Kenya / เคนยา

สาธารณรัฐเคนยา
Republic of Kenya

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Kenya / เคนยา ที่ตั้ง ตั้งอยู่ในแนวศูนย์สูตรทางฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,000-5,000 ฟุต มีชายแดนทางทิศเหนือติดกับเอธิโอเปีย ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับโซมาเลีย ทิศใต้ติดกับแทนซาเนีย ทิศตะวันตกติดกับยูกันดาและทะเลสาบวิคตอเรีย และทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับซูดาน

พื้นที่ 569,259 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง
กรุงไนโรบี  (Nairobi)

ประชากร
45.92  ล้านคน (ประมาณการปี 2558) 

คนไทยในเคนยา ประมาณ 55 คน 

ภาษาราชการ
อังกฤษ 

ศาสนา 
โปรเตสแตนท์ 45% โรมันคาทอลิก 33% อิสลาม 10% ความเชื่อดั้งเดิม 10% อื่นๆ 2%  

วันชาติ
12 ธันวาคม     

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย
25 กรกฎาคม 2510 

ระบบการปกครอง เคนยามีระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขของรัฐ หัวหน้ารัฐบาล และผู้บัญชาการทหารสูงสุด อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี โดยรัฐธรรมนูญได้แบ่งอำนาจการปกครองออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ นายอุฮูรู มุยไก เคนยัตตา (Uhuru Muigui Kenyatta) (ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2556)

ประธานาธิบดี นายอูฮูรู มุยไก เคนยาตา  (Mr. Uhuru Muigui Kenyatta) เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2556

รมว.กต. นางสาวอะมีนา โมฮาเหม็ด Ms. Amina Mohamed เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2556

สกุลเงิน ชิลลิงเคนยา (KES)

อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท= 2.91 KES (สถานะ ณ วันที่ 1 ส.ค. 2559)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 63.12 พันล้าน USD* (ไทย: 395.2 พันล้าน USD)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 6.5* (ไทย: ร้อยละ 2.8)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 1,388.45 USD (IMF) (ไทย: 5,878.2 USD)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 6.4* (ไทย: ร้อยละ -0.9)

เงินทุนสำรอง 7.356 พันล้าน* (ไทย: 156.5 พันล้าน USD)

อุตสาหกรรมหลัก สินค้าอุปโภคบริโภคขนาดเล็ก ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร (พลาสติก เฟอร์นิเจอร์ แบตเตอรี่ สิ่งทอ) พืชเรือนกระจก การกลั่นน้ำมัน อลูมินั่ม เหล็ก ตะกั่ว ซีเมนต์ การซ่อมเรือพาณิชย์ การท่องเที่ยว

สินค้านำเข้าที่สำคัญ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ขนส่ง ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ยานยนต์ แร่เหล็กและเหล็ก เนซิน พลาสติก

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ชา พืชเรือนกระจก กาแฟ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ปลา

ประเทศคู่ค้าสำคัญ นำเข้าจาก อินเดีย จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ดูไบ(เป็น transit point สำหรับสินค้าจากเอเชีย) ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ ส่งออกไปยัง สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ ยูกันดา แทนซาเนีย

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

เคนยาตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษตั้งแต่ปี 2438 (ค.ศ. 1895) และได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2506 (ค.ศ. 1963) หลังจากนั้น เคนยามีการเลือกตั้งทั่วประเทศขึ้นเมื่อปี 2507
(ค.ศ. 1964) โดยพรรค Kenya African National Union (KANU) ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง และ
มีนายโจโม เคนยัตตา (Jomo Kenyatta) ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของเคนยา และประกาศให้เคนยา เป็นสาธารณรัฐอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษ

ประธานาธิบดี Jomo Kenyatta บริหารประเทศจนถึงปี 2521 (ค.ศ. 1978) และเสียชีวิตลง จากนั้น
นายแดเนียล อราป มอย (Daniel arap Moi) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ได้เป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากประธานาธิบดี Kenyatta จนถึงปี 2545 (ค.ศ. 2002)

เคนยาปกครองโดยพรรคการเมืองเดียว มานานกว่า 28 ปี นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ ต่อมาในเดือนธันวาคม 2534 (ค.ศ. 1991) เคนยาได้เปลี่ยนแปลงระบบการปกครองจากระบบการบริหารประเทศแบบพรรคเดียวมาสู่ระบบเสรีประชาธิปไตยหลายพรรคแบบตะวันตก

เคนยามีการเลือกตั้งในระบบหลายพรรคการเมืองขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2535 (ค.ศ. 1992) ภายใต้แรงผลักดันจากประเทศตะวันตก โดยพรรค KANU ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ทำให้มีนาย Daniel arap Moi ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ตั้งแต่นั้นมา เคนยาเคยจัดการเลือกตั้งทั่วไปอีก 4 ครั้ง ได้แก่

(1) ปี 2540 (ค.ศ. 1997) โดยประธานาธิบดี Moi ได้รับชัยชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง

(2) ปี 2545 (ค.ศ. 2002) การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองของเคนยา เนื่องจากประธานาธิบดี Moi ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีกตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเคนยา ส่งผลให้ นายอึมไว คีบากิ (Mwai Kibaki) ผู้นำกลุ่ม National Rainbow Coalition (NARC) พรรค Democratic Party ซึ่งเป็นแนวร่วมฝ่ายค้านได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ชัยชนะของนาย Mwai Kibaki ครั้งนี้ เป็นการสิ้นสุดอำนาจของพรรค KANU ซึ่งปกครองเคนยา มานานกว่า 40 ปี นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ

(3) ปี 2550 (ค.ศ. 2007) ประธานาธิบดี Kibaki ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งอีกครั้ง และจัดตั้งพรรค
แนวร่วมรัฐบาลโดยใช้ชื่อว่า Party of National Unity (PNU) ซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรคที่มีนโยบายสนับสนุนรัฐบาล ชัยชนะในครั้งนี้ทำให้ประธานาธิบดี Kibaki สามารถสานต่อกระบวนการพัฒนาประเทศ “วิสัยทัศน์ 2030” (Vision 2030) ตามที่ได้เริ่มกระบวนการไว้เมื่อปี 2549 (ค.ศ. 2006) อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเลือกตั้ง นายไรลา โอดิงกา (Raila Odinga) หัวหน้าพรรค Orange Democratic Movement (ODM) คู่แข่งของประธานาธิบดี Kibaki ได้ก่อเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นเพื่อประท้วงผลการเลือกตั้ง
เพราะเชื่อว่า ประธานาธิบดี Kibaki ทุจริตการเลือกตั้ง สถานการณ์ดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้นจนมีผู้เสียชีวิต
ถึง 1,500 คน และทั้งสองฝ่ายไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกันได้ จนกระทั่งเดือนเมษายน 2551 (ค.ศ. 2008) นาย Kibaki และนาย Odinga สามารถหาข้อสรุปในการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมือง โดยนาย Kibaki และ นาย Odinga แบ่งสรรอำนาจด้วยการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีตามลำดับ
และให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

(4) วันที่ 4 มีนาคม 2556 (ค.ศ. 2013) นาย Uhuru Kenyatta หัวหน้าพรรค National Alliance และบุตรชายของนาย Jomo Kenyatta ประธานาธิบดีคนแรกของเคนยา ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสาธารณรัฐเคนยา โดยได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 50.03 ในการเลือกตั้งรอบแรก ทั้งนี้ นาย Odinga ผู้นำพันธมิตร CORD (Coalition for Reforms and Democracy) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดี ได้ยื่นคำร้องต่อศาลสูงสุดเคนยา เพื่อคัดค้านผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีเคนยาเมื่อวันที่
4 มีนาคม 2556 (ค.ศ. 2013) ต่อมา เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2556 (ค.ศ. 2013) ศาลสูงสุดได้มีคำวินิจฉัย อย่างเป็นเอกฉันท์ว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2556 (ค.ศ. 2013) เป็นไปอย่างอิสระ
เที่ยงธรรม โปร่งใส และเชื่อถือได้ ซึ่งนาย Odinga ได้ประกาศยอมรับคำวินิจฉัยของศาลฯ อนึ่ง แม้จะมีการคัดค้านผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีเคนยาครั้งนี้โดยผู้สนับสนุนนาย Odinga แต่ไม่ปรากฏเหตุการณ์ ความไม่สงบขึ้นเพื่อประท้วงผลการเลือกตั้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2550 (ค.ศ. 2007) 

การเมืองการปกครอง

ประธานาธิบดี นายอูฮุรุ เคนยัตตา (Uhuru Kenyatta) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 9 เมษายน 2556

รัฐมนตรีต่างประเทศ อะมีนา โมฮาเหม็ด (Amina Mohamed ) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 20 มีนาคม 2556

การเมืองการปกครอง

นโยบาย “วิสัยทัศน์ 2030”
ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสาธารณรัฐเคนยา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2556 (ค.ศ. 2013) นาย Uhuru Kenyatta ได้สานต่อและดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในด้านต่าง ๆ ตามนโยบาย วิสัยทัศน์ 2030 (“Vision 2030” ) ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนาประเทศที่ริเริ่มโดยประธานาธิบดี Kibaki ตั้งแต่ปี 2549 

(ค.ศ. 2006) เพื่อพัฒนาประเทศเคนยาไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมที่มีรายได้ระดับกลางแห่งใหม่และสามารถประกันคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนได้ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) โดยนโยบายนี้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเมืองควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม และตั้งอยู่บนเสาหลัก 3 ประการ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

วิสัยทัศน์ 2030 จัดทำขึ้นโดยให้ความสำคัญกับประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

(1) ความมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจระดับมหาภาค

(2) ความต่อเนื่องในการปฏิรูประบบบริหาร

(3) ความเสมอภาคและโอกาสในการกระจายรายได้สู่คนยากจน

(4) สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายคมนาคม ชลประทาน สาธารณสุข และโทรคมนาคม

(5) พลังงาน

(6) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

(7) การปฏิรูปที่ดินทำกิน

(8) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

(9) ความมั่นคงภายในประเทศ

(10) บริการสาธารณะ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเคนยาได้ผ่านการลงประชามติเห็นชอบจากประชาชนเมื่อวันที่ 14สิงหาคม 2553 (ค.ศ. 2010) โดยเน้นการเพิ่มอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น การแบ่งสรรอำนาจฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการให้ชัดเจน และเพิ่มระบบการตรวจสอบความโปร่งใส ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน โดยมีรูปแบบการบริหารประเทศคล้ายกับสหรัฐอเมริกา คือ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล มีวาระการดำรงตำแหน่งครั้งละ 5 ปี แต่ไม่เกิน 2 วาระ

การเลือกตั้งประธานาธิบดี
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2556 เคนยาได้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดี ผลปรากฏว่า นาย Uhuru Kenyatta อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และนาย William S. Ruto อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี  

นโยบายต่างประเทศ

ปัจจัยในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของเคนยา
นโยบายต่างประเทศของเคนยาตั้งอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลัก โดยพิจารณาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่

ปัจจัยด้านการเมืองและความมั่นคง รัฐบาลเคนยามุ่งให้ความสำคัญต่อความมั่นคงภายในประเทศ โดยการป้องกันและรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน และอำนาจอธิปไตยของชาติ จากกรณีพิพาทต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นบริเวณชายแดน

ปัจจัยทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กำหนดนโยบายต่างประเทศของเคนยา รัฐบาลเคนยาจัดทำนโยบายเศรษฐกิจแบบเปิด โดยส่งเสริมให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment: FDI) ตลอดจนขอรับความช่วยเหลือจากต่างชาติเพื่อการพัฒนาประเทศ (Overseas Development Assistance: ODA) การกระตุ้นให้มี FDI และ ODA จะทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินตราต่างประเทศในระบบการเงินของเคนยา

ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ เคนยาเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีปแอฟริกา เนื่องจากชาวเคนยามี เชื้อชาติและชาติพันธุ์ที่หลากหลาย นอกจากนี้ เคนยายังเป็นประเทศที่เชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและเป็นเมืองท่าที่สำคัญให้แก่ประเทศต่าง ๆ ในทวีปแอฟริกาที่ไม่มีทางออกทะเล

