São Tomé and Príncipe / เซาตูเมและปรินซิปี

สาธารณรัฐประชาธิปไตยเซาตูเมและปรินซิปี
Democratic Republic of São Tomé and Príncipe

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

São Tomé and Príncipe / เซาตูเมและปรินซิปี ที่ตั้ง เป็นหมู่เกาะตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก บริเวณอ่าวกินี  ทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา ห่างจากชายฝั่งของกาบองประมาณ 200 กิโลเมตร

พื้นที่ พื้นที่ 1,001 ตร.กม. (ใหญ่กว่าภูเก็ตประมาณ 2 เท่า)

เมืองหลวง กรุงเซาตูเม (Sao Tome)

ประชากร 0.19 ล้านคน (ประมาณการปี 2558) 

ภูมิอากาศ อากาศร้อนชื้นแบบเส้นศูนย์สูตร ฤดูฝนกินระยะเวลาช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤษภาคม อากาศร้อนที่สุดในมีนาคม (23-31 องศาเซลเซียส) และหนาวที่สุดในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม (21-28 องศาเซลเซียส)

ภาษาราชการ ภาษาโปรตุเกส

ศาสนา คริสต์ร้อยละ 77.5 อื่นๆ ร้อยละ 3.1 ไม่นับถือศาสนาร้อยละ 19.4 

วันชาติ 12 กรกฎาคม 

ระบอบการปกครอง แบบสาธารณรัฐ

ฝ่ายบริหาร มีประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นประมุขของรัฐ มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลโดย ได้รับการเลือกจากสภาและได้รับอนุมัติจากประธานาธิบดี โดยประธานาธิบดีแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี

ฝ่ายนิติบัญญัติ ระบบสภาเดียว คือ สภาประชาชนแห่งชาติ (National Assembly) มีจำนวนที่นั่ง 55 ที่นั่ง เข้ารับตำแหน่งโดยการเลือกตั้งจากประชาชน มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี

ฝ่ายตุลาการ ศาลฎีกา (ผู้พิพากษาได้รับการแต่งตั้งจากสภา)

ประธานาธิบดี นายมานูเวล ปินตู ดา โกสตา (Mr. Manuel Pinto da Costa) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 9 กันยายน 2554

นายกรัฐมนตรี Mr. Patrice Trovoada (เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 25 พ.ย. 2557)

รัฐมนตรีต่างประเทศ  Mr. Manuel Salvador dos Ramos (เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 29 พ.ย. 2557)

เว็บไซต์ทางการ www.gov.st

อัตราแลกเปลี่ยน : Dobra (STD) (1 บาท = 630.826 โดบรา) (สถานะ ณ วันที่ 1 ส.ค. 2559)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ : 326 ล้าน USD* (ไทย: 395.2 พันล้าน USD)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ : ร้อยละ 5* (ไทย: ร้อยละ 2.8)

รายได้ประชาชาติต่อหัว : 1,568.96 USD (IMF) (ไทย: 5,878.2 USD)

อัตราเงินเฟ้อ : ร้อยละ 5.5* (ไทย: ร้อยละ -0.9)              

เงินทุนสำรอง : 64.1 ล้าน USD (ไทย: 156.5 พันล้าน USD)

อุตสาหกรรมหลัก : อุตสาหกรรมเบา สิ่งทอ สบู่ เบียร์ การแปรรูปปลา ไม้ซุง

สินค้านำเข้าที่สำคัญ : เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า อาหาร ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

สินค้าส่งออกที่สำคัญ : ฝ้าย โกโก้ เนื้อมะพร้าวแห้ง กาแฟ น้ำมันปาล์ม

ประเทศคู่ค้าสำคัญ นำเข้าจาก : โปรตุเกส บราซิล สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ส่งออกไปยัง สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม โปรตุเกส

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
ในปี ค.ศ. 1471 ชาวโปรตุเกสค้นพบเกาะเซาโตเมและปรินซิเป ต่อมาในปี ค.ศ. 1522-1975 เซาโตเมและปรินซิเป มีสถานะเป็นแคว้นโพ้นทะเลของปอร์ตุเกส

ค.ศ. 1975 เซาโตเมและปรินซิเป ได้รับเอกราชและปกครองภายใต้การนำของพรรคขบวนการเพื่อปลดปล่อยเซาโตเมและปรินซิเป (Movement for the Libration of Sao Tome and Principe-Social Democratic Party = MLSTP-PSC) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว และในระยะแรกมีความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรง โดยฝ่ายผู้สูงอายุในพรรคกับผู้นำรุ่นใหม่ อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีคนแรก คือ Dr. Manuel Pinto da Costa ก็สามารถรักษาอำนาจไว้ได้ โดยในระยะหลังได้รับการสนับสนุนจากแองโกลา ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างกัน เนื่องจากอยู่ในกลุ่มประเทศอดีตเมืองขึ้นปอร์ตุเกสด้วยกัน

