Rwanda / รวันดา

สาธารณรัฐรวันดา
Republic of Rwanda

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Rwanda / รวันดา

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของทวีปแอฟริกา เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐยูกันดา ทิศใต้ติดกับสาธารณรัฐบุรุนดี ทิศตะวันตกติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ทิศตะวันออกติดกับสหสาธารณรัฐแทนซาเนีย   

พื้นที่ 26,338 ตารางกิโลเมตร  

เมืองหลวง กรุงคิกาลี (Kigali)

ประชากร 12.18 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ แบ่งเป็น 2 ฤดู คือ ฤดูแล้งตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกันยายนกับเดือนธันวาคมถึง

เดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ย 27 - 30 องศาเซลเซียส และฤดูฝนตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม

กับช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ย 21 องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ ฝรั่งเศส อังกฤษ และคินยารวันดา  

ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 43.7 คริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ ร้อยละ 49.5 อิสลาม ร้อยละ 2

ไม่นับถือศาสนา ร้อยละ 2.5 ศาสนาอื่น ๆ ร้อยละ 0.9 ไม่ระบุศาสนา ร้อยละ 1.4

ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐที่ใช้ระบบกึ่งประธานาธิบดี โดยมีประธานาธิบดีที่มาจาก

การเลือกตั้งเป็นประมุขแห่งรัฐและฝ่ายบริหาร วาระการดำรง ตำแหน่ง 7 ปี ดำรงตำแหน่งติดต่อกันไม่เกิน 2

วาระ (ตั้งแต่ ปี 2560 วาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีจะปรับเป็น 5 ปี) และมีนายกรัฐมนตรีซึ่งมา

จากการแต่งตั้ง โดยประธานาธิบดีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ นายพอล คากาเม (Paul

Kagame) (ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2543)

ประธานาธิบดี นายพอล คากาเม (Mr. Paul Kagame) (ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2543)

นายกรัฐมนตรี นาย Edouard Ngirente (ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2560)  

รมว. กต. ดร. Richard Sezibera (ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2561)

วันชาติ 1 กรกฎาคม

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 30 ตุลาคม 2530

หน่วยเงินตรา ฟรังก์รวันดา (RWF) (1 บาท = 29.62 RWF) (สถานะ ณ วันที่ 18 กรกฎาคม 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 9.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 748.3 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 6.1 (ปี 2560)  

เงินทุนสำรอง 1.103 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  (ปี 2559)  

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 8.3 (ปี 2560)

ทรัพยากรธรรมชาติ ทองคำ แร่ดีบุก แร่ทังสเตน ก๊าซมีเทน พลังงานน้ำ พื้นที่เพาะปลูก

อุตสาหกรรมหลัก ซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ธุรกิจผลิตเครื่องดื่มขนาดเล็ก สบู่ เฟอร์นิเจอร์ รองเท้า สินค้าพลาสติก สิ่งทอ บุหรี่

สินค้านำเข้าที่สำคัญ น้ำมันปิโตรเลียม ยา อุปกรณ์งานถ่ายภาพยนตร์ น้ำตาลทรายดิบ ข้าวสาลี

สินค้าส่งออกที่สำคัญ กาแฟ ชา สินแร่ (Niobium, Tantalum, Vanadium, Tin and Zirconium) แร่ดีบุก แร่ทังสเตน

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ นำเข้าจาก ยูกันดา เคนยา จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ส่งออกไปยัง สหรัฐอเมริกา ปากีสถาน จีน เคนยา มาเลเซีย

 ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

      รวันดามีประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งอันยาวนานระหว่างชนเผ่าฮูตู (Hutu) กับชนเผ่าตุดซี่ (Tutsi) ในปี 2502 (ค.ศ. 1959) (3 ปีก่อนการได้รับเอกราชจากเบลเยียม) ชาวฮูตูได้โค่นล้มระบอบการปกครองแบบกษัตริย์ของชาวตุดซี่ และขับไล่ชาวตุดซี่จำนวนมากออกนอกประเทศ จากนั้น ชาวฮูตูจึงได้เข้ามาบริหารประเทศและสถาปนาสาธารณรัฐรวันดาขึ้นในปี 2504 (ค.ศ. 1961) ต่อมา เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2505 (ค.ศ. 1962) รวันดาได้รับเอกราชจากการเป็นดินแดนในอาณัติของสหประชาชาติซึ่งบริหารโดยเบลเยียม (Belgium-administered UN Trusteeship) โดยประธานาธิบดีจากชนเผ่าฮูตูได้เข้าบริหารประเทศ ในขณะที่ความขัดแย้งทางด้านชาติพันธุ์ระหว่างชนเผ่าฮูตูกับตุดซี่ยังคงเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนในการเมืองภายในประเทศของรวันดา ในบรรยากาศการเมืองที่ชาวฮูตูยังคงมีความโกรธแค้นชาวตุดซี่ที่เคยกดขี่ข่มเหงตนในยุคที่รวันดาอยู่ใต้การปกครองของชาติตะวันตก

      เหตุการณ์ยิงเครื่องบินตกที่กรุงคิกาลี ซึ่งส่งผลให้นาย Juvenal Habyarimana ประธานาธิบดีรวันดา และนาย Cyprien Ntaryamira ประธานาธิบดีบุรุนดี ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2537 (ค.ศ. 1994) ได้เป็นชนวนของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยกองกำลังติดอาวุธชาวฮูตูหัวรุนแรง (extremist) ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 100 วัน ในปี 2537 โดยเชื่อว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวกว่า 8 แสนคน ทั้งที่เป็นชาวตุดซี่และชาวฮูตูที่เป็นสายกลาง (moderate) เหตุการณ์ความรุนแรงสิ้นสุดลงด้วยการเข้ายึดกรุงคิกาลีโดยกลุ่มแนวร่วมซึ่งนำโดยชาวตุดซี่ และเรียกตนเองว่า Rwandan Patriotic Front (RPF) กองกำลังติดอาวุธของชาวฮูตูถอนกำลังออกจากเมืองหลวงและนำประชาชนชาวฮูตูประมาณ 2 ล้านคน ลี้ภัยเข้าไปในประเทศซาอีร์ (สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในปัจจุบัน)

      หลังปี 2537 เป็นต้นมา การเมืองภายในรวันดามีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนาย Paul Kagame ได้เข้ามาบริหารประเทศในตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อเดือนเมษายน 2543 (ค.ศ. 2000) ด้วยการลงคะแนนเสียงในสภาและคณะรัฐมนตรี (แทนนาย Pasteur Bizimugu ซึ่งลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี) และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยประธานาธิบดี Kagame ซึ่งเป็นผู้นำชาวตุดซี่ ได้มีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้กับประเทศ และสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในรวันดา อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีกับผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปี 2537 ยังคงไม่เสร็จสิ้นในปัจจุบัน และที่ผ่านมา มีนักการเมืองชาวรวันดาหลายรายที่ถูกดำเนินคดีแล้ว

การเมืองการปกครอง

รวันดามีระบบการปกครองประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐที่ใช้ระบบกึ่งประธานาธิบดี โดยมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งเป็นประมุขแห่งรัฐและฝ่ายบริหาร โดยตั้งแต่ ปี 2560 ได้มีการปรับวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีจาก 7 ปีเป็น ๕ ปี ดำรงตำแหน่งติดต่อกันไม่เกิน ๒ วาระ ประธานาธิบดีมีอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติของรวันดาเป็นระบบสองสภา คือ

(1) สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 80 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง 53 คน และการเลือกตั้งทางอ้อมจากกลุ่มผลประโยชน์จำนวน 27 คน

