Swaziland / สวาซิแลนด์

ราชอาณาจักรสวาซิแลนด์
Kingdom of Swaziland

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Swaziland / สวาซิแลนด์

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ ไม่มีทางออกสู่ทะเล ล้อมรอบด้วยประเทศแอฟริกาใต้ (430 กิโลเมตร) และโมซัมบิก (105 กิโลเมตร) พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงและภูเขา 

พื้นที่ 17,364 ตารางกิโลเมตร 

เมืองหลวง กรุงอึมบาบาน (Mbabane) 

ประชากร 1.08 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ อุณหภูมิใกล้เคียงกันตลอดปี ฤดูหนาวช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม (อุณหภูมิเฉลี่ย 13 องศาเซลเซียส) ฤดูร้อนระหว่างเดือนพฤศจิกายน - มีนาคม (อุณหภูมิเฉลี่ย 20 องศาเซลเซียส)

ภาษาราชการ อังกฤษ และ Siswati  

ศาสนา ศาสนาคริสต์ ร้อยละ 90 (Zionist ร้อยละ 40 โรมันคาธอลิก ร้อยละ 20 อื่นๆ ร้อยละ 30)

ศาสนาอิสลาม ร้อยละ 2 ศาสนาอื่น ๆ ร้อยละ 8

ระบอบการปกครอง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (absolute monarchy) โดยมีกษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ อำนาจการปกครองอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของกษัตริย์ มีนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยกษัตริย์เป็นผู้นำรัฐบาล

ประมุข สมเด็จพระราชาธิบดีอึมสวาตี ที่ 3  (King Mswati III)

นายกรัฐมนตรี นายอัมโบรส มันด์วูโล ซามีนี (Mr. Ambrose Mandvulo Dlamini)  

รมว. กต. นางทูลีซีเล ซาซา (Ms. Thulisile Dladla)         

วันชาติ 6 กันยายน

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 17 มกราคม 2534

หน่วยเงินตรา Lilangeni (SZL) (1 บาท = 0.46 SZL) (สถานะ ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 4.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 3,242.8 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)        

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 1.9 (ปี 2560)

เงินทุนสำรอง 0.563 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 6.2 (ปี 2560)

ทรัพยากรธรรมชาติ แร่ใยหิน ถ่านหิน ดิน พลังงานน้ำ ป่าไม้ เพชร ทองคำ เหมืองหิน แป้งโรยตัว

อุตสาหกรรมหลัก ถ่านหิน เยื่อไม้ น้ำตาล เครื่องดื่ม สิ่งทอ เสื้อผ้า

สินค้านำเข้าที่สำคัญ น้ำมันปิโตรเลียม ยานยนต์ ยา สินค้าโภคภัณฑ์ รถบรรทุก  

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ แอฟริกาใต้ จีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ส่วนผสมของสารแต่งกลิ่น เคมีภัณฑ์ อ้อย เสื้อผ้าสตรี ไม้แปรรูป

                       ตลาดส่งออกที่สำคัญ แอฟริกาใต้ เคนยา ไนจีเรีย โมซัมบิก แทนซาเนีย

การเมืองการปกครอง

      ชนชาติสวาซี เดิมอาศัยอยู่ทางแอฟริกากลาง ต่อมาได้เคลื่อนย้ายลงมาทางแอฟริกาตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นที่ตั้งของราชอาณาจักรเอสวาตินีในปัจจุบัน ประมาณปี 2293 (ค.ศ. 1750) ภายใต้การปกครองของกษัตริย์งวาเนที่สาม (Ngwane III) จึงได้ถือว่า กษัตริย์พระองค์นี้เป็นปฐมกษัตริย์องค์แรกของราชอาณาจักรเอสวาตินี โดยครองราชย์อยู่จนถึงปี 2323 (ค.ศ. 1780) กษัตริย์องค์ปัจจุบันคือ สมเด็จพระราชาธิบดีสวาติที่สาม (King Mswati III) ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2529 (ค.ศ.1986) ต่อมาเมื่อมีการขุดพบทองคำในภูมิภาคนี้เมื่อปี 2422 (ค.ศ. 1879) จึงมีคนผิวขาวจากยุโรปอพยพเข้าไปแสวงโชคกันมากและยึดดินแดนในภูมิภาคนี้เป็นเมืองขึ้น 

