Cameroon / แคเมอรูน

สาธารณรัฐแคเมอรูน
Republic of Cameroon

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Cameroon / แคเมอรูน

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือติดกับไนจีเรีย ทิศตะวันออกติดกับชาดและสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ทิศใต้ติดกับอิเควทอเรียลกินี กาบองและสาธารณรัฐคองโก ทิศตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกบริเวณอ่าวกินี

พื้นที่ 475,442 ตารางกิโลเมตร (ขนาดเล็กกว่าไทยเล็กน้อย)

เมืองหลวง กรุงยาอุนเด (Yaoundé)

ประชากร 25.64 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ แบ่งเป็น 2 ฤดู คือ ฤดูฝนตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤศจิกายน อุณหภูมิเฉลี่ย 25 องศาเซลเซียส และฤดูแล้งตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ย 30 องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ อังกฤษและฝรั่งเศส

ศาสนา โรมันคาทอลิค ร้อยละ 38.4 โปรแตสแตนท์ ร้อยละ 26.3 นิกายอื่นๆ ร้อยละ 4.5

อิสลาม ร้อยละ 20.9 ความเชื่อดั้งเดิม ร้อยละ 5.6 ศาสนาอื่น ๆ ร้อยละ 1 ไม่นับถือ ร้อยละ 3.3

ประธานาธิบดี นายพอล บิยา (Mr. Paul Biya) (เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2525)

นายกรัฐมนตรี นายโจเซฟ ดีออน อึนกูเต (Mr. Joseph Dion Ngute) (เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 5 มกราคม 2562)

รมว. กต. นายเลอเฌิน อึมเบลลา อึมเบลลา (Mr. Lejeune Mbella Mbella) (เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 2 ตุลาคม 2558)

วันชาติ 20 พฤษภาคม

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 20 กรกฎาคม 2508

หน่วยเงินตรา ฟรังก์เซฟา (CFA franc) (1 บาท = 19 ฟรังก์เซฟา) (สถานะ วันที่ 3 กรกฎาคม 2562)

ระบอบการปกครอง 

ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐที่ใช้ระบบกึ่งประธานาธิบดี โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยทั้งสองตำแหน่งมาจากการเลือกตั้งโดยรัฐสภา วาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี และมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายพอล บิยา (Paul Biya) (ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2525) และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือ (Mr. Joseph Dion Ngute) (เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 5 มกราคม 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 34.92 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย: 455.302 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) (ปี 2560)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 1,451.9 ดอลลาร์สหรัฐ (ไทย: 6,595.0 ดอลลาร์สหรัฐ) (ปี 2560)    

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 3.5 (ไทย: ร้อยละ 3.9) (ปี 2560)

เงินทุนสำรอง 3.19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย: 202.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) (ปี 2560)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 0.6 (ไทย: ร้อยละ 0.7) (ปี 2560)

ทรัพยากรธรรมชาติ ปิโตรเลียม บอกไซต์ แร่เหล็ก ป่าไม้ พลังงานน้ำ

อุตสาหกรรมหลัก ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและการกลั่น ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม การแปรรูปอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค สิ่งทอ ป่าไม้ ซ่อมเรือ

สินค้านำเข้าที่สำคัญ ปิโตรเลียมกลั่น เรือ ข้าว น้ำมันดิบ ยารักษาโรค

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ จีน ฝรั่งเศส คองโก ไทย ไนจีเรีย

สินค้าส่งออกที่สำคัญ น้ำมันดิบ ไม้แปรรูป เมล็ดโกโก้ กล้วย ไม้เป็นชิ้น ๆ

ตลาดส่งออกที่สำคัญ ฝรั่งเศส จีน อิตาลี เบลเยียม-ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

แคเมอรูนเคยอยู่ภายใต้การปกครองของเยอรมนีระหว่างปี พ.ศ. 2427 ถึง พ.ศ. 2459 และเป็นดินแดนในอาณัติขององค์การสันนิบาตชาติเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ประมาณร้อยละ 80 ของประเทศ และอีกร้อยละ 20 อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ (แบ่งเป็นแคเมอรูนเหนือและแคเมอรูนใต้) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดินแดนทั้ง 2 ส่วนกลายเป็นดินแดนในภาวะทรัสตีของสหประชาชาติในปี 2501 ดินแดนภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสได้รับสิทธิในการปกครองตนเอง โดยมีนาย Ahmadou Ahidjo ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะกลายเป็นสาธารณรัฐแคเมอรูน เมื่อได้รับเอกราช ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2503 และมีนาย Ahmadou Ahidjo ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี

คนแรก ต่อมาในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2504 แคเมอรูนใต้ของอังกฤษได้ลงประชามติรวมตัวกับสาธารณรัฐแคเมอรูน และแปลงสภาพเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐแคเมอรูน (The Federal Republic of Cameroon) ในขณะที่แคเมอรูนเหนือรวมตัวกับไนจีเรียในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2515 แคเมอรูนได้รวมตัวกันเป็นรัฐเดี่ยวตามผลการลงประชามติและเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นสหสาธารณรัฐแคเมอรูน (The United Republic of Cameroon)

ประธานาธิบดี Ahidjo ได้ลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2525 จากนั้น นาย Paul Biya อดีตนายกรัฐมนตรีจึงได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อมา (นาย Paul Biya ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้การนำของประธานาธิบดี Ahidjo ตั้งแต่ 2518 เป็นต้นมา) ในการเลือกตั้งเมื่อพ.ศ. 2527 นาย Biya ได้รับเลือกตั้งโดยปราศจากคู่แข่ง และเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นสาธารณรัฐแคเมอรูน (Republic of Cameroon) ในเดือนตุลาคม 2535 ประธานาธิบดี Paul Biya ชนะการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง นับเป็นการเลือกตั้งระดับประธานาธิบดีครั้งแรกในประวัติศาสตร์แคเมอรูนที่มีพรรคการเมืองลงชิงชัยกัน

ระบบกฎหมายแคเมอรูนยึดตามระบบประมวลกฎหมายแบบฝรั่งเศส และได้รับอิทธิพลของระบบกฎหมายจารีตประเพณีของอังกฤษ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของแคเมอรูนได้รับความเห็นชอบโดยการลงประชามติเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2515 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2515 และได้รับการแก้ไขเดือน


การเมืองการปกครอง

ฝ่ายบริหาร 

ประธานาธิบดีทำหน้าที่ประมุขแห่งรัฐ มาจากการเลือกตั้ง มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 7 ปี ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน วาระ อย่างไรก็ตาม ในเดือนเมษายน รัฐสภาได้ลงมติรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขยายเป็นวาระ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีแคเมอรูนมีอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเพื่อเป็นหัวหน้ารัฐบาล และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีตามข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือนาย Paul Biya เข้าดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 9 พฤศจิกายน 2525 เป็นต้นมา ได้รับเสียงสนับสนุนกว่าร้อยละ 75 ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 และมีนาย Philémon Yang ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2552

ฝ่ายนิติบัญญัติ 

ประกอบไปด้วยรัฐสภาระบบสภาเดี่ยว (160 ที่นั่ง) สมาชิกสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรง มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละปี การเลือกตั้งครั้งล่าสุดมีขึ้นในวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 พรรค หรือพรรคชนะการเลือกตั้ง โดยมีเสียงในสภา 140 ที่นั่ง การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะขึ้นในปี 2555 อนึ่ง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้มีการจัดตั้งสภาสูงหรือวุฒิสภา เพื่อบริหารอำนาจนิติบัญญัติด้วย อย่างไรก็ตาม
ยังไม่มีการดำเนินการจัดตั้งในปัจจุบัน

ฝ่ายตุลาการ 

ประกอบไปด้วยศาลยุติธรรม (ผู้พิพากษามาจากการเลือกตั้งโดยรัฐสภา) และศาลฎีกาสูงสุด (ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งพิพากษา)

นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน

การเมืองการปกครอง

1. การเมืองภายในของแคเมอรูนนั้นค่อนข้างมีเสถียรภาพ พรรค RDPC ของประธานาธิบดี Paul Biya ยังคงถือเสียงข้างมาในรัฐสภา (140 ที่นั่งจากทั้งหมด 180) ในขณะที่พรรคฝ่ายค้าน คือ พรรค Social Democratice Front (SDF) มีเพียง 16 เสียงในสภาเท่านั้น การปรับคณะรัฐมนตรี ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจากเดิม คือ นาย Ephraim Inoni เป็นนาย Philemon Yang มิได้มีผลในเชิงนโยบายของรัฐบาลมากนัก ในภาพรวมนั้น อาจกล่าวได้ว่าการเมืองภายในของแคเมอรูนยังคงมีลักษณะเป็นการเมือง ชาติพันธุ์ ซึ่งผู้บริหารนโยบายยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาความสมดุลของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศแคเมอรูน

2. รัฐบาลแคเมอรูนในปัจจุบันมีความตั้งใจที่จะปฏิรูประบบการเมืองภายในประเทศ ด้วยการกระจายอำนาจออกจากศูนย์กลางมากยิ่งขึ้น ในชั้นนี้คาดว่าจะสามารถออกกฎหมายแม่บทได้ภายในปี 2553 นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องการให้สิทธิแก่ชาวแคเมอรูนที่อยู่นอกประเทศ ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในอนาคต

3. ในด้านการพัฒนาประเทศ รัฐบาลแคเมอรูนมีนโยบายเร่งดำเนินการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในประเทศ โดยเฉพาะด้านการผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อตอบสนองปริมาณความต้องการบริโภคของ ประชาชนและภาคธุรกิจอย่างทั่วถึง

นโยบายต่างประเทศ

1. นโยบายต่างประเทศของแคเมอรูน ให้ความสำคัญกับ (1) ความเป็นเอกราช (2) การเป็นประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และ (3) การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ ในภาพรวม แคเมอรูนมีความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเป็นพิเศษกับประเทศฝรั่งเศสด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ทั้งยังมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศจีนซึ่งมีเข้ามาจัดทำโครงการพัฒนาระบบ สาธารณูปโภคพื้นฐานและสาธารณสุขหลายโครงการในแคเมอรูน รวมถึงความช่วยเหลือด้านการทหารด้วย

2. แคเมอรูนเคยมีข้อพิพาทด้านดินแดนกับไนจีเรียบริเวณคาบสมุทร Bakassi ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมัน นำไปสู่การสู้รบกันของทหารทั้งสองฝ่ายในช่วงปี 2537 - 2539 และการเข้ามาไกล่เกลี่ยขององค์การสหประชาชาติในปี 2539 ในเดือนตุลาคม 2545 ศาลโลกมีคำวินิจฉัยว่าดินแดนที่มีการอ้างสิทธิทับซ้อนอยู่ในเขตอธิปไตยของแคเมอรูน ต่อมาไนจีเรียได้ส่งมอบหมู่บ้าน 32 แห่งในพื้นที่ดังกล่าวให้แก่แคเมอรูนในเดือนธันวาคม 2546 และลดจำนวนกองกำลังตระเวนชายแดนลง จนได้ถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากพื้นที่ในปี 2549 สถานการณ์ความสัมพันธ์แคเมอรูน-ไนจีเรียได้กลับตึงเครียดขึ้นอีกในปี 2550 เมื่อวุฒิสภาไนจีเรียประกาศยกเลิกความตกลงไนจีเรีย-แคเมอรูนว่าด้วยการส่งมอบดินแดนบริเวณคาบสมุทร Bakassiให้แก่แคเมอรูน จนในที่สุด ไนจีเรียได้ส่งมอบดินแดนบริเวณคาบสมุทร Bakassi ทั้งหมดให้แก่แคเมอรูนในเดือนสิงหาคม 2551 นับเป็นจุดสิ้นสุดของข้อพิพาทด้านดินแดนระหว่างทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตามยังคงมีการเคลื่อนไหวของประชาชนชาวไนจีเรียและกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ที่ ไม่เห็นด้วยกับการส่งมอบดินแดนให้แก่แคเมอรูน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 รัฐบาลแคเมอรูนได้จัดตั้งกองกำลังรักษาความมั่นคงขึ้นเพื่อรับมือกับกลุ่มกบฏในพื้นที่

3. ความสัมพันธ์ระหว่างแคเมอรูนและอิเควทอเรียลกีนีเสื่อมถอยลงในช่วงกลางปี 2552 เมื่อรัฐบาลของอิเควทอเรียลกีนีส่งตัวชาวแคเมอรูนจำนวนกว่า 500 คนที่เข้าไปทำงานอย่างผิดกฎหมายในประเทศกลับแคเมอรูน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนชาวแคเมอรูนเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทั้งสองประเทศได้พยายามรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันไว้เพื่อ รักษาผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย (ในด้านพลังงานและความมั่นคง)

