Sudan / ซูดาน

สาธารณรัฐซูดาน
Republic of the Sudan

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Sudan / ซูดาน

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ระหว่างภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลาง และมีพรมแดนติดกับสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์

รัฐลิเบีย สาธารณรัฐชาด สาธารณรัฐแอฟริกากลาง รัฐเอริเทรีย สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปีย และสาธารณรัฐเซาท์ซูดาน

พื้นที่ 1.88 ล้านตารางกิโลเมตร   

เมืองหลวง กรุงคาร์ทูม (Khartoum) 

ประชากร 43.12 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ แบ่งเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ย 23องศาเซลเซียส ฤดูร้อนตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน อุณหภูมิเฉลี่ย 32 องศาเซลเซียส และฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม อุณหภูมิเฉลี่ย 29 องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ อารบิก และอังกฤษ

ศาสนา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี และมีส่วนน้อยที่นับถือศาสนาคริสต์  

ระบอบการปกครอง ระบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล 

ประธานาธิบดี พลโท Abdel Fattah Abdelrahman Burhan ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าคณะรัฐประหาร

(ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2562)

วันชาติ 1 มกราคม

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 15 มิถุนายน 2525

หน่วยเงินตรา ปอนด์ซูดาน (SDG)

อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท เท่ากับ 1.46 SDG (สถานะวันที่ 18 กรกฎาคม 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 117.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)       

รายได้ประชาชาติต่อหัว 2,898.5 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)        

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 4.3 (ปี 2560)             

เงินทุนสำรอง 0.177 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)         

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 16.9 (ปี 2558)          

ทรัพยากรธรรมชาติ ปิโตรเลียม แร่เหล็ก ทองแดง โครเมียม สังกะสี ทังสเตน ไมกา เงิน ทองคำ กระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ

อุตสาหกรรมหลัก น้ำมัน ฝ้าย สิ่งทอ ซีเมนต์ น้ำมันพืช น้ำตาล สบู่ รองเท้า การกลั่นน้ำมัน เวชภัณฑ์ อาวุธยุทโธปกรณ์ ยานยนต์

สินค้านำเข้าที่สำคัญ ข้าวสาลี น้ำมันปิโตรเลียม น้ำตาลดิบ ยา ยานยนต์  

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินเดีย ซาอุดิอาระเบีย รัสเซีย

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ทอง น้ำมันปิโตรเลียม แพะ แกะ น้ำมันจากเมล็ดพืช สัตว์มีชีวิต

ตลาดส่งออกที่สำคัญ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน ซาอุดิอาระเบีย อินเดีย อียิปต์  

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

      ตั้งแต่ก่อนคริสตกาล ดินแดนซูดานเดิมเป็นที่ตั้งของแคว้นนูเบีย และปกครองโดยระบอบกษัตริย์

ชนพื้นเมืองดั้งเดิมเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์ จับปลา ภายหลังจึงเริ่มทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ในศตวรรษที่ 6 แคว้นนูเบียได้แบ่งดินแดนออกเป็น 3 เมือง ประกอบด้วย Nobatia อยู่ทางตอนเหนือปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของอียิปต์ Muqurra ปัจจุบันอยู่บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือของซูดาน และ Alawa (Alodia) ปัจจุบัน คือ บริเวณกรุงคาร์ทูม โดยกษัตริย์นูเบียที่ปกครองทั้งสามดินแดนนี้นับถือศาสนาคริสต์ ในศตวรรษที่ 7ชาวอาหรับเริ่มเข้ามาทำการค้าโดยเฉพาะงาช้างและแรงงานทาส ดินแดนแถบนี้จึงได้รับอิทธิพลจากศาสนาอิสลามมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการแต่งงานระหว่างพ่อค้าชาวอาหรับและชนพื้นเมืองจำนวนมาก และทำให้กษัตริย์นูเบียในสมัยต่อมานับถือศาสนาอิสลาม ส่วนประชากรนั้นเป็นมุสลิมโดยกำเนิด โดยประชากรเมือง Makuria นับถือศาสนาคริสต์ ส่วนเมือง Nobatia และ Alodia นับถือศาสนาอิสลาม ต่อมามีการก่อกบฏภายในราชวงศ์กันเอง ประกอบกับมีผู้รุกรานชาว Funj ที่เป็นมุสลิมเข้าบุกรุกพื้นที่ส่งผลให้การปกครองของนูเบียอ่อนแอลง และในปี 2363 นาย Mohammad Ali Pasha ผู้นำชาวอียิปต์ได้บุกโจมตีและสามารถยึดครองแคว้นนูเบียหรือบริเวณตอนเหนือของซูดานได้สำเร็จ อียิปต์ได้เข้ามาพัฒนาพื้นที่โดยเฉพาะในด้านระบบชลประทานและริเริ่มการปลูกฝ้าย     

      ประเทศมหาอำนาจเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในซูดานในปี 2422 และอังกฤษได้เข้ามาปกครองซูดานในปี 2425 โดยมอบหมายให้รัฐบาล Khedival เข้าปกครองซูดาน แต่ด้วยการบริหารงานที่ผิดพลาด ตลอดจนการคอร์รัปชั่นทำให้ชาติตะวันตกเริ่มต่อต้านระบบการค้าทาส และทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในเวลาต่อมา ด้วยเหตุนี้การเสื่อมถอยของระบบการปกครองเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการสร้างกองกำลัง Mahdist นำโดยนาย Muhammad Ahmak ibn Abd Allah โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปฏิวัติต่อต้านรัฐบาล และขับไล่ชาวตะวันตกออกจากพื้นที่ และในปี 2428 นาย Mahdi ได้ขับไล่ชาวอิยิปต์และอังกฤษได้สำเร็จและก่อตั้งระบอบ Mahdiyah (Madihst regime) ซึ่งสนับสนุนให้ประชาชนนับถือศาสนาอิสลามและยินดีใช้หลักกฎหมายอิสลามในการ ปกครองประเทศ หลังจากที่ปกครองซูดานได้ไม่นาน นาย Mehdi ล้มป่วยและเสียชีวิตลง