เอสวาตินีตกเป็นเมืองขึ้นของคนผิวขาวเชื้อสายดัตช์ (ชาวบัวร์) ซึ่งได้ครองดินแดนซึ่งเป็นที่ตั้งของสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ในปัจจุบันซึ่งในขณะนั้นเรียกว่า Boer Republic of Transvaal ต่อมาคนเชื้อสายอังกฤษได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้และได้ทำสงครามชาวบัวร์ เมื่อปี 2446 (ค.ศ. 1903) เอสวาตินีจึงกลายเป็นเมืองขึ้นของสหราชอาณาจักร เอสวาตินีได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2511 (ค.ศ.1968) 

ภายใต้การปกครองของสมเด็จพระราชาธิบดีโซบูซาที่สอง (King Sobhuza II) โดยมีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีกษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ต่อมาเมื่อสมเด็จพระราชาธิบดีโซบูซาที่สอง ได้ทรงแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้กษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ พร้อมทั้งยกเลิกการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพรรคการเมืองหลายพรรค ทรงตราพระราชบัญญัติห้ามการจัดตั้งพรรคการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง

ปัจจุบัน เอสวาตินียังคงปกครองตามแนวทางการปกครองที่สมเด็จพระราชาธิบดีโซบูซาที่สอง ได้ทรงวางรากฐานไว้ ในขณะที่สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ซึ่งมีอิทธิพลเหนือราชอาณาจักรเอสวาตินีพยายามกดดันให้เอสวาตินีเปลี่ยนแปลงการปกครองเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น 

      รากฐานการปกครองประเทศเอสวาตินีโดยสมเด็จพระราชาธิบดีโซบูซาที่สอง ซึ่งใช้ปกครองประเทศสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้ ทรงนำแนวทางการปกครองประเทศแบบตะวันตกผสมผสานกับการปกครองตามประเพณีดั้งเดิมเข้าด้วยกัน สรุปได้ดังนี้ คือ 

สถาบันกษัตริย์

      ปัจจุบันเอสวาตินียังคงปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองประเทศ รวมถึงในการแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรีและในคณะรัฐบาล ทั้งนี้ ทรงครอบครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนใหญ่ของประเทศและทรงมอบสิทธิในการทำกินบนพื้นที่ต่าง ๆ ให้ประชาชนผ่านหัวหน้าเผ่าต่าง ๆ ให้นำไปจัดสรรให้ประชาชนทำกิน โดยมีเงื่อนไขว่า จะส่งผลผลิตเป็นการตอบแทนผ่านทางหัวหน้าเผ่า ในระหว่างที่ยังไม่มีการสถาปนากษัตริย์ขึ้นครองราชย์นั้น จะให้สมเด็จพระราชชนนี (Queen Mother) เป็นผู้สำเร็จราชการแทน บุคคลที่เป็นผู้คัดเลือกกษัตริย์ คือ Inner Council ซึ่งได้แก่ พระบรมวงศานุวงศ์ระดับอาวุโสและไม่จำกัดจำนวน ดังนั้น สมเด็จพระราชชนนีจึงเป็นผู้มีอำนาจในการปกครองประเทศควบคู่ไปกับกษัตริย์ อีกทั้งจะเป็นผู้นำประเทศในด้านการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของประเทศ  


ฝ่ายบริหาร

      กษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสิทธิขาดเหนือรัฐบาล และทรงมีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าของฝ่ายบริหารได้ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี โดยส่วนหนึ่งทรงแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัยและส่วนหนึ่งทรงแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งเป็นผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน


ฝ่ายนิติบัญญัติ

      ประกอบด้วยวุฒิสภา (Upper House) และสภาผู้แทนราษฎร (Lower House or House of Assembly) วุฒิสภาประกอบด้วยวุฒิสมาชิกจำนวน 30 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจแต่งตั้งวุฒิสมาชิก 20 คน และอีก 10 คนมาจากการแต่งตั้งของสภาผู้แทนราษฎร ส่วนสภาล่างประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 65 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี โดยพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสภาผู้แทนราษฎร 10 คน ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เหลืออีก 55 คน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แทนประชาชนและบริหารท้องถิ่นนั้นมาจากการเลือกตั้งโดยผ่าน Tinkhundla Centres ซึ่งมีทั้งหมด 55 เขตจากทั่วประเทศ
(การเลือกตั้งครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อวันที่ กันยายน
(ค.ศ. 2008)) ระบบนิติบัญญัติของสวาซิแลนด์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่มีความหมายและปราศจากความเป็นประชาธิปไตย เนื่องจากฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นเพียงสภาที่ปรึกษาของกษัตริย์ กษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสิทธิ์ขาดในการยุบสภา และไม่ต้องปฏิบัติตามมติของฝ่ายนิติบัญญัติ 