การบูรณาการระดับภูมิภาค
เคนยาส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและภายในภูมิภาค โดยเข้าร่วมเป็นสมาชิกในหลากหลายองค์กร อาทิ ประชาคมแอฟริกาตะวันออก (East African Community: EAC) กลุ่มตลาดร่วม แห่งแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตอนใต้ (Common Market for Eastern and Southern Africa: COMESA) Intergovernmental Authority on Development (IGAD) และ Indian Ocean Rim Association for Regional Co-operation (IOR-ARC) ความร่วมมือเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเคนยายังคงพึ่งพาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม เคนยายังได้รับอิทธิพลจากกระแสโลกาภิวัตน์ และทุนนิยมทำให้ต้องปรับบทบาทด้านการต่างประเทศ โดยยกระดับความสัมพันธ์กับประเทศภายนอกภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เคนยายังมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ในซูดาน เซาท์ซูดานและโซมาเลีย

บทบาทของเคนยาในองค์กรระหว่างประเทศ
เคนยาส่งเสริมบทบาททางการทูตในกรอบพหุภาคี โดยมุ่งปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ และสหภาพแอฟริกา ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาคมโลกมีการจัดระเบียบการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ขยายวงกว้างไปทั่วโลก อาทิ การก่อการร้าย ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การต่อต้านโจรสลัด

สถานการณ์ความมั่นคงในเคนยาในปัจจุบัน

หลังจากที่เคนยาประสบปัญหาความไม่สงบในประเทศหลังจากการเลือกตั้งปี 2550 (ค.ศ.2007) ทำให้ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือทางการเมือง เศษฐกิจ และสังคม ตลอดจนความปลอดภัยในเคนยาในสายตาประชาชมระหว่างประเทศลดลง ดังนั้น เคนยาจึงกำหนดนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ไขภาพลักษณ์ และสร้างความเชื่อมั่นในประชาคมระหว่างประเทศ โดยเน้นการกระตุ้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และภายในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก รวมทั้งเพิ่มบทบาทของ EAC ในเวทีระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เคนยายังส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และแอฟริกาใต้

เคนยาเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อสถานการณ์ความไม่สงบในในโซมาเลีย และปัญหา
โจรสลัดโซมาเลีย เนื่องจากมีพรมแดนทางบกและทางทะเลติดต่อกับโซมาเลีย จึงได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวในหลายทาง แม้ว่าเคนยาจะประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการรับฟ้องและดำเนินคดี
โจรสลัดโซมาเลียในศาลเคนยากับประเทศต่าง ๆ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 (ค.ศ. 2009) แต่ในความเป็นจริง เคนยายังคงรับดำเนินดดีโจรสลัดอยู่ ขณะนี้มีคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาลราว 20 คดี และมีผู้ต้องขังทั้งถูกตัดสินโทษและอยู่ระหว่างการรอคำตัดสินทั้งสิ้นกว่า 100 คน และเมืองมอมบาซาเป็นสถานที่ตั้งของศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการต่อต้านโจรสลัด ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการต่อต้านการกระทำอันเป็นโจรสลัดและการปล้นเรือโดยใช้อาวุธในมหาสมุทรอินเดียทางตะวันตกและประเทศตะวันออกกลางรอบทะเลแดง (Djibouti Code of Conduct)

นอกจากนี้ เคนยายังต้องรับภาระผู้ลี้ภัยสงครามและความแห้งแล้งในโซมาเลียจำนวนมากที่สุด ประมาณ 620,148 คน[1] แต่เดิม เคนยาพยายามไม่เข้าไปมีบทบาทในโซมาเลียอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี ในช่วงเดือนกันยายน 2554 (ค.ศ. 2011) กลุ่ม al-Shabaab ซึ่งเป็นกลุ่มหัวรุนแรงในโซมาเลีย หนึ่งในเครือข่ายของกลุ่มก่อการร้ายal-Qaeda ได้บุกเข้ามาจับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและเจ้าหน้าที่องค์กร
การกุศลในพื้นที่ตอนเหนือของเคนยาเป็นตัวประกัน ทำให้รัฐบาลเคนยาตัดสินใจส่งกองกำลังทหารเข้าไปในโซมาเลียเพื่อปราบปรามกลุ่ม al-Shabaab โดยได้รับการสนับสนุนอย่างไม่เป็นทางการจากสหรัฐฯ และ
และประเทศในยุโรป ปฏิบัติการข้างต้นทำให้เคนยาตกเป็นเป้าหมายก่อการร้ายใหม่ของกลุ่ม al-Shabaab
โดยตั้งแต่ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2554 (ค.ศ. 2011) เป็นต้นมา เกิดเหตุระเบิดหลายสิบครั้งในกรุงไนโรบี เมือง Garissa ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเคนยา และเมืองมอมบาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ผลจากการที่เคนยาไม่ยอมถอนทหารออกจากโซมาเลีย ทำให้สมาชิกกลุ่มติดอาวุธ al-Shabaab นำกำลังเข้ายึดห้างสรรพสินค้า Westgate Shopping Mall ในกรุงไนโรบีของเคนยา และได้ควบคุมประชาชนส่วนที่เหลือเป็นตัวประกันนาน 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 21 ถึง 24 กันยายน 2556 ส่งผลให้ประชาชนชาวเคนยาและชาวต่างชาติเสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก โดยกลุ่มก่อการร้าย al-Shabaab ได้ออกแถลงการณ์กล่าวอ้างความรับผิดชอบ และระบุว่าปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการทวงคืนความยุติธรรม เนื่องจากได้เตือนรัฐบาลเคนยาให้ถอนกำลังออกจากโซมาเลียหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง

