Mali / มาลี

สาธารณรัฐมาลี
Republic of Mali

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Mali / มาลี

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกของทวีปแอฟริกา มีพรมแดนทิศเหนือ ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนแอลจีเรีย ทิศตะวันออกติดกับสาธารณรัฐไนเจอร์ ทิศตะวันตกติดกับสาธารณรัฐเซเนกัลและสาธารณรัฐอิสลามมอริเตเนีย ทิศใต้ติดกับบูร์กินาฟาโซ
สาธารณรัฐโกตดิวัวร์ และสาธารณรัฐกินี
 

พื้นที่ 1,240,190 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง กรุงบามาโก (Bamako)

ประชากร 18.42 ล้านคน (ปี 2561 



ภูมิอากาศ สภาพภูมิอากาศมี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อนตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ย 38

องศาเซลเซียส ฤดูฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม อุณหภูมิเฉลี่ย 21 องศาเซลเซียส

และฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ย 16 องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ ฝรั่งเศส (French)

ศาสนา ศาสนาอิสลาม นิกายซุนนี ร้อยละ 94.8 ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ร้อยละ 2.4 ความเชื่อดั้งเดิม
ร้อยละ 2
 ไม่ระบุศาสนา ร้อยละ 0.8

ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐที่ใช้ระบบกึ่งประธานาธิบดี โดยมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งเป็นประมุขแห่งรัฐ
และฝ่ายบริหาร มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ดำรงตำแหน่งติดต่อกัน ไม่เกิน 2 วาระ  
และมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีเป็นหัวหน้ารัฐบาล

ประธานาธิบดี นายอิบราฮิม บูบาคาร์ เคอีทา (Ibrahim Boubacar Keïta)  (ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2556)  

นายกรัฐมนตรี นายซูเมลู บูแบย์ ไมกา (Soumeylou Boubèye Maïga)  (ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2561)

รมว. กต. นางคามีซา กามารา (Mrs. Kamissa Camara) (ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2561) 

วันชาติ 22 กันยายน

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 15 กันยายน 2524

หน่วยเงินตรา ฟรังก์เซฟา (CFA Franc) (1 บาท = 18.30 XOF) (สถานะ ณ วันที่ 10 เมษายน 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 15.33 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 827.0 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 5.4 (ปี 2560)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 1.8 (ปี 2560)

ทรัพยากรธรรมชาติ ทองคำ ฟอสเฟต ดินเกาลิน(ดินขาว) เกลือ หินปูน ยูเรเนียม ยิปซัม หินแกรนิต พลังงานน้ำ

อุตสาหกรรมหลัก การแปรรูปอาหาร การก่อสร้าง ฟอสเฟต การทำเหมืองทอง

สินค้านำเข้าที่สำคัญ น้ำมันปิโตรเลียม ยา ปูนซีเมนต์ ผ้าฝ้ายทอ ข้าว   

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ทอง ฝ้าย ฝ้ายดิบ แกะ แพะ ปศุสัตว์

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ นำเข้าจาก เซเนกัล จีน โกตดิวัวร์ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ส่งออกไปยัง แอฟริกาใต้ สวิตเซอร์แลนด์ อินเดีย
บูร์กินาฟาโซ บังกลาเทศ

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

มาลีมีการปกครองแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ฝ่ายบริหารประกอบด้วยคณะรัฐบาล มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี นายกรัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี
ฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรเพียงสภาเดียว (
Unicameral National Assembly) มีสมาชิก 147 คน ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี

มาลีดำเนินนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในทางปฏิบัติใกล้ชิดกับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งเศสซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมเก่า มาลีได้รับการยกย่องจากสหรัฐฯ ว่า เป็นประเทศแบบอย่างของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยในทวีปแอฟริกา โดยมาลีถือเป็นประเทศแรกในทวีปแอฟริกาที่มีส่วนร่วมในโครงการกองกำลังนานาชาติของภูมิภาคแอฟริกา ซึ่งสหรัฐฯ ได้ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ

การเมืองการปกครอง

มาลีถูกฝรั่งเศสปกครองจนกระทั่งปี 2502 (ค.ศ.1959) และต่อมาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2503 (ค.ศ.1960) ภายหลังได้รับเอกราช มาลีถูกปกครองภายใต้การนำของทหารและการบริหารแบบพรรคเดียวมายาวนาน จนกระทั่งปี 2535 (ค.ศ.1992) การเมืองแบบหลายพรรคได้ปรากฏเด่นชัดขึ้น เนื่องจากมีพรรคการเมืองใหม่อีกสองพรรค แยกตัวออกจากพรรค Alliance pour la democratie au Mali (Adema) ได้แก่ พรรค Rassemblement pour le Mali (RPM) นำโดยนาย Ibrahim Boubacar Keita และพรรค Union pour la Republique et al democratie (URD) ซึ่งนำโดยนาย Soumaila Cisse อย่างไรก็ดี พรรค Adema ยังคงเป็นพรรคการเมืองหลักในมาลี ชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของประธานาธิบดี Toure แสดงให้เห็นถึงความผูกขาดทางการเมืองของ พรรค Adema รวมถึงเสถียรภาพทางการเมืองของมาลีด้วย 

ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกรกฎาคม 2550 พรรคการเมืองสำคัญจำนวนหนึ่งที่สนับสนุนประธานาธิบดี Toure นำโดยพรรค Adema ได้ตัดสินใจรวมตัวกัน เรียกว่า Alliance pour la democratie et al progres (ADP) และลงแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งดังกล่าว จนได้รับชัยชนะและมีเสียงข้างมากอย่างท่วมท้นในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประธานาธิบดี Toure ได้ตอบแทนผู้ให้การสนับสนุนด้วยการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีจากบุคคลในกลุ่ม ADP

สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มกบฏ Tuareg และรัฐบาลมาลี ในบริเวณพื้นที่ตอนเหนือ แม้ได้มีการลงนามในข้อตกลงยุติความรุนแรงเมื่อปี 2535 (ค.ศ.1992) แต่ต่อมาในปี 2549 (ค.ศ.2006) Lieutenant-Colonel Alhassane Ag Fagaga ซึ่งเคยมีตำแหน่งเป็นผู้นำอาวุโสของกลุ่มกบฏ Tuareg เดิม ได้แยกตัวออกไปก่อตั้งกลุ่มกบฏ Tuareg ใหม่ เพื่อต่อต้านแนวทางการดำเนินการตามข้อตกลงเมื่อปี 2535 และร้องขอให้ย้ายกำลังทหารทั้งหมดออกจากพื้นที่ตอนเหนือ จนกระทั่งมีการลงนามข้อตกลงใหม่ในปี 2551 (ค.ศ.2008) แต่มีอายุเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ เนื่องจากรัฐบาลมาลีปฏิเสธที่จะย้ายกำลังทหารออกจากพื้นที่ตอนเหนือตามที่กลุ่มกบฏร้องขอ เพราะมีหลักฐานปรากฏว่ามีกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม al-Qaida ใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อก่อตั้งฐานการลำเลียงและฝึกซ้อม

เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2555 นายยอนกุนดา ตราออเร (Dioncounda Traore) ประธานรัฐสภา ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการของมาลี ภายหลังจากที่นายอะมาดู ตูมานี ตูเร ประธานาธิบดีคนเก่าที่ถูกกระทำรัฐประหารโดยกลุ่ม The National Committee for the Return of Democracy and the Restoration of State (CNRDR) ซึ่งอ้างว่าไม่พอใจกับการจัดการปัญหากบฏ The National Movement for the Liberation of Azawad (NMLA) ที่ไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล ได้ยื่นหนังสือลาออกอย่างเป็นทางการต่อคณะผู้เจรจาจากประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (Economic Community of West African States – ECOWAS) เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2555

นโยบายต่างประเทศ
มาลีดำเนินนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่ในทางปฏิบัติมีความใกล้ชิดกับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งเศสซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมเก่า มาลีได้รับการยกย่องจากสหรัฐฯ ว่าเป็นประเทศแบบอย่างของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยในทวีปแอฟริกา โดยมาลีถือเป็นประเทศแรกในทวีปแอฟริกาที่มีส่วนร่วมในโครงการกองกำลังนานา ชาติของภูมิภาคแอฟริกา ซึ่งสหรัฐฯ ได้ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ

ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านไม่ราบรื่นนัก มีปัญหาบ่อยครั้งกับประเทศมอริเตเนีย เนื่องจากมาลีถูกกล่าวโจมตีว่าชาว Moor เลือกปฏิบัติต่อคนผิวดำ และต่างมีนโยบายการปกครองที่ขัดแย้งกัน แต่ภายหลังจากที่มอริเตเนียมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ความสัมพันธ์กับมาลีจึงมีภาวะที่ดีขึ้น แอลจีเรียให้ความสำคัญกับมาลีในฐานะมิตรประเทศที่สนับสนุนการต่อต้านกิจกรรม ของมุสลิมหัวรุนแรงในซาฮารา นอกจากนี้ แอลจีเรียยังมีบทบาทสำคัญในการเจรจาระหว่างรัฐบาลมาลีกับกลุ่มกบฏ Tuareg ในอดีตด้วย
ความสัมพันธ์กับบูร์กินาฟาโซและโกตดิวัวร์ยังคงมีความตึงเครียดเป็นระยะ

อย่างไรก็ดี มาลีมีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการสู้รบใน ไลบีเรียและเซียร์ราลีโอน ยุติการใช้กำลังและแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาโดยสันติวิธี สำหรับปัญหาซาฮาราตะวันตก (Western Sahara Conflict) มาลีเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมีการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี โดยยึดถือตามมติขององค์การระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด สำหรับปัญหาในตะวันออกกลาง
มาลีสนับสนุนสิทธิของชาวปาเลสไตน์ให้มีการจัดตั้งรัฐอิสระ

เนื่องจากมาลีมิได้เป็นประเทศที่มีอิทธิพลมากนัก จึงจำเป็นต้องแสวงหาพันธมิตรในระดับภูมิภาคเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ภาคีที่สำคัญที่มาลีเข้าร่วมคือ Union economique et monetaire ouest-africaine (UEMOA) บทบาทของมาลีเป็นที่ยอมรับในภูมิภาค จนทำให้อดีตประธานาธิบดี นาย Alpha Oumar Konare ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธาน African Union Commission
วาระ 2003-2008 นอกจากนี้ ทหารของมาลียังมีส่วนร่วมกับภารกิจรักษาสันติภาพในแองโกลา เฮติ ไลบีเรีย รวันดา และเซียร์ราลีโอน

นาย Michel Sidebe อดีตรองผอ.UNAIDS (ชาวมาลี) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการ (Executive Director) ของ UNAIDS เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2552 นอกจากนี้ มาลีได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee: WHC) วาระปี ค.ศ. 2009-2013 ในระหว่างการประชุมที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2552 ณ กรุงปารีส

เศรษฐกิจและสังคม

ท่ามกลางการขยายตัวอย่างรวดเร็วของผลิตภัณฑ์จากเหมืองแร่ โดยเฉพาะทองคำ เกษตรกรรมยังคงเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจมาลี ผลิตภัณฑ์จากภาคเกษตรกรรมคิดเป็นร้อยละ 35 โดยประมาณ (ข้อมูลปี 2551) ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) พืชผลหลักทางเกษตร ได้แก่ ข้าวและฝ้าย ซึ่งมาลีในอดีตสามารถผลิตได้เป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาคแอฟริกา แต่ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ จนทำให้ภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่มีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประกาศใช้ข้อบังคับการเหมืองแร่ฉบับใหม่เมื่อปี 2542 (ค.ศ.1999) ส่งผลให้มาลีนับเป็นประเทศผู้ผลิตทองคำได้มากเป็นอันดับสามในภูมิภาคแอฟริกา ใต้ซาฮารา (Sub-Saharan Africa) ต่อจากประเทศแอฟริกาใต้และกานา ตามลำดับ

