Gabon / กาบอง

สาธารณรัฐกาบอง
Gabonese Republic

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Gabon / กาบอง ที่ตั้ง ตั้งอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก มีอาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับอิเควทอเรียลกินีและแคเมอรูน
ทิศตะวันออกและทิศใต้ ติดกับสาธารณรัฐคองโก
ทิศตะวันตก ติดมหาสมุทรแอตแลนติก

พื้นที่ 267,667 ตร.กม. (เล็กกว่าไทยประมาณครึ่งหนึ่ง)

เมืองหลวง กรุงลีเบรอวิล (Libreville)

ภูมิอากาศ อากาศร้อนชื้นแถบเส้นศูนย์สูตร อุณหภูมิสูงและฝนตกชุก มีฤดูแล้งยาวนานตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนกันยายน หลังจากนั้นเป็นฤดูฝนช่วงสั้น ๆ และจะเป็นฤดูแล้งอีกครั้งตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ และเป็นฤดูฝนอีกครั้งฝนตกโดยเฉลี่ยประมาณ 2,510 มิลลิเมตรต่อปี

จำนวนประชากร 1.70 ล้านคน (ประมาณการปี 2558)

เชื้อชาติ ได้แก่ เผ่า Bantu เผ่าต่าง ๆ ที่สำคัญ 4 เผ่า คือ Fang Eshira Bapounou และ Bateke นอกจากนี้ มีชาวอัฟริกันอื่น ๆ และชาว ยุโรปประมาณ 154,000 คน ซึ่งรวมทั้งชาวฝรั่งเศส 10,700 คน และมีผู้ถือสองสัญชาติ 11,000 คน

ศาสนา คริสต์ 55%-75% ความเชื่อดั้งเดิม และอิสลามน้อยกว่า 1%  

ภาษา ฝรั่งเศส

วันชาติ 17 สิงหาคม

ระบบการปกครอง ระบอบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข และเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

ประธานาธิบดี นายอะลี บองโก ออนดิมบา  (Mr. Ali Bongo Ondimba) 

นายกรัฐมนตรี นายแดเนียล โอนา ออนโด Mr. Daniel Ona Ondo (เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2557)

รมว.กต. นายเอ็มมานูเอล อิโซเซ กอนเด (Mr. Emmanuel Issoze-Ngondet) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 28 ก.พ. 2555

สกุลเงิน ฟรังก์เซฟา (CFA Franc)

อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท = 16.90 ฟรังก์เซฟา (สถานะ ณ วันที่ 1 ส.ค. 2559)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 13.8 พันล้าน USD* (ไทย: 395.2 พันล้าน USD)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 3.5* (ไทย: ร้อยละ 2.8)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 7,735.93 USD (IMF) (ไทย: 5,878.2 USD)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 0.5* (ไทย: ร้อยละ -0.9)

เงินทุนสำรอง 1.825 พันล้าน USD* (ไทย: 156.5 พันล้าน USD)

อุตสาหกรรมหลัก การกลั่นปิโตรเลียม แมงกานีส เหมืองทอง เคมีภัณฑ์ ซ่อมเรือ อาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอ ไม้ซุง ไม้อัด ซีเมนต์

สินค้านำเข้าที่สำคัญ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ อาหาร เคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง

สินค้าส่งออกที่สำคัญ น้ำมันดิบ ไม้ซุง แมงกานีส ยูเรเนียม 

ประเทศคู่ค้าสำคัญ นำเข้าจาก ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา จีน เบลเยียม อิตาลี แคเมอรูน เนเธอร์แลนด์ 
ส่งออกไปยัง รัสเซีย สหรัฐอเมริกา จีน ฝรั่งเศส

 
 
เว็บไซต์ทางการ www.legabon.org 

การเมืองการปกครอง

ประธานาธิบดี นายอาลี บองโก องดังบา  (Ali Bongo Ondimba) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 16 ตุลาคม 2552

นายกรัฐมนตรี Mr. Daniel Ona Ondo

รัฐมนตรีต่างประเทศ นายเอ็มมานูเอล อิสโสเซท อึนกงเดท์ (Emmanuel Issoze-Ngondet) เข้ารับตำแหน่งเมื่อกุมภาพันธ์ 2555 

