มาเพียงไร  

เศรษฐกิจและสังคม

เศรษฐกิจเอธิโอเปียยังพึ่งพารายได้จากภาคการเกษตรเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 41 ของรายได้ประชาชาติ และร้อยละ 85 ของการจ้างงานโดยรวม

การส่งออกกาแฟเป็นหนึ่งในรายได้หลักของประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาคการเกษตรยังไม่ได้รับการพัฒนาที่ดี แม้รัฐบาลจะได้ปฏิรูปที่ดินเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร แต่เท่าที่ผ่านมายังไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากขาดการวางแผนที่ดี การเพาะปลูกยังพึ่งพาแหล่งน้ำฝนตามธรรมชาติอยู่และมีปัญหาการชลประทานรวมทั้งวิธีการเพาะปลูกที่ล้าสมัย

ภาคบริการของเอธิโอเปียมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว การก่อสร้าง และคมนาคม โดยปัจจุบันภาคบริการมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 41.2 ของรายได้ประชาชาติ และช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP โดยเฉลี่ยถึงร้อยละ 10 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเอธิโอเปียมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว เนื่องจากมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งสัตว์ป่านานาชนิด อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเอธิโอเปียยังไม่มีการบริหารจัดการที่ดีเท่าใดนัก

นับตั้งแต่ปี 2534 (ค.ศ. 1991) เป็นต้นมา รัฐบาลภายใต้การนำของ EPRDF ได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอิงแนวทางของธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ภายใต้กรอบนโยบาย Sustainable Development and Poverty Reduction Program (SDPRP) ในช่วงปีงบประมาณ 2543/44 (ค.ศ. 2000/01) ถึง 2548/49 (ค.ศ. 2005/06) และแผน The Plan for Accelerated and Sustained Development to End Poverty (PASDEP) ในช่วงปี 2548/49 (ค.ศ.2005/06) ถึง 2552/53 (ค.ศ. 2009/10) โดยมุ่งเน้น การแก้ปัญหาและขจัดความยากจน ความมั่นคงทางอาหาร การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร

หลังจากภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำในปี 2552 (ค.ศ. 2009) ทำให้อัตราการเติบโต GDP เอธิโอเปียลดลงเหลือร้อยละ 8.7 และ 7.0 ในปี 2552 และ 2553 (ค.ศ. 2010) ตามลำดับ รัฐบาลเอธิโอเปียพยายามเข้าแทรกแซงภาคเศรษฐกิจมากขึ้น โดยได้ประกาศแผนเศรษฐกิจแห่งชาติ Growth and Transformation Plan (GTP) ระยะ 5 ปี ระหว่างปี 2553/54 (ค.ศ. 2010/11) ถึง 2557/58 (ค.ศ. 2014/15) โดยจะกระตุ้นภาคอุตสาหกรรม การสร้างเครือข่ายถนนความยาวรวม 136,000 กิโลเมตร และการส่งเสริมให้ประชาชนใช้การสื่อสารโทรคมนาคมซึ่งเป็นธุรกิจที่รัฐผูกขาด และตั้งเพดานราคาสินค้าพื้นฐาน เพื่อเป้าหมายที่จะผลักดันอัตราการเติบโตของ GDP ให้สูงกว่าร้อยละ 11 อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปเศรษฐกิจของเอธิโอเปียบางครั้ง ถูกผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองบ้าง เช่น การปราบปรามผู้ประท้วงฝ่ายค้านอย่างรุนแรงของพรรครัฐบาล และปัญหาชายแดนกับเอริเทรีย

เอธิโอเปียยังคงเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดอันดับสองของโลก ตามรายงานของ 2014 global Multidimensional Poverty Index (MPI) โดย Oxford University เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2557

ตามรายงานของ World Investment Report 2014 โดย UN Conference on Trade and Development (UNCTAD) พบว่า เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign direct investment -FDI) ในปี 2013 สูงถึง 953 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ความสัมพันธ์

การตรวจลงตรา visa on arrival / ขอรับการตรวจลงตราได้ที่สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปียประจำสาธารณรัฐอินเดีย

สำนักงานของไทยที่ดูแลเอธิโอเปีย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี (มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ปี 2559)

สำนักงานของเอธิโอเปียที่ดูแลไทย สถานกงสุลกิตติมศักดิ์สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปียประจำประเทศไทย
(นายชนินทร์ เย็นสุดใจ ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปียประจำประเทศไทย) / สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปียประจำสาธารณรัฐอินเดีย