ภาคอุตสาหกรรมยังมีขนาดค่อนข้างเล็ก คิดเป็นร้อยละ 20 ของ GDP โดยประมาณ (ข้อมูลปี 2551) ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมทอฝ้าย ซึ่งรัฐบาลมาลีเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ บริษัทอุตสาหกรรมอื่นจำนวนกว่า ร้อยละ 70 ตั้งอยู่ในกรุงบามาโกเป็นหลัก เนื่องจากมีความพร้อมของระบบโครงสร้างพื้นฐานมากที่สุด อย่างไรก็ดี ภาคการบริการมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ในปี 2551 มีสัดส่วนกว่าร้อยละ 40 ของ GDP โดยมากเป็นการบริการจำพวก การพาณิชย์ (commerce) และการค้าแผงลอย (street business)

เนื่องจากมาลีขาดดุลการค้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ราคาฝ้ายในตลาดโลกมีราคาค่อนข้างต่ำ และถูกกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ ที่มีการให้เงินชดเชย (subsidies) แก่ผู้ปลูกฝ้ายในสหรัฐฯ ทำให้เศรษฐกิจมาลีต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินจากประเทศผู้ให้ต่างๆ และรายได้ที่ถูกส่งกลับเข้ามา (remittances) ของแรงงานมาลีในต่างประเทศ

สหภาพยุโรปได้ตั้งศูนย์การจัดหางาน (Immigration Centre) ที่กรุงบามาโก ประเทศมาลี ซึ่งนับได้ว่าเป็น immigration center แห่งแรกที่ตั้งอยู่นอกยุโรป โดยจุดประสงค์หลักของการตั้งศูนย์นี้ก็เพื่อช่วยเหลือด้านการจัดหางานอย่าง ถูกกฎหมายในยุโรปและลดจำนวนแรงงานแอฟริกาที่หลบหนีเข้ามาในยุโรปอย่างผิด กฎหมาย ทั้งนี้ มาลีถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางสำคัญของเส้นทางสำหรับการอพยพไปยังยุโรป

แม้ว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะดีขึ้นในหลายปีหลัง ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่ได้มาตรฐานยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโต ของเศรษฐกิจ มาลีมีระบบรางรถไฟหลักเพียงสายเดียว ที่เชื่อมต่อระหว่างกรุง Bamako เมือง Kayes (ติดกับชายแดนเซเนกัล) และต่อเนื่องไปยังกรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล สภาพถนนยังไม่ดีนักเนื่องจากขาดงบประมาณบำรุงรักษามานาน มาลีมีท่าอากาศยานสากลสองแห่ง (ที่กรุง Bamako และเมือง Mopti) การขนส่งทางน้ำตามแม่น้ำไนเจอร์สามารถทำได้ระหว่างเดือนกรกฎาคมจนถึงธันวาคม ในปีที่มีระดับน้ำฝนปกติ นอกจากนี้ การผลิตพลังงานไฟฟ้ายังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทั้งนี้ รัฐบาลมาลีได้ให้การรับรองนโยบายพลังงานใหม่ โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดการพึ่งพาการใช้ถ่านไม้และถ่านหินผลิตกระแสไฟฟ้า และขยายการครอบคลุมจำนวนประชากรผู้ใช้ไฟฟ้า รัฐบาลมาลีมีแผนสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานน้ำหลายแห่งเพื่อตอบสนองนโนบายดังกล่าวด้วย

ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ทั่วไป           

ความสัมพันธ์ทางการทูต

ไทยและสาธารณรัฐมาลีสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2524 โดยฝ่ายไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ สาธารณรัฐเซเนกัล มีเขตอาณาครอบคลุมสาธารณรัฐมาลี ปัจจุบัน นายอรุณ จิวาศักดิ์อภิมาศ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐมาลี โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงดาการ์ สาธารณรัฐเซเนกัล ทั้งนี้ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 ขณะที่ฝ่ายมาลีได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐมาลีประจำสาธารณรัฐอินเดียมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย และแต่งตั้งให้นาย Sekou Kasse ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐมาลีประจำประเทศไทยคนใหม่ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย สืบแทนนางกีเซ มาอีมูนา ดีอาล (Guissé Maïmouna Dial)

ความสัมพันธ์ทางการเมือง

ความสัมพันธ์ด้านการเมืองระหว่างไทยกับสาธารณรัฐมาลีดำเนินมาด้วยความราบรื่น แต่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐมาลียังมีไม่มากนัก