      หลังจากนั้นไม่นาน อังกฤษตัดสินใจเข้ายึดครองซูดานอีกครั้ง และสนับสนุนให้เกิดกองกำลัง Anglo-Egyptian นำโดย Herbert Kitchener เพื่อทำลายอำนาจของระบอบ Mahdist ในปี 2442 ซูดานได้ลงนามในความตกลง Anglo-Egyptian ยินยอมให้อังกฤษเข้ายึดครองดินแดน และให้อียิปต์เป็นผู้คัดเลือกผู้นำชาวซูดาน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจต้องได้รับความเห็นชอบจากอังกฤษ

      ชาวซูดานไม่ต้องการอยู่ภายใต้อาณานิคมอังกฤษและพยายามเรียกร้องเอกราช ทำให้ในปี 2467 อังกฤษจึงมีนโยบายแบ่งแยกการปกครองซูดานใต้ออกจากซูดานเหนือ และหลังจากเกิดการปฏิวัติในอียิปต์

อียิปต์และฝรั่งเศสจึงยินยอมให้ซูดานเป็นเอกราชในวันที่ 1 มกราคม 2499 ภายใต้การใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ผ่านการให้สัตยาบันในปี 2497 การปกครองภายหลังจากได้รับเอกราช รัฐบาลปกครองโดยระบบทหารและประชาธิปไตย และมีผู้นำทางการเมืองมาจากภาคเหนือของประเทศซึ่งเป็นชาวมุสลิม และเป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้งอันยาวนานระหว่างซูดานเหนือและซูดานใต้กว่า 17 ปี เนื่องจากชาวซูดานใต้ไม่ต้องการอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองโดยชาวมุสลิมทางซูดานเหนือ

      ความขัดแย้งระหว่างซูดานเหนือและซูดานใต้ นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2499 ซูดานตกอยู่ภายใต้ภาวะสงครามกลางเมืองมาโดยตลอด สงครามกลางเมืองช่วงแรกสิ้นสุดลงเมื่อปี 2515 ถัดมาอีก 11 ปี สงครามกลางเมืองครั้งที่สองก็เริ่มขึ้นใหม่ในปี 2526 เนื่องจากรัฐบาลซูดานภายใต้การนำของประธานาธิบดี Gaafar Nimeiry ประกาศใช้กฎหมายอิสลาม (Sharia Law) เพื่อบริหารประเทศรวมทั้งซูดานตอนใต้ ทำให้ชาวซูดานตอนใต้ที่ส่วนใหญ่เป็นนับถือศาสนาคริสต์และความเชื่อดั้งเดิม รวมตัวกันจัดตั้งเป็นกองกำลังต่อต้าน เรียกว่า Sudan People's Liberation Movement (SPLM) นำโดยนาย John Garang และปฏิเสธที่จะอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลนาย Nimeiry และทำสงครามต่อต้านรัฐบาลมาเป็นเวลายาวนานกว่าสองทศวรรษ ส่งผลให้เกิดผู้พลัดถิ่นกว่า 4 ล้านคน และเสียชีวิตอีก 2 ล้านคน จนในที่สุดเมื่อเดือนมกราคม 2548 ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุความตกลงสันติภาพแบบเบ็ดเสร็จ (Comprehensive Peace Agreement: CPA) ระหว่างกัน ฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ตกลงให้มีการตั้งโครงสร้างการปกครองที่ทั้งสองฝ่ายมี ส่วนร่วม เช่น ให้ผู้นำของ SPLM เป็นรองประธานาธิบดีคนที่หนึ่ง จัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรค National Congress Party (NCP) ของรัฐบาลและกลุ่ม SPLM ภายใต้ชื่อ รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (Government of National Unity: GNU) แบ่งรายได้จากการส่งออกน้ำมันระหว่างฝ่ายเหนือและใต้ในอัตราส่วนร้อยละ 50:50 และให้ฝ่ายใต้มีอำนาจปกครองตนเอง (autonomy) เป็นเวลา 6 ปี ก่อนจะให้ประชาชนลงประชามติเลือกอนาคตของตนเองในปี 2554   

      ความขัดแย้งในดินแดนดาร์ฟูร์ ในปี 2546 ความขัดแย้งในดินแดนดาร์ฟูร์ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของซูดานได้ปะทุขึ้น เนื่องจากกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลซูดาน โดยได้โจมตีสถานที่ราชการต่าง ๆ โดยกลุ่มต่อต้านนี้ประกอบไปด้วย 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่ม Sudan Liberation Army (SLA) และกลุ่ม Justice and Equality Movement (JEM) รัฐบาลได้ตอบโต้โดยส่งกองทหารเข้าไปโจมตีกลุ่มต่อต้านดังกล่าว และเหตุการณ์ความขัดแย้งทวีความตึงเครียดมากขึ้นเมื่อกองกำลังติดอาวุธ Janjaweed ซึ่งเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบในบริเวณดินแดนดาร์ฟูร์และฝั่งตะวันออกของชาด ได้เข้าร่วมโจมตีกลุ่มต่อต้านอื่นๆ ในดินแดนดาร์ฟูร์ รวมทั้งเข้าไปโจมตีหมู่บ้าน สังหารชาวซูดาน กระทำชำเราผู้หญิงและลักทรัพย์

การประทะกันระหว่างกลุ่มต่อต้านรัฐบาลกับรัฐบาลซูดานตลอดช่วงที่ผ่านมาทำให้ มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 300,000 คน โดยส่วนมากเกิดจากการขาดอาหารและการเจ็บป่วย และอีกกว่า 2.7 ล้านคนที่พลัดที่อยู่อาศัย

