Tanzania / แทนซาเนีย

สหสาธารณรัฐแทนซาเนีย
United Republic of Tanzania

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Tanzania / แทนซาเนีย

ที่ตั้ง                                                ประกอบด้วย ๒ สาธารณรัฐ คือ สาธารณรัฐ Tanganyikaและสาธารณรัฐ Zanzibar โดยสาธารณรัฐ Tanganyika ตั้งอยู่บนชายฝั่งทางด้านตะวันออกของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือและตะวันออกติดกับเคนยา ยูกันดา และทะเลสาบวิกตอเรีย (Victoria) ทิศใต้ติดกับโมซัมบิก ทิศตะวันตกติดกับรวันดา บุรุนดี สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และทะเลสาบ Tanganyika  ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับแซมเบีย มาลาวี และทะเลสาบมาลาวี ขณะที่สาธารณรัฐ Zanzibar ประกอบด้วย เกาะ Zanzibar และเกาะ Pemba ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากชายฝั่งของสาธารณรัฐ Tanganyika ไปทางตะวันออกประมาณ ๔๐ กิโลเมตร





พื้นที่                                                 ๘๘๓,๗๔๙ ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง                                        กรุงโดโดมา (Dodoma)

ประชากร                                          ๕๕.๕๗ ล้านคน (ปี ๒๕๕๙)

ภูมิอากาศ                                         แบ่งเป็น ๒ ฤดู คือ ฤดูแล้งตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม อุณหภูมิเฉลี่ย ๒๓ - ๒๗ องศาเซลเซียส และฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ย ๒๘ - ๓๐ องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ                                    อังกฤษ (English) และสวาฮิลี (Swahili)

ศาสนา                                                   ศาสนาคริสต์ ร้อยละ ๓๐ ศาสนาอิสลาม ร้อยละ ๓๕  และความเชื่อดั้งเดิม ร้อยละ ๓๕

หน่วยเงินตรา                                    ชิลลิงแทนซาเนีย อัตราแลกเปลี่ยน ๑ บาท เท่ากับ 72.15 ชิลลิงแทนซาเนีย

                                                         (สถานะวันที่ 2 พฤษภาคม 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ           ๔๗.๔๓ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี ๒๕๕๙)

รายได้ประชาชาติต่อหัว                   ๘๗ ดอลลาร์สหรัฐ (ปี ๒๕๕๙)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ                ร้อยละ ๗.๐  (ปี ๒๕๕๙)

ระบอบการปกครอง                         ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐที่ใช้ระบบกึ่งประธานาธิบดี   โดยมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งเป็นประมุข มีวาระการดำรงตำแหน่ง ๕ ปี โดยดำรงตำแหน่งติดต่อกันไม่เกิน ๒ วาระประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายจอห์น ปอมเบ โจเซฟ มากูฟูลี (John Pombe Joseph Magufuli) (ตั้งแต่วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๘) และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือ นายคาสซิม มาจาลิวา (Kassim Majaliwa) (ตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘)


ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
สหสาธารณรัฐแทนซาเนียประกอบด้วยสาธารณรัฐ 2 แห่ง ได้แก่ สาธารณรัฐแทนกานยิกา (Tanganyika) และสาธารณรัฐแซนซิบาร์ (Zanzibar) สาธารณรัฐแทนกานยิกาตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกาอาณาเขตทางด้านเหนือและตะวันออกติดกับเคนยาและยูกันดา รวมทั้งทะเลสาบวิกตอเรีย ทิศตะวันตกติดกับรวันดา บุรุนดี สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และทะเลสาบแทนกานยิกา ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับแซมเบีย มาลาวี และทะเลสาบมาลาวี ทิศใต้ติดกับโมซัมบิก ทางเหนือมีภูเขาคิลิมันจาโร (Kilimanjaro) ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงสุดในทวีปแอฟริกา ส่วนสาธารณรัฐแซนซิบาร์ ประกอบด้วยเกาะแซนซิบาร์และเกาะเพมบา (Pemba) อยู่ห่างจากชายฝั่งของแทนกานยิกา ประมาณ 40 กิโลเมตร