ในขณะที่สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติที่มีจากการแต่งตั้งของกษัตริย์ล้วนเป็นบุคคลในพระราชวงศ์หรือบุคคลใกล้ชิดของกษัตริย์ ทั้งนี้ กฎหมายของเอสวาตินียังคงห้ามไม่ให้มีพรรคการเมือง อีกทั้งการปฏิรูปการเมืองสวาซิแลนด์ภายใต้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังคงดำเนินไปด้วยความล่าช้า  

ฝ่ายตุลาการ

      เอสวาตินีใช้ระบบตุลาการ 2 ระบบควบคู่กันไป คือ การพิจารณาคดีตามประเพณีดั้งเดิม หรือเรียกว่า Traditional Swazi National Court และการพิจารณาตามระบบศาลสถิตยุติธรรมตามแบบตะวันตก โดยยึดแนวทางกฎหมาย Roman Dutch ซึ่งการพิจารณาตามแนวทางสมัยใหม่นี้แบ่งศาลยุติธรรมเป็น High Court, Magistrates Courts และ Industrial Courts นอกจากนั้น
ยังมี
Constitutional Courts ซึ่งทำหน้าที่เป็นศาลสูงสุดของประเทศและจะมีหน้าที่พิพากษาตัดสินคดีที่ศาลอื่น ๆ มีความเห็นขัดแย้งกัน และการตัดสินคดีของ Constitutional Courts ถือว่าคดีสิ้นสุด ทั้งนี้ กษัตริย์ทรงเป็นผู้แต่งตั้งผู้พิพากษาเอง 

      รัฐธรรมนูญฉบับเก่าได้ถูกยกเลิกไปเมื่อปี 2516 (ค.ศ.1973) พร้อมกับการยกเลิกระบบพรรคการเมืองนับแต่นั้นมา ระบอบการเมืองตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประกาศใช้เมื่อปี 2549 (ค.ศ.2006) ยังคงไม่มีความชัดเจนว่า จะอนุญาตให้มีการตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ และอำนาจสิทธ์ขาดในการปกครองยังคงอยู่ในพระราชอำนาจของกษัตริย์ จึงยังคงเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปการเมืองการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาประเทศ 


นโยบายต่างประเทศ 
      เอสวาตินีมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มประเทศประชาคมเพื่อการพัฒนาภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Development Community - SADC) นอกจากนี้ เอสวาตินีเป็นหนึ่งในประเทศแอฟริกา 5 ประเทศ (ประกอบด้วย บูร์กินาฟาโซ แกมเบีย มาลาวี เซาโตเมและปรินซิปี) และหนึ่งใน 25 ประเทศทั่วโลก ที่ให้การรับรองรัฐบาลไต้หวัน โดยเอสวาตินีได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันตั้งแต่ปี 2511 นอกเหนือจากประเทศเพื่อนบ้าน แนวทางการดำเนินความสัมพันธ์ของเอสวาตินีกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอื่น เน้นความสัมพันธ์ทางการค้าเป็นหลัก โดยเฉพาะในทวีปยุโรป อเมริกา และเอเชีย หลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์กับประเทศในแถบเอเชียมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะได้รับสิทธิพิเศษทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป แต่ประเทศกลุ่มดังกล่าวเอสวาตินีอย่างหนักเพื่อให้มีการปฏิรูประบอบการเมืองการปกครอง ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับประเทศกลุ่มดังกล่าวชะลอตัวลง 

      ในปัจจุบัน ภาพลักษณ์เอสวาตินีในสายตาของประชาคมระหว่างประเทศไม่สู้ดีนัก เนื่องจากเอสวาตินีได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความล่าช้าในการปฏิรูประบอบการเมืองการปกครอง การขาดความโปร่งใสในการบริหารประเทศ และการลิดรอนสิทธิเสรีภาพทางการเมืองและสิทธิมนุษยชนของประชาชน อันเนื่องมาจากระบอบการปกครองปัจจุบันของเอสวาตินี ซึ่งกษัตริย์มีพระราชอำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองประเทศแต่เพียงผู้เดียว