      ในช่วงกลางปี 2547 สหประชาชาติ สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปต่างเรียกร้องให้ซูดานพยายามระงับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในดาร์ฟูร์ และรัฐบาลซูดานได้ให้คำมั่นสัญญาแก่สหประชาชาติว่าจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง แต่สถานการณ์ต่างๆ กลับทวีความรุนแรงขึ้น สหประชาชาติจึงส่งคณะเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจพื้นที่เพื่อประเมินความรุนแรงของ สถานการณ์ และในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council: UNSC) รับรองข้อมติ UNSC ที่ 1564 (2006) มอบหมายให้กองกำลังสหภาพแอฟริกาที่รับผิดชอบภารกิจสหภาพแอฟริกาในซูดาน (African Union Mission in Sudan: AMIS) เข้าไปดูแลความมั่นคงและรักษาความปลอดภัยในดินแดนดาร์ฟูร์ แต่ภารกิจดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นและขยายตัวไปยังพรมแดนระหว่าง ดาร์ฟูร์และชาด ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างชาดและซูดานเลวร้ายลง เพราะต่างฝ่ายเชื่อว่ารัฐบาลของฝ่ายตรงข้ามให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏในชาติของตน จนเกิดการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน

ในปี 2549 นอกจากนี้ ความรุนแรงได้เพิ่มความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเมื่อกลุ่ม Lord's Resistance Army (LRA) ที่ก่อความไม่สงบในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเข้าร่วมโจมตีกลุ่ม SPLA ในขณะที่กลุ่มต่อต้าน LRA ในยูกันดาและรัฐบาลคองโกได้ให้ความช่วยเหลือทางทหารกับ SPLA

      จากสถานการณ์ที่เลวร้ายลงส่งผลให้ที่ประชุม UNSC พิจารณารับรองข้อมติ UNSC ที่ 1769 (2007) เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2550 จัดตั้งภารกิจรักษาสันติภาพผสมระหว่างสหภาพแอฟริกาและสหประชาชาติในดาร์ฟูร์ (AU/UN Hybrid Operation in Darfur: UNAMID) เพื่อรักษาความสงบในดาร์ฟูร์ ดูแลปกป้องพลเรือน ชาวดาร์ฟูร์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่สหประชาชาติให้อยู่ในความปลอดภัย การเข้าวางกำลังของภารกิจ UNAMID ทำให้สถานการณ์ในดาร์ฟูร์ทรงตัว แต่การโจมตีกลุ่มต่าง ๆ เกิดเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นการปะทะกันระหว่างกองกำลังของรัฐบาลกับกลุ่มต่อต้าน การโจมตีและปล้นยานพาหนะและทรัพย์สินขององค์การให้ความช่วยเหลือ ทางมนุษยธรรมต่างๆ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความพยายามในการเจรจาสันติภาพระหว่างฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มกบฏ โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2550 ลิเบียพยายามจัดการเจรจาสันติภาพที่เมือง Sirte

ในลิเบีย แต่ประสบความล้มเหลว เนื่องจากกลุ่มกบฏต่าง ๆ ไม่ยอมรับลิเบียซึ่งถูกมองว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลของประธานาธิบดี Omar Hassan Ahmed al-Bashir และระหว่างวันที่ 11 - 14 กุมภาพันธ์ 2552 นาย Khalil Ibrahim ผู้นำ JEM กับ นาย Nafie Ali Nafie ที่ปรึกษาคนสนิทของนาย Bashir ได้พบหารือกัน ณ กรุงโดฮา เพื่อเจรจาหาทางยุติความขัดแย้งในดาร์ฟูร์ และทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพว่าด้วยการยุติการใช้ความรุนแรงอย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมากลุ่ม JEM กล่าวหารัฐบาลซูดานว่าไม่ปฏิบัติ ตามข้อตกลงและทั้งสองฝ่ายหันกลับมาปะทะกัน โดยในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่ม JEM เริ่มการสู้รบเพื่อแย่งยึดพื้นที่ในดาร์ฟูร์ตะวันตกกับกองทัพของรัฐบาล ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีการผลักดันการเจรจาสันติภาพกันอีกครั้ง

      บทบาทของประธานาธิบดี Omar Hasan Ahmadal- Bashir ในปี 2532 Lt. Gen Omar Hassan Ahmed al-Bashir ซึ่งเป็นผู้นำทหารกลุ่ม Islamist ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากนาย Nimeiry และจัดตั้งแนวร่วมอิสลามมิกแห่งชาติ (National Islamic Front) โดยให้การสนับสนุนกลุ่มอิสลามมิกหัวรุนแรงในแอลจีเรียและการรุกรานคูเวตโดยอิรัก ทำให้กรุงคาร์ทูม ถูกจับตามองว่าเป็นฐานกำลังทหารของกลุ่มอิสลามิกหัวรุนแรงและผู้ก่อการร้ายอย่าง Osama Bin Laden's al Qaida ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งให้ที่หลบภัยแลกกับการให้การสนับสนุนทางการเงินกับรัฐบาล ในปี 2539 สหประชาชาติได้ทำการคว่ำบาตรซูดานในฐานะที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบสังหาร นาย Mubarak ประธานาธิบดีของอียิปต์

      ปัจจุบันนาย Bashir ยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนปัจจุบันของซูดานและรัฐบาลของนาย Bashir กำลังเผชิญหน้ากับความมั่นคงทางการเมือง เนื่องจากปัญหาในดินแดนดาร์ฟูร์ส่งผลกระทบต่อ ซูดานทั้งประเทศ นอกจากนี้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างซูดานเหนือและซูดานใต้ ยังส่งผลต่อการจัดการทรัพยากรน้ำมันที่เป็นรายได้หลักของประเทศ