การเมืองการปกครอง
กาบองมีระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ และเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองมากที่สุดประเทศหนึ่งในแอฟริกาตะวันตก มีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ โดยมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลและเป็นผู้แต่งตั้งคณะ รัฐมนตรีโดยการหารือกับประธานาธิบดี ในปี 2533 กาบองเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญให้มีระบบการเมืองหลายพรรค รัฐสภาของกาบองเป็นระบบสภาคู่ โดยสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 120 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไป และอยู่ในตำแหน่งวาระละ 5 ปี ในส่วนของวุฒิสภาจำนวน 91 ที่นั่ง (ตั้งขึ้นในปี 2538) เลือกจากสมาชิกสภาท้องถิ่น และอยู่ในตำแหน่งวาระละ 5 ปี 

เดิมดินแดนกาบองเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธ์แอฟริกาตะวันตกของฝรั่งเศส ในปี 2501 กาบองได้รับสิทธิในการปกครองตนเอง และได้ประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2504 โดยมีนาย Leon M'ba เป็นประธานาธิบดีคนแรก ในปี 2507 ได้เกิดการรัฐประหารขึ้น แต่ด้วยความช่วยเหลือของฝรั่งเศส นาย Leon M'ba ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตามเดิมจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 2510
นาย Albert-Bernard Bongo (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Omar Bongo Ondimba) รองประธานาธิบดี ได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศสให้เข้ารับตำแหน่งแทน และจัดตั้งระบบการปกครองแบบพรรคการเมืองเดียว โดยมีพรรค Parti democratique gabonais (PDG) เป็นพรรครัฐบาล ทั้งนี้ประธานาธิบดี Bongo ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งซ้ำในปี 2516 ปี 2522 และปี 2529 โดยไม่มีคู่แข่ง
ในปี 2533 ภายใต้แรงกดดันจากกลุ่มต่างๆภายในประเทศ รัฐบาลกาบองได้จัดให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเปลี่ยนแปลงเป็นระบบการเมืองแบบหลายพรรค อย่างไรก็ตาม พรรค PDG ของประธานาธิบดี ยังคงได้รับเสียงข้างมากในสภาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีขึ้นในปี 2536 นาย Bongo ยังคงได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และได้รับเลือกตั้งซ้ำในปี 2541
ในปี 2540 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเพิ่มระยะเวลาให้ประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่งจากเดิมวาระละ 5 ปี เป็นวาระละ 7 ปี และมีการแต่งตั้งตำแหน่งรองประธานาธิบดีขึ้นมาอีกครั้ง และในปี 2546 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งโดยยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของ ประธานาธิบดี ซึ่งทำให้นาย Bongo มีสิทธิ์ในการลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อปี 2548 และชนะการเลือกตั้ง โดยนับเป็นการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 6 และถือเป็นประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในแอฟริกา
ปี 2552 นาย Albert-Bernard Bongo เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย ที่คลิกนิกแห่งหนึ่งในเมืองบาเซโลนา ประเทศสเปน ในวัย 73 ปี หลังจากอยู่ในอำนาจยาวนานถึง 42 ปี (ตั้งแต่ปี 2510 ถึง 2552)โดยทางการกาบองได้ประกาศไว้อาลัยแก่การเสียชีวิตของนาย Albert-Bernard Bongo เป็นเวลา 30 วัน และกำหนดให้ประธานวุฒิสภานาง Rose Francine Rogombe ดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีและจัดการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 45 วัน ในชั้นนี้ สถานการณ์ในกรุงลิเบรวิลล์ยังอยู่ในความสงบไม่เกิดเหตุวุ่นวายตามที่มีการคาดการณ์ไว้

การจัดการเลือกตั้งในเดือน ก.ย.2552 นาย Ali Bongo Ondimba บุตรชายของประธานาธิบดีคนเก่า ได้รับเลือกตั้งขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนต่อมาท่ามกลางเสียงวิพากย์วิจารณ์ถึงความไม่ชอบธรรมในการขึ้นมาดำรงตำแหน่ง จนทำให้เกิดเป็นการจลาจลและการประท้วงผลการเลือกตั้งดังกล่าว

ปี 2554 ได้มีการจัดการเลือกตั้งขึ้นอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งอย่างชอบธรรมครั้งแรกหลังจากที่ประธานาธิบดี Albert-Bernard Bongo เสียชีวิตลง โดยการเลือกตั้งครั้งนี้พรรค Gabonese Democratic Party (PDG) ซึ่งนำโดยปธน. Bongo ชนะการเลือกตั้งจากการได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่และได้ที่นั่งในสภาอย่างน้อย 73 ที่นั่งจาก 120 ที่นั่ง จากผลการเลือกตั้งทำให้พรรคฝ่ายค้านคัดค้านผลการเลือกตั้ง รวมไปถึงหลายฝ่ายก็คว่ำบาตรผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ จึงทำให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจัดตั้ง The Union des forces du changement (UFC) เพื่อกดดันให้ประธานาธิบดีลาออกจากตำแหน่ง