แต่เดิม แทนกานยิกาเป็นอาณานิคมของเยอรมนี ตั้งแต่ปี 2428-2459 (ค.ศ. 1885-1916) ต่อมา
แทนกานยิกาได้เข้าเป็นดินแดนในอารักขาของสันนิบาตชาติและสหประชาชาติตามลำดับ โดยทั้งสันนิบาตชาติและสหประชาชาติได้มอบให้อังกฤษดูแลแทนกานยิกามาโดยตลอด จนกระทั่งแทนกานยิกาได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2504 (ค.ศ. 1961) โดยมีสถานะเป็นสาธารณรัฐภายใต้เครือจักรภพอังกฤษ

แซนซิบาร์เป็นรัฐสุลต่านภายใต้การอารักขาของอังกฤษ และได้รับเอกราชสมบูรณ์เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2506 (ค.ศ. 1963) ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2507 (ค.ศ.1964) ระบบสุลต่านถูกโค่นล้มโดยการปฏิวัติจากชาวพื้นเมืองแอฟริกัน และเกิดการขับไล่ชาวตะวันตกออกนอกประเทศและสังหารชาวอาหรับนับพันคน

แทนกานยิกาและแซนซิบาร์ได้ตกลงรวมตัวกันเป็นสหสาธารณรัฐแทนซาเนียเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2507 (ค.ศ. 1964) โดยแซนซิบาร์มีสถานะเป็นเขตพิเศษกึ่งปกครองตนเองและมีคณะรัฐบาลของตนเองชื่อ Revolutionary Council of Zanzibar  

การเมืองการปกครอง

ระบอบการปกครอง สาธารณรัฐประชาธิปไตยโดยแบ่งการปกครองออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ

ประธานาธิบดี นายจาคายา มริโซ คิเควเต (Jakaya Mrisho Kikwete) ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 21 ธันวาคม 2548ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี นายมิเซ็นโก ฟินดา (Mizengo Pinda) ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 9 กุมภาพันธ์ 2551


รัฐมนตรีต่างประเทศ นายเบอร์นาร์ด เมมเบ (Bernard Membe) ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 12 มกราคม 2550

การเมืองการปกครอง 
แทนซาเนียปกครองในระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตยโดยแบ่งการปกครองออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้รับการแก้ไขปรับปรุงครั้งสำคัญ 2 ครั้ง ในปี 2527 (ค.ศ. 1984) และ ปี 2537 (ค.ศ. 1994)

ฝ่ายบริหาร ประกอบด้วยประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และคณะรัฐมนตรี โดยประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐ ผู้นำรัฐบาล และผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายยาคายา อึมรีโช คีเควเท (Jakaya Mrisho Kikwete) ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548 (ค.ศ. 2005) และได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2553 (ค.ศ. 2010) ซึ่งจะเป็นสมัยสุดท้ายตามรัฐธรรมนูญ โดยปกติ หากประธานาธิบดีมาจาก
แซนซิบาร์ รองประธานาธิบดีต้องมาจากแทนกานยิกา ในทางกลับกันหากประธานาธิบดีมาจากแทนกานยิกา รองประธานาธิบดีต้องมาจากแซนซิบาร์

ฝ่ายนิติบัญญัติ ระบบรัฐสภาของแทนซาเนียเป็นระบบสภาเดียว เรียกว่า Bunge ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบสภาเดียว มีสมาชิกรัฐสภาจำนวน 357 คน โดยสมาชิกรัฐสภามาจากการเลือกตั้งจำนวน 239 คน 5 คน เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแซนซิบาร์ และ 1 คน เป็นอัยการสูงสุด ส่วนที่เหลือ 102 คน เป็นผู้หญิงที่ได้รับการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดี และอีก 10 คน เป็นบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ส่วนแซนซิบาร์ก็มีรัฐสภาเป็นของตนเองต่างหากเพื่อออกกฎหมายในการปกครอง โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 50 คน จากการเลือกตั้งโดยตรงของชาวแซนซิบาร์ และมีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี

ฝ่ายตุลาการ ประกอบด้วยศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลสูง ผู้พิพากษามาจากการแต่งตั้งของประธานาธิบดี

การแบ่งเขตการปกครอง
รัฐธรรมนูญแทนซาเนียกำหนดให้สาธารณรัฐแซนซิบาร์เป็นอิสระในการบริหารกิจการแซนซิบาร์ทุกประการ ยกเว้นด้านการต่างประเทศ การป้องกันประเทศ การศาล การราชทัณฑ์ และกิจการตำรวจที่รวมกับแทนกานยิกา แทนซาเนียแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 30 เขต ได้แก่ Arusha, Dar es Salaam, Dodoma, Geita, Iringa, Kagera, Kaskazini Pemba (Pemba North), Kaskazini Unguja, (Zanzibar North), Katavi, Kigoma, Kilimanjaro, Kusini Pemba (Pemba South), Kusini Unguja (Zanzibar Central/South), Lindi, Manyara, Mara, Mbeya, Mjini Magharibi (Zanzibar Urban/West), Morogoro, Mtwara, Mwanza, Njombe, Pwani (Coast), Rukwa, Ruvuma, Shinyanga, Simiyu, Singida, Tabora, Tanga

นับตั้งแต่รวมประเทศ แทนซาเนียปกครองโดยระบบพรรคการเมืองเดียวมากว่า 27 ปี จนกระทั่งเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นแบบระบบหลายพรรคในเดือนมิถุนายน 2535 (ค.ศ. 1992) และมีการเลือกตั้งทั่วไปแบบหลายพรรคครั้งแรกในปี 2538 (ค.ศ. 1995)

ปัจจุบัน พรรค Chama Cha Mapinduzi (CCM) ของประธานาธิบดี Kikwete เป็นพรรคการเมืองที่มีอิทธิพลมากที่สุด ประธานาธิบดี Kikwete ได้สร้างฐานอำนาจของตนภายในพรรครัฐบาลให้เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ โดยใช้นโยบายแบบประชานิยม ต่อต้านการทุจริต ปฏิรูประบบเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ในการเลือกตั้งทั่วไปของแทนซาเนียครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2553 (ค.ศ. 2010) ประธานาธิบดี Kikwete ชนะได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 61.1 อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายค้านประท้วงผลการเลือกตั้งดังกล่าว โดยอ้างว่ากระบวนการเลือกตั้งไม่โปร่งใส แต่ไม่เกิดเหตุรุนแรง ต่อมา ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี Kikwete เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการเคลื่อนไหว และหันมาร่วมมือกัน โดยตนพร้อมที่จะรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อพัฒนาแทนซาเนียไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ปัจจุบัน คณะกรรมการทบทวนรัฐธรรมนูญแทนซาเนีย (Tanzania's Constitutional Review Commission - CRC) อยู่ระหว่างการพิจารณาเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งประเด็นสำคัญที่เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง คือ การเสนอให้แทนซาเนียมีระบบ 3 รัฐบาล (Three-tier government system) ประกอบด้วย รัฐบาลแทนซาเนีย (Government of Tanzania) รัฐบาลแทนกายิกา (Government of Tanganyika) และรัฐบาลสหภาพ (Union government) แต่รัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของประธานาธิบดี Kikwete ไม่เห็นด้วยกับร่างดังกล่าวและสนับสนุนสถานะทางการปกครองแบบเดิม คือ ระบบสองรัฐบาล (two government system) ซึ่งรายงานฉบับล่าสุด (25 เม.ย. 2557) ของ Economist Intelligence Unit (EIU) คาดการณ์ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวไม่น่าจะได้รับการเห็นชอบและอาจจะต้องตกไป 