หลังจากเหตุการณ์ที่ Westgate Shopping Mall กลุ่มก่อการร้าย al-Shabaab ได้ยกระดับการก่อความรุนแรง รวมถึงการคุกคามประชาชนมากขึ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2557 เป็นต้นมา ภัยจากอาชญากรรมและการก่อการร้ายในเคนยาทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเมืองมอมบาซา เมืองท่าสำคัญ และกรุงไนโรบี อาทิ เหตุระเบิดตามสถานที่ต่างๆ การโจมตีเป้าหมายที่เป็นตำรวจ รถยนต์โดยสาร
การบุกปล้นบ้านเจ้าหน้าที่ UN-HABITAT เป็นต้น

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2557 รัฐบาลเคนยาเริ่มทำการกวาดล้างและจับกุมผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนร่วมในการก่อการร้ายอย่างจริงจัง ทั้งผู้นำศาสนาอิสลามคนสำคัญตามเมืองต่าง ๆ และบุคคลอื่นๆ ที่ถูกสงสัยว่าให้การอุดหนุนทางการเงินแก่กลุ่มก่อการร้าย จนทำให้รัฐบาลถูกประณามจากผู้นำศาสนาอิสลามและชุมชนต่าง ๆ และอาจสร้างความเคียดแค้นโดยกลุ่มที่เป็นฝ่ายเดียวกับบุคคลที่ถูกจับกุม

อนึ่ง เมื่อเย็นวันที่ 1 เม.ย. 2557 Sheikh Abubakar Shariff หรือ Makaburi ผู้นำศาสนาอิสลาม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย Al Shabaab อย่างเปิดเผย และต้องสงสัยว่าอาจมีส่วนเกี่ยวพันกับการก่อการร้ายหลายกรณี ถูกมือปืนลึกลับสังหารที่เมือง Mombasa ส่งผลให้พรรคพวก ซึ่งรวมถึงนาง Samantha Lewthwaite หรือ “แม่ม่ายขาว” (“White Widow” สตรีชาวอังกฤษ) ซึ่งแหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงระหว่างประเทศระบุว่า เป็นผู้ที่ Makaburi คัดเลือกให้เข้าร่วมสงครามศักดิ์สิทธิ์ และน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้าย Al-Shabaab ต้องการแก้แค้นการเสียชีวิตของ Makaburi จึงเป็นไปได้ที่จะมีการโจมตีเคนยาครั้งใหญ่อีกครั้งในอนาคตอันใกล้

ภัยจากการก่อการร้ายทำให้วุฒิสมาชิกของเคนยาเรียกร้องให้ประธานาธิบดี Uhuru Kenyatta หามาตรการยับยั้งความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงปรับปรุงอุปกรณ์ด้านการรักษาความปลอดภัย วุฒิสมาชิกบางส่วนต้องการให้ปลด ผบ.ตร. และอธิบดีกรมสืบสวนคดีอาญาของเคนยา เนื่องจากขาดความรับผิดชอบในการรักษาความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อต้านการก่อการร้ายไม่สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายได้

อย่างไรก็ดี โฆษกกรมตำรวจเคนยากล่าวว่า นับตั้งแต่รัฐบาลเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยและผู้ที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายได้มากกว่า 5,000 คน โดยทางการเคนยาได้เนรเทศออกนอกประเทศ หรือส่งเข้าค่ายผู้อพยพ รวมถึงสอบสวนขยายผลการปฏิบัติการไปยังพื้นที่ต่าง ๆ อาทิ การตรวจสอบธนาคาร ร้านแลกเปลี่ยนเงินตรา และสถาบันการเงิน ที่ถูกใช้เป็นแหล่งฟอกเงินของกลุ่มก่อการร้าย เป็นต้น

ปัญหาการขาดเอกภาพในการประสานงานระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง และปัญหาการฉ้อ-ราษฎร์บังหลวงในเคนยา ถูกระบุว่าเป็นอุปสรรคสำคัญของรัฐบาลเคนยา ในการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายในประเทศ นอกจากนี้ เคนยายังมีปัญหาอาชญากรรมภายใน ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงและกระทบต่อเศรษฐกิจของเคนยาอย่างรุนแรง

การหารือทวิภาคีระหว่างเลขาธิการสหประชาชาติกับประธานาธิบดีเคนยา
เมื่อวันที่ 27-28 มิ.ย.2557 นาย Ban Ki-moon เลขาธิการสหประชาชาติเยือน กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา หลังจากเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nation Environment Assembly) ครั้งที่ 1 ณ กรุงไนโรบี ในวันที่ 27 มิ.ย. 2557

สรุปผลการหารือทวิภาคีระหว่างนาย Ban Ki-moon และนาย Uhuru Kenyatta ปธน.เคนยา เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2557

1) ปธน.เคนยากล่าวว่า เคนยาจะทำงานร่วมกับสหประชาชาติมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านแผนงานการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของหน่วยงานต่างๆของสหประชาชาติ รวมทั้งจะเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจในหน่วยงานตำรวจด้านการทูต (diplomatic police unit) เป็นสองเท่า เพื่อให้มั่นใจว่าประสบการณ์และการทำงานของหน่วยงานต่างๆของสหประชาชาติในเคนยาเป็นผลงานระดับสูงของโลกต่อไป

2) เคนยามีความยินดีที่สหประชาชาติตั้งองค์กร/หน่วยงานต่างๆในประเทศเคนยาอย่างต่อเนื่อง โดยกล่าวถึงการที่ UNAids มเริ่มดำเนินงานศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศระดับโลก (global IT Hub) ที่กรุงไนโรบี และการที่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization-WHO) กำหนดให้กรุงไนโรบีเป็นที่ตั้งของหน่วยความมั่นคงแห่งโลก (global security unit) ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยีสารสนเทศที่เคนยามีอยู่ ดังนั้นหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติจึงได้รับประโยชน์จากการตั้งสำนักงานที่กรุงไนโรบี

3) เลขาธิการสหประชาชาติและปธน.เคนยาได้หารือกันในประเด็นด้านการเมืองและความมั่นคงที่สำคัญเกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้ายในภูมิภาค สถานการณ์ในโซมาเลียและเซ้าท์ซูดาน และในภูมิภาค Great Lakes รวมทั้งความร่วมมือกับสหประชาชาติกับเคนยาในการต่อต้านการโจมตีของผู้ก่อการร้ายต่อประชาชนและประเทศเคนยา โดยสหประชาชาติพร้อมจะให้ความร่วมมือในการเพิ่มขีดความสามารถของรัฐบาลเคนยาในการรับมือกับการก่อการร้าย

4) เลขาธิการสหประชาชาติแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ที่สัตว์ป่าเคนยาตกอยู่ในสภาวะภัยคุกคามจากการลักลอบค้าสัตว์ป่าโดยผิดกฎหมายและสถานการณ์ (human-wildlife conflicts) ทั้งนี้พราะ อาชญากรรมต่อสัตว์ป่ามิใช่เพียงภัยคุกคามต่อสัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญด้านความมั่นคง เพราะอาชญากรรมดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมในลักษณะองค์กรและกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ (organized crime and insurgent groups)

5) เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวชมเชยเคนยาว่า เคนยากำลังกลายเป็นประเทศผู้นำของโลกในการดำเนินนโยบายด้านพลังงานหมุนเวียน (renewable energy) และเป็นผู้นำของโลกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน

เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวในงานการยุติการเสียชีวิตของมารดา เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2557 เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวแสดงความยินดีต่อความคิดริเริ่มของนาง Margaret Uhuru ภริยาประธานาธิบดี ในการจัดการรณรงค์ที่เรียกว่า Beyond Zero Campaign เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของมารดาและทารกในเคนยา และชมเชยรัฐบาลเคนยาที่ให้การรับรองนโยบายการให้บริการแก่ผู้เป็นมารดาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมไปถึงจัดสรรเงินมากกว่า 45 ล้านดอลลาร์สำหรับสุขอนามัยของมารดาสำหรับปีงบประมาณ 2014-2015 สหประชาชาติจะให้การสนับสนุนทั้งโครงการรณรงค์ Beyond Zero Campaign ของสุภาภสตรีหมายเลขหนึ่งของเคนยาและโครงการสุขอนามัยของมารดาของรัฐบาลเคนยาและขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันในการส่งสารที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ดังและชัดเจนยิ่งขึ้นว่า “No woman should die while giving life”


[1] ข้อมูลจาก UNHCR ปี 2556 

เศรษฐกิจและสังคม

ลักษณะเศรษฐกิจ
เคนยาเป็นประเทศยุทธศาสตร์ในอนุภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกที่มีศักยภาพทางการค้าและการลงทุน เนื่องจาก

(1) มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก

(2) เป็นศูนย์กลางการคมนาคมในอนุภูมิภาคทั้งทางเรือและทางอากาศ โดยมีเมืองมอมบาซา (Mombasa) เป็นเมืองท่าสำคัญที่สามารถกระจายสินค้าทั้งในเคนยาและไปยังประเทศอื่น ๆ ในอนุภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก กรุงไนโรบีเป็นศูนย์กลางการบินและการขนส่งสินค้าทางอากาศ

(3) มีบทบาทนำในภูมิภาค ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง เป็นสมาชิกในประชาคมแอฟริกาตะวันออก (East African Community: EAC) และตลาดร่วมแห่งภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก และแอฟริกาตอนใต้ (Common Market for Eastern and Southern Africa: COMESA) ทำให้เคนยาสามารถเป็นประตูสู่แอฟริกา

(4) เคนยาได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าจาก EU ภายใต้ความตกลง Cotonou (Cotonou Agreement) และจากสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบัญญัติ African Growth and Opportunity Act (AGOA) การส่งเสริมความสัมพันธ์กับเคนยาจะเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ในทางการค้าและเป็นการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ และ EU ได้อีกทางหนึ่งโดยผ่านเคนยา

เศรษฐกิจของเคนยามีความอ่อนไหวต่อสภาพเศรษฐกิจโลก เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากภาคธุรกิจบริการ (ร้อยละ 68 ของ GDP) และมีรายได้สำคัญมาจากการท่องเที่ยว นอกจากนี้ เคนยาต้องการการลงทุนในด้านการก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐานและวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากรัฐบาลมีแผนพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านชลประทาน และระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอื่น ๆ
เพื่อเชื่อมโยงการคมนาคมในประเทศ และรองรับการเป็นตลาดร่วมของ EAC ล่าสุด รัฐบาลเคนยาประกาศโครงการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่มูลค่า 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เมืองลามู (Lamu) ทางตอนเหนือของประเทศ และเพิ่มท่าเทียบเรือขนถ่ายตู้สินค้าแห่งที่สองที่เมืองมอมบาซา

นโยบายเศรษฐกิจ

วิสัยทัศน์ 2030 เคนยาได้จัดทำวิสัยทัศน์ 2030 เพื่อวางนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเคนยา โดยเคนยาต้องการรักษาระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ให้คงที่ที่ร้อยละ 10 ภายในระยะเวลา 25 ปี โดยรัฐบาลมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจใน 6 ด้าน ได้แก่ (1) การท่องเที่ยว (2) การเกษตร (3) การค้าปลีกและค้าส่ง (4) การผลิตเพื่อตลาดระดับภูมิภาค (5) การให้บริการ business process offshoring (BPO) และ (6) การบริการทางการเงิน 

สกุลเงิน ชิลลิงเคนยา (KES) 1 บาท= 2.70 KES (13 ธันวาคม 2556) 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 43.057 พันล้าน USD (ประมาณการปี 2556 โดย EIU) 

รายได้ประชาชาติต่อหัว 1,017 USD (ประมาณการปี 2556 โดย EIU) 

อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 4.8 (ประมาณการปี 2556 โดย EIU)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 5.6(ประมาณการปี 2556) 

เงินทุนสำรอง
 6.46 พันล้าน  (ประมาณการปี 2556) 

อุตสาหกรรมที่สำคัญ สินค้าอุปโภคบริโภคขนาดเล็ก (พลาสติก เฟอร์นิเจอร์ แบตเตอรี สิ่งทอ) ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร พืชเรือนกระจก การกลั่นน้ำมัน อะลูมิเนียม เหล็ก ตะกั่ว ซีเมนต์ การซ่อมเรือพาณิชย์ การท่องเที่ยว