ในการเลือกตั้งท้องถิ่น (Local Election) ในปี 2555 นาย Pierre Mamboundou หัวหน้าพรรค UPG (The Union du people gabonais) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก ยังคงไร้ซึ่งหนทางในการก้าวสู่การเป็นผู้นำประเทศหลังจากการพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2552 ส่วนกลุ่มเสียงส่วนน้อย ซึ่งนำโดยนาย Bruno Ben Moubamba ได้เข้าร่วมกับพรรค UFA (The Union des forces pour l’alternance) ซึ่งเป็นพรรคที่ยึดถือในหลักการและต่อต้านฝ่ายรัฐบาล นอกจากนี้ กลุ่มที่แยกตัวออกมาจากพรรค UPG ต่อมากลายเป็นกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า The Union des partriotes gabonais loyalists ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ UFC และอยู่ภายใต้การนำของ นาย David Mbadinaga ซึ่งเป็นกลุ่มที่พยายามนำหลักการของนาย Mamboundou’s มาใช้

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดี Ali Bongo Ondimba และพรรค Parti Démocratique Gabonais, PDG ยังคงครองอำนาจต่อไป ถึงแม้ว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่ครอบอำนาจมาอย่างยาวนานท่ามกลางการสนับสนุนของฝ่ายทหาร แต่ก็ยังต้องเผชิญกับกระแสการต่อต้านการเลือกตั้งและนโยบายปฏิรูปของพรรค จนเกิดเป็นการประท้วงและการหยุดงานในบางครั้ง นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารนโยบายสาธารณะ เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ อาทิ การพัฒนาคุณภาพชีวิต ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ปัญหาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และปัญหาการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและการศึกษา

นโยบายต่างประเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างกาบอกกับฝรั่งเศส
ในอดีตกาบองดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยเอนเอียงไปทางฝ่ายตะวันตก โดยเฉพาะกับฝรั่งเศส โดยมีความร่วมมือทางด้านการทหารและเศรษฐกิจ ในด้านการทหาร ฝรั่งเศสได้ส่งเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคมาให้การฝึกอบรมการใช้อาวุธสมัยใหม่ มีการจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดทหารซึ่งสอนโดยทหารฝรั่งเศส ปัจจุบันยังมีกองกำลังทหารฝรั่งเศสประมาณ 3-4 พันคนประจำการอยู่เพื่อดูแลผลประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ นอกจากนี้ บริษัทสัญชาติฝรั่งเศสได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจของ กาบอง ซึ่งครอบคลุมถึงการไฟฟ้า ประปา ระบบคมนาคม และโทรคมนาคม 

กาบองได้พยายามลดการพึ่งพิงฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคมเดิม และขยายความสัมพันธ์กับมิตรประเทศอื่น ๆ อาทิ จีน บราซิล แอฟริกาใต้ และอินเดีย เพื่อขอรับการช่วยเหลือด้านการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมน้ำมันและที่มิใช่น้ำมัน (oil and non-oil sectors) ของประเทศ ปัจจุบัน กาบองดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

ในปัจจุบันเริ่มเกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสอง ทำให้ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและมีมาอย่างยาวนานเนื่องจากฝ่ายฝรั่งเศสตั้งได้ตรวจสอบทรัพย์สินของประธานาธิบดี Bongo ในประเทศฝรั่งเศสและข้อสังเกตเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใสของกาบอง หากแต่กาบองก็ยังคงยินยอมในฝรั่งเศสคงฐานทัพทหารเอไว้ในเมือง Libreville

ความสัมพันธ์ระหว่างกาบองกับจีน
ความสัมพันธ์ระหว่างกาบองกับจีนมีความแน่นแฟ้นมากขึ้นโดยลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2547 ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับผู้นำ (State Visit) ของประเทศทั้งสอง ในระหว่างการเยือนกาบองอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีหูจินเท่าของจีน ได้มีการลงนามความตกลงระหว่าง China Petroleum and Chemical Corporation Refinery กับ Gabon and France's Total Gabon ซึ่งจะรับประกันการส่งน้ำมันกาบองไปยังประเทศจีนอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ มีรายงานว่า จีนกำลังก่อสร้างตึกรัฐสภาแห่งใหม่ ศูนย์มัลติมีเดีย และท่าเรือในกาบองอีกด้วย การเยือนดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญของจีนในฐานะหุ้นส่วนทางการค้าและการ พัฒนาของกาบอง

ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ของกาบองและจีนพัฒนาและมีความแน่นแฟ้นมายิ่งขึ้น และกาบองก็ยังคงพยายามดึงดูดการลงทุนจากประเทศอื่นๆในเอเชีย
ความสัมพันธ์ระหว่างกาบองกับสหรัฐฯ มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้น ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีกาบองเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ (State Visit) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2547 และผู้บังคับบัญชาการทหารระดับสูงของสหรัฐฯ เยือนกาบองในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน เพื่อหารือประเด็นความมั่นคง น้ำมัน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของกาบองในฐานะประเทศยุทธศาสตร์ในแอฟริกา ตะวันตกของสหรัฐฯ
กาบองเป็นประเทศที่มีบทบาทในองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ อาทิ สหประชาชาติ (UN) สหภาพแอฟริกา (AU) กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM) องค์การการประชุมอิสลาม (OIC) และประชาคมเศรษฐกิจแอฟริกา (ECA) เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2549 กาบองได้ร่วมกับองค์กรอาหารและยาแห่งสหประชาชาติ (FAO) องค์การอนามัยโลก (WHO) โครงการเพื่อการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) จัดการประชุมระดับอนุภูมิภาคเกี่ยวกับการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัด นกในทวีปแอฟริกาตะวันตกขึ้นที่กรุงลีเบรอวิล ประเทศกาบอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประสานความพยายามในการหยุดการแพร่ระบาดและหามาตรการ ป้องกันเชื้อไข้หวัดนกในแอฟริกาตะวันตก อนึ่ง นาย Jean Ping อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกาบองได้รับตำแหน่งประธานสหภาพ แอฟริกา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 (รัฐบาลกาบองได้ปรับคณะรัฐมนตรีล่าสุดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2551) 

ประธานาธิบดี Bongo ถือว่ามีความโดดเด่นบนเวทีระดับภูมิภาค โดยพยายามขยายบทบาทตนเองให้เป็น รัฐบุรุษอาวุโสของแอฟริกา และภายหลังจากที่ได้สร้างศูนย์ประชุมแห่งชาติขนาดใหญ่ขึ้น กาบองได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในระดับภูมิภาคในหลายโอกาส นอกจากนี้ นาย Bongo ยังมีส่วนช่วยในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในแอฟริกาหลายกรณี อาทิ การสู้รบในโกตดิวัวร์ และการปะทะกันระหว่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกกับแอฟริกากลาง เป็นต้น 

กาบองมีข้อพิพาททางดินแดนกับอิเควทอเรียลกินี โดยทั้งสองฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะ 3 เกาะ คือ Mbanie Cocotier และ Conga ซึ่งเชื่อกันว่ามีน้ำมันอยู่มาก เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ปี 2549 ประธานาธิบดีกาบอง และประธานาธิบดีอิเควทอเรียลกินี ได้ตกลงที่จะจัดทำความตกลงเพื่อยุติข้อขัดแย้งการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะ ดังกล่าว โดยมีนาย Kofi Annan เลขาธิการสหประชาชาติเป็นผู้ไกล่เกลี่ย อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศยังไม่สิ้นสุด แม้กาบองจะเสนอให้มีการแบ่งสรรการใช้ทรัพยากรจากเกาะดังกล่าว แต่ก็มีแนวโน้มที่คู่พิพาทจะหาหนทางในการเจรจาเพื่อยุติปัญหาดังกล่าว 

เศรษฐกิจและสังคม

กาบองเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยเนื่องมาจากน้ำมัน โดยเศรษฐกิจของกาบองมีการพึ่งพารายได้ภาคอุตสาหกรรมน้ำมันปิโตรเลียมเป็น หลัก ในปี 2549 กาบองสามารถผลิตน้ำมันได้เป็นอันดับที่ 39 ของโลก และช่วยให้กาบองมีรายได้ประชาชาติต่อหัวสูงถึง 14,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจกาบองโดย เฉพาะระหว่างวิกฤตน้ำมันในช่วงปี 2523 และในปี 2541 อนึ่ง กาบองได้ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกองค์การประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (OPEC) ในปี 2538 เนื่องจากต้องการผลิตน้ำมันเกินโควต้าที่ OPEC กำหนด ปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจของกาบองดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกขยับตัวสูงขึ้น 

แม้ว่ากาบองจะถือเป็นประเทศร่ำรวย แต่การลดค่าเงินฟรังก์เซฟาในปี 2537 ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อขนาดหนักและทำให้กาบองต้องประสบปัญหาภาระหนี้สิน ระหว่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากฝรั่งเศส ธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยมีพันธะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ IMF ในการการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การเปิดเสรีทางการค้า และเร่งรัดพัฒนาอุตสาหกรรมที่ไม่ใช้น้ำมัน เพื่อลดปัญหาการว่างงาน  

นโยบายหลักของรัฐบาล คือการพยายามดำเนินการตามเงื่อนไขของ IMF เพื่อให้สามารถได้รับการสนับสนุน และหวังจะได้รับการผ่อนปรนระยะเวลาชำระหนี้จากกลุ่มประเทศ G7 นอกจากนี้ เนื่องจากมีการประเมินกันว่า การผลิตน้ำมันของกาบองจะหมดลงภายในปี 2555 หากไม่มีการสำรวจบ่อน้ำมันใหม่ ๆ รัฐบาลจึงได้พยายามพัฒนาการสำรวจน้ำมันเพิ่มเติมโดยการดึงดูดการลงทุนในสาขา พลังงาน โดยมีการปรับระบบกฎหมายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ อาทิ การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ปัจจุบัน บริษัท Royal Dutch Shell และ Total เป็นสองบริษัทน้ำมันข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ดำเนินการในกาบอง
รัฐบาลได้พยายามลดการพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมน้ำมัน โดยให้ความสำคัญมากขึ้นกับการภาคธุรกิจอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลิตแมงกานีส การแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้ การก่อสร้าง และการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจตามคำแนะนำของ IMF อย่างไรก็ดี การส่งเสริมบรรยากาศที่ดีสำหรับการลงทุนและการดำเนินธุรกิจอื่น ๆ นอกเหนือจากน้ำมันในกาบองยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร โดยธนาคารโลกได้จัดให้กาบองอยู่ในลำดับที่ 144 จาก 178 ของประเทศ ที่มีบรรยากาศเหมาะสมสำหรับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งปัจจัยหลักที่เป็นผลในการจัดลำดับดังกล่าว คือ กฎระเบียบภายในที่ยุ่งยาก อัตราค่าจ้างแรงงานสูงและการจดทะเบียนแรงงานที่เข้มงวด รวมทั้งการขาดประสิทธิภาพในการทำสัญญาและการประกันความเสี่ยงของนักลงทุน 

กาบองประสบปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมาก อีกทั้ง สหประชาชาติได้จัดให้กาบองอยู่ในอันดับที่ 119 จาก 177 ประเทศ ที่มีดัชนีพัฒนาคน (Human Development Index-HDI) ต่ำที่สุด ซึ่งดัชนีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านสาธารณสุขของกาบองยังไม่ได้รับ การพัฒนาเท่าที่ควร อัตราโรงพยาบาลและแพทย์ไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย โรคที่ระบาดมากได้แก่มาลาเรีย และเอดส์ ทั้งนี้ กาบองยังมีอัตราการแพร่กระจายของโรคเอดส์สูงถึงร้อยละ 7.9 (พ.ศ.2548) และมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์กว่า 4,700 คน (พ.ศ. 2548) 

หน่วยเงินตรา ฟรังก์เซฟา (CFA) 1 บาท = 14.87 CFA (11 ธันวาคม 2556)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 23.720 พันล้าน USD (ไทย: 385 พันล้าน USD)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 12,302 USD (ไทย: 5,647 USD)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 6.2 (ไทย: ร้อยละ 2.9)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 0.4 (ไทย: ร้อยละ 2.2)

เงินทุนสำรอง 2.47 พันล้าน USD (ไทย: 181.7 พันล้าน USD)

ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เพชร ไนโอเบียม แมงกานีส ยูรเนียม ทอง ไม้ แร่เหล็ก และพลังงานน้ำ 

อุตสาหกรรมที่สำคัญ การกลั่นปิโตรเลียม แมงกานีส เหมืองทอง เคมีภัณฑ์ อาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอ ไม้ซุง ไม้อัด ซีเมนต์

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ข้าว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผ้าผืน เม็ดพลาสติก กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ เครื่องนุ่งห่ม 