การต่างประเทศ
แทนซาเนียเป็นประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด นายจูเลียส อึนเยเรเร (Julius Nyerere) ประธานาธิบดีคนแรกภายหลังการประกาศเอกราช เป็นผู้ก่อตั้งสำคัญคนหนึ่งของกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement – NAM) รัฐบาลแทนซาเนียมีนโยบายเป็นกลาง เป็นมิตรกับทั้งประเทศเจ้าอาณานิคมเดิม (สหราชอาณาจักรและเยอรมนี) ประเทศที่มีนโยบายสังคมนิยม (กลุ่มสแกนดิเนเวีย และจีน) รวมทั้งประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือรายใหญ่ (สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น) แทนซาเนียเป็นประเทศที่ผู้ให้ความช่วยเหลือเห็นว่า มีพัฒนาการดี และเป็นผู้รับรายใหญ่ของเงินทุนเพื่อการพัฒนา

แทนซาเนียมีนโยบายเป็นมิตรกับประเทศในภูมิภาคแอฟริกา โดยส่งเสริมและกระชับความร่วมมือในระดับภูมิภาค และองค์กรสหภาพแอฟริกา (African Union - AU) แทนซาเนียยังมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เคนยา และยูกันดา โดยทั้งสามประเทศได้ร่วมก่อตั้งประชาคมแอฟริกาตะวันออก (East African Community - EAC)  เมื่อปี 2542 (ค.ศ. 1999) นอกจากนี้ แทนซาเนียเป็นสมาชิก EAC ประเทศเดียวที่เป็นสมาชิกประชาคมเพื่อการพัฒนาแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Development Community - SADC)  ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ ปัจจุบัน รัฐบาลแทนซาเนียมีนโยบายมองตะวันออก (Look-East Policy) โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศในทวีปเอเชียมากขึ้น เนื่องจากวิกฤตทางการเงินในสหรัฐอเมริกาและยุโรปทำให้แทนซาเนียเล็งเห็นศักยภาพทางการเงินและการลงทุนของเอเชีย ซึ่งมีเสถียรภาพทางการเงินสูง

เศรษฐกิจและสังคม

แต่เดิม แทนซาเนียใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมา ช่วงต้นทศวรรษที่ 90 (2533-2543) รัฐบาลจึงได้ริเริ่มการกระตุ้นการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพต่ำ โดยให้ภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการแทน โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกองทุนการเงินระหว่าง ประเทศ (International Monetary Fund - IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจมีความเป็นเสรีมากขึ้น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้นเรื่อย ๆ และมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน แทนซาเนียวางนโยบายเศรษฐกิจภายใต้กรอบ Poverty Reduction and Growth Facility (PRGF) ของ IMF นอกจากนี้ แทนซาเนียอยู่ในกลุ่มประเทศ Heavily Indebted Poor Countries (HIPC) ของ IMF และธนาคารโลก ซึ่งได้รับประโยชน์เป็นเงินทุนเพื่อการช่วยเหลือและการยกเลิกหนี้ (debt relief) โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศ G8 ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศผู้ให้รายใหญ่ในภูมิภาคแอฟริกา

รัฐบาลแทนซาเนียให้ความสำคัญกับการกระจายฐานการผลิตสู่ภาคอุตสาหกรรม และดำเนินนโยบายเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมในแทนซาเนียยังล้าหลัง เนื่องจากปัญหา การขาดแคลนวัตถุดิบและพลังงาน โดยทั่วไปเป็นอุตสาหกรรมในท้องถิ่น และอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า โรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นของรัฐ และเป็นการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศ

แทนซาเนียมีศักยภาพทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง เนื่องจากการเมืองมีเสถียรภาพและมีทรัพยากรทางธรรมชาติมาก อาทิ แร่ธาตุ อัญมณี และก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้ รัฐบาลแทนซาเนียมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว และได้ตั้งศูนย์ส่งเสริมการลงทุน (Tanzania Investment Centre) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนต่างชาติด้วย สาขาการค้าการลงทุนที่มีศักยภาพ ได้แก่ เหมืองแร่และอัญมณี การก่อสร้าง การแปรรูปผลิตผลทางเกษตร และธุรกิจท่องเที่ยว

มูลค่าการค้าไทย-แทนซาเนีย 114.28 ล้าน USD (ไทยส่งออก 100.31 ล้าน USD ไทยนำเข้า 13.97 ล้าน USD ไทยได้ดุลการค้า 86.34 ล้าน USD)