(2) วุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 24 คน มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม 16 คน และแต่งตั้ง โดยประธานาธิบดี 8 คน ส่วนฝ่ายตุลาการประกอบด้วยศาลหลายระดับ ได้แก่ ศาลฎีกา ศาลภูมิภาค ศาลเขตและคณะกรรมการไกล่เกลี่ย (รวันดาไม่ยอมรับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ) 

นาย Paul Kagame มาจากชนเผ่าตุดซี่ และเคยเป็นหนึ่งในบรรดาผู้นำแนวร่วม Rwandan Patriotic Front (RPF) ใช้กำลังเข้าต่อต้านและโค่นล้มรัฐบาลที่นำโดยชาวฮูตูในช่วงเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ปัจจุบัน นาย Kagame เป็นที่ชื่นชอบของประชาชนชาวรวันดาโดยทั่วไป ในฐานะที่เป็นผู้นำประเทศกลับคืนสู่ภาวะความสงบสุขเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน นโยบายที่สำคัญที่ประธานาธิบดี Paul Kagame ให้ความสำคัญ

ในปัจจุบัน ได้แก่ การพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าเกษตร การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมการก่อสร้าง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การพัฒนาระบบการเงินและธนาคาร การพัฒนาระบบสื่อสารโทรคมนาคม และการแก้ปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวง โดยในการกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2553 (ค.ศ. 2010) นาย Kagame ได้เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ 

(1) ความสำเร็จของรวันดาการจัดการเลือกตั้งที่มีเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นถึงพัฒนาการทางการเมืองของรวันดาที่สามารถดำเนินตามครรลองประชาธิปไตยโดยปราศจากความรุนแรง 
(2) ปัญหาความยากจนของประชาชนรวันดาซึ่งรัฐบาลจะเร่งแก้ไขด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศให้น้อยที่สุด 

(3) ความตั้งใจอย่างแน่วแน่ของรัฐบาลรวันดาที่พัฒนาประเทศและสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชน โดยยึดหลักการบริหารที่โปร่งใสและยุติธรรมและไม่ยอมรับการฉ้อราษฎร์บังหลวง 

(4) รัฐบาลรวันดาจะเร่งพัฒนาการค้าการลงทุน การพัฒนาแหล่งน้ำ พลังงานไฟฟ้า ทรัพยากรพลังงาน การสาธารณสุข และการศึกษา นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมบทบาทสตรี 

นโยบายต่างประเทศ 

      หลังจากที่สถานการณ์การเมืองรวันดามีเสถียรภาพมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างรวันดากับต่างประเทศก็ค่อย ๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ ความขัดแย้งระหว่างรวันดากับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ได้มีพัฒนาการที่ดีขึ้นจนกระทั่งทั้งสองประเทศได้ปรับระดับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อปี 2552 (ค.ศ. 2009) และทางการรวันดาได้ส่งกำลังทหารเข้าร่วมปฏิบัติการปราบปรามกองกำลังติดอาวุธหัวรุนแรงชาวฮูตูในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก นอกจากนี้ รวันดายังได้เข้าเป็นสมาชิกเครือจักรภพ เช่นเดียวกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก 

      ความสัมพันธ์ระหว่างรวันดากับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ตาม การที่หลายประเทศต้องเป็นผู้แบกรับภาระจากผู้ลี้ภัยชาวรวันดาจำนวนมากยังคงเป็นประเด็น ที่ละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรวันดา โดยมีการคาดการณ์ว่า ปัจจุบัน มีผู้ลี้ภัยชาวรวันดาอยู่นอกประเทศประมาณ 57,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และที่เหลือในบุรุนดี ยูกันดา ฯลฯ ในขณะที่แอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากที่สุด เนื่องจากเป็นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ และเคยมีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ยยุติความขัดแย้งระหว่างรวันดากับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในปี 2547 (ค.ศ. 2004) 