      นโยบายปัจจุบันของรัฐบาลนาย Omar al-Bashir เน้นประชานิยมในภาคเหนือ ซึ่งเป็นฐานเสียงของนาย Bashir โดยทางการจะดำเนินการให้ทุนสนับสนุน และตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญๆแก่หัวหน้าพรรคการเมืองที่สำคัญๆ ทั้งนี้นโยบายของรัฐบาลยังเน้นไปที่การให้ผลประโยชน์แก่กลุ่มทางธุรกิจ กองกำลังทหารและด้านความมั่นคงเป็นหลัก

      จากความขัดแย้งในดาร์ฟูร์ส่งผลให้นาย Omar al-Bashir ถูกคณะผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) พิจารณาออกหมายจับพิพากษาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2552 โดยมีความผิดตามคำฟ้องจำนวน 7 ข้อหา ในความผิดฐานก่ออาชญากรรมสงคราม และการกระทำอันเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (war crimes and crimes against humanity)

      การประกาศออกหมายจับนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่รัฐบาลซูดานและประชาชนที่สนับสนุนนาย Bashir และเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2552 รัฐบาลซูดานได้ตอบโต้โดยการขับไล่เจ้าหน้าที่ขององค์กรระหว่างประเทศที่ให้ ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม จำนวน 13 องค์กร ออกจากซูดาน และประกาศเป้าหมายจะขับไล่องค์กรพัฒนาเอกชนที่เหลืออีก 73 หน่วยงานออกจากซูดานภายใน 1 ปี ทางด้านสหภาพแอฟริกา (African Union) สันนิบาตอาหรับ (The Arab League) และองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of Islamic Cooperation: OIC) รวมทั้ง NAM ต่างไม่เห็นด้วยกับการออกหมายจับนี้ (แม้ว่าจะมีบางประเทศในกลุ่ม NAM ออกมาไม่เห็นด้วยกับท่าทีดังกล่าว โดยเฉพาะบอตสวานา)

การเมืองการปกครอง

      ซูดานมีรูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล โครงสร้างการปกครองแบ่งเป็น ฝ่ายบริหารโดยคณะรัฐมนตรี มีประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ใช้ระบบสองสภา ประกอบด้วยสภาสูง หรือคณะมนตรีแห่งรัฐ (Council of States) มีสมาชิก 50 คน วาระละ 6 ปี และสภาล่าง หรือ สมัชชาแห่งชาติ (National Assembly) มีสมาชิก 450 คน มาจากแบบแบ่งเขตจำนวน ร้อยละ 60 ร้อยละ 25 เป็นรายชื่อของผู้หญิง และร้อยละ 15 เป็น บัญชีรายชื่อ มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี โดยการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาในปี 2553 นายโอมาร์ ฮาซัน อาห์มาด อัล บาเชียร์ ได้รับเสียงสนับสนุนถึงร้อยล่ะ 68.2 และจะมีการจัดเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2558

      ปัจจุบัน (2019) พรรคการเมืองที่ครองอำนาจคือ พรรค National Congress Party (NCP) ซึ่งนำโดย นายโอมาร์ อัล-บาซีร์ (Omar al-Bashi) และมีแนวโน้มว่าจะอยู่ในอำนาจต่อไป ถึงแม้ว่าจะต้องเจอกับความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นก็ตาม ซูดานและเซาท์ซูดานมีการวางแผนจัดการเลือกตั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลและเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2558 ในเรื่องของประชาธิปไตย ซูดานจัดเป็นประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างต่ำโดยการจัดอันดับของ Economist Intelligence Unit's 2013 democracy index ซูดานอยู่ที่ลำดับที่ 151 จาก 167 ประเทศ ซึ่งขึ้นมา 3 อันดับจากเมื่อปี 2555

      นอกจากนี้ในเรื่องของสิทธิมนุษยชน ซูดานจัดว่าเป็นประเทศที่ยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่มาก เพราะซูดานยังคงมีการจับกุมที่เข้มงวด มีการกักขังและการเซนเซอร์ และจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชน รัฐบาลซูดานยังถูกกล่าวหาว่าใช้ภาวะทุโภชนาการเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มกบฏในพื้นที่ที่มีความวุ่นวาย

      ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2561 เป็นต้นมา ได้เกิดเหตุการณ์ประท้วงการขึ้นราคาขนมปังและน้ำมันในกรุงคาร์ทูมและในหลายเมืองของซูดาน โดยการประท้วงดังกล่าวได้ลุกลามกลายเป็นการประท้วงขับไล่ประธานาธิบดีโอมาร์ อัล-บาซีร์ออกจากตำแหน่ง โดยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2562 ประธานาธิบดีบาซีร์ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค NCP และแต่งตั้งให้นาย Ahmed Mohamed Haroun รักษาการตำแหน่งหัวหน้าพรรคจนกว่าจะมีการประชุมพรรคต่อไป  

นโยบายต่างประเทศ  
      ความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกและสหภาพยุโรป รัฐบาลซูดานถูกกล่าวหาจากชาติตะวันตกว่ากระทำการต่อกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและ ประชาชนในดินแดนดาร์ฟูร์อย่างไม่มีมนุษยธรรมและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่าง รุนแรง โดยการส่งกองกำลังมุสลิมติดอาวุธที่เรียกว่าพวก Janjaweed บุกจู่โจม เผาทำลายหมู่บ้านประชาชนอย่างโหดเหี้ยม อย่างไรก็ดีรัฐบาลซูดานปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาโดยตลอด สหภาพแอฟริกาได้ส่งกองกำลังเข้าไปตรวจตราสถานการณ์ความปลอดภัยตั้งแต่ปี 2547 และได้พยายามจัดการเจรจาสันติภาพขึ้นหลายครั้ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จนเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2549 ได้มีการลงนามสัญญาสันติภาพดาร์ฟูร์ขึ้นซึ่งมีสาระสำคัญในเรื่องการแบ่งสรรอำนาจ แบ่งสรรรายได้ การหยุดยิงและการจัดการด้านความมั่นคง