การเมืองการปกครอง

ประเทศเซาโตเมและปรินซิเปเป็นประเทศที่อาศัยเงินช่วยเหลือจำนวนมากจาก IMF และผู้บริจาคอื่นๆ นโยบายปัจจุบันให้ความสำคัญกับการจัดการด้านการเงินของประเทศโดยรัฐบาลจะบริหารเงินบริจาคที่หลั่งใหลเข้ามาเรื่อยๆและบริหารการเข้ามาลงทุนในธุรกิจน้ำมันของชาวต่างขาติ รวมถึงการลดอัตราเงินเฟ้อด้วยเช่นกัน

รัฐบาลเซาโตเมและปรินซิเปเริ่มดำเนินนโยบายเศรษฐกิจภายใต้โครงการ New National Poverty Reduction Strategy (NPRS) ซึ่งมุ่งพัฒนาให้ประเทศมีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้นโดยเพิ่มการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการส่งเสริมอุตสหกรรมการเกษตร การประมง และการท่องเที่ยว เพื่อใช้เป็นกลุ่มหลักในการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างอาชีพ อีกทั้งรัฐบาลจะจัดสรรเงินบริจาคเพื่อนำมาใช้ส่งเสริมด้านสังคมมากขึ้น เช่น ด้านสุขภาพและการศึกษา เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริจาคทราบว่าเงินบริจาคจะถูกนำมาใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

นโยบายต่างประเทศ
หลังจากที่ได้รับเอกราชแล้ว เซาโตเมและปรินซิเปได้พัฒนาความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประเทศที่เป็นประเทศสังคมนิยมได้แก่ แองโกลา จีน คิวบา และเยอรมนีตะวันออก ด้านความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ๒๕๒๘ เมื่อรัฐบาลเริ่มทำการปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้เป็นรูปแบบเสรีนิยมประเทศโปรตุเกสซึ่งเคยเป็นประเทศล่าอาณานิคมก็กลับมามีอิทธิพลเหนือเซาโตเมและปรินซิเปอีกครั้ง ในขณะที่ฝรั่งเศสและบราซิลกลับกลายมาเป็นคู่ค้าที่สำคัญของเซาโตเมและปรินซิเป และได้สถาปนาความสัมพันธ์กับไต้หวันในปี 2540 เนื่องจากไต้หวันต้องการผลประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมัน หลังจากที่มีการค้นพบทรัพยากรน้ำมันในเซาตูเมและปรินซีปีทำให้ประเทศตะวันตกมียุทธศาสตร์ที่จะหาผลประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมันในเซาโตเมและปรินซิเป โดยสหรัฐอเมริกามองว่าหากมีการตั้งฐานทัพเป็นการชั่วคราวในเซาโตเมและปริน จะสามารถปกป้องผลประโยชน์ด้านน้ำมันในอ่าวกินีได้ รัฐบาลสหรัฐได้ลงทุนในการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างท่าเรือน้ำลึกและสนามบินนานาชาติในเซาโตเม นอกจากนั้นไนจีเรียและแองโกลายังแข่งขันกันเพื่อที่จะมีอิทธิพลต่อเซาโตเมในการพัฒนาด้านทรัพยากรน้ำมัน ไนจีเรียได้เข้าไปมีบทบาทต่อเซาโตเมและปรินซิเปมากกว่าแองโกลา โดยได้เข้าไปมีบทบาทในการแทรกแซงทางการเมืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน เช่น การลงนามข้อตกลงทางการเมืองระหว่างกันจนกระทั่งทำให้มีการปฏิวัติในเดือนกรกฎาคม 2003 ทำให้อำนาจของประธานาธิบดี Menezes จบสิ้นลง ทางด้านแองโกลาก็เริ่มมีอิทธิพลต่อเซาโตเมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและยังเคยเสนอที่จะเข้าพัฒนาทรัพยากรน้ำมันของเซาโตเมด้วย และเมื่อประเมินศักยภาพของเซาตูเมแล้วจะเห็นได้ว่ายังมีบทบาทไม่มากนัก โดยวัดได้จากการที่ตัวแทนในระดับประเทศของเซาโตเมยังคงมีบทบาทจำกัด สำนักงานขององค์กรนานาชาติต่าง ๆ ทั้งจาก UN, IMF และ World Bank ยังตั้งอยู่ที่ประเทศกาบองและแองโกลาโดยไม่ได้มีการจัดตั้งในเซาโตเม

สมาชิกภาพในองค์การระหว่างประเทศ ACP, AfDB, AOSIS, AU, CD, CPLP, EITI (candidate country), FAO, G-77, IBRD, ICAO, ICRM, IDA, IFAD, IFC, IFRCS, ILO, IMF, IMO, Interpol, IOC, IOM (observer), IPU, ITU, ITUC (NGOs), NAM, OIF, OPCW, UN, UNCTAD, UNESCO, UNIDO, Union Latina, UNWTO, UPU, WCO, WHO, WIPO, WMO, WTO (observer)