      สำหรับความสัมพันธ์ทวิภาคีกับประเทศตะวันตกนั้น รวันดามีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศและกลุ่มประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ ได้แก่ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร สวีเดน และเบลเยียม นอกจากนี้ ความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสยังมีพัฒนาการที่ดีขึ้น โดยรวันดาและฝรั่งเศสได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันในปี 2552 (ค.ศ. 2009) และต่อมา ประธานาธิบดี Nicolas Sarkozy ได้เยือนรวันดาอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553 (ค.ศ. 2010) 

      เช่นเดียวกับหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคแอฟริกา รวันดามีประเด็นที่มักถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยชาติตะวันตก ได้แก่ (1) การดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เมื่อปี 2537
(2) ประเด็นด้านกระบวนการประชาธิปไตย การกำจัดคู่แข่งทางการเมือง และการข่มขู่สื่อมวลชน และ (3) การละเมิดสิทธิมนุษยชนในรวันดา 

      อย่างไรก็ตาม รัฐบาลรวันดาไม่ได้มีท่าทีที่ตอบสนองต่อข้อกังวลของชาติตะวันตกเท่าใดนัก ประธานาธิบดี Kagame มีท่าทีที่ค่อนข้างชัดเจนเกี่ยวกับการลดการพึ่งพิงการช่วยเหลือจากต่างชาติ นอกจากนี้ ยังอาจกล่าวได้ว่า ชาวรวันดาเองก็ไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีต่อชาติตะวันตกเท่าใดนัก เนื่องจากประสบการณ์ที่ได้รับในช่วงที่ประเทศตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก รวมถึงบทบาทที่ล้มเหลวของสหประชาชาติในการหยุดยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา 

      รวันดามีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น โดยเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศและกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่สำคัญ ๆ อาทิ องค์การสหประชาชาติ (UN) สหภาพแอฟริกา (AU) กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM) คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งแอฟริกา (Economic Commission for Africa - ECA) ธนาคารเพื่อการพัฒนาแอฟริกา (AfDB) เป็นต้น 

      ในระยะหลัง ๆ รัฐบาลรวันดาได้หันมาให้ความสนใจประเทศในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะจีนกับอินเดีย เนื่องจากตระหนักว่า ประเทศในเอเชียมีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกับประเทศในแอฟริกามากกว่าชาติตะวันตก และสามารถรับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการพัฒนาประเทศได้ง่ายกว่าในทางปฏิบัติ 

      ประเด็นสำคัญในช่วงที่ผ่านมาคือ การที่รวันดาขู่ถอนกำลังทหารออกจากภารกิจรักษาสันติภาพผสมระหว่างสหภาพแอฟริกากับสหประชาชาติในดาร์ฟูร์ (AU-UN Hybrid Operation in Darfur - UNAMID) ในประเทศซูดาน เพื่อประท้วงสหประชาชาติที่จะตีพิมพ์รายงานเกี่ยวกับกำลังทหารของรวันดาที่มีส่วนในเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชาชนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเมื่อปี 2539 (ค.ศ. 1996) (DRC Mapping Exercise) อย่างไรก็ตาม ในที่สุด สหประชาชาติได้ระงับการตีพิมพ์รายงานฉบับดังกล่าว ปัจจุบัน รวันดาได้ส่งกำลังทหารประมาณ 3,300 นาย เข้าร่วมในภารกิจ UNAMID ทั้งยังมีนายทหารระดับนายพลชาวรวันดาเป็นผู้บัญชาการกองกำลัง UNAMID ซึ่งมีกำลังพลกว่า 21,800 นายด้วย

เศรษฐกิจและสังคม

      รวันดาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุดในแอฟริกา โดยในระหว่างช่วงปี ค.ศ. 2001 - 2011 เศรษฐกิจรวันดาเติบโตในอัตราร้อยละ 8.2 ต่อปี เนื่องจากได้รับความช่วยเหลือจากประชาคมโลกในการฟื้นฟูประเทศหลังจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ กอปรกับการเมืองภายในที่มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมนั้น รวันดายังคงเป็นประเทศที่ยากจน โดย IMF และธนาคารโลกได้จัดให้รวันดาเป็น 1 ใน 40 ประเทศที่อยู่ในกลุ่ม Heavily Indebted Poor Countries (HIPC) ประชากรกว่าร้อยละ 60 ของรวันดายังคงอยู่ในภาวะยากจน (living below poverty line)