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ชา พืชเรือนกระจก กาแฟ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ปลา

สินค้านำเข้าที่สำคัญ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ขนส่ง ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ยานยนต์ แร่เหล็กและเหล็ก เรซิน พลาสติก

มูลค่าการค้าไทย-เคนยา 206.79 ล้าน USD (ไทยส่งออก 186.16 ล้าน USD ไทยนำเข้า 20.63 ล้าน USD ไทยได้ดุลการค้า 165.53 ล้าน USD)

สินค้าส่งออกของไทย ได้แก่ (1) น้ำตาลทราย (2) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (3) เม็ดพลาสติก (4) เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ (5) เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ (6) เครื่องนุ่งห่ม (7) ปูนซีเมนต์ (8) ผลิตภัณฑ์ยาง (9) เคมีภัณฑ์ (10) ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ

สินค้านำเข้าจากเคนยา ได้แก่ (1) เคมีภัณฑ์ (2) สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ (3) เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินและทองคำ (4) ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ (5) ผัก ผลไม้และของปรุงแต่ง ที่ทำจากผักและผลไม้ (6) สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่ง (7) เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค (8) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (9) สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ (10) เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ส่งออกไปสหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ ยูกันดา แทนซาเนีย สหรัฐอเมริกา ปากีสถาน นำเข้าจากอินเดีย จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบเป็นจุดส่งผ่านสินค้าจากเอเชีย) แอฟริกาใต้ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอเมริกา

ความสัมพันธ์

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราตามปกติได้ที่กรุงเทพมหานคร (สถานเอกอัครราชทูต)

สำนักงานไทยที่ดูแลเคนยา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี

สำนักงานเคนยาที่ดูแลไทย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทพมหานคร

ความสัมพันธ์ด้านการทูต
ประเทศไทยและสาธารณรัฐเคนยาได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อ วันที่ 25กรกฎาคม 2510 (ค.ศ. 1967) โดยไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตที่กรุงไนโรบี เมื่อปี 2521 (ค.ศ. 1978) และเคนยาได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตเคนยาประจำประเทศมาเลเซียมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย และได้แต่งตั้งนายอธิวัชร์ ประชาเสรี เป็นกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์สาธารณรัฐเคนยาประจำประเทศไทย ต่อมา เคนยาได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตเคนยาประจำประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2549 (ค.ศ. 2006) และได้มอบหมายให้ H.E. Dr. Richard Titus Ekai เป็นเอกอัครราชทูตเคนยาประจำประเทศไทยคนแรก ซึ่งพ้นหน้าที่ไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 ล่าสุด รัฐบาลไทยให้ความเห็นชอบนาย Ali Mohamed Yussef เป็นเอกอัครราชทูตเคนยาฯ คนใหม่แล้ว อย่างไรก็ตาม การมารับหน้าที่ของนาย Yussef น่าจะใช้เวลาอีกนาน เนื่องจากนาย Yussef ได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาลเคนยาชุดก่อนเมื่อปลายปี 2555 ต่อมาเมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้ารับหน้าที่เมื่อต้นปี 2556 ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ รวมทั้งไม่มีการยืนยันบุคคลที่รัฐบาลชุดก่อนแต่งตั้งจวบจนบัดนี้ (นาย Yussef ยังไม่ได้รับ credentials) 
ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

การค้า
เคนยาเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของไทยในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก โดยในปี 2556 (ค.ศ. 2013) ปริมาณการค้าระหว่างไทยกับเคนยามีมูลค่า 227.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งสินค้าออกไปเคนยามูลค่า 208.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าสินค้าจากเคนยามูลค่า 18.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 190.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สถิติการค้าระหว่างไทย-เคนยา (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ปี

ปริมาณการค้า

ไทยส่งออก

ไทยนำเข้า

ดุลการค้า

2550

119.46

105.65

13.81

+ 91.83

2551

162.82

130.41

32.42

+ 97.99

2552

133.41

122.75

10.66

+112.09

2553

143.92

129.57

14.35

+115.22

2554

206.60

190.65

15.95

+174.69

2555

206.79

186.61

20.63

+165.53

2556

227.27

208.94

18.32

+190.62

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพาณิชย์

การลงทุน
ปัจจุบัน มีนักลงทุนไทยประกอบธุรกิจเหมืองแร่ อัญมณี การขุดเจาะน้ำบาดาล และร้านอาหารในเคนยาแล้ว และล่าสุดเมื่อต้นปี 2556 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) ได้ขยายการลงทุนในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก โดยการถือครองหุ้นของบริษัท Cove Energy ในเคนยา อย่างไรก็ดีเคนยายังคงมีโอกาสสำหรับนักลงทุนไทย เนื่องจากเคนยาสนใจในศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย และต้องการการลงทุนจากต่างประเทศ ตลอดจนเทคโนโลยีเพื่อนำไปพัฒนาภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในเคนยา

สาขาที่เคนยามีศักยภาพในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

- การท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม/สปา เศรษฐกิจของเคนยาพึ่งพาธุรกิจด้านการท่องเที่ยวเป็นหลัก ทำให้รัฐบาลเคนยามีนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เคนยายังต้องการ การลงทุนด้านธุรกิจโรงแรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการท่องเที่ยวและการให้บริการต่าง ๆ อาทิ การฝึกอบรมการนวดแผนไทย/สปา การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (eco-tourism)

- การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เคนยาเป็นประเทศเกษตรกรรมและมีผลผลิตทางการเกษตรเพื่อส่งออกที่สำคัญทั้งในด้านพืชพันธุ์ ปศุสัตว์และการประมง แต่ยังคงขาดแคลนเทคโนโลยี นวัตกรรมที่ใช้แปรรูปผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้สูงขึ้น

- การก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐานและวัสดุก่อสร้าง เคนยาต้องการการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านชลประทาน ซึ่งไทยมีจุดแข็งด้านนี้และสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวได้ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยที่ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจขุดเจาะน้ำบาดาล โดยมีสำนักงานตั้งอยู่ที่ กรุงไนโรบี นอกจากนี้ เคนยายังต้องการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงทั้งประเทศโดยการสร้างเครือข่ายถนน ทางรถไฟ แต่ยังขาดแคลนการผลิตวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ อาทิ ปูนซิเมนต์