4. ในการดำเนินความสัมพันธ์พหุภาคี แคเมอรูนยึดหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น และยึดแนวปฏิบัติแบบไม่เผชิญหน้า แคเมอรูนเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส (Francophonie) ทั้งยังเป็นประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ (Commonwealth) และสมาชิกองค์การการประชุมอิสลาม (OIC) ที่ผ่านมา เคยเป็นเจ้าภาพการประชุมที่สำคัญๆ อาทิ การประชุมสุดยอดแอฟริกา - ฝรั่งเศส ครั้งที่ 21 ณ กรุงยาอุนเด ในเดือนพฤศจิกายน 2538 และการประชุมสุดยอดองค์การเอกภาพแอฟริกา (OAU) ครั้งที่ 32 ในปี 2539

เศรษฐกิจและสังคม

1. หลังจากแผนงานการขจัดความยากจนและกระตุ้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (PRGF) ภายใต้การสนับสนุนด้านนโยบายและการเงินของ IMF (มูลค่ารวม 28.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สิ้นสุดลงในเดือนมกราคม 2552 รัฐบาลแคเมอรูนได้แสดงความตั้งใจที่จะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นอิสระ อย่างไรก็ตาม ในเดือนมิถุนายน 2552 รัฐบาลได้ตอบรับความช่วยเหลือทางด้านการเงินของ IMF มูลค่า 144 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้แผนงานการรับมือกับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก (Exogenous Shocks Facility หรือ ESF)

2. แคเมอรูนเป็นเส้นทางลำเลียงขนส่งสินค้าที่สำคัญไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่มีทางออกทะเล ได้แก่ ชาดและสาธารณรัฐแอฟริกากลาง รัฐบาลแคเมอรูนมีรายได้หลักมาจากการเก็บภาษีศุลกากร (ประมาณร้อยละ 20 ของรายได้ทั้งหมด) แต่กำลังประสบปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษี ทางการแคเมอรูนเปิดเผยว่า ในปี 2551 ร้อยละ 51 ของสินค้าที่อ้างว่าจะส่งออกไปขายต่อในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีขาเข้าถูกนำมาขายในประเทศ ทำให้รัฐบาลต้องสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีศุลกากรหลายพันล้านฟรังซ์ ปัจจุบัน หน่วยงานศุลกากรของแคเมอรูนกำลังเร่งดำเนินการติดตั้งระบบ GPS เพื่อตรวจสอบและติดตามผลการขนส่งสินค้าข้ามประเทศไปขายต่อในประเทศเพื่อนบ้าน

3. ในภาวะเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน แคเมอรูนได้รับผลกระทบจากการปรับตัวของอุปสงค์และราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากแคเมอรูนมีรายได้หลักจากการส่งออกน้ำมันดิบ ในปี 2551 สามารถผลิตน้ำมันได้เฉลี่ยประมาณ 87,400 บาร์เรล/วัน แต่มีแนวโน้มที่จะผลิตได้ลดลงในปัจจุบัน รัฐบาลแคเมอรูนกำลังหาแนวทางลดการพึ่งพิงรายได้จากการค้าน้ำมันและเพิ่มราย ได้จากการลงทุนด้านการเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้จากการส่งออก สินค้าเกษตรที่สำคัญของแคเมอรูน ได้แก่ ไม้แปรรูป กล้วย โกโก้ ฝ้าย และกาแฟ

4. นโยบายการเงินของแคเมอรูนถูกกำหนดโดยธนาคารแห่งรัฐในภูมิภาคแอฟริกากลาง (Banque des Etats de l'Afrique centrale หรือ BEAC) ซึ่งปัจจุบันให้ความสำคัญกับการคุมระดับอัตราเงินเฟ้อและรักษาการตรึงค่า เงิน CFA franc ไว้กับเงินสกุลยูโร (655.95 CFAfr เท่ากับ 1 ยูโร)

5. ในระหว่างการเสด็จเยือนแคเมอรูนของสมเด็จสันตะปาปา Benedict ที่ 16 ในเดือนมีนาคม 2552 พระองค์ได้กล่าวชื่นชมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของชาวมุสลิมและคริสต์ใน แคเมอรูน และขอให้ประเทศแอฟริกาอื่น ๆ ถือเป็นตัวอย่าง