การลงทุน บริษัท SCT เปิดสำนักงานที่นคร Dar es Salaam บริษัท CPF ทำธุรกิจฟาร์มไก่ อิตัลไทยร่วมทุนธุรกิจเหมืองแร่

หน่วยเงินตรา ชิลลิงแทนซาเนีย (TZS) 1 บาท = 50.02 TZS ( สถานะ 11 ธันวาคม 2556)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 32.292 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ (2556)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 1,615.00 ดอลล่าร์สหรัฐ (2556)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 7.1 (2556)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 8.0 (2556)

เงินทุนสำรอง 4.343 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ (2556)

อุตสาหกรรมที่สำคัญ แปรรูปสินค้าเกษตร (น้ำตาล เบียร์ บุหรี่ สายป่านจากพืช) เหมืองเพชร ทองแดง เหล็ก ถ่านหิน เกลือ โซดาไฟ ซีเมนต์ กลั่นน้ำมัน รองเท้า เสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์จากไม้ ปุ๋ย

สินค้าส่งออกที่สำคัญ น้ำตาลทราย เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ

สินค้านำเข้าที่สำคัญ สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง วัตถุดิบในอุตสาหกรรม น้ำมันดิบ

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ส่งออกไปอินเดีย จีน ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เยอรมนี นำเข้าจากอินเดีย จีน แอฟริกาใต้ เคนยา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ญี่ปุ่น

ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

1.  ความสัมพันธ์ทั่วไป

        ไทยและแทนซาเนียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๒๓ ฝ่ายไทยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา มีเขตอาณาครอบคลุมสหสาธารณรัฐแทนซาเนีย ปัจจุบัน อยู่ระหว่างกระบวนการแต่งตั้งนายเชิดเกียรติ อัตถากร เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอํานาจเต็มประจําสาธารณรัฐเคนยา เป็นเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอํานาจเต็มประจําสหสาธารณรัฐแทนซาเนียอีกตำแหน่งหนึ่ง ขณะที่ฝ่ายแทนซาเนีย นายอับดุล ซิสโก อึมทีโร (Abdul Cisco Mtiro) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหสาธารณรัฐแทนซาเนีย ถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ทั้งนี้ ขณะนี้รัฐบาลแทนซาเนียอยู่ระหว่างการขอความเห็นชอบจากรัฐบาลไทยในการแต่งตั้งให้นาย Ramadhani Kitwana Dau ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหสาธารณรัฐแทนซาเนียประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

1.1  การเมือง

               รัฐบาลแทนซาเนียไม่ได้แสดงความเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทยเมื่อปี 2557  

1.2  การค้า

              ในปี 2561 ไทยและแทนซาเนียมีปริมาณการค้ารวม 170.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นการส่งออก 127.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้า 43.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้า 83.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

              สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปแทนซาเนีย ได้แก่ น้ำตาลทราย เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ข้าว เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว และเคมีภัณฑ์ และสินค้านำเข้าที่สำคัญ จากแทนซาเนีย ได้แก่ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ด้ายและเส้นใย เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช

1.3  การลงทุน

              ปัจจุบัน มีบริษัทไทยหลายบริษัทตั้งฐานการดำเนินธุรกิจในแทนซาเนีย อาทิ บริษัท CPF Tanzania Ltd. ประกอบธุรกิจเมล็ดพันธุ์พืช (ข้าวโพดหวาน) บริษัท SCT Co. Ltd. ประกอบธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง และบริษัททำเหมืองแร่อัญมณี เนื่องจากแทนซาเนียมีเสถียรภาพทางการเมืองดี มีระบบกฎหมายที่ชัดเจน และมีท่าเรือที่นครดาร์เอสซาลามเป็นจุดเชื่อมต่อการส่งสินค้าจากต่างประเทศ
สู่ประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลในภูมิภาคแอฟริกา

1.4 การท่องเที่ยว

               ปี 2561 นักท่องเที่ยวแทนซาเนียเดินทางมาไทยจำนวน 2,219 คน (จากประชากรของประเทศที่มีจำนวน 55.57 ล้านคน) แต่ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปแทนซาเนีย

       1.5  ความร่วมมือด้านอื่น ๆ

              1.5.1 ความร่วมมือทางวิชาการ

              ไทยให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่แทนซาเนียตั้งแต่ปี 2529 โดยจัดฝึกอบรมด้านการศึกษาและการจัดการระบบสาธารณูปโภคตามคำขอขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ  (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization - UNESCO) และ องค์การการบินระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization - ICAO) ในลักษณะ Third Country Training Programme โดยให้ทุนฝึกอบรมทางวิชาการแก่แทนซาเนียในสาขาต่าง ๆ ปีละ 1- 2 ทุน อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ แทนซาเนียเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายภายใต้ความร่วมมือไตรภาคีไทย - ญี่ปุ่น - แอฟริกา ในสาขาการเกษตรและสาธารณสุข

                          ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทยกับแทนซาเนียส่วนใหญ่อยู่ในรูปของทุนฝึกอบรม โดยสาขาที่แทนซาเนียให้ความสนใจส่งผู้แทนเข้าร่วมการอบรม ได้แก่ การสาธารณสุข
การทูต และการท่องเที่ยว     

                           ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2553 - 2561 มีผู้รับทุนจากแทนซาเนีย รวม 49 คน โดยแบ่งเป็นทุน AITC จำนวน 11 คน ทุนฝึกอบรมทวิภาคี จำนวน 18 คน ทุนปริญญาโทหลักสูตรนานาชาติ จำนวน 12 คน ทุนปริญญาโทหลักสูตรนานาชาติทวิภาคี จำนวน 7 คน และทุนดูงาน จำนวน 1 คน

1.6  ความสัมพันธ์ในระดับประชาชน

              ปี 2562 มีชาวไทยอาศัยอยู่ในแทนซาเนีย จำนวน 100 คน (นักธุรกิจ 45 คน แรงงาน 8 คน พนักงานนวด/สปา 17๑๗ คน พ่อครัว/แม่ครัว 20 คน คนไทยสมรสกับต่างชาติ 5 คน ผู้ติดตามครอบครัว 2 คน ผู้พำนักระยะยาว 2 คน และนักศึกษา 1 คน    

2.ความตกลงที่สำคัญ

        ความตกลงที่ได้ลงนามแล้ว 6 ฉบับ

        2.1  ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหสาธารณรัฐแทนซาเนีย (ลงนามเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2549)

        2.2  ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหสาธารณรัฐแทนซาเนีย (ลงนามเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2556)

        2.3  ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหสาธารณรัฐแทนซาเนียว่าด้วยการโอนตัวผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา (ลงนามเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม 2556)

        2.4  บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหสาธารณรัฐแทนซาเนีย (ลงนามเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2556)

        2.5  บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการจัดการอุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่าระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการท่องเที่ยวภายใต้รัฐบาลแห่งสหสาธารณรัฐแทนซาเนีย (ลงนามเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2556)

        2.6 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติกับกระทรวงพลังงานและทรัพยากรเหมืองแร่แทนซาเนีย
(ลงนามเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2556)

3.     การเยือนที่สำคัญ

        3.1  ฝ่ายไทย

               การเยือนระดับพระราชวงศ์

      พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร)วันที่ 4 - 7กันยายน 2537 เสด็จฯ เยือนแทนซาเนียอย่างเป็นทางการ

             

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรฯ สยามบรมราชกุมารี

               วันที่ 17 - 21 มีนาคม 2546 เสด็จฯ เยือนแทนซาเนียตามคำกราบบังคมทูลเชิญ
ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugee - UNHCR) เพื่อทอดพระเนตรโครงการของ Refugee Education Trust ที่เมือง Kigoma

               การเยือนระดับรัฐบาล

               นายกรัฐมนตรี / รองนายกรัฐมนตรี

               - วันที่ 30 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม 2556 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเยือนแทนซาเนียอย่างเป็นทางการ