- ธุรกิจ/การลงทุนด้านแร่ธาตุและอัญมณี เคนยาเป็นแหล่งแร่ธาตุที่สำคัญโดยเฉพาะโซดาแอช ซึ่งเป็นสารเคมีสำคัญที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลายชนิดของไทย เช่น แก้ว เซรามิก กระดาษ ผงซักฟอก สบู่ นอกจากนี้ เคนยายังเป็นแหล่งแร่อัญมณีและพลอยดิบขนาดใหญ่ของโลก และรัฐบาลเคนยาต้องการให้ผู้ประกอบการต่างชาติตั้งโรงงานเจียระไนพลอยขั้นพื้นฐานและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเจียระไนพลอยเบื้องต้น เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

การท่องเที่ยว
รัฐบาลไทยและรัฐบาลเคนยามีนโยบายขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างกันและได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเมื่อปี 2547 (ค.ศ. 2004) รัฐบาลเคนยามีความประสงค์ที่จะขยายตลาดนักท่องเที่ยวจากเอเชียโดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และไทย รวมทั้งต้องการเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งไทยก็ยินดีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์

ในปี 2556 (ค.ศ. 2013) มีชาวเคนยาเดินทางมาไทยจำนวณ 11,234 คน

ปัจจุบัน สายการบิน Kenya Airways มีเที่ยวบินตรง ไนโรบี – กรุงเทพฯ – ปักกิ่ง 7 เที่ยว/สัปดาห์  

ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา 
ความร่วมมือระหว่างไทยกับเคนยาส่วนใหญ่อยู่ในรูปของทุนฝึกอบรมทั้งทุนแบบ tailor-made course และทุนฝึกอบรมนานาชาติประจำปี (AITC)

ความร่วมมือที่ผ่านมา 
สพร.ได้จัดการฝึกอบรมเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของกลุ่มประเทศแอฟริกาซึ่งมีผู้แทนจากเคนยาเข้าร่วมในหลักสูตรต่าง ๆ ได้แก่ การป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคมาลาเรียในปี 2548 และปี 2549 หลักสูตรเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ในปี 2549 2552 และปี 2553 หลักสูตรด้านการทูต ในปี 2555 และ 2556 นอกจากนั้น สพร. ยังได้จัดทุนฝึกอบรมหลักสูตรนานาชาติประจำปี (Annual International Training Course: AITC) แก่เคนยาตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา โดยหลักสูตรส่วนใหญ่ที่เคนยาส่งคนมาร่วมอบรม ได้แก่ การเกษตร การจัดการด้านสาธารณสุข การพัฒนาชนบท การจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยว การสร้างรายได้ในชุมชน เป็นต้น

ความร่วมมือในปัจจุบัน
จากผลการประชุม JC ไทย-เคนยา ครั้งที่ 1 (มิ.ย. 2553) ฝ่ายไทยได้เสนอให้ความร่วมมือแก่เคนยา ดังนี้

1) ทุนศึกษาปริญญาโท 10 ทุน ใน 7 สาขา ขณะนี้อนุมัติทุนไปแล้ว จำนวน 4 ทุน จบการศึกษาแล้ว ๒ คน

2) จัดฝึกอบรมหลักสูตร Groundwater Development and Groundwater Database Management จำนวน 10 ทุน แก่ข้าราชการเคนยา ระหว่างวันที่ 14 – 26 ต.ค. 2556 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

จัดดูงานโครงการบัวแก้วสัมพันธ์ ประจำปี 2556 ในหัวข้อเศรษฐกิจพอเพียงและ OTOP โดยเชิญผู้แทนจากประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา เข้าร่วม ระหว่างวันที่ 24-30 มี.ค. 2556 มีผู้แทนจากเคนยาเข้าร่วม 1 คน


การเยือนที่สำคัญ
ฝ่ายไทย
ระดับพระราชวงศ์
(1) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนเคนยาเพื่อเข้าร่วมประชุมคณะมนตรีประศาสน์การของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ระหว่าง
วันที่ 29 ก.ค. – 9 ส.ค. 2533 (ค.ศ. 1990)

(2) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แวะเคนยา เป็นการส่วนพระองค์ ในวันที่ 18 มี.ค. 2546 (ค.ศ. 2003) ก่อนเสด็จฯ เยือนแทนซาเนีย ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ UNHCR (วันที่ 18-21 มี.ค. 2546)

(3) สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเยือนเคนยา ระหว่างวันที่ 27 ก.ย. – 3 ต.ค. 2546 (ค.ศ. 2003)

(4) พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จเยือนสาธารณรัฐเคนยา ระหว่างวันที่ 8-12 ก.ย. 2552 (ค.ศ. 2009) เพื่อเข้าร่วมการประชุม UN Regional Preparatory Meeting
ของทวีปแอฟริกา ณ กรุงไนโรบี

ระดับรัฐบาล
(1) พล.อ.อ. สิทธิ เศวตศิลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนเคนยาอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 29 พ.ค. – 1 มิ.ย. 2527 (ค.ศ. 1984) โดยได้เข้าเยี่ยมคารวะและพบหารือกับประธานาธิบดี Moi และรัฐมนตรีต่างประเทศเคนยา

(2) ร.ต. ประพาส ลิมปะพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เดินทางเยือนเคนยาอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-16 ก.ย. 2532 (ค.ศ. 1989)

(3) ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนเคนยาอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6-10 มี.ค. 2536 (ค.ศ. 1993) และได้มีการลงนามความตกลงการค้าระหว่างไทยกับเคนยา

(4) ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เดินทางเยือนเคนยาอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 1-3 ก.พ. 2542 (ค.ศ. 1999) โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อขอเสียงสนับสนุนในการเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO)

(5) คณะสำรวจข้อเท็จจริงของไทย นำโดยนายปกศักดิ์ นิลอุบล อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา เยือนเคนยาระหว่างวันที่ 16-17 ก.พ. 2542 (ค.ศ. 1999)