เศรษฐกิจและสังคม

สภาพเศรษฐกิจของสวาซิแลนด์ผูกพันอยู่กับสาธารณรัฐแอฟริกาใต้เป็นอย่างมาก โดยประมาณร้อยละ 80 ของสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ นำเข้าจากแอฟริกาใต้ และร้อยละ 70 ของสินค้าออกของสวาซิแลนด์ส่งไปยังแอฟริกาใต้ นอกจากนั้น ระบบการเงินและการคลังรวมทั้งระบบภาษีศุลกากรของสวาซิแลนด์ ก็ผูกพันกับแอฟริกาใต้ เนื่องจากสวาซิแลนด์เป็นประเทศสมาชิกของสหภาพศุลกากรแอฟริกาใต้ (Southern African Customs Union - SACU)  แต่ในทางปฏิบัติ สินค้าต่างประเทศส่วนใหญ่เข้ามายังเมืองท่าของแอฟริกาใต้ ดังนั้น แอฟริกาใต้จึงมีอิทธิพลเหนือประเทศสมาชิกอื่น ๆ มาก โดยใช้เรื่องสัดส่วนในการแบ่งปันรายได้จากการจัดเก็บภาษีสินค้าเข้า SACU เป็นเครื่องมือต่อรองในการเจรจาทางการเมืองและเศรษฐกิจอยู่เสมอ สำหรับสวาซิแลนด์นั้น รายได้ซึ่งได้รับจากส่วนเฉลี่ยของภาษีที่ได้จาก SACU นับเป็นรายได้หลักที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลเพื่อนำไปใช้ในการบริหารประเทศ

สินค้าที่เป็นรายได้หลักของประเทศ ได้แก่ น้ำตาลทราย ผลผลิตจากป่าไม้ อาทิ เยื่อกระดาษและผลิตภัณฑ์จากไม้สน เครื่องดื่ม เครื่องตกแต่งบ้าน และตู้เย็น การลงทุนจากต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากสหราชอาณาจักรและแอฟริกาใต้ ประชาชนร้อยละ 80 อยู่ในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญของสวาซิแลนด์ คือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยมีกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวแอฟริกาใต้และยุโรป อย่างไรก็ตาม 
ในปัจจุบัน สวาซิแลนด์ก็ยังไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน รายได้จากการท่องเที่ยวนับว่าเป็นรายได้สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ

รัฐบาลสวาซิแลนด์มีนโยบายเสริมสร้างบรรยากาศและระบบสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อ การพัฒนาคุณภาพและความมั่นคงของชีวิตประชาชนสวาซิแลนด์ รวมทั้งมุ่งใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้ เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งรัฐบาลสวาซิแลนด์ยังมีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรโดยการส่ง เสริมด้านการศึกษา ปัจจุบันมีจำนวนสถานศึกษาเพิ่มขึ้นมาก แต่คุณภาพของการศึกษายังไม่ดีเท่าที่ควร และไม่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานในประเทศ

แม้ว่าสวาซิแลนด์จะเป็นประเทศที่ยากจน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในทวีปแอฟริกา ถือว่า เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยและความมั่นคงค่อนข้างสูง 
อย่างไรก็ดี สวาซิแลนด์เป็นประเทศที่ต้องประสบปัญหาผู้ติดเชื้อเอดส์สูงที่สุดประเทศ หนึ่งในโลก โดยประชากรกว่าร้อยละ 26.1 ติดเชื้อ HIV รัฐบาลสวาซิแลนด์จึงพยายามดำเนินนโยบายต่อต้านและป้องกันการแพร่ขยายของโรค เอดส์อย่างจริงจังในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา

ความสัมพันธ์

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราได้ที่สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเอสวาตินีประจำประเทศมาเลเซีย

สำนักงานไทยที่ดูแลเอสวาตินี สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย

สำนักงานเอสวาตินีที่ดูแลไทย สถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ราชอาณาจักรเอสวาตินีประจำประเทศไทย (กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ราชอาณาจักรเอสวาตินีประจำประเทศไทย คือ นางสาวพันธ์พิไล ใบหยก) / สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเอสวาตินีประจำประเทศมาเลเซีย

ความสัมพันธ์ทั่วไป

      ไทยและเอสวาตินีสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2534 (ค.ศ.1991) โดยไทยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย มีเขตอาณาครอบคลุมราชอาณาจักรเอสวาตินี ส่วนฝ่ายเอสวาตินีมอบหมายให้
สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวาซิแลนด์ประจำมาเลเซีย มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย 

      ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างราชอาณาจักรเอสวาตินีและไทยเป็นไปด้วยดี มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง
และราชอาณาจักรเอสวาตินีให้การสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศเสมอมา นอกจากนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีสวาติที่สามแห่งราชอาณาจักรเอสวาตินียังทรงแสดงความชื่นชมในพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
ในการพัฒนาประเทศตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาพลังงานชีวภาพเป็นอย่างมาก
ภายหลังจากที่ได้ทอดพระเนตรโครงการตามพระราชดำริระหว่างการเสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลเพื่อเข้าร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ
60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพิตร ระหว่างวันที่
11 - 15 มิถุนายน 2549 (ค.ศ. 2006) 

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

การค้า

      มูลค่าการค้าระหว่างไทย-เอสวาตินียังมีไม่มาก โดยส่วนใหญ่ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้ามาโดยตลอดสำหรับปี 2561
มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 8.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกมูลค่า 1.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้ามูลค่า
7.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยขาดดุลการค้า 5.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออก อาทิ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้า ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และการแพทย์ เครื่องจักรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์

ปัญหาการค้าระหว่างไทย-เอสวาตินี
      ความห่างไกลและขาดแคลนข้อมูลเป็นอุปสรรคสำคัญในการขยายความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันที่ผ่านมาและนักธุรกิจไทยมีทัศนคติเชิงลบต่อประเทศในแถบแอฟริกา จึงมักไม่ค่อยจะนิยมเสริมสร้างความสัมพันธ์กับนักธุรกิจจากเอสวาตินีด้วยเช่นกัน 

      เนื่องจากเอสวาตินีเป็นประเทศขนาดเล็ก มีพลเมืองเพียง 1 ล้านคนเศษ จึงเป็นตลาดขนาดเล็กที่มีกำลังซื้อน้อย และเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทางทะเล จำเป็นต้องพึ่งระบบคมนาคมขนส่งของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะแอฟริกาใต้และโมซัมบิก นอกจากนั้น ธุรกรรมการค้าส่วนใหญ่จึงต้องดำเนินการผ่านประเทศที่สาม โดยเฉพาะแอฟริกาใต้ จึงมีต้นทุนในการดำเนินธุรกรรมสูงกว่าการค้าปกติ เนื่องจากปัญหาพ่อค้าคนกลาง 

การลงทุน

      ไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนระหว่างกัน

การท่องเที่ยว

      ในปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวเอสวาตินีเดินทางมาไทยจำนวน 178 คน

ความร่วมมือทางวิชาการ
      ไทยได้เสนอให้ความร่วมมือทางวิชาการแก่เอสวาตินีบนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันในด้านสาธารณสุข โดยเน้นการป้องกันและรักษาโรคเอดส์ และวัณโรค และด้านการขจัดความยากจน ซึ่งเป็นปัญหาทางสังคมที่สำคัญในสวาซิแลนด์ เอสวาตินีจึงเป็นประเทศหนึ่งที่อยู่ภายใต้โครงการให้ทุนฝึกอบรมประจำปี (Annual International Training Course – AITC) ของไทย 
      ไทยอาศัยความร่วมมือทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการเกษตร ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้เพิ่มพูนมากขึ้น และพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง อนึ่ง ในปี 2550 (ค.ศ. 2007) สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย
เริ่มดำเนินโครงการความร่วมมือทางวิชาการ
ด้านการเกษตรตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงและการเกษตรทฤษฎีใหม่ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับการจัดตั้งแปลงเกษตรสาธิตการเกษตรฯ ที่ราชอาณาจักรเลโซโท และในอนาคต หากไทยประสบความสำเร็จ ในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพลังงานชีวภาพจากข้าวฟ่างหวานซึ่งเอสวาตินีมีความสนใจมากและได้เคยขอรับเทคโนโลยีดังกล่าวจากไทยแล้วความร่วมมือต่าง ๆ ระหว่างกันเหล่านี้ก็จะเป็นช่องทางสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันในทุกด้านต่อไป 

การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายไทย 
พระราชวงศ์ 
     - วันที่ 31 สิงหาคม  -  4 กันยายน 2537 (ค.ศ. 1994) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
     - วันที่ 3 - 6 ตุลาคม 2554 (ค.ศ. 2011) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ เยือนเอสวาตินีอย่างเป็นทางการ 
นายกรัฐมนตรี / คณะรัฐมนตรี / เจ้าหน้าที่ระดับสูง 
     - เดือนพฤษภาคม 2438 (ค.ศ. 1995) คณะผู้แทนไทย ซึ่งมีรองอธิบดีกรมวิเทศสหการเป็นหัวหน้าคณะเยือนเอสวาตินี
     - วันที่ 16  -17 มิถุนายน 2539 (ค.ศ. 1996) คณะสำรวจข้อเท็จจริงของกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมผู้แทนของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเยือนเอสวาตินี 
     - วันที่ 15 - 16 พฤษภาคม 2545 (ค.ศ. 2002) นายนิสสัย เวชชาชีวะ ในฐานะผู้แทนพิเศษของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นำคณะผู้แทนภาครัฐ เอกชน และสื่อมวลชนไทยเยือนเอสวาตินีอย่างเป็นทางการ

     - วันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 (ค.ศ. 2005) นายวีระชัย วีระเมธีกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศเยือนเอสวาตินี และได้เข้าพบรองนายกรัฐมนตรี รักษาการนายกรัฐมนตรี เพื่อมอบหนังสือกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระราชาธิบดีและพระชายาเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพิตร

ฝ่ายเอสวาตินี 
พระราชวงศ์ 
     - เดือนตุลาคม 2532 (ค.ศ. 1989) สมเด็จพระราชาธิบดีสวาติที่สามแห่งราชอาณาจักรเอสวาตินีเสด็จฯ แวะพักเพื่อเปลี่ยนเครื่องบินที่ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ หลังการประชุมระดับประมุขของประเทศเครือจักรภพที่กรุงกัวลาลัมเปอร์     

     - วันที่ 16 พฤษภาคม 2539 (ค.ศ. 1996) สมเด็จพระราชาธิบดีสวาติที่สาม และพระชายา เสด็จ ฯ แวะพักและเปลี่ยนเครื่องบินที่ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ และเดินทางต่อไปยังไต้หวัน 

     - วันที่ 28 - 30 พฤษภาคม 2540 (ค.ศ. 1777) สมเด็จพระราชาธิบดีสวาติที่สามและพระชายา เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะอาคันตุกะของรัฐบาล 

    - วันที่ 28 เมษายน - 7 พฤษภาคม 2545 (ค.ศ. 2002) สมเด็จพระราชชนนีอึนทอมบีแห่งราชอาณาจักรเอสวาตินี (Her Majesty Queen Mother Ntombi) เสด็จเยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ 

     - เดือนตุลาคม 2545 (ค.ศ. 2002) สมเด็จพระราชาธิบดีสวาติที่สาม และพระชายาเสด็จ ฯ เยือนจังหวัดภูเก็ตเป็นการส่วนพระองค์ 
     - วันที่ 11 - 15 มิถุนายน 2549 (ค.ศ. 2006) สมเด็จพระราชาธิบดีสวาติที่สามและพระชายา เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลเพื่อเข้าร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 

     - วันที่ 17 - 22 มิถุนายน 2551 สมเด็จพระราชชนนีอึนทอมบี (Her Majesty Queen Mother Ntombi) เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ พร้อมคณะผู้ติดตามอันประกอบด้วยสมาชิกพระราชวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ 

นายกรัฐมนตรี / คณะรัฐมนตรี / เจ้าหน้าที่ระดับสูง 
     - วันที่ 13 - 20 มีนาคม 2534 (ค.ศ. 1991) นายจอร์จ มัมบา (Sir George Mamba) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวาซิแลนด์และภริยา เดินทางเยือนไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ 
     - วันที่ 18 - 22 มกราคม 2538 (ค.ศ. 1995) นายโซโลมอน ดลามินี (Solomon M. Dlamini) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายเทมบา มาสูกู (Themba Masuku) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจของเอสวาตินีเดินทางเยือนไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ   
     - วันที่ 11 - 13 กรกฎาคม 2547 (ค.ศ. 2004) นายอับซารอม เทมบา ดลามินี (Absalom Themba Dlamini) นายกรัฐมนตรีเอสวาตินีเยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมนานาชาติเรื่องโรคเอดส์ ครั้งที่ 15 ที่กรุงเทพฯ 

     - วันที่ 18 - 19 มกราคม 2553 (ค.ศ. 2010) นายอึนซาบันคูลู ซิเมลาเน (Chief Ndzabankhulu Simelane) นำคณะผู้แทนจากสภาราชเลขาธิการ (Board of Royal Trustees) ของเอสวาตินี เยือนไทย เพื่อหารือกับสำนักราชเลขาธิการและดูงานโครงการตามแนวพระราชดำริฯ 

ความตกลงและความร่วมมือ

  • ความตกลงว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา
    วันที่ลงนาม 05 มิถุนายน 2550