Sudan / ซูดาน

สาธารณรัฐซูดาน
Republic of the Sudan

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Sudan / ซูดาน ที่ตั้ง ตั้งอยู่ระหว่างภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลาง และมีพรมแดนติดกับอียิปต์ ลิเบีย ชาด สาธารณรัฐแอฟริกากลาง เอริเทรีย เอธิโอเปีย และซูดานใต้

พื้นที่ 1.88 ล้านตร.กม.

เมืองหลวง กรุงคาร์ทูม (Khartoum)

ประชากร
36.7 ล้านคน  (ประมาณการปี 2558) 

ภูมิอากาศ  
ร้อนแห้งแล้งแบบทะเลทราย

ภาษา  
อารบิก และอังกฤษ

ศาสนา  
อิสลาม (สุหนี่) 70%  ความเชื่อดั้งเดิม 25% คริสต์ 5%   

วันชาติ 1 มกราคม 

ประธานาธิบดี พลโทโอมาร์ อัล-บาซีร์  (Lieutenant General Omar al-Bashir) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 16 ต.ค. 2536

รมว.กต. : ศาสตราจารย์อิบราฮีม กันดูร์ (Professor Ibrahim Ghandour) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 7 มิ.ย. 2558

สกุลเงิน : ปอนด์ซูดาน (SDG)

อัตราแลกเปลี่ยน : 1 SDG = 5.73 บาท) (สถานะ ณ วันที่ 1 ส.ค. 2559

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ : 84.33   พันล้าน USD* (ไทย: 395.2 พันล้าน USD)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ : ร้อยละ 3.5*   (ไทย: ร้อยละ 2.8 )

รายได้ประชาชาติต่อหัว : 4,500 USD*   (ไทย: 5,878.2 USD)

อัตราเงินเฟ้อ : ร้อยละ 18.2*   (ไทย: ร้อยละ  -0.9)

เงินทุนสำรอง : 172.4 ล้าน USD* (ไทย: 156.5 พันล้าน USD)

อุตสาหกรรมหลัก : น้ำมัน ฝ้าย สิ่งทอ  ซีเมนต์ น้ำมันพืช น้ำตาล สบู่ รองเท้า การกลั่นน้ำมัน เวชภัณฑ์ อาวุธยุทโธปกรณ์  ยานยนต์

สินค้านำเข้าที่สำคัญ : อาหาร สินค้าอุตสาหกรรม อุปกรณ์ในการกลั่นและการขนส่ง เวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ สิ่งทอ ข้าวสาลี

สินค้าส่งออกที่สำคัญ : น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ฝ้าย งา ปศุสัตว์ ถั่วลิสง ยางอารบิก น้ำตาล

ประเทศคู่ค้าสำคัญ นำเข้าจาก : จีน ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ อินเดีย  สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งออกไปยัง จีน  ญี่ปุ่น  อินโดนีเซีย อินเดีย

เว็บไซต์ทางการ www.sudan.gov.sd 

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป 
ตั้งแต่ก่อนคริสตกาลดินแดนซูดานเดิมเป็นที่ตั้งของแคว้นนูเบีย และปกครองโดยระบอบกษัตริย์ ชนพื้นเมืองดั้งเดิมเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์ จับปลา ภายหลังจึงเริ่มทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ในศตวรรษที่ 6 แคว้นนูเบียได้แบ่งดินแดนออกเป็น 3 เมือง ประกอบด้วย Nobatia อยู่ทางตอนเหนือปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของอียิปต์ Muqurra ปัจจุบันอยู่บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือของซูดาน และ Alawa (Alodia) ปัจจุบัน คือ บริเวณกรุงคาร์ทูม โดยกษัตริย์นูเบียที่ปกครองทั้งสามดินแดนนี้นับถือศาสนาคริสต์ ในศตวรรษที่ 7 ชาวอาหรับเริ่มเข้ามาทำการค้าโดยเฉพาะงาช้างและแรงงานทาส ดินแดนแถบนี้จึงได้รับอิทธิพลจากศาสนาอิสลามมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการแต่งงานระหว่างพ่อค้าชาวอาหรับและชนพื้นเมืองจำนวนมาก และทำให้กษัตริย์นูเบียในสมัยต่อมานับถือศาสนาอิสลาม ส่วนประชากรนั้นเป็นมุสลิมโดยกำเนิด โดยประชากรเมือง Makuria นับถือศาสนาคริสต์ ส่วนเมือง Nobatia และ Alodia นับถือศาสนาอิสลาม ต่อมามีการก่อกบฏภายในราชวงศ์กันเอง ประกอบกับมีผู้รุกรานชาว Funj ที่เป็นมุสลิมเข้าบุกรุกพื้นที่ส่งผลให้การปกครองของนูเบียอ่อนแอลง และในปี 2363 นาย Mohammad Ali Pasha ผู้นำชาวอียิปต์ได้บุกโจมตีและสามารถยึดครองแคว้นนูเบียหรือบริเวณตอนเหนือ ของซูดานได้สำเร็จ อียิปต์ได้เข้ามาพัฒนาพื้นที่โดยเฉพาะในด้านระบบชลประทานและริเริ่มการปลูก ฝ้าย

ประเทศมหาอำนาจเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในซูดานในปี 2422 และอังกฤษได้เข้ามาปกครองซูดานในปี 2425 โดยมอบหมายให้รัฐบาล Khedival เข้าปกครองซูดาน แต่ด้วยการบริหารงานที่ผิดพลาด ตลอดจนการคอร์รัปชั่นทำให้ชาติตะวันตกเริ่มต่อต้านระบบการค้าทาส และทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในเวลาต่อมา ด้วยเหตุนี้การเสื่อมถอยของระบบการปกครองเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการสร้างกอง กำลัง Mahdist นำโดยนาย Muhammad Ahmak ibn Abd Allah โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปฏิวัติต่อต้านรัฐบาลและขับไล่ชาวตะวันตกออกจาก พื้นที่ และในปี 2428 นาย Mahdi ได้ขับไล่ชาวอิยิปต์และอังกฤษได้สำเร็จและก่อตั้งระบอบ Mahdiyah (Madihst regime) ซึ่งสนับสนุนให้ประชาชนนับถือศาสสนาอิสลาะและยินดีใช้หลักกฎหมายอิสลามในการ ปกครองประเทศ หลังจากที่ปกครองซูดานได้ไม่นานนาย Mehdi ล้มป่วยและเสียชีวิตลง