อย่างไรก็ดี สัญญาสันติภาพนี้ ครอบคลุมเพียงบางส่วนของฝ่ายต่อต้านในดาร์ฟูร์เท่านั้น ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ซูดานเป็นประเทศหนึ่งที่เคยถูกสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้ายสากล เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2541 สหรัฐฯ ยิงจรวดถล่มโรงงานเภสัชกรรมซูดานในกรุงคาร์ทูมเพื่อตอบโต้

การที่ซูดานมีส่วนเกี่ยวพันกับการก่อการร้ายและการลอบวางระเบิดสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในเคนยาและแทนซาเนีย โดยอ้างว่า โรงงานดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตอาวุธเคมี พร้อมทั้งประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและทางทหารต่อซูดาน อย่างไรก็ดี ซูดานปฏิเสธและมีหนังสือเรียกร้องให้สหประชาชาติส่งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง เข้าไปพิสูจน์ ในปีต่อมาสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรซูดานเพื่อเปิดทางให้มีความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อซูดาน ปัจจุบัน รัฐบาลสหรัฐฯ มีความพอใจที่รัฐบาลคาร์ทูมให้ความร่วมมือกับสหรัฐในการต่อต้านการก่อการร้าย

      สำหรับความร่วมมือในภูมิภาคแอฟริกา ปัจจุบันซูดานเป็นสมาชิกกลุ่มสหภาพแอริกา (African Union: AU) และองค์การตลาดร่วมแห่งแอฟริกาตอนใต้และตะวันออก (Common Market for Eastern and Southern Africa: COMESA) ปัจจุบันกลุ่มสหภาพแอฟริกายังคงร่วมสนันสนุนนาย Bashir ในการต่อต้านกระบวนการของ ICC

      ความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย รัฐบาลซูดานยังคงให้การสนับสนุนทางการเมืองแก่ประเทศในหมู่ Gulf Arab และประเทศในแถบเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีนที่เป็นคู่ค้าที่สำคัญของประเทศซูดาน ซึ่งเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมส่งออกรายใหญ่ของซูดาน นอกจากนี้ บริษัท Petronas ของมาเลเซีย ยังได้รับสัมปทานจากรัฐบาลซูดานให้สามารถประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมันในซูดานได้

      ความสัมพันธ์ระหว่างซูดานกับประเทศเพื่อนบ้านนั้นค่อนข้างที่จะตึงเครียดโดยเฉพาะกับชาดที่สนับสนุนกลุ่มกบฏ Darfuri และถ้าหากว่าความตกลงสันติภาพถูกยกเลิกเมื่อใด ความสัมพันธ์กับประเทศแคนยาและประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่ม SPLM ก็จะเพิ่มความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

      เมื่อปี 2556 สหรัฐฯกลับมาแทรกแซงในซูดานอีกครั้ง เพราะท่าทีที่ก้าวร้าวของซูดานในการแทรกแซงครั้งนี้อาจเป็นเพียงการแทรกแซงในระยะสั้นถึงระยะกลาง ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างซูดานและสหภาพยุโรปนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก จากการที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) มีมติให้จับกุมนาย Bashir จากข้อกล่าวหากรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ดาร์ฟูร์ ส่วนในประเทศตะวันตกอื่น ๆ ต่างมุ่งความสนใจไปที่การมุ่งสร้างสันติภาพจากการแยกตัวของเซาท์ซูดาน รวมไปถึงให้ความสนใจในการป้องกันการเกิดสงครามเหนือ-ใต้ซึ่งเป็นความขัดแย้งภายในของซูดาน และการเมืองภายในของซูดาน ที่เกี่ยวข้องกับการก่อจลาจลในเมืองดาร์ฟูยังคงเป็นที่วิตกกังวล จึงทำให้ความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกยังคงค่อนข้างตึงเครียด   

      ประเทศในกลุ่ม Gulf Arab และประเทศในเอเชียยังคงมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นประเทศเหล่านี้จึงให้การสนับสนุนรัฐบาลซูดาน รัฐบาลซูดานเองก็หามาตรการต่าง ๆ เพื่อดึงดูดการลงทุน เงินกู้ และเงินอุดหนุนจากต่างประเทศ

      เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2557 ปธน. Al-Sisi ของอียิปต์เดินทางเยือนซูดานเป็นเวลา 2 ชั่วโมง (เป็นการแวะพักเครื่องหลังจาการเดินทางกลับจากการประชุม AU Summit ครั้งที่ 23 ที่สาธารณรัฐอิเควทอเรียลกินี) โดยพบหารือกับ ปธน. Omar Al-Bashir ของซูดาน สรุปผลการเยือนดังนี้

      ทั้งสองฝ่ายได้แถลงร่วมกันว่า ทั้งสองประเทศจะมีความร่วมมือกันมากขึ้นในสาขาต่าง ๆ และพร้อมที่จะยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างกัน โดยเน้นเรื่องการจัดการปัญหาการก่อการร้ายในภูมิภาค และเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มก่อการร้ายข้ามพรมแดน

      ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการก่อสร้างเขื่อน Grand Ethiopia Renaissance Dam project (GERD) ของเอธิโอเปีย ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จแล้วจะเป็นเขื่อนพลังงานน้ำที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา โดยที่ผ่านมาซูดานให้การสนับสนุนสิทธิของเอธิโอเปียในการก่อสร้างเขื่อน GERD อย่างไรก็ดี หลังจากที่หารือกับ ปธน. อียิปต์แล้ว ปธน. Al-Bashir รับที่จะพิจารณาและทบทวนท่าทีของซูดานในประเด็นดังกล่าว