               - วันที่ 24 - 26 สิงหาคม 256นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี เยือนแทนซาเนียอย่างเป็นทางการ

               รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

                วันที่10-12 มีนาคม 2536 นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนแทนซาเนียอย่างเป็นทางการ
3.2 ฝ่ายแทนซาเนีย

 

               การเยือนระดับรัฐบาล

               ประธานาธิบดี

เดือนมีนาคม 2531 นายจูเลียส นเยเรเร (Julius Nyerere) ประธานาธิบดี
แห่งสหสาธารณรัฐแทนซาเนียในฐานะประธาน
South Commission เยือนประเทศไทย และเข้าพบหารือกับนายพงส์ สารสิน รองนายกรัฐมนตรี
 

นายกรัฐมนตรี

               - วันที่ 15-18 ตุลาคม 2541 นายเฟรเดอริก ที. ซูมาเย (Frederick T. Sumaye)  นายกรัฐมนตรีสหสาธารณรัฐแทนซาเนียเยือนประเทศไทย

               - วันที่ 1-4 กันยายน 2549 นายเอ็ดเวิร์ด โลวาสสา (Edward Lowassa) นายกรัฐมนตรีสหสาธารณรัฐแทนซาเนียเยือนประเทศไทย              

4.   สาส์นแสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

        เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 นายจอห์น ปอมเบ โจเซฟ มากูฟูลี ประธานาธิบดีแห่งสหสาธารณรัฐแทนซาเนีย มีสาส์นถึงนายกรัฐมนตรี แสดงความเสียใจต่อการสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

5. สาส์นถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่ขึ้นทรงราชย์

        กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้รับรายงานการมีสาส์นถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่ขึ้นทรงราชย์ จากประธานาธิบดีแห่งสหสาธารณรัฐแทนซาเนีย 

6. ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทราบ

        6.1 แทนซาเนียมีศักยภาพที่จะเป็นตลาดที่สำคัญของไทย เนื่องจากมีเสถียรภาพ ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ แทนซาเนียยังเป็นสมาชิกประชาคมแอฟริกาตะวันออก (East African Community - EAC) ซึ่งได้จัดตั้งตลาดร่วมแล้วและเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๓ ทำให้สามารถเป็นจุดกระจายสินค้าที่สำคัญของไทยในภูมิภาค ทั้งนี้ แทนซาเนียเป็นประเทศที่มีศักยภาพเหมาะแก่การลงทุนในหลาย ๆ ด้าน ได้แก่ การท่องเที่ยว การโรงแรม ร้านอาหาร สปา เกษตรกรรม อัญมณีและเครื่องประดับ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน

         6.2 ปัจจุบัน รัฐบาลแทนซาเนียมีนโยบายมองตะวันออก (Look - East Policy) โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศในทวีปเอเชียมากขึ้น เนื่องจากวิกฤตทางการเงินในสหรัฐอเมริกา
และยุโรป ทำให้แทนซาเนียเล็งเห็นศักยภาพทางการเงินและการลงทุนของเอเชียซึ่งมีเสถียรภาพ
ทางการเงินสูง

         6.3 แทนซาเนียขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาระยะ 5 ปี (Five Year Development Plan - FYDP) ฉบับที่ 2 (ค.ศ. 2016/2017 – 2020/2021) ที่เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่ ประเทศรายได้ปานกลาง/ประเทศกึ่งอุตสาหกรรม รัฐบาลแทนซาเนียให้ความสำคัญกับการลงทุนของภาครัฐ โดยเมื่อเดือนเมษายน 2560 แทนซาเนียเริ่มก่อสร้างทางรถไฟรางมาตรฐาน (Standard Gauge Railway - SGR) เส้นทางจากนครดาร์เอสซาลาม - Morogoroระยะทาง 300 กิโลเมตร โดยภาคเอกชนจากตุรกีและโปรตุเกสเป็นผู้ได้รับสัมปทานการก่อสร้าง  และเมื่อเดือนตุลาคม 2560 แทนซาเนียได้ลงนามก่อสร้างรถไฟเส้นทางจากเมือง Morogoro - Makutupora ระยะทาง 422 กิโลเมตร (ช่วงการดำเนินการที่ 2)  โดยรถไฟขนส่งผู้โดยสารจะมีความเร็ว 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง และรถไฟขนส่งสินค้าจะมีความเร็ว 120กิโลเมตร/ชั่วโมง ทั้งสองโครงการคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 30 เดือน โดยมีเป้าหมายที่จะเชื่อมเมืองท่านครดาร์เอสซาลามกับเมือง Mwanza บริเวณทะเลสาบวิกตอเรีย มีระยะทางรวม 1,219 กิโลเมตร