สินค้านำเข้าที่สำคัญ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ส่งออกไปรัสเซีย สหรัฐอเมริกา จีน ฝรั่งเศส นำเข้าจาก ฝรั่งเศส สหรัฐอเมนิกา จีน เบลเยียม อิตาลี แคเมอรูน เนเธอร์แลนด์ 

หน่วยเงินตรา
 ฟรังก์เซฟา (CFA Franc) (1 บาท = 14.90 ฟรังก์เซฟา) (สถานะ ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2557) 

การท่องเที่ยว 
ชาวกาบองเดินทางมาไทย 114 คน (2556) 

คนไทยในกาบอง 17 คน (2556)

ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ทางการทูต
ประเทศไทยกับกาบองได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2519 โดยฝ่ายไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ มีเขตอาณาครอบคลุมกาบอง และฝ่ายกาบองได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตกาบองประจำกรุงโซล มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย

ด้านเศรษฐกิจ

ปริมาณการค้าระหว่างประเทศทั้งสองมีปริมาณไม่มากนัก และมีความผันผวนมากในแต่ละปี โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ไทยเสียดุลการค้ากับกาบองมาโดยตลอด ล่าสุด ในปี 2552 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับกาบองมีจำนวน 1,515.43 ล้านบาท ซึ่งถือว่าลดลงกว่าปี 2550 ถึง 3,261.26 ล้านบาท ไทยส่งออกไปกาบองมูลค่า 1,489.30 ล้านบาท และไทยนำเข้าจากกาบอง 26.12 ล้านบาท สินค้าที่ไทยส่งออกไปกาบอง 10 อันดับแรก ได้แก่ 1. รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2. เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 3. ข้าว 4. หม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ 5. ประทีปโคมไฟ 6. ผลิตภัณฑ์พลาสติก 7. เสื้อผ้าสำเร็จรูป 8. ผ้าผืน 9. เครื่องดื่ม 10. เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สำหรับสินค้าที่ไทยนำเข้าจากกาบอง ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เป็นต้น

ด้านสังคมและวัฒนธรรม
ไทยให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะการเผยแพร่เทคโนโลยีด้านการผลิตยารักษาโรคมาลาเรียและยาต้านโรค เอดส์แก่ประเทศในแอฟริกา โดยระหว่างปี 2549-2550 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขไปประเทศบูร์กินาฟาโซ แกมเบีย เซเนกัล กาบอง และมาลี เพื่อเผยแพร่เทคโนโลยีด้านการผลิตยารักษาโรคมาลาเรีย โดยในกาบอง ดำเนินการระหว่างวันที่ 2-8 กันยายน 2549 นอกจากนี้ สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) ยังได้ให้ทุนฝึกอบรมประจำปีแก่เจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญชาวกาบองในหลาก หลายสาขาเป็นประจำทุกปี

ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
ความตกลงแม่บทว่าด้วยความร่วมมือ (ลงนามเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2529)

การเยือนที่สำคัญ
ฝ่ายไทย
รัฐบาล

- วันที่ 22 - 24 สิงหาคม 2549
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี เยือนกาบองอย่างเป็นทางการ

- วันที่ 16 - 19 มีนาคม 2529
ร้อยตรีประพาส ลิมปะพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนกาบองอย่างเป็นทางการ

ฝ่ายกาบอง
รัฐบาล

- ปี 2527
นาย Omar Bongo Ondimba ประธานาธิบดีกาบอง เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในลักษณะ Working visit

- วันที่ 2 - 5 พฤศจิกายน 2528
นาย Omar Bongo Ondimba เยือนไทยเป็นการส่วนตัวโดยได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2528

- วันที่ 26 กุมภาพันธ์ - 2 มีนาคม 2546
นาย Omar Bongo Ondimba พร้อมภริยา เดินทางเยือนไทยเป็นการส่วนตัว

- วันที่ 10 - 15 ตุลาคม 2546
นาย Omar Bongo Ondimba พร้อมภริยา เดินทางเยือนไทยเป็นการส่วนตัว

- วันที่ 16 - 20 เมษายน 2548
นาย Jean Ping รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกาบอง พร้อมภริยา เดินทางมาเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ

- วันที่ 30 เมษายน 2549 - 6 พฤษภาคม 2549
นาย Omar Bongo Ondimba และภริยา เดินทางเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนตัว พร้อมด้วยนาย Jean Ping รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ความตกลงและความร่วมมือ

  • ความตกลงแม่บทว่าด้วยความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐกาบอง
    วันที่ลงนาม 09 พฤษภาคม 2529