เศรษฐกิจและสังคม

เศรษฐกิจของเซาตูเมและปรินซิปีขึ้นอยู่กับการเพาะปลูกเป็นส่วนใหญ่ พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ โกโก้ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุดของประเทศ นอกจากนั้น ยังมี เนื้อมะพราวแห้ง เมล็ดปาล์ม กาแฟ อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตของประเทศไม่สามารถตอบสนองปริมาณความต้องการบริโภคของประชาชนได้ เซาตูเมและปรินซิปีจึงต้องนำเข้าอาหารเป็นจำนวนมาก และยังคงต้องพึ่งพิงความช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยในเดือนมีนาคม 2550 ธนาคารโลกและ IMF ได้ยกหนี้ให้แก่เซาตูเมและปรินซิปี จำนวน 360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 90 ของหนี้ต่างชาติของประเทศ

ปัจจุบัน รัฐบาลเซาตูเมและปรินซิปีมีนโยบายส่งเสริมความหลากหลายทางเศรษฐกิจเพื่อลด การพึ่งพิงรายได้จากการส่งออกโกโก้ ซึ่งมักได้รับผลกระทบจากการผันแปรของผลผลิตและราคา นอกจากการเพาะปลูกแล้ว ภาคการประมงและอุตสาหกรรมขนาดย่อม อาทิ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ยังคงเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ หนึ่งในความพยายามของรัฐบาล คือ การสำรวจทรัพยากรน้ำมันบริเวณรอบเกาะ โดยมีการจัดตั้ง Joint Development Zone ร่วมกันไนจีเรีย ปัจจุบัน บริษัท Sinopec ของจีนเป็นผู้บริษัทผู้ดำเนินกิจการรายใหญ่ในเขตพื้นที่ดังกล่าว หลังจากที่ได้ลงทุนซื้อกิจการของบริษัท Addax Petroleum ในเดือนสิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา

เดือนมีนาคม 2552 รัฐบาลเซาตูเมและปรินซิปีเริ่มดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามโครงการ Poverty Reduction and Growth Facility (PRGF) ของ IMF ซึ่งมุ่งพัฒนาการจัดการด้านการเงินของประเทศ การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนการรักษาระดับการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และลดอัตราเงินเฟ้อให้เหลือหนึ่งหลักภายในปี 2554 (ปัจจุบัน เซาตูเมและปรินซิปีมีอัตราเงินเฟ้อสูงถึง 26%)

การปฏิรูประบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับการจัดการด้านการเงินของประเทศ การพัฒนาระบบธนาคารของประเทศ การปรับกฎระเบียบเกี่ยวกับจ้างงาน และการสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี ทั้งนี้ เซาตูเมและปรินซิปีได้รับการจัดอันดับโดยธนาคารโลกให้เป็นประเทศที่มี บรรยากาศเหมาะแก่การลงทุนอันดับที่ 176 จากทั้งหมด 181 ประเทศ

ปัจจุบัน รัฐบาลเซาตูเมและปรินซิปีได้รับเงินจากการบริจาคในสัดส่วนประมาณ 80% ของรายได้ทั้งหมด ในปี 2552 รัฐบาลได้อัดฉีดเงินเงินงบประมาณเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และรับมือกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบเก็บภาษีของประเทศ ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐบาล โดยเฉพาะภาษีที่ได้จากการนำเข้าน้ำมันและการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่เมือง Fernao Dias

ธนาคารกลางของเซาตูเมและปรินซิปี (Banco Central de Sao Tome e Principe หรือ BCSTP) ทำหน้าที่กำกับดูแลนโยบายการเงินของประเทศ มีภารกิจเร่งด่วนในการลดอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยของประเทศ รวมถึงการเพิ่มเงินสำรองระหว่างประเทศของประเทศ เพื่อปูทางไปสู่การผูกค่าเงินโดบรากับเงินสกุลยูโร อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้ ยังไม่มีการระบุอัตราแลกเปลี่ยนที่แน่นอน

ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ทั่วไป
ด้านการเมือง 
ประเทศไทยกับเซาโตเมและปรินซิเป สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2530

ด้านเศรษฐกิจ
การค้าระหว่างไทยกับเซาโตเมและปรินซิเปมีปริมาณไม่มากนักและไม่สม่ำเสมอ

ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
ยังไม่มีการทำความตกลงใดๆ ระหว่างกัน

การเยือนที่สำคัญ
ไม่ปรากฏข้อมูลการเยือนระหว่างไทยกับเซาโตเมและปรินซิปี

ความตกลงและความร่วมมือ