 

ข้อมูลด้านกงสุล

การตรวจลงตรา Visa on Arrival หรือ ขอรับการตรวจลงตราตามปกติได้ที่สถานเอกอัครราชทูตแทนซาเนียประจำมาเลเซีย

สำนักงานไทยที่ดูแลแทนซาเนีย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี

สำนักงานแทนซาเนียที่ดูแลไทย สถานเอกอัครราชทูตแทนซาเนียประจำมาเลเซีย 

กงสุลกิตติมศักดิ์แทนซาเนียประจำประเทศไทย 
ในที่ประชุมหารือทวิภาคีไทย-แทนซาเนีย ระดับปลัดกระทรวงการต่างประเทศ (5 ก.ย. 2556) นาย John Haule ปลัดกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศแทนซาเนีย แสดงความประสงค์ที่จะแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์แทนซาเนียประจำประเทศไทย และขอให้ฝ่ายไทยเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสม กระทรวงฯ จึงได้มีหนังสือถึงสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ขอให้เสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมให้ฝ่ายแทนซาเนียพิจารณา ขณะนี้ สภาหอการค้าฯ อยู่ระหว่างการเสนอชื่อนายกุลวุฒิ วนาสวัสดิ์ คณะกรรมการเอเชียใต้ฯ ตะวันออกกลางและแอฟริกา สภาหอการค้าฯ และกรรมการผู้จัดการ โรงงานเภสัชกรรม แอตแลนติก จำกัด (รอหนังสืออย่างเป็นทางการ รวมทั้ง CV และเอกสารวิศัยทัศน์)

กงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำแทนซาเนีย 
กระทรวงฯ มีดำริจะเปิด สกม. และแต่งตั้ง กสม. ไทย/แทนซาเนียตั้งแต่ปี 2543 แต่ประสบปัญหา กต.แทนซาเนีย ไม่เห็นชอบบุคคลที่ไทยเลือกให้เป็น กสม. ถึงแม้ว่าจะได้รับเสนอชื่อจาก กต. แทนซาเนียก็ตาม ประเด็นนี้จึงได้หยุดชะงักไป ต่อมา เมื่อปี 2554 อธิบดีกรมเอเชียใต้ฯ ขณะนั้น (นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ) ได้เดินทางไปแทนซาเนียตามโครงการตลาดใหม่ (Focus Group) และเห็นว่า อาจจะถึงเวลาพิจารณาความจำเป็นในการจัดตั้ง สกม. ไทย/แทนซาเนีย ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ สนับสนุน และเมื่อ 2555 สอท. ณ กรุงไนโรบีได้แจ้งยืนยันเหตุผลและความสำคัญของการเปิด สกม. และแต่งตั้ง กสม. ไทย/แทนซาเนีย กรมเอเชียใต้ฯ จึงได้มีบันทึกเรียนเสนอ และ รมว. กต. อนุมัติการเปิดในหลักการ และแจ้ง สอท. ณ กรุงไนโรบีให้ขอความเห็นชอบการเปิด สกม. ไทย/แทนซาเนีย และสรรหาบุคคลเป็น กสม. ไทย/แทนซาเนีย ต่อมา กระทรวงฯ มีดำริร่างระเบียบ กสม. ฉบับใหม่ซึ่งทำให้กระบวนการชะงักไปชั่วคราว

ความตกลงและความร่วมมือ

  • ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศ
    วันที่ลงนาม 26 สิงหาคม 2545