(6) นายทวี บุตรสุนทร ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยนำคณะผู้แทน
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเยือนเคนยา เมื่อเดือน เม.ย. 2545 (ค.ศ. 2002)

(7) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รองนายกรัฐมนตรี และ ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุม Nairobi Summit: A Mine-Free World ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ระหว่างวันที่ 28 พ.ย. - 3 ธ.ค. 2547 (ค.ศ. 2004)

(8) นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนเคนยาระหว่าง 21-22 มิ.ย. 2548 เพื่อส่งเสริมและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเคนยา ร่วมทั้งเป็นประธานเปิดการประชุม AIDS Workshop เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2548 (ค.ศ. 2005)

(9) นายกรัฐมนตรี (พ.ต.อ. ทักษิณ ชินวัตร) เยือนเคนยาระหว่าง 8-10 พ.ย. 2548 (ค.ศ. 2005)

(10) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายกษิต ภิรมย์) เยือนเคนยา ระหว่างวันที่ 17-18 มิ.ย. 2553 (ค.ศ. 2010) เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเคนยาครั้งที่ 1 และการประชุมเอกอัครราชทูต/กงสุลใหญ่ในภูมิภาคแอฟริกา และได้เข้าเยี่ยมคารวะ ประธานาธิบดีเคนยา (นาย Mwai Kibaki) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมเคนยา (นาย Henry Kiprono Kosgey) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเคนยา (นาย Moses Wetangula)

(11) นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา นำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเยือนเคนยาระหว่างวันที่ 16-18 ก.ย. 2554 (ค.ศ. 2011) เพื่อแสวงหาลู่ทางการค้าและการลงทุน

ฝ่ายเคนยา
(1) ประธานาธิบดี Daniel arap Moi เดินทางเยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับโลก
เรื่องการศึกษาเพื่อปวงชน (World Conference on Education for All) ระหว่างวันที่ 5-9 มี.ค. 2533 (ค.ศ. 1990) โดยรัฐบาลไทยรับเป็นแขกรัฐบาล 1 วัน

(2) นาย Wilson Ndolo Ayah รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเคนยาเยือนไทย
ระหว่างวันที่ 18-21 ส.ค. 2534 (ค.ศ. 1991)

(3) นาย Nicholas Kipyator Kiprono Biwott รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยว การค้า
และอุตสาหกรรมเคนยา เดินทางเยือนไทยระหว่างวันที่ 12-19 ก.พ. 2542 (ค.ศ. 1990) เพื่อเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ครั้งที่ 10

(4) คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเคนยา ซึ่งประกอบด้วย นายทหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่พลเรือนระดับผู้บริหาร จำนวน 14 คน ได้เดินทางมาทัศนศึกษาและดูงานด้านต่าง ๆ
ที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 18-22 ก.ย. 2543 (ค.ศ. 2000)

(5) Dr. C. Murungaru รัฐมนตรีช่วยว่าการด้านการบริหารส่วนภูมิภาคและความมั่นคงแห่งชาติ สังกัดสำนักประธานาธิบดี (Minister of State in charge of Provincial Administration and National Security) และคณะ เดินทางเยือนไทยระหว่างวันที่ 15-19 ก.ย. 2546 (ค.ศ. 2003) เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญากรุงออตตาวา ครั้งที่ 5 ที่กรุงเทพฯ

(6) นาย Kalonzo Musyoka รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเคนยา เดินทางเยือนภูเก็ตเป็นการส่วนตัว เมื่อวันที่ 1-3 ม.ค. 2547 (ค.ศ. 2004)

(7) นาง Esther Mshai Tolle ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเคนยาในฐานะเลขาธิการของ
การประชุม Nairobi Summit on a Mine-Free World เดินทางเยือนไทยและเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2547 (ค.ศ. 2004)

(8) คณะวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเคนยาได้เดินทางมาศึกษาดูงานที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 2-9 ต.ค. 2547 (ค.ศ. 2004)
(9) นาย Mwai Kibaki ประธานาธิบดีเคนยาเยือนไทย ในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 28-30 ต.ค. 2547 (ค.ศ. 2004)

(10) นาย Raila Amollo Odinga นายกรัฐมนตรีเคนยาเยือนไทย ในฐานะแขกของรัฐบาล
เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2553 (ค.ศ. 2010)

(11) นาย Mwai Kibaki ประธานาธิบดีเคนยา เดินทางแวะผ่านประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 เม.ย. และ 3 พ.ค. 2553 และนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศมอบกระเช้าของที่ระลึกเพื่อเป็นการแสดงไมตรีจิต

(12) นาย James Gesami รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขและสุขาภิบาล เดินทางเยือนไทยระหว่างวันที่ 25-29 ม.ค. 2554 (ค.ศ. 2011) เพื่อเข้าร่วมการประชุม Global Forum on Human Resources for Health ครั้งที่ 2 และได้เยี่ยมชมการดำเนินงานขององค์การเภสัชกรรม

(13) นาย Romano M. Kiome ปลัดกระทรวงเกษตรเคนยา และคณะ เยือนไทยเพื่อศึกษาดูงาน ระหว่างวันที่ 15-17 ส.ค. 2554

(14) นาย Anyang Nyong’o รัฐมนตรีว่าการกระทรวงบริการทางการแพทย์ เยือนไทย
เพื่อเข้าร่วมการประชุมรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ระหว่างวันที่ 24- 28 ม.ค. 2555

(15) คณะวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเคนยาเดินทางมาศึกษาดูงานที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 21-28 เม.ย. 2555  

ความตกลงและความร่วมมือ

  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือทวิภาคี
    วันที่ลงนาม 09 พฤศจิกายน 2548
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการจัดการอุทยานและสัตว์ป่า
    วันที่ลงนาม 09 พฤศจิกายน 2548
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว
    วันที่ลงนาม 02 ธันวาคม 2547
  • ความตกลงด้านการค้า
    วันที่ลงนาม 08 มีนาคม 2536
  • ความตกลงว่าด้วยการเดินอากาศ
    วันที่ลงนาม 06 กันยายน 2534