หลังจากนั้นไม่นาน อังกฤษตัดสินใจเข้ายึดครองซูดานอีกครั้ง และ สนับสนุนให้เกิดกองกำลัง Anglo-Egyptian นำโดย Herbert Kitchener เพื่อทำลายอำนาจของระบอบ Mahdist ในปี 2442 ซูดานได้ลงนามในความตกลง Anglo-Egyptian ยินยอมให้อังกฤษเข้ายึดครองดินแดน และให้อียิปต์เป็นผู้คัดเลือกผู้นำชาวซูดาน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจต้องได้รับความเห็นชอบจากอังกฤษ

ชาวซูดานไม่ต้องการอยู่ภายใต้อาณานิคมอังกฤษและพยายามเรียกร้องเอกราช ทำให้ในปี 2467 อังกฤษจึงมีนโยบายแบ่งแยกการปกครองซูดานใต้ออกจากซูดานเหนือ และ หลังจากเกิดการปฏิวัติในอียิปต์ อียิปต์และฝรั่งเศสจึงยินยอมให้ซูดานเป็นเอกราชในวันที่ 1 มกราคม 2499 ภายใต้การใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ผ่านการให้สัตยาบันในปี 2497 การปกครองภายหลังจากได้รับเอกราช รัฐบาลปกครองโดยระบบทหารและประชาธิปไตย และมีผู้นำทางการเมืองมาจากภาคเหนือของประเทศซึ่งเป็นชาวมุสลิม และเป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้งอันยาวนานระหว่างซูดานเหนือและซูดานใต้กว่า 17 ปี เนื่องจากชาวซูดานใต้ไม่ต้องการอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองโดยชาวมุสลิมทาง ซูดานเหนือ

ความขัดแย้งแระหว่างซูดานเหนือและซูดานใต้ นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2499 ซูดานตกอยู่ภายใต้ภาวะสงครามกลางเมืองมาโดยตลอด สงครามกลางเมืองช่วงแรกสิ้นสุดลงเมื่อปี 2515 ถัดมาอีก 11 ปี สงครามกลางเมืองครั้งที่สองก็เริ่มขึ้นใหม่ในปี 2526 เนื่องจากรัฐบาลซูดานภายใต้การนำของประธานาธิบดี Gaafar Nimeiry ประกาศใช้กฎหมายอิสลาม (Sharia Law) เพื่อบริหารประเทศรวมทั้งซูดานตอนใต้ ทำให้ชาวซูดานตอนใต้ที่ส่วนใหญ่เป็นนับถือศาสนาคริสต์และความเชื่อดั้งเดิม รวมตัวกันจัดตั้งเป็นกองกำลังต่อต้าน เรียกว่า Sudan People's Liberation Movement (SPLM) นำโดยนาย John Garang และปฏิเสธที่จะอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลนาย Nimeiry และทำสงครามต่อต้านรัฐบาลมาเป็นเวลายาวนานกว่าสองทศวรรษ ส่งผลให้เกิดผู้พลัดถิ่นกว่า 4 ล้านคน และเสียชีวิตอีก 2 ล้านคน จนในที่สุดเมื่อเดือนมกราคม 2548 ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุความตกลงสันติภาพแบบเบ็ดเสร็จ (Comprehensive Peace Agreement: CPA)[1] ระหว่างกัน ฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ตกลงให้มีการตั้งโครงสร้างการปกครองที่ทั้งสองฝ่ายมี ส่วนร่วม เช่น ให้ผู้นำของ SPLM เป็นรองประธานาธิบดีคนที่หนึ่ง จัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรค National Congress Party (NCP) ของรัฐบาลและกลุ่ม SPLM ภายใต้ชื่อ รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (Government of National Unity: GNU) แบ่งรายได้จากการส่งออกน้ำมันระหว่างฝ่ายเหนือและใต้ในอัตราส่วนร้อยละ 50:50 และให้ฝ่ายใต้มีอำนาจปกครองตนเอง (autonomy) เป็นเวลา 6 ปี ก่อนจะให้ประชาชนลงประชามติเลือกอนาคตของตนเองในปี 2554

ความขัดแย้งในดินแดนดาร์ฟูร์ ในปี 2546 ความขัดแย้งในดินแดนดาร์ฟูร์ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของซูดานได้ปะทุขึ้น เนื่องจากกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลซูดาน โดยได้โจมตีสถานที่ราชการต่าง ๆ โดยกลุ่มต่อต้านนี้ประกอบไปด้วย 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่ม Sudan Liberation Army (SLA) และกลุ่ม Justice and Equality Movement (JEM) รัฐบาลได้ตอบโต้โดยส่งกองทหารเข้าไปโจมตีกลุ่มต่อต้านดังกล่าว และเหตุการณ์ความขัดแย้งทวีความตึงเครียดมากขึ้นเมื่อกองกำลังติดอาวุธ Janjaweed ซึ่งเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบในบริเวณดินแดนดาร์ฟูร์และฝั่งตะวันออกของชาด ได้เข้าร่วมโจมตีกลุ่มต่อต้านอื่นๆ ในดินแดนดาร์ฟูร์ รวมทั้งเข้าไปโจมตีหมู่บ้าน สังหารชาวซูดาน กระทำชำเราผู้หญิงและลักทรัพย์ การประทะกันระหว่างกลุ่มต่อต้านรัฐบาลกับรัฐบาลซูดานตลอดช่วงที่ผ่านมาทำให้ มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 300,000 คน โดยส่วนมากเกิดจากการขาดอาหารและการเจ็บป่วย และอีกกว่า 2.7 ล้านคนที่พลัดที่อยู่อาศัย