      ปธน. Al-Sisi ของอียิปต์ เชิญ ปธน. Al-Bashir ของซูดานเยือนอียิปต์ เพื่อหารือถึงแผนพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีและประเด็นอื่นๆของทั้งสองประเทศ ซึ่ง ปธน. Al-Bashir ตอบรับคำเชิญด้วยความยินดี

      เกิดเหตุการณ์ชาวซูดานจำนวน 300 คน ประท้วงการเยือนของ ปธน. Al-Sisi เนื่องจากไม่พอใจคำกล่าวของ ปธน. Al-Sisi ที่กล่าวระหว่างการเยือนซูดานว่า ซูดานเป็นส่วนหนึ่งของอียิปต์โดย ปธน.Al-Sisi ได้กล่าวในบริบทของการพัฒนาในภูมิภาคที่ต้องการร่วมมือที่จะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน หากแต่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งนี้ความหวาดระแวงที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากอดีตที่อียิปต์เคยปกครองซูดานร่วมกับอังกฤษจนถึงปี 2499

      ซูดานมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกาตาร์ที่มีท่าทีเป็นปรปักษ์กับอียิปต์ เนื่องจากให้การสนับสนุนกลุ่ม Muslim Brotherhood (MB) ในขณะที่ ปธน. Al-Bashir อยู่ในอำนาจด้วยการสนับสนุนของกลุ่มมุสลิมที่มีอุดมการณ์ทำนองเดียวกับ MB ดังนั้น การเยือนซูดานจึงเป็นการยอมรับในฐานะที่เป็น 1) ประเทศเพื่อนบ้านใหญ่ทางตอนใต้ที่มีความสำคัญ 2) การหวังประโยชน์จากความร่วมมือต่อต้านการก่อการร้ายในภูมิภาค 3) การให้ความช่วยเหลือต่อรองกับเอธิโอเปีย และ 4) การจูงใจให้ถอยห่างจากการสนับสนุนกลุ่ม MB โดยอียิปต์อาจตอบแทนด้วยการเป็นคนกลางในการโน้มน้าวให้สหรัฐฯ และประเทศตะวันออกกลางผ่อนคลายการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อซูดานที่ดำเนินการมามากกว่า 15 ปี 

เศรษฐกิจและสังคม

ซูดานเป็นประเทศที่มีฐานะยากจน และมีความหลากหลายทางเชื้อชาติมากที่สุดในแอฟริกา โดยแบ่งเป็น 2 เชื้อชาติหลัก ได้แก่ อาหรับ (ประมาณร้อยละ 70) และแอฟริกันผิวดำ โดยประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ในปี 2542 มีการค้นพบแหล่งน้ำมัน ทำให้รัฐบาลเริ่มประกอบอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมัน และสามารถทำรายได้เข้าประเทศ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย การเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมันนี้ทำให้ซูดานได้รับความสนใจจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก และบริษัทต่างชาติจำนวนมากประสงค์เดินทางมาเยือนซูดาน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในด้านกิจการน้ำมันในซูดาน โดยขณะนี้ จีน แคนาดา และมาเลเซีย ได้ร่วมลงทุนสร้างท่อส่งน้ำมันในซูดานแล้ว

      เศรษฐกิจของซูดานได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองทำให้สาธารณูปโภคถูกทำลาย การบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจที่ผิดพลาด และการที่มีประชากรผู้พลัดถิ่นและผู้ลี้ภัยกว่า 4 ล้านคนอยู่ในประเทศ อย่างไรก็ตาม หลังจากสงครามระหว่างซูดานเหนือและซูดานใต้สิ้นสุดลง เศรษฐกิจของซูดานเติบโตขึ้นเป็นสองเท่าภายในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา

      แม้สหประชาชาติจะจัดซูดาน เป็น 1 ใน 50 ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกแต่ซูดานก็มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงเนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยสังเกตได้จากการก่อสร้างที่มีมากขึ้นบริเวณกรุงคาร์ทูม อย่างไรก็ดี สินค้าอุปโภคบริโภคยังมีราคาสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยในปัจจุบัน เนื่องจากได้มีการลงนามสันติภาพแล้วเมื่อ 9 มกราคม 2548 ซูดานจึงให้ความสนใจต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ซูดานเป็นประเทศใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกามีพื้นที่มากกว่าประเทศไทย 4 เท่า มีแม่น้ำบลูไนล์และไวท์ไนล์ไหลมาบรรจบที่กรุงคาร์ทูม พื้นที่สองฟากฝั่งจึงมีความอุดมสมบูรณ์ ซูดานเป็นประเทศที่มีหนี้สินต่างชาติเป็นอันดับหนึ่งของโลกในปี 2536 โดยหนี้ดังกล่าวเป็นของ World Bank และ IMF ซึ่งหนี้ส่วนใหญ่รัฐบาลนำมาใช้ในโครงการต่าง ๆ ทำให้นาย Bashir และนาย Salva Kirr

รองประธานาธิบดีคนแรกของซูดาน มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาผลกระทบทางวิกฤติการเงินโลกต่อประเทศซูดาน คณะกรรมาธิการดังกล่าว ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากทั้งภาคส่วนของรัฐบาลและภาคส่วนของรัฐบาลของภาคใต้ของซูดาน (Government of Southern Sudan: GOSS)     

      รัฐบาลซูดานได้เปิดโรงผลิตไฟฟ้าที่เขื่อน Merowe ซึ่งคาดการณ์ว่าการก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์

ปลายปี 2553 คาดว่าจะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าของซูดานได้เท่าตัว โดยจุดประสงค์

ในการสร้างเขื่อนดังกล่าวมีดังนี้ (1) ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้า (2) รองรับพัฒนาการทางด้านเกษตรกรรม

