São Tomé and Príncipe / เซาตูเมและปรินซิปี

สาธารณรัฐประชาธิปไตยเซาตูเมและปรินซิปี
Democratic Republic of São Tomé and Príncipe

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

São Tomé and Príncipe / เซาตูเมและปรินซิปี

ที่ตั้ง เป็นหมู่เกาะตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก บริเวณอ่าวกินี  ทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา ห่างจากชายฝั่งของกาบองประมาณ 200 กิโลเมตร 

พื้นที่ 1,001 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่กว่าภูเก็ตประมาณ 2 เท่า)

เมืองหลวง กรุงเซาตูเม (Sao Tome) 

ประชากร 204,454 คน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ อากาศร้อนชื้นแบบเส้นศูนย์สูตร ฤดูฝนกินระยะเวลาช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤษภาคม อากาศร้อนที่สุดในมีนาคม (23-31 องศาเซลเซียส) และหนาวที่สุดในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม (21-28 องศาเซลเซียส) 

ภาษาราชการ ภาษาโปรตุเกส

ศาสนา คริสต์ ร้อยละ 77.5 อื่นๆ ร้อยละ 3.1 ไม่นับถือศาสนา ร้อยละ 19.4

ระบอบการปกครอง แบบสาธารณรัฐ

ฝ่ายบริหาร 

มีประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นประมุขของรัฐ มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลโดย ได้รับการเลือกจากสภาและได้รับอนุมัติจากประธานาธิบดี โดยประธานาธิบดีแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี

ฝ่ายนิติบัญญัติ 

ระบบสภาเดียว คือ สภาประชาชนแห่งชาติ (National Assembly) มีจำนวนที่นั่ง 55 ที่นั่ง เข้ารับตำแหน่งโดยการเลือกตั้งจากประชาชน มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี

ฝ่ายตุลาการ 

ศาลฎีกา (ผู้พิพากษาได้รับการแต่งตั้งจากสภา)

ประธานาธิบดี นายเอวาริสโต คาร์วัลโฮ (Mr. Evaristo Carvalho) (ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2559)

นายกรัฐมนตรี H.E. Mr. Jorge Lopes Bom Jesus (ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2561)

รมว. กต. Dr. Elsa Maria Neto d’Alva Teixeira de Barros Pinto (ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561)

วันชาติ 12 กรกฎาคม

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 7 พฤษภาคม 2530

หน่วยเงินตรา Dobra (STD) (1 บาท = 0.68 STD) (สถานะ ณ วันที่ 10 เมษายน 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 0.39 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 1,921.3 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)  

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 3.9 (ปี 2560)  

เงินทุนสำรอง 0.058 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 5.7 (ปี 2560)

ทรัพยากรธรรมชาติ ปลา พลังงานน้ำ     

อุตสาหกรรมหลัก อุตสาหกรรมเบา สิ่งทอ สบู่ เบียร์ การแปรรูปปลา ไม้ซุง

สินค้านำเข้าที่สำคัญ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์ รถยนต์ ข้าว ไวน์ น้ำมันถั่วเหลือง

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ โปรตุเกส จีน ไนจีเรีย สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส

สินค้าส่งออกที่สำคัญ เมล็ดโกโก้ น้ำมันปิโตรเลียม เฟอร์นิเจอร์ ช็อกโกแลต ฝ้ายดิบ

ตลาดส่งออกที่สำคัญ โปแลนด์ เนเธอร์แลนด์ สเปน กายอานา เบลเยียม - ลักเซมเบิร์ก

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

ในปี ค.ศ. 1471 ชาวโปรตุเกสค้นพบเกาะเซาตูเมและปรินซิปี ต่อมาในปี ค.ศ. 1522-1975 เซาตูเมและปรินซิปี มีสถานะเป็นแคว้นโพ้นทะเลของโปรตุเกส ค.ศ. 1975 เซาตูเมและปรินซิปี ได้รับเอกราชและปกครองภายใต้การนำของพรรคขบวนการเพื่อปลดปล่อยเซาตูเมและปรินซิปี (Movement for the Libration of Sao Tome and Principe-Social Democratic Party = MLSTP-PSC) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว และในระยะแรกมีความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรง โดยฝ่ายผู้สูงอายุในพรรคกับผู้นำรุ่นใหม่ 

อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีคนแรก คือ Dr. Manuel Pinto da Costa ก็สามารถรักษาอำนาจไว้ได้ โดยในระยะหลังได้รับการสนับสนุนจากแองโกลา ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างกัน เนื่องจากอยู่ในกลุ่มประเทศอดีตเมืองขึ้นของโปรตุเกสเช่นกัน