ในช่วงกลางปี 2547 สหประชาชาติ สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปต่างเรียกร้องให้ซูดานพยายามระงับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในดา ร์ฟูร์ และรัฐบาลซูดานได้ให้คำมั่นสัญญาแก่สหประชาชาติว่าจะแก้ไขปัญหาความขัดแยง แต่สถานการณ์ต่างๆ กลับทวีความรุนแรงขึ้น สหประชาชาติจึงส่งคณะเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจพื้นที่เพื่อประเมินความรุนแรงของ สถานการณ์ และในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council: UNSC) รับรองข้อมติ UNSC ที่ 1564 (2006) มอบหมายให้กองกำลังสหภาพแอฟริกาที่รับผิดชอบภารกิจสหภาพแอฟริกาในซูดาน (African Union Mission in Sudan: AMIS) เข้าไปดูแลความมั่นคงและรักษาความปลอดภัยในดินแดนดาร์ฟูร์ แต่ภารกิจดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นและขยายตัวไปยังพรมแดนระหว่าง ดาร์ฟูร์และชาด ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างชาดและซูดานเลวร้ายลง เพราะต่างฝ่ายเชื่อว่ารัฐบาลของฝ่ายตรงข้ามให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏในชาติของ ตน จนเกิดการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2549 นอกจากนี้ ความรุนแรงได้เพิ่มความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเมื่อกลุ่ม Lord's Resistance Army (LRA) ที่ก่อความไม่สงบในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเข้าร่วมโจมตีกลุ่ม SPLA ในขณะที่กลุ่มต่อต้าน LRA ในยูกันดาและรัฐบาลคองโกได้ให้ความช่วยเหลือทางทหารกับ SPLA

จากสถานการณ์ที่เลวร้ายลงส่งผลให้ที่ประชุม UNSC พิจารณารับรองข้อมติ UNSC ที่ 1769 (2007) เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2550 จัดตั้งภารกิจรักษาสันติภาพผสมระหว่างสหภาพแอฟริกาและสหประชาชาติในดาร์ฟูร์ (AU/UN Hybrid Operation in Darfur: UNAMID) เพื่อรักษาความสงบในดาร์ฟูร์ ดูแลปกป้องพลเรือน ชาวดาร์ฟูร์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่สหประชาชาติให้อยู่ในความปลอดภัย การเข้าวางกำลังของภารกิจ UNAMID ทำให้สถานการณ์ในดาร์ฟูร์ทรงตัว แต่การโจมตีกลุ่มต่าง ๆ เกิดเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นการปะทะกันระหว่างกองกำลังของรัฐบาลกับกลุ่มต่อต้าน การโจมตีและปล้นยานพาหนะและทรัพย์สินขององค์การให้ความช่วยเหลือ ทางมนุษยธรรมต่างๆ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความพยายามในการเจรจาสันติภาพระหว่างฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มกบฏ โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2550 ลิเบียพยายามจัดการเจรจาสันติภาพที่เมือง Sirte ในลิเบีย แต่ประสบความล้มเหลว เนื่องจากกลุ่มกบฏต่างๆ ไม่ยอมรับลิเบียซึ่งถูกมองว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลของ ประธานาธิบดี Omar Hassan Ahmed al-Bashir และระหว่างวันที่ 11-14 กุมภาพันธ์ 2552 นาย Khalil Ibrahim ผู้นำ JEM กับ นาย Nafie Ali Nafie ที่ปรึกษาคนสนิทของนาย Bashir ได้พบหารือกัน ณ กรุงโดฮา เพื่อเจรจาหาทางยุติความขัดแย้งในดาร์ฟูร์ และทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพว่าด้วย การยุติการใช้ความรุนแรงอย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมากลุ่ม JEM กล่าวหารัฐบาลซูดานว่าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงและทั้งสองฝ่ายหันกลับมาปะทะกัน โดยในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่ม JEM เริ่มการสู้รบเพื่อแย่งยึดพื้นที่ในดาร์ฟูร์ตะวันตกกับกองทัพของรัฐบาล ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีการผลักดันการเจรจาสันติภาพกันอีกครั้ง

บทบาทของประธานาธิบดี Omar Hasan Ahmadal- Bashir ในปี 2532 Lt. Gen Omar Hassan Ahmed al-Bashir ซึ่งเป็นผู้นำทหารกลุ่ม Islamist ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากนาย Nimeiry และจัดตั้งแนวร่วมอิสลามมิกแห่งชาติ (National Islamic Front) โดยให้การสนับสนุนกลุ่มอิสลามมิกหัวรุนแรงในแอลจีเรียและการรุกรานคูเวตโดย อิรัก ทำให้กรุง Khartoum ถูกจับตามองว่าเป็นฐานกำลังทหารของกลุ่มอิสลามิกหัวรุนแรงและผู้ก่อการ ร้ายอย่าง Osama Bin Laden's al Qaida ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งให้ที่หลบภัยแลกกับการให้หารสนับสนุนทางการเงินกับ รัฐบาล ในปี 2539 สหประชาชาติได้ทำการคว่ำบาตรซูดานในฐานะที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบสังหาร นาย Mubarak ประธานาธิบดีของอียิปต์

ปัจจุบันนาย Bashir ยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนปัจจุบันของซูดานและรัฐบาลของนาย Bashir กำลังเผชิญหน้ากับความมั่นคงทางการเมือง เนื่องจากปัญหาในดินแดนดาร์ฟูร์ส่งผลกระทบต่อ ซูดานทั้งประเทศ นอกจากนี้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างซูดานเหนือและซูดานใต้ ยังส่งผลต่อการจัดการทรัพพยากรน้ำมันที่เป็นรายได้หลักของประเทศ