ที่จะเกิดขึ้นรอบ ๆ อ่างเก็บน้ำที่ยาวกว่า 9.7 ก.ม. (3) รองรับโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล เช่น โครงการก่อสร้างสะพาน Nile โครงการขยายรางรถไฟ โครงการก่อสร้างโรงพยาบาล และสนามบินแห่งใหม่ใกล้เมือง Merowe

      หลังจากที่เซาท์ซูดานแยกตัวออกไปจากซูดาน ซูดานสูญเสียผลผลิตในอุตสาหกรรมน้ำมันไปถึงร้อยละ 75 (จากเดิมการส่งออกน้ำมันถือเป็นรายได้หลัก) จากการเก็บค่าธรรมเนียมการขนส่งน้ำมันทำให้เซาท์ซูดานหยุดการผลิตน้ำมันไปชั่วคราวเมื่อเดือนมกราคม 2555 ถึงเดือนเมษายน 2556

      รัฐบาลของซูดานและเซาท์ซูดานตกลงกันในเรื่องของค่าธรรมเนียมท่อส่งน้ำมันในราคา 9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลสำหรับการส่งน้ำมันจาก Nile Blend ไปยัง Port Sudan และราคา 11 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับ

การส่งน้ำมันไปยัง Dar Blend ในปี 2014 งบประมาณของซูดานซึ่ง IMF คาดการณ์ว่าอยู่ที่ประมาณ 528 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นมาจากการเก็บค่าธรรมเนียมการส่งน้ำมันจากเซาท์ซูดาน ซึ่งมีแนวโน้มจะลดลงถ้าหากทั้งสองประเทศยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่

      ปลายปี 2013 ซูดานมีทุนสำรองระหว่างประเทศประมาณ 202 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และซูดานยังมีหนี้สินที่ค้างชำระจำนวนมาก ดังนั้น รัฐบาลซูดานจึงมีแผนการการปรับโครงสร้างหนี้ (Debt relief) ตามแผนการและเงื่อนไขขององค์กร the heavily indebted poor countries (HIPC) initiative แต่อย่างไรก็ตามการปรับโครงสร้างหนี้จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากสมาชิกทั้ง 55 ประเทศของ Paris Club of creditor nations แต่ความตกลงดังกล่าวก็ยังไม่สามารถระบุปริมาณหนี้ของซูดานได้ ดังนั้นในการตัดสินใจของ HIPC ในเดือนกันยายน 2014 จึงควรมีการจัดสรรว่าซูดานมีปริมาณหนี้สินต่างประเทศเป็นจำนวนเท่าใด และซูดานควรจะต้องจัดการกับหนี้สินต่างประเทศและสินทรัพย์ตามเงื่อนไขของการปรับโครงสร้างหนี้ตาม HIPC initiative ภายใน 2 ปี  

ความสัมพันธ์

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราได้ที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐซูดานประจำประเทศไทย

สำนักงานของไทยที่ดูแลซูดาน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร และสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำสาธารณรัฐซูดาน

สำนักงานของซูดานที่ดูแลไทย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐซูดานประจำประเทศไทย

ความสัมพันธ์ทั่วไป

ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับซูดานเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2525 โดยฝ่ายไทยมอบหมายให้ สอท. ณ กรุงไคโรมีเขตอาณาครอบคลุมซูดาน ในขณะที่ฝ่ายซูดานได้เปิด สอท. ซูดานประจำประเทศไทย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

การค้า

ในปี 2561 ไทยและซูดานมีมูลค่าการค้ารวม 120.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นการส่งออก 120.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 0.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้า 119.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปซูดาน ได้แก่ น้ำตาลทราย รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ เครื่องซักผ้า และสินค้านำเข้าที่สำคัญจากซูดาน ได้แก่ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช สัตว์มีชีวิต เครื่องจักรกลและส่วนประกอบไม้และผลิตภัณฑ์ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ สิ่งทอ

        สถิติการค้าระหว่างไทย - ซูดาน (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ปี

ปริมาณการค้า

ไทยส่งออก

ไทยนำเข้า

ดุลการค้า

2550

113.28

87.56

25.73

+61.83

2551

188.81

109.60

79.21

+30.39

2552

99.21

72.30

26.91

+45.38

2553

190.02

150.38

39.64

+110.75

2554

167.55

111.90

55.65 

+56.25

2555

70.08

69.55

0.53

+69.02

2556

204.19

175.63

28.56

+147.07

2557

161.46

160.42

1.03

+159.39

2558

285.16

284.22

0.94

+283.28

2559

61.28

58.98

2.31

+56.67

2560

72.91

71.79

1.12

+70.68

2561

120.56

120.15

0.42

+119.73

                                  ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพาณิชย์

การลงทุน

      นักธุรกิจไทยดำเนินการจัดตั้งศูนย์การค้าไทยที่กรุงคาร์ทูม ประกอบด้วยซูเปอร์มาร์เก็ตสินค้าไทย (อาหารฮาลาล) ห้องแสดงสินค้าไทย และร้านอาหารไทย ซึ่งได้เริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 เมื่อเดือนมีนาคม 2546 บริษัท เอ็กโก เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (เอสโก) ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับสัญญาว่าจ้างงานบริหารจัดการโรงไฟฟ้า El Gaili 1 และ และถ่ายทอดความรู้งานเดินเครื่อง และบำรุงรักษาให้กับพนักงานของบริษัท National Electricity Corporation (NEC) (การไฟฟ้าแห่งชาติซูดาน) ต่อมาเมื่อเดือนกันยายน 2546 บริษัท เอ็กโกฯ ได้รับสัญญาว่าจ้างเพิ่มอีกหนึ่งสัญญา ในการจัดหา spare parts และงานซ่อมบำรุงให้กับโรงไฟฟ้า El Gaili 2 รวมทั้งงานฝึกอบรมมูลค่า 318 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2547 บริษัท เอ็กโกฯ ได้ลงนามสัญญาอีก ฉบับ กับฝ่ายซูดาน จัดหา spare parts ให้กับโรงไฟฟ้า El Gaili และโรงไฟฟ้า Khartoum North รวมทั้งงานฝึกอบรม เป็นมูลค่ารวมกัน 283.4 ล้านบาท