      ภาคการเกษตรเป็นแหล่งที่มาหลักของการจ้างงานในรวันดา โดยรัฐบาลฯ มุ่งเน้นการเพิ่มความสามารถในการผลิตด้านเกษตร และได้จัดสรรงบประมาณภาคการเกษตรในจำนวนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.2

เมื่อปี 2008 เป็นร้อยละ 6.6 ในช่วงปีงบประมาณปี ค.ศ. 2010/2011 นอกจากนี้ รวันดายังปฏิบัติตามข้อผูกพันภายใต้แผนการพัฒนาการเกษตรแอฟริกาอย่างสมบูรณ์ของสหภาพแอฟริกา (Comprehensive African Agriculture Development Programme - CAADP) ซึ่งกำหนดให้รัฐสมาชิกนำงบประมาณร้อยละ 10 ไปใช้ลงทุนด้านเกษตรกรรม ผลที่ได้รับคือ ภาคการเกษตรของรวันดามีการเจริญเติบโตโดยเฉลี่ยร้อยละ 4.9 ต่อปีในช่วงห้าปีที่ผ่านมา และมีส่วนร่วมใน GDP โดยรวมของประเทศประมาณร้อยละ 36

ทั้งนี้ภาคการเกษตรกรรมมีกำลังแรงงานร้อยละ 79.5 และสร้างรายได้ให้แก่ประเทศจากการส่งออกมากกว่าร้อยละ 45

      การลงทุนในภาคเกษตรกรรมส่งผลให้รวันดามีความพอเพียงด้านอาหาร (national food self -sufficiency) โดยสามารถผลิตอาหารเพื่อการบริโภคภายในประเทศได้มากกว่าร้อยละ 90 แม้รวันดาจะสามารถลดความยากจนได้อย่างน่าประทับใจ แต่ความท้าทายหลักของประเทศคือ ความไม่เท่าเทียมกันด้านรายได้ กล่าวคือ นับแต่ปี ค.ศ. 1995 ความไม่เท่าเทียมกันด้านรายได้ของรวันดาได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงระดับที่ถือว่าสูงสุดในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก

รวันดาได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมแอฟริกาตะวันออก (East African Community - EAC) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2550 (พร้อมกับบุรุนดี) ปัจจุบัน รัฐบาลรวันดาอยู่ระหว่างการปรับนโยบายด้านงบประมาณ การค้าและการตรวจคนเข้าเมืองให้สอดคล้องกับประเทศในกลุ่ม EAC เป็นที่น่าเชื่อว่า กระบวนการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในกรอบ EAC โดยเฉพาะการจัดตั้งตลาดร่วมของกลุ่มประเทศในประชาคมแอฟริกาตะวันออก (East African Community Common Market) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2553 เป็นต้นมา จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับรวันดา โดยเฉพาะในการลดข้อจำกัดจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ของรวันดาที่เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล

      ปัจจุบัน รัฐบาลรวันดามีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership - PPP) โดยมุ่งเน้นให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยข้อจำกัดทางพื้นที่เพาะปลูก รัฐบาลจึงเน้นการพัฒนาด้านการบริการและการท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางด้าน ICT และศูนย์กระจายสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยรัฐบาลได้ลงทุนเป็นเงินประมาณ 680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายสนามบินนานาชาติกรุงคิกาลีให้แล้วเสร็จภายในปี 2558 เพื่อรองรับการขยายตัวของการคมนาคมขนส่งทางอากาศ ทั้งยังกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติคิกาลี โดยกลุ่มบริษัท Radisson ซึ่งน่าจะแล้วเสร็จในอีก 2 ปีข้างหน้าและเป็นศูนย์ประชุมที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในแอฟริกาตะวันออก นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายเน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (eco-tourism) โดยเน้นความแปลกใหม่และมีจุดขายคือ การชมลิงกอริลาภูเขา ซึ่งมีอยู่ในไม่กี่ประเทศในโลก