นโยบายปัจจุบันของรัฐบาลนาย Omar al-Bashir เน้นประชานิยมในภาคเหนือ ซึ่งเป็นฐานเสียงของนาย Bashir โดยทางการจะดำเนินการให้ทุนสนับสนุน และตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญๆแก่หัวหน้าพรรคการเมืองที่สำคัญๆ ทั้งนี้นโยบายของรัฐบาลยังเน้นไปที่การให้ผลประโยชนืแก่กลุ่มทางธุรกิจ กองกำลังทหารและด้านความมั่นคงเป็นหลัก

จากความขัดแย้งในดาร์ฟูร์ส่งผลให้นาย Bashir ถูกคณะผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) พิจารณาออกหมายจับพิพากษาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2552 โดยมีความผิดตามคำฟ้องจำนวน 7 ข้อหา ในความผิดฐานก่ออาชญากรรมสงคราม และการกระทำอันเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (war crimes and crimes against humanity)

การประกาศออกหมายจับนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่รัฐบาลซูดานและประชาชนที่สนับ สนุนนาย Bashir และเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2552 รัฐบาลซูดานได้ตอบโต้โดยการขับไล่เจ้าหน้าที่ขององค์กรระหว่างประเทศที่ให้ ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม จำนวน 13 องค์กร ออกจากซูดาน และประกาศเป้าหมายจะขับไล่องค์กรพัฒนาเอกชนที่เหลืออีก 73 หน่วยงานออกจากซูดานภายใน 1 ปี ทางด้านสหภาพแอฟริกา (African Union) สันนิบาตอาหรับ (The Arab League) และองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of Islamic Cooperation: OIC) รวมทั้ง NAM ต่างไม่เห็นด้วยกับการออกหมายจับนี้ (แม้ว่าจะมีบางประเทศในกลุ่ม NAM ออกมาไม่เห็นด้วยกับท่าทีดังกล่าว โดยเฉพาะบอตสวานา)

การเมืองการปกครอง

ระบอบการเมือง ระบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล 

ประธานาธิบดี นายโอมาร์ ฮาซัน อาห์หมาด อัล บาเชียร์ (Omar Hassan Ahmad al-Bashir) ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 30 มิถุนายน 2542

รัฐมนตรีต่างประเทศ นายอาลี อาห์เหม็ด คาร์ติ (Ali Ahmed Karti) ดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2553

การเมืองการปกครอง
ซูดานมีรูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล โครงสร้างการปกครองแบ่งเป็น ฝ่ายบริหารโดยคณะรัฐมนตรี มีประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ใช้ระบบสองสภา ประกอบด้วยสภาสูง หรือคณะมนตรีแห่งรัฐ (Council of States) มีสมาชิก 50 คน วาระละ 6 ปี และสภาล่าง หรือ สมัชชาแห่งชาติ (National Assembly) มีสมาชิก 450 คน มาจากแบบแบ่งเขตจำนวน ร้อยละ 60 ร้อยล่ะ 25 เป็นรายชื่อของผู้หญิง และร้อยละ 15 เป็น บัญชีรายชื่อ มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี โดยการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาในปี 2553 นายโอมาร์ ฮาซัน อาห์มาด อัล บาเชียร์ ได้รับเสียงสนับสนุนถึงร้อยล่ะ 68.2 และจะมีการจัดเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2558

ปัจจุบัน(2014) พรรคการเมืองที่ครองอำนาจคือ พรรค National Congress Party ซึ่งนำโดย นาย โอมาร์ อัล-บาซีร์ (Omar al-Bashi) และมีแนวโน้มว่าจะอยู่ในอำนาจต่อไป ถึงแม้ว่าจะต้องเจอกับความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นก็ตาม ซุดานและเซ้าท์ซูดานมีการวางแผนจัดการเลือกตั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลและเลือกตั้งปประธานาธิบดีในปี 2558 ในเรื่องของประชาธิปไตย ซูดานจัดเป็นประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างต่ำโดยการจัดอันดับของ Economist Intelligence Unit's 2013 democracy index ซูดานอยู่ที่ลำดับที่ 151 จาก 167 ประเทศ ซึ่งขึ้นมา 3 อันดับจากเมื่อปี 2555

นอกจากนี้ในเรื่องของสิทธิมนุษยชน ซูดานจัดว่าเป็นประเทศที่ยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่มาก เพราะซูดานยังคงมีการจับกุมที่เข้มงวด มีการกักขังและการเซนเซอร์ และจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชน รัฐบาลซูดานยังถูกกล่าวหาว่าใช้ภาวะทุโภชนาการเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มกบฏในพื้นที่ที่มีความวุ่นวาย  

นโยบายต่างประเทศ 
ความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกและสหภาพยุโรป รัฐบาลซูดานถูกกล่าวหาจากชาติตะวันตกว่ากระทำการต่อกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและ ประชาชนในดินแดนดาร์ฟูร์อย่างไม่มีมนุษยธรรมและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่าง รุนแรง โดยการส่งกองกำลังมุสลิมติดอาวุธที่เรียกว่าพวก Janjaweed บุกจู่โจม เผาทำลายหมู่บ้านประชาชนอย่างโหดเหี้ยม อย่างไรก็ดีรัฐบาลซูดานปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาโดยตลอด สหภาพแอฟริกาได้ส่งกองกำลังเข้าไปตรวจตราสถานการณ์ความปลอดภัยตั้งแต่ปี 2547 และได้พยายามจัดการเจรจาสันติภาพขึ้นหลายครั้ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จนเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2549 ได้มีการลงนามสัญญาสันติภาพดาร์ฟูร์ขึ้น ซึ่งมีสาระสำคัญในเรื่องการแบ่งสรรอำนาจ แบ่งสรรรายได้ การหยุดยิงและการจัดการด้านความมั่นคง อย่างไรก็ดี สัญญาสันติภาพนี้ ครอบคลุมเพียงบางส่วนของฝ่ายต่อต้านในดาร์ฟูร์เท่านั้น

ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ซูดานเป็นประเทศหนึ่งที่เคยถูกสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้ายสากล เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2541 สหรัฐฯ ยิงจรวดถล่มโรงงานเภสัชกรรมซูดานในกรุงคาร์ทูมเพื่อตอบโต้การที่ซูดานมีส่วน เกี่ยวพันกับการก่อการร้ายและการลอบวางระเบิดสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในเคนยาและแทนซาเนีย โดยอ้างว่า โรงงานดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตอาวุธเคมี พร้อมทั้งประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและทางทหารต่อซูดาน อย่างไรก็ดี ซูดานปฏิเสธและมีหนังสือเรียกร้องให้สหประชาชาติส่งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง เข้าไปพิสูจน์ ในปีต่อมาสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรซูดานเพื่อเปิดทางให้มีความช่วยเหลือด้าน มนุษยธรรมต่อซูดาน ปัจจุบัน รัฐบาลสหรัฐฯ มีความพอใจที่รัฐบาลคาร์ทูมให้ความร่วมมือกับสหรัฐในการต่อต้านการก่อการ ร้าย

สำหรับความร่วมมือในภูมิภาคแอฟริกา ปัจจุบันซูดานเป็นสมาชิกกลุ่มสหภาพแอริกา (African Union: AU) และองค์การตลาดร่วมแห่งแอฟริกาตอนใต้และตะวันออก (Common Market for Eastern and Southern Africa: COMESA) ปัจจุบันกลุ่มสหภาพแอฟริกายังคงร่วมสนันสนุนนาย Bashir ในการต่อต้านกระบวนการของ ICC

ความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย รัฐบาลซูดานยังคงให้การสนับสนุนทางการเมืองแก่ประเทศในหมู่ Gulf Arab และประเทศในแถบเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีนที่เป็นคู่ค้าที่สำคัญของประเทศซูดาน ซึ่งเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมส่งออกรายใหญ่ของซูดาน นอกจากนี้ บริษัท Petronas ของมาเลเซีย ยังได้รับสัมปทานจากรัฐบาลซูดานให้สามารถประกอบธุรกิจอุตสาหรกรรมน้ำมันใน ซูดานได้

ความสัมพันธ์ระหว่างซูดานกับประเทศเพื่อนบ้านนั้นค่อนข้างที่จะ ตึงเครียดโดยเฉพาะกับชาดที่สนับสนุนกลุ่มกบฏ Darfuri และถ้าหากว่าความตกลงสันติภาพถูกยกเลิกเมื่อใด ความสัมพันธ์กับประเทศแคนยาและประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่ม SPLM ก็จะเพิ่มความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

เมื่อปี 2556 สหรัฐฯกลับมาแทรกแซงในซูดานอีกครั้ง เพราะท่าทีที่ก้าวร้าวของซูดานใน การแทรกแซงครั้งนี้อาจเป็นเพียงการแทรกแซงในระยะสั้นถึงระยะกลาง ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างซูดานและสหภาพยุโรปนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก จากการที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court : ICC) มีมติให้จับกุมนาย Bashir จากข้อกล่าวหากรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ดาฟูร์ ส่วนในประเทศตะวันตกอื่นๆต่างมุ่งความสนใจไปที่การมุ่งสร้างสันติภาพจากการแยกตัวของเซ้าท์ซูดาน รวมไปถึงให้ความสนใจในการป้องกันการเกิดสงครามเหนือ-ใต้ซึ่งเป็นความขัดแย้งภายในของซูดาน และการเมืองภายในของซูดานที่เกี่ยวข้องกับการก่อจลาจลในเมืองดาร์ฟูยังคงเป็นที่วิตกกังวล จึงทำให้ความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกยังคงค่อนข้างตึงเครียด

ประเทศในกลุ่ม Gulf Arab และประเทศในเอเชียยังคงมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นประเทศเหล่านี้จึงให้การสนับสนุนรัฐบาลซูดาน รัฐบาลซูดานเองก็หามาตรการต่างๆเพื่อดึงดูดการลงทุน เงินกู้ และเงินอุดหนุนจากต่างประเทศ

ปธน.อียิปต์เยือนซูดาน
เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2557 ปธน.Al-Sisi เดินทางเยือนซูดานเป็นเวลา 2 ชม.(เป็นการแวะพักเครื่องหลังจาการเดินทางกลับจากการประชุม AU Summit ครั้งที่ 23 ที่ประเทศอิเควทอเรียลกินี) โดยพบหารือกับ ปธน.Omar Al-Bashir ของซูดาน สรุปผลการเยือนดังนี้

ทั้งสองฝ่ายได้แถลงร่วมกันว่า ทั้งสองประเทศจะมีความร่วมมือกันมากขึ้นในสาขาต่างๆและพร้อมที่จะยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างกัน โดยเน้นเรื่องการจัดการปัญหาการก่อการร้ายในภูมิภาคและเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มก่อการร้ายข้ามพรมแดน

ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง การก่อสร้างเขื่อน Grand Ethiopia Renaissance Dam project (GERD) ของเอธิโอเปีย ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จแล้วจะเป็นเขื่อนพลังงานน้ำที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา โดยที่ผ่านมาซูดานให้การสนับสนุนสิทธิของเอธิโอเปียในการก่อสร้างเขื่อน GERD อย่างไรก็ดี หลังจากที่หารือกับปธน.อียิปต์แล้ว ปธน.Al-Bashir รับที่จะพิจารณาและทบทวนท่าทีของซูดานในประเด็นดังกล่าว