ความสัมพันธ์

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราได้ที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแคเมอรูนประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือประเทศญี่ปุ่น

สำนักงานของไทยที่ดูแลแคเมอรูน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูจา

สำนักงานของแคเมอรูนที่ดูแลไทย 

ยังไม่มีการมอบหมายสถานเอกอัครราชทูตใดดูแลประเทศไทยอย่างเป็นทางการ (ฝ่ายสาธารณรัฐแคเมอรูนเคยแจ้งว่าได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแคเมอรูนประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนดูแลประเทศไทยอย่างไม่เป็นทางการ)

ความสัมพันธ์ทางการทูต

      ไทยและแคเมอรูนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2508 ไทยมีสถานเอกอัครราชทูต
ณ กรุงอาบูจา สหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศแคเมอรูน ไนจีเรีย เบนิน กานา แอฟริกากลาง สาธารณรัฐคองโก ชาด อิเควทอเรียลกินี และเซาตูมและปรินซิปี

รัฐบาลแคเมอรูนยังมิได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตใดมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย (สถานเอกอัครราชทูตแคเมอรูนที่อยู่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุดตั้งอยู่ที่จีนและญี่ปุ่น)

ความสัมพันธ์ทางการเมือง

      ความสัมพันธ์ด้านการเมืองระหว่างไทยกับแคเมอรูนไม่ใกล้ชิด เนื่องจากยังไม่มีข้อตกลงระหว่างกัน และไม่เคยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับสูง

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

การค้า

      ในปี 2561 ไทยและแคเมอรูนมีมูลค่าการค้ารวม 190.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นการส่งออก 188.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 2.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้า 186.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

      สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปแคเมอรูน ได้แก่ ข้าว รถยนต์ เม็ดพลาสติก กระดาษ เคมีภัณฑ์ ปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศ และสินค้านำเข้าที่สำคัญจากแคเมอรูน ได้แก่ ไม้ ถ่านไม้ ตะกั่ว อะลูมิเนียม เครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า ศิลปกรรมโบราณวัตถุ ไขมันจากสัตว์และพืช

        สถิติการค้าระหว่างไทย - แคเมอรูน (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ปี

ปริมาณการค้า

ไทยส่งออก

ไทยนำเข้า

ดุลการค้า

2550

70.77

50.73

20.04

+30.70

2551

109.26

87.31

21.95

+65.37

2552

109.72

100.11

9.61

+90.50

2553

132.42

119.45

12.98

+106.47

2554

151.84

136.42

15.42

+120.99

2555

181.87

172.18

9.69

+162.49

2556

168.41

159.01

9.40

+149.61

2557

259.01

226.12

32.90

+193.22

2558

184.44

176.47

7.96

+168.51

2559

194.21

190.71

3.50

+187.21

2560

295.87

291.93

3.94

+287.99

2561

190.81

188.56

2.25

+186.31

                 ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

การลงทุน ไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนระหว่างกัน

การท่องเที่ยว ปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวแคเมอรูนเดินทางมาไทย จำนวน 1,064 คน

ความร่วมมือด้านวิชาการ

         ไทยใช้ความร่วมมือทางวิชาการด้านการพัฒนาเป็นกลไกสำคัญในการดำเนินความสัมพันธ์กับแคเมอรูน โดยให้ความช่วยเหลือแคเมอรูนในรูปทุนการศึกษา/ฝึกอบรม และศึกษาดูงานในสาขาที่ไทยมีความชำนาญ และเป็นที่ต้องการของประเทศกำลังพัฒนา อาทิ การเกษตร สาธารณสุข การศึกษา นอกจากนี้ แคเมอรูนยังได้รับความช่วยเหลือจากไทย ภายใต้กรอบความร่วมมือไตรภาคีระหว่างไทย - ญี่ปุ่น - แอฟริกา ด้านการพัฒนาการปลูกข้าว (Coalition for African Rice Development - CARD)

การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายไทย

        ยังไม่ปรากฏการเยือนสาธารณรัฐแคเมอรูนของฝ่ายไทย

ฝ่ายแคเมอรูน

        ยังไม่ปรากฏการเยือนประเทศไทยของฝ่ายแคเมอรูน

ความตกลงและความร่วมมือ