สาขาธุรกิจที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและอาจดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ได้แก่ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นที่ และอาคาร/ที่พักอาศัย ทั้งรัฐบาลและเอกชนมีโครงการก่อสร้างเป็นจำนวนมาก จนเกิดภาวะขาดแคลนผู้รับเหมาก่อสร้างในบางช่วง นอกจากนี้ ยังมีสาขาการบริการทางการเงิน การธนาคาร การสื่อสารโทรคมนาคม ปัจจุบัน การลงทุนของชาวต่างชาติที่มีมูลค่าสูงที่สุดในรวันดาคือ การลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงสุด 100 เมกะวัตต์ต่อวัน โดยบริษัทของสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้เงินลงทุนถึง 325 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) องค์กรการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก ( World Economic Forum - WEF) ได้จัดอันดับให้รวันดาเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าและการลงทุนอันดับที่ 63 ของโลก ซึ่งเป็นอันดับที่ 3 ในภูมิภาคแอฟริกา รองจากแอฟริกาใต้ (อันดับที่ 52) และมอริเชียส (อันดับที่ 54) ส่วนไทยอยู่ในอันดับที่ 38

ความสัมพันธ์

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราได้ที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐรวันดาประจำประเทศญี่ปุ่น

สำนักงานของไทยที่ดูแลรวันดา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี

สำนักงานของรวันดาที่ดูแลไทย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐรวันดาประจำประเทศญี่ปุ่น

ความสัมพันธ์ทางการทูต

      ไทยและรวันดาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2530 ไทยมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมสาธารณรัฐรวันดา โดยรวันดามีสถานเอกอัครราชทูตรวันดาประจำกรุงโตเกียว มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย

ความสัมพันธ์ด้านการเมือง

      ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรวันดาดำเนินไปอย่างราบรื่น แม้ไม่ใกล้ชิดนัก โดยรวันดาเป็นประเทศที่มีบทบาทในองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ และให้การสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศเป็นครั้งคราว

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

การค้า

      ในปี 2561 ไทยและรวันดามีมูลค่าการค้ารวม 46.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นการส่งออก 3.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้า 42.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยขาดดุลการค้า 39.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

      สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปรวันดา ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ข้าว ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ และสินค้านำเข้าที่สำคัญจากรวันดา ได้แก่ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ กาแฟ ชา เครื่องเทศ

การลงทุน

      นักธุรกิจไทยทำเหมืองอัญมณีในสาธารณรัฐรวันดา

การท่องเที่ยว

      ปี 2561 นักท่องเที่ยวรวันดาเดินทางมาไทยจำนวน 206 คน และมีชาวไทยอาศัยอยู่ในรวันดาจำนวน 4 คน (ข้อมูลจาก สอท. ณ กรุงไนโรบี ปี 2561)

ความร่วมมือด้านวิชาการ

      กรมความร่วมมือระหว่างประเทศเสนอทุนฝึกอบรมระยะสั้นแก่ข้าราชการรวันดาปีละ 5 - 10 คน

ในสาขาต่าง ๆ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และจะให้ทุนฝึกอบรมต่อไปในสาขาที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว เช่น การจัดการและการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาระบบสาธารณสุขระดับชุมชน

การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายไทย

      ยังไม่ปรากฏการเยือนสาธารณรัฐรวันดาของฝ่ายไทย

ฝ่ายรวันดา

   นายกรัฐมนตรี

      วันที่ 17 - 21 พฤศจิกายน 2553 นายเบอร์นาร์ด มากูซา (Bernard Makuza) นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐรวันดาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อแสวงหาลู่ทางการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับรวันดา

ความตกลงและความร่วมมือ