ปธน.Al-Sisi ของอียิปต์ เชิญ ปธน.Al-Bashir ของซูดานเยือนอียิปต์ เพื่อหารือถึงแผนพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีและประเด็นอื่นๆของทั้งสองประเทศ ซึ่งปธน.Al-Bashir ตอบรับคำเชิญด้วยความยินดี

เกิดเหตุการณ์ชาวซูดานจำนวน 300 คน ประท้วงการเยือนของปธน. Al-Sisi เนื่องจากไม่พอใจคำกล่าวของปธน.Al-Sisi ที่กล่าวระหว่างการเยือนซูดานว่า “ซูดานเป็นส่วนหนึ่งของอียิปต์” โดยปธน.Al-Sisi ได้กล่าวในบริบทของการพัฒนาในภูมิภาคที่ต้องการร่วมมือที่จะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน หากแต่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งนี้ความหวาดระแวงที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากอดีตที่อียิปต์เคยปกครองซูดานร่วมกับอังกฤษจนถึงปี 2499

ซูดานมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกาตาร์ที่มีท่าทีเป็นปรปักษ์กับอียิปต์ เนื่องจากให้การสนับสนุนกลุ่ม Muslim Brotherhood (MB) ในขณะที่ปธน.Al-Bashir อยู่ในอำนาจด้วยการสนับสนุนของกลุ่มมุสลิมที่มีอุดมการณ์ทำนองเดียวกับ MB ดังนั้น การเยือนซูดานจึงเป็นการยอมรับในฐานะที่เป็น 1)ประเทศเพื่อนบ้านใหญ่ทางตอนใต้ที่มีความสำคัญ 2) การหวังประโยชน์จากความร่วมมือต่อต้านการก่อการร้ายในภูมิภาค 3)การให้ความช่วยเหลือต่อรองกับเอธิโอเปีย และ4)การจูงใจให้ถอยห่างจากการสนับสนุนกลุ่ม MB โดยอียิปต์อาจตอบแทนด้วยการเป็นคนกลางในการโน้มน้าวให้สหรัฐฯ และประเทศตะวันออกกลางผ่อนคลายการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อซูดานที่ดำเนินการมามากกว่า 15 ปี 

เศรษฐกิจและสังคม

ซูดานเป็นประเทศที่มีฐานะยากจน และมีความหลากหลายทางเชื้อชาติมากที่สุดในแอฟริกา โดยแบ่งเป็น 2 เชื้อชาติหลัก ได้แก่ อาหรับ (ประมาณ 70%) และแอฟริกันผิวดำ โดยประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ในปี 2542 มีการค้นพบแหล่งน้ำมัน ทำให้รัฐบาลเริ่มประกอบอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมัน และสามารถทำรายได้เข้าประเทศ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย การเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมันนี้ทำให้ซูดานได้รับความสนใจจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก และบริษัทต่างชาติจำนวนมากประสงค์เดินทางมาเยือนซูดาน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในด้านกิจการน้ำมันในซูดาน โดยขณะนี้ จีน แคนาดา และมาเลเซีย ได้ร่วมลงทุนสร้างท่อส่งน้ำมันในซูดานแล้ว

เศรษฐกิจของซูดานได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองทำให้สาธารณูปโภคถูกทำลาย การบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจที่ผิดพลาด และการที่มีประชากรผู้พลัดถิ่นและผู้ลี้ภัยกว่า 4 ล้านคนอยู่ในประเทศ อย่างไรก็ตาม หลังจากสงครามระหว่างซูดานเหนือและซูดานใต้สิ้นสุดลง เศรษฐกิจของซูดานเติบโตขึ้นเป็นสองเท่าภายในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา

แม้สหประชาชาติจะจัดซูดาน เป็น 1 ใน 50 ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกแต่ซูดานก็มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงเนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยสังเกตได้จากการก่อสร้างที่มีมากขึ้นบริเวณกรุงคาร์ทูม อย่างไรก็ดี สินค้าอุปโภคบริโภคยังมีราคาสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยในปัจจุบัน เนื่องจากได้มีการลงนามสันติภาพแล้วเมื่อ 9 มกราคม 2548 ซูดานจึงให้ความสนใจต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ซูดานเป็นประเทศใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกามีพื้นที่มากกว่าประเทศไทย 4 เท่า มีแม่น้ำบลูไนล์และไวท์ไนล์ไหลมาบรรจบที่กรุงคาร์ทูม พื้นที่สองฟากฝั่งจึงมีความอุดมสมบูรณ์ ซูดานเป็นประเทศที่มีหนี้สินต่างชาติเป็นอันดับหนึ่งของโลกในปี 2536 โดยหนี้ดังกล่าวเป็นของ World Bank และ IMF ซึ่งหนี้ส่วนใหญ่รัฐบาลนำมาใช้ในโครงการต่างๆ ทำให้นาย Bashir และนาย Salva Kirr รองประธานาธิบดีคนแรกของซูดาน มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมธิการขึ้นมาศึกษาผลกระทบทางวิกฤติการเงินโลกต่อประเทศซูดาน คณะกรรมธิการดังกล่าว ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากทั้งภาคส่วนของรัฐบาลและภาคส่วนของรัฐบาลของภาคใต้ของซูดาน (Government of Southern Sudan: GOSS )

รัฐบาลซูดานได้เปิดโรงผลิตไฟฟ้าที่เขื่อน Merowe ซึ่งคาดการณ์ว่าการก่อสร้างจะเสร็จสมบรูณ์ปลายปี 2553 คาดว่าจะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าของซูดานได้เท่าตัว โดยจุดประสงในการสร้างเขื่อนดังกล่าวมีดังนี้ (1) ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้า (2) รองรับพัฒนาการทางด้านเกษตรกรรมที่จะเกิดขึ้นรอบๆอ่างเก็บน้ำที่ยาวกว่า 9.7ก.ม. (3) รองรับโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล เช่น โครงการก่อสร้างสะพาน Nileโครงการขยายรางรถไฟ โครงการก่อสร้างโรงพยาบาล และสนามบินแห่งใหม่ใกล้เมือง Merowe