      ศักยภาพการเข้าไปลงทุนในซูดานของนักธุรกิจไทย แม้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและซูดานยังไม่มาก แต่ซูดานมีความต้องการสินค้าจากไทย เช่น เสื้อผ้า วัสดุก่อสร้าง อาหารกระป๋อง ส่วนไทยนำเข้าฝ้ายจากซูดาน แต่การค้าส่วนใหญ่ผ่านประเทศที่สาม ซึ่งหากมีการติดต่อโดยตรงจะช่วยให้ต้นทุนของสินค้าลดลงและสามารถขยายสินค้าเข้าไปจำหน่ายในซูดานได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ไทยมีศักยภาพที่จะเข้าไปลงทุนในซูดานได้อีกมาก เพราะไทยมีแรงงานและช่างฝีมือไทยซึ่งฝีมือดีเป็นที่ต้องการ โดยเฉพาะในธุรกิจภาคการก่อสร้างที่กำลังขยายตัวและในธุรกิจบริการ ทั้งนี้ หากวัสดุก่อสร้างจากประเทศไทยสามารถเข้ามาในซูดานได้ก็จะยิ่งทำให้มีผู้ประกอบการชาวไทยมีโอกาสเจาะตลาดได้อีกมาก เนื่องจากโครงการพัฒนาต่าง ๆ ของซูดานต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและคงทนถาวร มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน (value for money) และที่สำคัญต้นทุนไม่สูงมากอย่างของยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา

      การทำธุรกิจในซูดานกำลังขยายและมีการติดต่อธุรกิจกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศในตะวันออกกลางซึ่งมีสายการบินของซูดานและต่างชาติอื่น ๆ บินเข้า-ออกซูดานทุกวัน ปัจจุบันประเทศในอาเซียนเข้าไปทำธุรกิจในซูดาน เช่น บริษัทน้ำมันของมาเลเซีย

การท่องเที่ยว

      ในปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวซูดานเดินทางมาไทยจำนวน 6,293 คน

ความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรม  

      - ไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าร่วมในภารกิจสหประชาชาติในซูดาน (United Nations mission in Sudan: UNMIS) เพื่อเข้าร่วมในปฏิบัติการรักษาสันติภาพในฐานะเป็นผู้สังเกตการณ์ทางทหาร นอกจากนี้ไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารรายบุคคลเข้าปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายอำนวยการในภารกิจรักษาสันติภาพผสมระหว่างสหภาพแอฟริกาและสหประชาชาติในดาร์ฟูร์ (AU/UN Hybrid operation in Darfur: UNAMID) และอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมกองพันทหารราบ จำนวน กองพันเพื่อเข้าร่วมในภารกิจ UNAMID

      - สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศได้ส่งคณะสำรวจเพื่อจัดทำแผนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและการฝึกอบรมระหว่างไทยและซูดานทางด้านเกษตรกรรม โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาจากฝ่ายซูดาน 

ความร่วมมือทางวิชาการ

      ไทยและซูดานมีความร่วมมือทางวิชาการร่วมกัน โดยตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา กรมความร่วมมือระหว่างประเทศได้ให้ความช่วยเหลือซูดานในด้านต่าง ๆ เช่น เกษตรกรรม ปศุสัตว์ สาธารณสุข การศึกษาและการท่องเที่ยว

การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายไทย 

      - เมื่อวันที่ 11 - 15 มิถุนายน 2544 นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา และคณะเดินทางเยือนซูดาน 

      - เมื่อวันที่ 13 - 15 กันยายน 2546 อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกากระทรวงการต่างประเทศ นำคณะผู้แทนไทยเยือนซูดาน และร่วมประชุม Working Group Dialogue ครั้งที่ ที่กรุงคาร์ทูม 

      - เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2548 นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เยือนซูดาน 

      - เมื่อวันที่ 19 - 21 มกราคม 2549 ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี เยือนซูดานเพื่อร่วมประชุม Executive Council ของ African Union 

      - เมื่อวันที่ 19 - 20 เมษายน 2550 นายสวนิต คงสิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนซูดาน 

ฝ่ายซูดาน 

      - เมื่อวันที่ 5 - 9 มีนาคม 2545 ประธานรัฐสภาซูดานเยือนไทยระหว่าง และเข้าพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเห็นพ้องให้จัดตั้ง Working Group Dialogue ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงการต่างประเทศ 

      - เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2548 Dr. Mosfa Osman Esmael รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซูดานแวะพักเปลี่ยนเที่ยวบินที่ประเทศไทยเพื่อเดินทางไปเมืองดูไบ 

      - เมื่อวันที่ 13 - 16 สิงหาคม 2549 นาย Lam Akol Ajawin รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซูดานเดินทางเยือนไทย

ข้อมูลด้านกงสุล

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราได้ที่สถานกงสุล ณ กรุงเทพมหานคร หรือสถานเอกอัครราชทูตซูดานประจำมาเลเซีย

สำนักงานไทยที่ดูแลซูดาน สถานกงสุล ณ กรุงคาร์ทูม (อยู่ระหว่างการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำซูดานคนใหม่แทน Mr. Gamal Bashir Elnefeidi ที่เสียชีวิตเมื่อเดือนมกราคม 2554) หรือ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร

สำนักงานซูดานที่ดูแลไทย สถานกงสุล ณ กรุงเทพมหานคร (กงสุลกิตติมศักดิ์ซูดานประจำไทย คือ Mr. Yahia Elmakki Mohamed) หรือ สถานเอกอัครราชทูตซูดานประจำมาเลเซีย

ความตกลงและความร่วมมือ