ความสัมพันธ์ทั่วไป

ความสัมพันธ์ทางการทูต

ไทยและเอธิโอเปียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2507 (ค.ศ. 1964) และในปีเดียวกันไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแอดดิสอาบาบา แต่ต่อมาในปี 2524 (ค.ศ. 1981) ไทยได้ปิดสถานเอกอัครราชทูต
ณ กรุงแอดดิสอาบาบา ลงเนื่องจากความไม่สงบภายในเอธิโอเปีย ปัจจุบัน ได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร
มีเขตอาณาครอบคลุมเอธิโอเปีย ในขณะที่เอธิโอเปียได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตเอธิโอเปียประจำสาธารณรัฐอินเดีย
มีเขตอาณาครอบคลุมไทย
 

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

การค้า

การค้าระหว่างไทยและเอธิโอเปียในปี 2561 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 52.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 44.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 7.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยดุลการค้าจำนวน 37.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยางพารา ผลิตภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง
และสินค้านำเข้าสำคัญของไทย อาทิ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ด้ายและเส้นใย เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช รถยนต์นั่ง เสื้อผ้าสำเร็จรูป   

การลงทุน

ไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนระหว่างกัน 

การท่องเที่ยว

ในปี 2561 มีชาวเอธิโอเปียเดินทางมาไทยจำนวน 24,893 คน

ความสัมพันธ์ด้านวิชาการ

          ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ให้ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแก่ประเทศเอธิโอเปีย ในรูปของทุนฝึกอบรมหลักสูตรนานาชาติประจำปี (Annual International Training Course: AITC)

การเยือนที่สำคัญ

การเยือนของผู้นำระดับสูง 

          ไทยและเอธิโอเปียยังไม่เคยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างเป็นทางการ แต่ได้มีการเยือนระหว่างกันในโอกาสต่าง ๆ ดังนี้

ฝ่ายไทย

รัฐบาล

ระดับรัฐมนตรี

- ปี 2549 (ค.ศ. 2006) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี ได้พบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเอธิโอเปีย (นาย Seyoum Mesfin) ระหว่างการประชุม AU Summit

- วันที่ 22-25 กุมภาพันธ์ 2553 (ค.ศ. 2010) นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุม Meeting of High Level Group on Education for All ครั้งที่ 9 ณ กรุงแอดดิสอาบาบา

ระดับกระทรวงฯ

          - วันที่ 15-16 มีนาคม 2556 (ค.ศ. 2013) คณะผู้แทนไทยนำโดยผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมระดับอธิบดีกระทรวงการต่างประเทศไทย-เอธิโอเปีย ครั้งที่ 1 โดยได้หารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับเอธิโอเปีย อาทิ ด้านเศรษฐกิจ การลงทุน พลังงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น

ฝ่ายเอธิโอเปีย

รัฐบาล

ระดับรัฐมนตรี

- วันที่ 29 พฤศจิกายน - 5 ธันวาคม 2551 (ค.ศ. 2008) คณะจากเอธิโอเปียจำนวน 3 คน ประกอบด้วย
1) H.E. Mr. Fikru Desalegne, State Minister, Ministry of Capacity Building of the Federal Democratic
2) Dr. Hailemichael Aberra, President of the Civil Service College of Ethiopia และ
3) Dr. Negussie Negash, Coordinator in the Civil Service College of Ethiopia ได้เดินทางเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการอบรมเกี่ยวกับ Public administration ซึ่งจัดโดยสถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Institute for the Promotion of Good Governance)

- วันที่ 25 มีนาคม 2552 (ค.ศ. 2009) นายเซยุม เมสฟิน (H.E. Mr. Seyoum Mesfin) รัฐมนตรีว่า การกระทรวงการต่างประเทศเอธิโอเปียได้พบหารือกับนายพิษณุ จันทร์วิทัน อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ณ กระทรวงการต่างประเทศ นอกจากนี้ นาย Mesfin ยังได้แวะผ่านไทยอย่างไม่เป็นทางการหลายครั้ง  

ความตกลงและความร่วมมือ

  • ความตกลงว่าด้วยบริการขนส่งทางอากาศระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเอธิโอเปีย
    วันที่ลงนาม 12 พฤศจิกายน 2535