หลังจากที่เซ้าท์ซูดานแยกตัวออกไปจากซูดาน ซูดานสูญเสียผลผลิตในอุตสาหกรรมน้ำมันไปถึง 75% (จากเดิมการส่งออกน้ำมันถือเป็นรายได้หลัก) จากการเก็บค่าธรรมเนียมการขนส่งน้ำมันทำให้เซ้าท์ซูดานหยุดการผลิตน้ำมันไปชั่วคราวเมื่อเดือนมกราคม 2555 ถึง เดือนเมษายน 2556

รัฐบาลของซูดานและเซ้าท์ซูดานตกลงกันในเรื่องของค่าธรรมเนียมท่อส่งน้ำมันในราคา 9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลสำหรับการส่งน้ำมันจาก Nile Blend ไปยัง Port Sudan และราคา 11 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับการส่งน้ำมันไปยัง Dar Blend ในปี 2014 งบประมาณของซูดานซึ่ง IMFคาดการว่าอยู่ที่ประมาณ 528 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นมาจากการเก็บค่าธรรมเนียมการส่งน้ำมันจากเซ้าท์ซูดาน ซึ่งมีแนวโน้มจะลดลงถ้าหากทั้งสองประเทศยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่

ปลายปี 2013 ซูดานมีทุนสำรองระหว่างประเทศประมาณ 202 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และซูดานยังมีหนี้สินที่ค้างชะระจำนวนมาก ดังนั้น รัฐบาลซูดานจึงมีแผนการการปรับโครงสร้างหนี้ (Debt relief) ตามแผนการและเงื่อนไขขององค์กร the heavily indebted poor countries (HIPC) initiative แต่อย่างไรก็ตามการปรับโครงสร้างหนี้จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากสมาชิกทั้ง 55 ประเทศของ Paris Club of creditor nations แต่ความตกลงดังกล่าวก็ยังไม่สามารถระบุปริมาณหนี้ของซูดานได้ ดังนั้นในการตัดสินใจของ HIPC ในเดือนกันยายน 2014 จึงควรมีการจัดสรรว่าซูดานมีปริมาณหนี้สินต่างประเทศเป็นจำนวนเท่าใด และซูดานควรจะต้องจัดการกับหนี้สินต่างประเทศและสินทรัพย์ตามเงื่อนไขของการปรับโครงสร้างหนี้ตาม HIPC initiative ภายใน 2 ปี  

หน่วยเงินตรา ปอนด์ซูดาน (SDG) 1 SDG = 7.28 บาท (11 ธันวาคม 2556)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 48.083 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ (ไทย: 385 พันล้าน USD)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 2,039.0 ดอลล่าร์สหรัฐ (ไทย: 5,647 USD)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 3.0 (ไทย: ร้อยละ 2.9)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 25 (ไทย: ร้อยละ 2.2)

เงินทุนสำรอง 202 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ (ไทย: 167.1 พันล้าน USD)

อุตสาหกรรมที่สำคัญ น้ำมัน ฝ้าย สิ่งทอ ซีเมนต์ น้ำมันพืช น้ำตาล สบู่ รองเท้า การกลั่นน้ำมัน เวชภัณฑ์ อาวุธยุทโธปกรณ์ ยานยนต์

สินค้าส่งออกของไทย น้ำตาลทราย รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้ง ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก อาหารทะเลกระป๋อง/แปรรูป

สินค้านำเข้าจากซูดาน รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก ยุทธปัจจัย เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ รถยนต์นั่ง 

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ส่งออกไปจีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย อินเดีย นำเข้าจากจีน ซาอุดิอาระเบีย อียิปต์ อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

มูลค่าการค้าไทย-ซูดาน 204.19 ล้าน USD (ไทยส่งออก 175.63 ล้าน USD ไทยนำเข้า 28.56 ล้าน USD ไทยได้ดุลการค้า 147.07 ล้าน USD)

ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ด้านการทูต
ไทยสถาปนาความสัมพันธ์กับซูดานเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2525 โดยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร มีเขตอาณาคลุมถึงประเทศซูดาน เอกอัครราชทูตคนปัจจุบันคือนายชลิต มานิตยกุล และกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ กรุงคาร์ทูม คือนาย Gamal B. Elnefeidi ส่วนฝ่ายซูดานมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตซูดานประจำประเทศมาเลเซีย ดูแลประเทศไทย กงสุลกิตติมศักดิ์ซูดานประจำประเทศไทยคือ นาย Yahia Elmakki Mohamed

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
นักธุรกิจไทยดำเนินการจัดตั้งศูนย์การค้าไทยที่กรุงคาร์ทูม ประกอบด้วยซูเปอร์มาร์เก็ตสินค้าไทย (อาหารฮาลาล) ห้องแสดงสินค้าไทย และร้านอาหารไทย ซึ่งได้เริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 เมื่อเดือนมีนาคม 2546 บริษัทเอ็กโก เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (เอสโก) ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับสัญญาว่าจ้างงานบริหารจัดการโรงไฟฟ้า El Gaili 1 และ 2 และถ่ายทอดความรู้งานเดินเครื่อง และบำรุงรักษาให้กับพนักงานของบริษัท National Electricity Corporation (NEC) (การไฟฟ้าแห่งชาติซูดาน) ต่อมา เมื่อเดือนกันยายน 2546 บริษัทเอ็กโกฯ ได้รับสัญญาว่าจ้างเพิ่มอีกหนึ่งสัญญา ในการจัดหา spare parts และงานซ่อมบำรุงให้กับโรงไฟฟ้า El Gaili 2 รวมทั้งงานฝึกอบรมมูลค่า 318 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2547 บริษัทเอ็กโกฯ ได้ลงนามสัญญาอีก 2 ฉบับ กับฝ่ายซูดาน จัดหา spare parts ให้กับโรงไฟฟ้า El Gaili และโรงไฟฟ้า Khartoum North รวมทั้งงานฝึกอบรม เป็นมูลค่ารวมกัน 283.4 ล้านบาท