การเมืองการปกครอง

ประเทศเซาตูเมและปรินซิปีเป็นประเทศที่อาศัยเงินช่วยเหลือจำนวนมากจาก IMF และผู้บริจาคอื่นๆ นโยบายปัจจุบันให้ความสำคัญกับการจัดการด้านการเงินของประเทศโดยรัฐบาลจะบริหารเงินบริจาคที่หลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆและบริหารการเข้ามาลงทุนในธุรกิจน้ำมันของชาวต่างขาติ รวมถึงการลดอัตราเงินเฟ้อด้วยเช่นกัน 

รัฐบาลเซาตูเมและปรินซิปีเริ่มดำเนินนโยบายเศรษฐกิจภายใต้โครงการ New National Poverty Reduction Strategy (NPRS) ซึ่งมุ่งพัฒนาให้ประเทศมีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้นโดยเพิ่มการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการส่งเสริมอุตสหกรรมการเกษตร การประมง และการท่องเที่ยว เพื่อใช้เป็นกลุ่มหลักในการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างอาชีพ อีกทั้งรัฐบาลจะจัดสรรเงินบริจาคเพื่อนำมาใช้ส่งเสริมด้านสังคมมากขึ้น เช่น ด้านสุขภาพและการศึกษา เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริจาคทราบว่าเงินบริจาคจะถูกนำมาใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

นโยบายต่างประเทศ

หลังจากที่ได้รับเอกราชแล้ว เซาตูเมและปรินซิปีได้พัฒนาความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประเทศที่เป็นประเทศสังคมนิยมได้แก่ แองโกลา จีน คิวบา และเยอรมนีตะวันออก ด้านความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2528 เมื่อรัฐบาลเริ่มทำการปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้เป็นรูปแบบเสรีนิยมประเทศโปรตุเกสซึ่งเคยเป็นประเทศล่าอาณานิคมก็กลับมามีอิทธิพลเหนือเซาตูเมและปรินซิปีอีกครั้ง 

นขณะที่ฝรั่งเศสและบราซิลกลับกลายมาเป็นคู่ค้าที่สำคัญของเซาตูเมและปรินซิปีและได้สถาปนาความสัมพันธ์กับไต้หวันในปี 2540 เนื่องจากไต้หวันต้องการผลประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมัน หลังจากที่มีการค้นพบทรัพยากรน้ำมันในเซาตูเมและปรินซีปีทำให้ประเทศตะวันตกมียุทธศาสตร์ที่จะหาผลประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมันในประเทศ โดยสหรัฐอเมริกามองว่าหากมีการตั้งฐานทัพเป็นการชั่วคราวในเซาตูเมและปรินซิปี จะสามารถปกป้องผลประโยชน์ด้านน้ำมันในอ่าวกินีได้ รัฐบาลสหรัฐได้ลงทุนในการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างท่าเรือน้ำลึกและสนามบินนานาชาติในเซาโตเม 

            นอกจากนั้น ไนจีเรียและแองโกลายังแข่งขันกันเพื่อที่จะมีอิทธิพลต่อเซาตูเมในการพัฒนาด้านทรัพยากรน้ำมัน ไนจีเรียได้เข้าไปมีบทบาทต่อเซาตูเมและปรินซิปีมากกว่าแองโกลา โดยได้เข้าไปมีบทบาทในการแทรกแซงทางการเมืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน เช่น การลงนามข้อตกลงทางการเมืองระหว่างกันจนกระทั่งทำให้มีการปฏิวัติในเดือนกรกฎาคม 2003 ทำให้อำนาจของประธานาธิบดี Menezes จบสิ้นลง  

ทางด้านแองโกลาก็เริ่มมีอิทธิพลต่อเซาตูเมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและยังเคยเสนอที่จะเข้าพัฒนาทรัพยากรน้ำมันของเซาตูเมด้วย และเมื่อประเมินศักยภาพของเซาตูเมแล้วจะเห็นได้ว่ายังมีบทบาทไม่มากนัก โดยวัดได้จากการที่ตัวแทนในระดับประเทศของเซาตูเมยังคงมีบทบาทจำกัด สำนักงานขององค์กรนานาชาติต่าง ๆ ทั้งจาก UN, IMF และ World Bank ยังตั้งอยู่ที่ประเทศกาบองและแองโกลาโดยไม่ได้มีการจัดตั้งในเซาตูเม

สมาชิกภาพในองค์การระหว่างประเทศ ACP, AfDB, AOSIS, AU, CD, CPLP, EITI (candidate country), FAO, G-77, IBRD, ICAO, ICRM, IDA, IFAD, IFC, IFRCS, ILO, IMF, IMO, Interpol, IOC, IOM (observer), IPU, ITU, ITUC (NGOs), NAM, OIF, OPCW, UN, UNCTAD, UNESCO, UNIDO, Union Latina, UNWTO, UPU, WCO, WHO, WIPO, WMO, WTO (observer)