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

การค้า

ในปี 2561 ไทยและสาธารณรัฐมาลีมีมูลค่าการค้ารวม 27.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นการส่งออก 9.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้า 17.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยขาดดุลการค้า 8.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปสาธารณรัฐมาลี ได้แก่ หม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ ข้าว ยานพาหนะอื่น ๆ และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ เม็ดพลาสติก และสินค้านำเข้าที่สำคัญจากสาธารณรัฐมาลี ได้แก่ ด้ายและเส้นใย เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แผงวงจรไฟฟ้า

การลงทุน       

ไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนระหว่างกัน

การท่องเที่ยว

ปี 2561 นักท่องเที่ยวชาวมาลีเดินทางมาไทย จำนวน 737 คน (จากประชากรของประเทศที่มีจำนวน 18.42 ล้านคน) แต่ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปสาธารณรัฐมาลี

ความร่วมมือด้านวิชาการ                     

ไทยได้กำหนดให้สาธารณรัฐมาลีอยู่ในโครงการความช่วยเหลือของไทย (Thai Aid Programme) ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือในรูปทุนการศึกษา การฝึกอบรม และดูงานในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาที่ไทยมีความเชี่ยวชาญและเป็นที่ต้องการของประเทศกำลังพัฒนา อาทิ การเกษตร สาธารณสุข และการศึกษา ซึ่งมาลีส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมฝึกอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือด้านสาธารณสุข                     

ไทยได้ให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขแก่ประเทศในแอฟริกา โดยเฉพาะการเผยแพร่เทคโนโลยีด้านการผลิตยารักษาโรคมาลาเรียและโรคเอดส์ โดยเมื่อเดือนมิถุนายนและสิงหาคม 2549 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ ได้นำผู้เชี่ยวชาญเยือนสาธารณรัฐมาลี บูร์กินาฟาโซ สาธารณรัฐแกมเบีย สาธารณรัฐเซเนกัล และสาธารณรัฐกาบอง เพื่อเผยแพร่เทคโนโลยีด้านการผลิตยารักษาโรคมาลาเรีย โครงการนี้ทำให้มาลีเป็นประเทศแรกในแอฟริกาตะวันตกที่ประสบความสำเร็จในการผลิตยารักษาโรคมาลาเรีย (Artesunate) ชนิดเม็ด โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะตั้งชื่อยาเม็ดรักษาโรคมาลาเรียว่า THAMASUNATE TABLETS (Thai + Mali + Artesunate Tablets) เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างไทยและสาธารณรัฐมาลีในการแก้ปัญหาโรคมาลาเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของชาวมาลี

การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายไทย 
รัฐบาล
 
- วันที่ 27-29 พฤษภาคม 2547 นายสรจักร เกษมสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเข้าร่วมประชุมเครือข่ายความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security Network: HSN) ครั้งที่ 6 ที่กรุงบามาโก สาธารณรัฐมาลี และได้เข้าเยี่ยมคารวะนาย Amadou Toumani Toure (อามาดู ทูมานิ ทูเร) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมาลี 

ฝ่ายมาลี 
รัฐบาล 
- วันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2540 นาย Modibo Sidibe รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนประเทศไทย ในฐานะผู้แทนพิเศษของนาย Alpha Oumar Konare ประธานาธิบดี 
- วันที่ 13 พฤศจิกายน 2540 นาย Oumar Alpha Konare ประธานาธิบดีแวะผ่านประเทศไทย พร้อมภริยา เพื่อไปประชุมกลุ่มประเทศ Francophone ที่เวียดนาม 
- วันที่ 15-28 ตุลาคม 2541 นาง Fatou Haidara รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม การค้า และหัตถกรรม นำคณะผู้แทนการค้ามาลีมาเยือนประเทศไทย 
- วันที่ 8-11 ตุลาคม 2543 นาง Traore Fatoumata Nafo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เยือนไทย 
- วันที่ 15-19 กันยายน 2546 นาย Lassana Traore รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะเดินทางเข้าประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 5 ที่ประเทศไทย 

ข้อมูลด้านกงสุล


ความตกลงและความร่วมมือ

  • สนธิสัญญาโอนตัวนักโทษ
    วันที่ลงนาม 24 พฤศจิกายน 2547