ศักยภาพการเข้าไปลงทุนในซูดานของนักธุรกิจไทย แม้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและซูดานยังไม่มาก แต่ซูดานมีความต้องการสินค้าจากไทย เช่น เสื้อผ้า วัสดุก่อสร้าง อาหารกระป๋อง ส่วนไทยนำเข้าฝ้ายจากซูดาน แต่การค้าส่วนใหญ่ผ่านประเทศที่สาม ซึ่งหากมีการติดต่อโดยตรงจะช่วยให้ต้นทุนของสินค้าลดลงและสามารถขยายสินค้าเข้าไปจำหน่ายในซูดานได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ไทยมีศักยภาพที่จะเข้าไปลงทุนในซูดานได้อีกมาก เพราะไทยมีแรงงานและช่างฝีมือไทยซึ่งฝีมือดีเป็นที่ต้องการ โดยเฉพาะในธุรกิจภาคการก่อสร้างที่กำลังขยายตัวและในธุรกิจบริการ ทั้งนี้ หากวัสดุก่อสร้างจากประเทศไทยสามารถเข้ามาในซูดานได้ก็จะยิ่งทำให้มีผู้ประกอบการชาวไทยมีโอกาสเจาะตลาดได้อีกมาก เนื่องจากโครงการพัฒนาต่าง ๆ ของซูดานต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและคงทนถาวร มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน (value for money) และที่สำคัญต้นทุนไม่สูงมากอย่างของยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา

การทำธุรกิจในซูดานกำลังขยายและมีการติดต่อธุรกิจกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศในตะวันออกกลางซึ่งมีสายการบินของซูดานและต่างชาติอื่นๆ บินเข้า-ออกซูดานทุกวัน ปัจจุบันประเทศในอาเซียนเข้าไปทำธุรกิจในซูดาน เช่น บริษัทน้ำมันของมาเลเซีย

ความสัมพันธ์ไทย-ซูดานทางเศรษฐกิจดำเนินไปได้ด้วยดี ซึ่งไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด

สำหรับมูลค่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศในปี 2556 มีมูลค่า 204.19 ล้าน USD โดยไทยส่งออกสินค้าเป็นมูลค่า 175.63 ล้าน USD และไทยนำเข้า 28.56 ล้าน USD 

ความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรม 
- ไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าร่วมในภารกิจสหประชาชาติในซูดาน (United Nations mission in Sudan: UNMIS) เพื่อเข้าร่วมในปฏิบัติการรักษาสันติภาพในฐานะเป็นผู้สังเกตการณ์ทางทหาร นอกจากนี้ไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารรายบุคคลเข้าปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายอำนวยการในภารกิจรักษาสันติภาพผสมระหว่างสหภาพแอฟริกาและสหประชาชาติในดาร์ฟูร์ (AU/UN Hybrid operation in Darfur: UNAMID) และอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมกองพันทหารราบ จำนวน 1 กองพันเพื่อเข้าร่วมในภารกิจ UNAMID

- สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศได้ส่งคณะสำรวจเพื่อจัดทำแผนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและการฝึกอบรมระหว่างไทยและซูดานทางด้านเกษตรกรรม โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาจากฝ่ายซูดาน 

ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
อยู่ระหว่างการพิจารณาความตกลงทั่วไปว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ และบันทึกความเข้าในด้านสาธารณสุข 

การเยือนของผู้นำระดับสูง
ฝ่ายไทย

- เมื่อวันที่ 11-15 มิถุนายน 2544 นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา และคณะเดินทางเยือนซูดาน
- เมื่อวันที่ 13-15 กันยายน 2546 อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ นำคณะผู้แทนไทยเยือนซูดาน และร่วมประชุม Working Group Dialogue ครั้งที่ 1 ที่กรุงคาร์ทูม
- เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2548 นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เยือนซูดาน
- เมื่อวันที่ 19-21 มกราคม 2549 ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี เยือนซูดาน เพื่อร่วมประชุม Executive Council ของ African Union
- เมื่อวันที่ 19-20 เมษายน 2550นายสวนิต คงสิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนซูดาน

ฝ่ายซูดาน
- เมื่อวันที่ 5-9 มีนาคม 2545 ประธานรัฐสภาซูดานเยือนไทยระหว่าง และเข้าพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเห็นพ้องให้จัดตั้ง Working Group Dialogue ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงการต่างประเทศ
- เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2548 Dr. Mosfa Osman Esmael รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซูดานแวะพักเปลี่ยนเที่ยวบินที่ประเทศไทยเพื่อเดินทางไปเมืองดูไบ
- เมื่อวันที่ 13-16 สิงหาคม 2549 นาย Lam Akol Ajawin รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซูดานเดินทางเยือนไทย

ข้อมูลด้านกงสุล

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราได้ที่สถานกงสุล ณ กรุงเทพมหานคร หรือสถานเอกอัครราชทูตซูดานประจำมาเลเซีย

สำนักงานไทยที่ดูแลซูดาน สถานกงสุล ณ กรุงคาร์ทูม (อยู่ระหว่างการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำซูดานคนใหม่แทน Mr. Gamal Bashir Elnefeidi ที่เสียชีวิตเมื่อเดือนมกราคม 2554) หรือ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร

สำนักงานซูดานที่ดูแลไทย สถานกงสุล ณ กรุงเทพมหานคร (กงสุลกิตติมศักดิ์ซูดานประจำไทย คือ Mr. Yahia Elmakki Mohamed) หรือ สถานเอกอัครราชทูตซูดานประจำมาเลเซีย

ความตกลงและความร่วมมือ