เศรษฐกิจและสังคม

เศรษฐกิจของเซาตูเมและปรินซิปีขึ้นอยู่กับการเพาะปลูกเป็นส่วนใหญ่ พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ โกโก้ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุดของประเทศ นอกจากนั้น ยังมี เนื้อมะพราวแห้ง เมล็ดปาล์ม กาแฟ อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตของประเทศไม่สามารถตอบสนองปริมาณความต้องการบริโภคของประชาชนได้ เซาตูเมและปรินซิปีจึงต้องนำเข้าอาหารเป็นจำนวนมาก และยังคงต้องพึ่งพิงความช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยในเดือนมีนาคม 2550 ธนาคารโลกและ IMF ได้ยกหนี้ให้แก่เซาตูเมและปรินซิปี จำนวน 360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 90 ของหนี้ต่างชาติของประเทศ 

ปัจจุบัน รัฐบาลเซาตูเมและปรินซิปีมีนโยบายส่งเสริมความหลากหลายทางเศรษฐกิจเพื่อลดการพึ่งพิงรายได้จากการส่งออกโกโก้ ซึ่งมักได้รับผลกระทบจากการผันแปรของผลผลิตและราคา นอกจากการเพาะปลูกแล้ว ภาคการประมงและอุตสาหกรรมขนาดย่อม อาทิ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ยังคงเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ หนึ่งในความพยายามของรัฐบาล คือ การสำรวจทรัพยากรน้ำมันบริเวณรอบเกาะ โดยมีการจัดตั้ง Joint Development Zone ร่วมกันไนจีเรีย ปัจจุบัน บริษัท Sinopec ของจีนเป็นผู้บริษัทผู้ดำเนินกิจการรายใหญ่ในเขตพื้นที่ดังกล่าว หลังจากที่ได้ลงทุนซื้อกิจการของบริษัท Addax Petroleum ในเดือนสิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา 

เดือนมีนาคม 2552 รัฐบาลเซาตูเมและปรินซิปีเริ่มดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามโครงการ Poverty Reduction and Growth Facility (PRGF) ของ IMF ซึ่งมุ่งพัฒนาการจัดการด้านการเงินของประเทศ การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนการรักษาระดับการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และลดอัตราเงินเฟ้อให้เหลือหนึ่งหลักภายในปี 2554 (ปัจจุบัน เซาตูเมและปรินซิปีมีอัตราเงินเฟ้อสูงถึงร้อยละ 26) 

การปฏิรูประบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับการจัดการด้านการเงินของประเทศ การพัฒนาระบบธนาคารของประเทศ การปรับกฎระเบียบเกี่ยวกับจ้างงาน และการสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี ทั้งนี้ เซาตูเมและปรินซิปีได้รับการจัดอันดับโดยธนาคารโลกให้เป็นประเทศที่มี บรรยากาศเหมาะแก่การลงทุนอันดับที่ 176 จากทั้งหมด 181 ประเทศ 

ปัจจุบัน รัฐบาลเซาตูเมและปรินซิปีได้รับเงินจากการบริจาคในสัดส่วนประมาณร้อยละ 80 ของรายได้ทั้งหมด ในปี 2552 รัฐบาลได้อัดฉีดเงินเงินงบประมาณเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และรับมือกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบเก็บภาษีของประเทศ ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐบาล โดยเฉพาะภาษีที่ได้จากการนำเข้าน้ำมันและการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่เมือง Fernao Dias 

ธนาคารกลางของเซาตูเมและปรินซิปี (Banco Central de Sao Tome e Principe หรือ BCSTP) ทำหน้าที่กำกับดูแลนโยบายการเงินของประเทศ มีภารกิจเร่งด่วนในการลดอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยของประเทศ รวมถึงการเพิ่มเงินสำรองระหว่างประเทศของประเทศ เพื่อปูทางไปสู่การผูกค่าเงินโดบรากับเงินสกุลยูโร อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้ ยังไม่มีการระบุอัตราแลกเปลี่ยนที่แน่นอน

ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ทั่วไป

ไทยกับเซาตูเมและปรินซิปีสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2530

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

การค้า

การค้าระหว่างไทยกับเซาตูเมและปรินซิปีมีปริมาณไม่มากนักและไม่สม่ำเสมอ ในปี 2561 มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 0.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 0.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 0.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 0.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ทั้งนี้ สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ ข้าว เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องกีฬาและเครื่องเล่มเกม 

สินค้าที่ไทยนำเข้าจากเซาตูเมและปรินซิปี ได้แก่ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ แผงวงจรไฟฟ้า สินค้าทุนอื่นๆ ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก  

การลงทุน

ยังไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนระหว่างกัน

การท่องเที่ยว

ในปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวเซาตูเมียนเดินทางมาไทยจำนวน 8 คน

การเยือนที่สำคัญ

ยังไม่ปรากฏการเยือนระหว่างกัน

ความตกลงและความร่วมมือ